ผมเข้าใจผิดเองหรือเปล่าครับ

 kakas   

(1.) คำว่า "จิตเกิดที่ไหนดับที่นั่น" พอเข้าใจบ้างแล้วครับ แต่........
(2.) และคำว่า" พอชีวิตดับวิญญาณก็จุติแล้ววิญญาณก็ปฎิสนธิทันที อาจไปปฏิสนธิเป็นอสุรกาย เปรต เทวดา พรหม หรืออะไรก็แล้วแต่กรรมจะนำไป......."

ข้อ (1.) เกิดที่ไหนดับที่นั่น แต่ข้อ (2.) ไม่ดับแต่ไปปฏิสนธิทันที
เมื่อเป็นอย่างนี้ทั้งสองข้อไม่ขัดแย้งกันหรือครับ หรือว่าผมเข้าใจผิดและสับสนไปเองครับ ช่วยอธิบายให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ











จิตปุถุชนเป็นอยู่โดยการเกิดดับเจ้าค่ะ เกิดแล้วดับ ดับแล้วเกิด ไม่ใช่ดับแล้วไม่เกิด
จิตดวงสุดท้ายคือวิบากจิตทำหน้าที่จุติเจ้าค่ะ
และจิตชนิดเดียวกันกับจุติจิตนั้น ทำหน้าที่ปฏิสนธิเป็นจิตดวงแรกในภพใหม่เจ้าค่ะ

เช่นเคยให้ทาน รักษาศีล เวลาก่อนจะตายระลึกถึงกุศลนั้นจิตเป็นกามาวจรกุศลวิบากจิต กามาวจรกุศลวิบากจิตดวงนั้นมาทำหน้าที่จุติคือตายในภพนั้น แล้วกามาวจรกุศลวิบากจิตแบบเดียวกันนั้นมาทำหน้าที่ปฏิสนธิในภพใหม่เช่นเป็นมนุษย์หรือเทวดาเจ้าค่ะ

เช่นเคยบรรลุปฐมฌาน เวลาก่อนจะตายระลึกถึงทางแห่งปฐมฌาน บรรลุปฐมฌานวิบาก ปฐมฌานวิบากจิตดวงนั้นมาทำหน้าที่จุติคือตายในภพมนุษย์ขณะนั้น แล้วปฐมฌานวิบากจิตดวงนั้นทำหน้าที่ปฏิสนธิเป็นจิตดวงแรกในพรหมโลกคือเกิดเป็นพรหมเจ้าค่ะ

เจริญในธรรมเจ้าค่ะ



อนุโมทนาคำตอบคุณน้ำเค็มครับ ดีแล้วชอบแล้ว

ข้อ (1.) เกิดที่ไหนดับที่นั่น
จิตหรือวิญญาณเป็นสิ่งเดียวกัน มีการเกิดดับนับครั้งไม่ถ้วนในหนึ่งลัดนิ้วมือ เกิดดับได้เร็วมากครัีบ ถ้าเราปฏิบัติทางจิตได้ดีอย่างมาก จะเริ่มเห็นเร็วเท่าทันการเกิดดับในแต่ละครั้งได้
(ระดับนี้ต้องท่านผู้มีอิทธิบาท สี่ อย่างสูงครับ) การเกิดดับทั้งหลายจะช้าให้ได้เห็นเหมือนสโลว์โมชั่น
วิญญาณหรือจิตจะเกิดตามอายตนะทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
วิญญาณหรือจิตเกิดที่ไหนในอายตนะทั้งหกนั้นก็จะดับในที่นั้นเช่นเดียวกันครับ
และจะมีการเกิดดับต่อไปที่อายตนะนั้นจนกว่าจิตจะหมดความสนใจในการรับรู้ที่อายตนะนั้น แล้วเบนไปเกิดใหม่ที่อายตนะอื่นตามความสนใจของอวิชชาต่อไปครับ

แต่ข้อ (2.) ไม่ดับแต่ไปปฏิสนธิทันที
ลองอ่านดูข้อความข้างต้นอีกทีครับ" พอชีวิตดับวิญญาณก็จุติแล้ววิญญาณก็ปฎิสนธิทันที
ในข้อความกล่าวไว้แล้วว่าวิญญาณจุติ แล้วก็(ตามด้วย)ปฏิสนธิครับ ไม่ใช่ว่าไม่ดับ วิญญาณนั้นดับหรือจุติก่อนครับ
ส่วนวิญญาณดับแล้วจะสนธิหรือเกิดต่อที่ใดนั้นคุณน้ำเค็มอธิบายไว้ได้ดีมากครับ

ก็สนธิจิตนี้แหละครับ ถ้าผู้ใดสามารถพบหนทางที่ไม่เกิดมีสนธิจิตหรือสนธิขณะได้นั้น คือพระอรหันต์ ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกต่อไปครับ

ถ้าร่างกายนี้ยังดำรงอยู่ได้ด้วยอาหารและไม่มีอาพาธเบียดเบียนแล้ว จิตมนุษย์ก็ยังวนอยู่
ในร่างกายเดิมนี้ ด้วยอวิชชาความไม่รู้สืบต่อไปว่ากายนี้คือเรา และหลงยึดเอาเป็นตัวตนของจิตไปอย่างแนบแน่นเป็นสิ่งเดียวกัน
จนกว่าจะละวางตัวตนหรือสักกายทิฏฐิออกได้จึงเข้าใจได้ว่า กายนี้เป็นเพียงเครื่องอยู่อาศัย และกายเกิดมาเพื่อสนองต่อกิเลศตัญหาอุปาทาน
ที่ได้สร้างภพชาติรอเอาไว้ก่อนที่จิตสุดท้ายของร่างกายนี้จะจุติครับ
และท่านที่หมดจดในความสงสัยอีกต่อไปว่ากายนี้ไม่ใช่เราอีกแล้ว จะถูกจัดให้เป็นพระอริยะชั้นโสดาบันครับ


เจริญในทางธรรมครับ


 เปิดอ่านหน้านี้  2701 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย