ถามเรื่องลางสังหรณ์

 yo   

นาย ก. อายุ 57 ปี ตลอดที่ผ่านมาไม่เคยป่วยอะไรมากมาย ระยะหลังนาย ก. เริ่มป่วยมากเพียงครั้งเดียวและเป็นครั้งสุดท้าย ถึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ แต่นาย ก. มีสติดีพูดคุยได้จนถึงนาทีสุดท้ายก่อนที่จะถึงแก่กรรมลง ขณะที่นาย ก. ป่วยอยู่นั้นนาย ก. ฝันถึงแต่คนที่ตายไปแล้ว เช่นฝันถึงพ่อ แม่ เพื่อนร่วมงานที่ถึงแก่กรรมไปแล้วและฝันบ่อยด้วย ( ผู้ตายเล่าให้ฟังก่อนถึงแก่กรรม ) จากเรื่องดังกล่าวจึงขอถามว่า
1. ลางสังหรณ์คืออะไร
2. การที่นาย ก.ฝันถึงแต่ผู้ที่ตายไปแล้วดังกล่าว คือลางสังหรณ์ของนาย ก. ใช่หรือไม่ว่าเขาจะต้องถึงแก่กรรม
3. ถ้าข้อ 3. คือลางสังหรณ์จริง ผู้ที่มีลางสังหรณ์ก่อนตายอย่างนาย ก.นั้น แสดงว่าผู้นั้นตายเพราะหมดอายุขัยใช่หรือไม่ ( ข้อนี้ถ้าจำไม่ผิดได้เคยอ่าน หนังสือมาทราบว่าผู้ที่ถึงแก่กรรมเพราะหมดอายุขัยมักจะมีลางสังหรณ์
ขอช่วยตอบคำถามให้ด้วย ขอขอบคุณมากๆครับ




1. ลางสังหรณ์คืออะไร

ตาม พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ความหมายมีดังนี้ครับ

[color=blueลาง ๑น. สิ่งหรือปรากฏการณ์ที่เชื่อกันว่าจะบอกเหตุดีหรือเหตุร้าย เช่น ผึ้งทำรังทางทิศตะวันออกของอาคารเชื่อกันว่าเป็นลางดี แมงมุมตีอกเชื่อกันว่าเป็นลางร้าย.

ลางสังหรณ์น. ลางที่ดลใจทำให้เชื่อว่าอาจจะมีเหตุดีหรือเหตุร้ายเกิดขึ้น เช่น จิ้งจกตกมาตายต่อหน้า เชื่อว่าเป็นลางสังหรณ์จะทำให้ เกิดเหตุร้าย.

http://rirs3.royin.go.th/new-search/word-35-search.asp

2. การที่นาย ก.ฝันถึงแต่ผู้ที่ตายไปแล้วดังกล่าว คือลางสังหรณ์ของนาย ก. ใช่หรือไม่ว่าเขาจะต้องถึงแก่กรรม

ไม่แน่เสมอไปครับ เพราะความฝันเกิดจากหลายสาเหตุตาม พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 102

[อธิบายเหตุให้เกิดความฝัน ๔ อย่าง]แสดงไว้ ดังนี้


ก็แล บุคคลเมื่อจะฝันนั้น ย่อมฝันเพราะเหตุ ๔ ประการคือ เพราะ

ธาตุกำเริบ ๑

เพราะเคยทราบมาก่อน ๑

เพราะเทวดาสังหรณ์ ๑

เพราะบุพนิมิต ๑.


ดูคำอธิบายของท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร ท่านบรรยายเรื่อง ความฝัน ประกอบการเรียน พระอภิธัมมัตถสังคหะ ดังนี้

http://www.abhidhamonline.org/Ajan/BM/dream.doc

ท่านนักศึกษาได้เรียนมาตั้งแต่คราวก่อนแล้วว่า เมื่อความฝันเกิดขึ้นนั้น นั่นย่อมแสดงถึงว่ามีเหตุแล้ว เหตุก็คือเรื่องราวที่เก็บเอาไว้ในใจได้มากระทบ แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นว่าเหตุไฉนเล่าความฝันจึงได้เกิดเป็นความจริงขึ้นมาได้ และบางทีความจริงนั้นเป็นความจริงที่หนักแน่นแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์เสียด้วย ท่านทั้งหลายก็คงจะพบว่าตัวเองก็เคยฝันและบางทีก็เป็นความจริงขึ้นมาก็มีเหมือนกัน ความฝันที่เกิดขึ้นและเป็นจริงได้ ก็มาจากเหตุดังที่ผมได้แสดงไปแล้วนั่นเอง
๑. บุพพนิมิต ได้แก่ อำนาจการกระทำ คือ กรรมอันเป็นบาปหรือเป็นบุญที่ทำมาแล้วเก็บเอาไว้ในจิตใจแต่อดีตทั้งชาติก่อนและชาตินี้ เป็นตัวการที่มากระทบใจให้เกิดความฝันขึ้นได้
บุพพนิมิต คืออารมณ์ที่เกิดขึ้นทางมโนทวาร ซึ่งมาจากอำนาจของกรรมเป็นตัวการ อำนาจของกรรมที่เราได้กระทำไว้ในอดีตชาติก่อนหรือชาตินี้เป็นตัวการมากระทบใจให้เกิดความฝัน แล้วอำนาจของกรรมนี้จะทำให้เกิดความแม่นยำ และความแม่นยำของกรรมที่มากระทบที่เรียกว่าบุพพนิมิตนี้ เป็นความแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ หมายความว่าฝันครั้งใดก็จะถูกต้องทุกครั้ง อำนาจของกรรมมีอิทธิพลดังนี้ มากระทบใจให้เกิดความฝันให้ทราบล่วงหน้าได้ ทั้งดีหรือร้าย
๒. จิตอาวรณ์ ด้วยอำนาจของจิตที่หน่วงเอาอารมณ์ที่ตนได้เห็น ได้ยิน หรือได้พบมาแล้วเก็บเอาอารมณ์นั้นมาฝัน ความฝันชนิดนี้เกิดด้วยใจจดจ่อผูกพันอามรณ์นั้นเป็นพิเศษ คือคิดถึงเรื่องนั้นๆ บ่อยๆ จึงเรียกว่าเกิดจาก “จิตอาวรณ์” ฝันชนิดนี้เอาเป็นที่แน่นอนไม่ได้
๓. เทพสังหรณ์ ด้วยอำนาจของเทวดามาเหตุร้ายเหตุดี ชี้นิมิตฝันให้ปรากฏ ความฝันจากเหตุนี้เป็นจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง เอาเป็นที่แน่นอนไม่ได้ทุกครั้งไป
ถ้าเทวดาสัมมาทิฏฐิที่มีความสามารถเป็นพิเศษแล้ว มีความรักใคร่ปรารถนาจะสงเคราะห์ให้เรา ก็จะบอกสิ่งที่จริงให้ เทวดาบางท่านมีความปรารถนาดีก็จริง แต่ความสามารถนั้นมีน้อยจึงแจ้งเรื่องให้ถูกต้องเสมอไปไม่ได้
แต่ถ้าเทวดาเป็นมิจฉาทิฏฐิ (เช่นเทวดาชั้นต่ำสุดปฏิสนธิด้วยอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก) ทั้งไม่มีความสามารถด้วย เป็นเทวดาที่เกลียดชังปรารถนาจะให้เราได้รับทุกข์โทษภัย มาหลอกลวงให้ฝันก็ไม่เป็นความจริงอะไรเลย นอกจากนี้หลังจากเขาทำให้ฝันแล้ว บางทีจิตของเราเองเถลไถลเลอะเลือนไปไกล บังคับไม่สำเร็จก็ได้


3....แสดงว่าผู้นั้นตายเพราะหมดอายุขัยใช่หรือไม่

ความตายมี 4 อย่างตามนัยพระอภิธรรม ปริจเฉทที่ ๕ วิถีมุตตสังคหวิภาค คือ

1. อายุกขยมรณะ
ตายเพราะหมดอายุขัย
ร่างกายได้ดำรงอยู่นานจนถึงกาลอันควร
ย่อมเสื่อมสลายไม่สามารถประชุมรวมกันได้อีก
หมดกรรมอันให้ผลหล่อเลี้ยงรักษารูปนั้นให้ดำรงอยู่ตามอายุขัย
สำหรับในยุคปัจจุบันอายุขัยของมนุษย์เฉลี่ยอยู่ที่ 75 ปีอ่ะนะคับ
ซึ่อายุขัยอาจจะยืนยาวหรือลดทอนกว่านี้
เป็นไปตามกำลังของกรรมที่ผู้นั้นได้กระทำ

2. กัมมักขยมรณะ
ตายเพราะสิ้นกรรมอันให้ผลที่ต้องรับหรืออุปถัมภ์ในภพชาตินั้น
บางคนตายแต่เด็ก หรือยังหนุ่มยังสาว
เพราะหมดกรรมอันให้ผลที่ต้องรับหรืออุปถัมภ์เพียงเท่านี้
แล้วก็เกิดในภพชาติใหม่เพื่อรับผลของกรรมในชาติภพใหม่
หรือบางคนอายุยืนยาวมาก เช่น 90 ปี 100 ปี
เพราะกรรมอันให้ผลที่ต้องรับในชาตินี้ยังไม่หมดวาระ
ยังอุปถัมภ์ให้รับผลกรรมนั้นๆ จนกว่าจะหมดวาระน่ะคับ

3. อุภยักขยมรณะ
ตายเพราะสิ้นทั้งอายุขัยและสิ้นกรรม
คือหมดวาระของกรรมอันให้ผลหล่อเลี้ยงให้ดำรงอยู่ตามอายุขัย
และหมดกรรมอันให้ผลที่ต้องรับหรืออุปถัมภ์ในภพชาตินี้....ประจวบพอดีกันคับ

4. อุปัจเฉทกมรณะ
ตายเพราะมีกรรมอื่นมาตัดรอน
คือยังไม่หมดอายุขัยและกรรมอันให้ผลที่ต้องรับในชาตินั้น
แต่กรรมอื่นมีกำลังให้ผลเข้าตัดรอนให้สิ้นชีวิต
เช่น ประสบอันตราย เหตุร้าย หรือ อุบัติเหตุ ฯลฯ
ทำให้สิ้นชีวิตไป เป็นต้น

ประการที่ 1-3 เป็น กาลมรณะ คือ เป็นการตายที่มาถึงตามกาล
ประการที่ 4 เป็น อกาลมรณะ คือ เป็นการตายที่มาถึงก่อนกาล

http://www.dhammathai.org/webboard/dbview.php?No=1054
http://www.geocities.com/dokgaewthailand/p5/079.htm
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=1997

ผู้ตายมีอายุเพียง57 ปี กล่าวได้ว่าตายเพราะ "มีกรรมอื่นมาตัดรอน"
(4. อุปัจเฉทกมรณะ)ครับ





 เปิดอ่านหน้านี้  4313 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย