ขอถามเรื่องชีวิตหลังความตายหน่อยครับ

 julonk   

หากคนเราป่วยหนัก จนถึงขั้นเสียชีวิตแล้ว ถือว่าหมดอายุขัยหรือเปล่าครับ? แล้วจะยังคงเร่ร่อนบนโลกหรือเปล่าครับ?




เรื่องที่ว่า ตายแล้วไปไหนนี้ เป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในความรู้ทางพระพุทธศาสนา
พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องปฏิสนธิจิตเอาไว้้ละเอียดยิบ
แต่ขอกล่าวโดยกว้าง โดยง่าย ตามที่ครูอาจารย์อธิบายไว้
คือจิตขณะสุดท้ายเป้นตัวกำหนดว่าเราจะไปเกิดเป็นอะไร (ปฏิสนธิจิต)

ถ้าปฏิสนธิจิตมีกำลังกุศล(บุญ)แรง - ย่อมได้เกิดเป็นเทวดาชั้นต่างๆ หรือเกิดเป็นมนุษย์
แต่ถ้าปฏิสนธิจิตมีอกุศล(บาป)มาก ย่อมไปเกิดเป็นสัตว์ต่างๆ หรือเกิดเป็นเปรต หรือเกิดเป็นสัตว์นรก

ปฏิสนธิจิต เป้นตัวกำหนดว่าเราจะเกิดดี หรือเกิดในที่ไม่ดี
การให้ผลของกรรมนั้น อะไรแรง เราก้ได้อันนั้นก่อน
ถ้าบุญแรง เราก็จะได้ไปเกิดเป้นเทวบ้าง มนุษย์บ้าง ตายลงก็ไปเกิดใหม่
ถ้ายังมีแรงบุญ สร้างแรงบุญใหม่เพิ่มอยู่ เราก็จะได้เกิดดี ได้อยู่ดี เป้นเทวดาบ้าง คนบ้าง สบายไปเรื่อยๆ
ถ้าหมดแรงบุญ
เราก้ต้องไปใช้กรรมที่มีกำลังที่เหลือรองๆลงมา



การจะล่วงรู้ว่าญาติที่ตายไปเกิดเป็นอะไรนั้น ต้องเป้นผู้มีญานดังนี้คือ
- กรรมวิปากญาณ รู้ได้ว่าสัตว์มีกรรมอย่างไร ให้ผลอย่างไร แม้จะมากมายซับซ้อนก็สามารถแยกแยะได้
- จุตูปปาตญาณ รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ว่าไปจะไปเกิดเป็นอะไร เคยเกิดเป็นอะไรมาบ้าง
-ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ รู้ระลึกชาติของสัตว์ได้

ญานเหล่านี้ มีครบพระพุทธเจ้า และไม่มีขีดจำกัด เช่นระลึกชาติได้ไม่จำกัดจำนวน
ญานเหล่านี้ มีบ้างไม่มีบ้างในหมู่พระอรหันต์ และมีกำลังจำกัดไม่เท่ากัน

ดังนั้นที่ถามว่า แล้วจะยังคงเร่ร่อนบนโลกหรือเปล่าครับ?
จึงตอบได้ว่า ต้องถามพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ที่มีญานดังกล่าว
ปุถุชนอย่างเราถ้าจะพิสูจน์รู้เรื่องนี้ จะเป้นไปไม่ได้เลย นอกจากคาดเดาไปต่างๆนาๆ


ส่วนคำว่าหมดอายุขัยนั้น คำนี้ผมก็ไม่ค่อยพบนะ ในการศึกษาธรรมะ
น่าจะเป้นภาษาพูด คล้ายๆว่ามีใครกำหนดมาว่าเราจะมีอายุเท่าไหร่
ความจริงไม่มีหรอกครับ ว่าใครกำหนด
แต่มันเป้นไปตามเหตุและปัจจัย
เช่น กองไฟ ถ้าเหตุและปัจจัยซึ่งก้คือเชื้อไฟ และไฟ ขาดจากกัน กองไฟย่อมดับ



ขอเสริมครับ


ที่ว่าเป็นวิญญาณเร่ร่อนมั้ย
ต้องเข้าใจก่อนว่า วิญญาณ นั้นก็คือ จิต
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ เปรต อสุรกาย เทวดา
เหล่านี้ล้วนประกอบด้วยขันธ์ 5
ได้แก่ รูปขันธ์ วิญญาณขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังสารขันธ์

วิญญาณ หรือ จิต ก็ได้แก่ วิญญาณขันธ์
ซึ่งต้องอาศัยรูปขันธ์เป็นที่ตั้งอาศัย
จึงไม่มีวิญญาณขันธ์เปล่าๆ ออกไปเร่ร่อนล่องลอยไปมา
เหมือนอย่างที่เราเห็นในหนังในละครน่ะคับ

เพียงแต่รูปที่เป็นกายของเปรต อสุรกาย หรือ เทวดา
เป็นรูปที่ละเอียดกว่ารูปกายของมนุษย์ และสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย
ดังนั้น โดยปกติธรรมดาเราจึงไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าน่ะคับ
แต่เค้าก็มีรูปร่างกายและมีวิญญาณ (จิต) เหมือนๆ อย่างเราๆ นี่แหละคับ


การตายมีสามอย่างลองค้นหาดูครับ


การตายที่เรียกว่า สมมุติมรณะ
คือตายเป็นศพเอาไปเผา
ก็เพราะความสิ้นไปแห่งอนุบาลธรรม 3 ประการ คือ

1. ความสิ้นไปแห่งกัมมชรูป
คือหมดกรรมอันให้ผลรักษาหล่อเลี้ยงรูปให้ดำรงอยู่ตามอายุ

2. ความสิ้นไปแห่งอุสมาเตโช
คือหมดไปซึ่งธาตุไฟที่หล่อเลี้ยงรักษาชีวิต

3. ความสิ้นไปแห่งภวังคจิต
คือหมดกรรมอันให้ผลให้ภวังคจิตสืบต่อดำรงรักษาภพชาตินั้นไว้...สิ้นสุดลง


สำหรับลักษณะของความตายที่อุบัติขึ้นนั้น
มี 4 ประการ คือ

1. อายุกขยมรณะ
ตายเพราะหมดอายุขัย
ร่างกายได้ดำรงอยู่นานจนถึงกาลอันควร
ย่อมเสื่อมสลายไม่สามารถประชุมรวมกันได้อีก
หมดกรรมอันให้ผลหล่อเลี้ยงรักษารูปนั้นให้ดำรงอยู่ตามอายุขัย
สำหรับในยุคปัจจุบันอายุขัยของมนุษย์เฉลี่ยอยู่ที่ 75 ปีอ่ะนะคับ
ซึ่อายุขัยอาจจะยืนยาวหรือลดทอนกว่านี้
เป็นไปตามกำลังของกรรมที่ผู้นั้นได้กระทำ

2. กัมมักขยมรณะ
ตายเพราะสิ้นกรรมอันให้ผลที่ต้องรับหรืออุปถัมภ์ในภพชาตินั้น
บางคนตายแต่เด็ก หรือยังหนุ่มยังสาว
เพราะหมดกรรมอันให้ผลที่ต้องรับหรืออุปถัมภ์เพียงเท่านี้
แล้วก็เกิดในภพชาติใหม่เพื่อรับผลของกรรมในชาติภพใหม่
หรือบางคนอายุยืนยาวมาก เช่น 90 ปี 100 ปี
เพราะกรรมอันให้ผลที่ต้องรับในชาตินี้ยังไม่หมดวาระ
ยังอุปถัมภ์ให้รับผลกรรมนั้นๆ จนกว่าจะหมดวาระน่ะคับ

3. อุภยักขยมรณะ
ตายเพราะสิ้นทั้งอายุขัยและสิ้นกรรม
คือหมดวาระของกรรมอันให้ผลหล่อเลี้ยงให้ดำรงอยู่ตามอายุขัย
และหมดกรรมอันให้ผลที่ต้องรับหรืออุปถัมภ์ในภพชาตินี้....ประจวบพอดีกันคับ

4. อุปัจเฉทกมรณะ
ตายเพราะมีกรรมอื่นมาตัดรอน
คือยังไม่หมดอายุขัยและกรรมอันให้ผลที่ต้องรับในชาตินั้น
แต่กรรมอื่นมีกำลังให้ผลเข้าตัดรอนให้สิ้นชีวิต
เช่น ประสบอันตราย เหตุร้าย หรือ อุบัติเหตุ ฯลฯ
ทำให้สิ้นชีวิตไป เป็นต้น

ประการที่ 1-3 เป็น กาลมรณะ คือ เป็นการตายที่มาถึงตามกาล
ประการที่ 4 เป็น อกาลมรณะ คือ เป็นการตายที่มาถึงก่อนกาล



เดฟ



ขอบคุณพี่ kamin กับ *8q* มากครับ


จากการตอบคำถามของท่าน*8g*ทำให้กระผมได้มีความรู้เพิ่มมากๆขึ้นอีกคนครับ จากคำตอบนั้นยังมีข้อสงสัยอยู่จึงขออนุญาตถามต่ออีกนิดครับ คือ ที่ตอบว่า
" เพียงแต่รูปที่เป็นกายของเปรต อสุรกาย หรือ เทวดา
เป็นรูปที่ละเอียดกว่ารูปกายของมนุษย์ และสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย
ดังนั้น โดยปกติธรรมดาเราจึงไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าน่ะคับ
แต่เค้าก็มีรูปร่างกายและมีวิญญาณ (จิต) เหมือนๆ อย่างเราๆ นี่แหละคับ"
จากคำตอบของท่าน *8g* ข้างบนนี้นั้น กระผมเข้าใจเอาเองดังนี้ครับ คือเข้าใจว่า ทั้งมนุษย์ เปรต อสุรกายแม้แต่เทวดาก็มีรูปกายที่มีจิตหรือวิญญาณอาศัยอยู่ใช่หรือเปล่าครับ เพียงแต่รูปกายของมนุษย์เราเป็นกายหยาบจึงมองเห็น ส่วนเปรต อสุรกาย หรือเทวดาเหล่านั้นก็มีรูปกายแต่เป็นกายละเอียด จึงไม่สามารถมองเห็นได้กระผมเข้าใจถูกหรือเปล่าครับ และขอถามต่ออีกว่าถ้ากระผมเข้าใจถูกก็แสดงว่าพวกที่ตายไปเป็นเปรตก็ดี อสุรกายก็ดี หรือเป็นเทวดาก็ดีที่กล่าวมานั้นก็สามารถรับรู้( ขอย้ำว่าเพียงรับรู้เท่านั้น)สิ่งที่มนุษย์พูดกับเขา หรือเขาอาจมองเห็นหรือรับรู้ถึงสิ่งที่เราทำหรือพูดกับเขา เช่นพูดว่าขอให้ไปดี หรือพูดกับเขาด้วยความคิดถึงแบบลอยๆเหมือนที่เคยพูดกันตอนมีชีวิตอยู่ เพียงแต่ว่าไม่สามารถสื่อถึงกันไม่ได้ยินเหมือนมนุษย์เราเท่านั้น เพราะมีรูปกายที่ต่างกันนั่นเอง กระผมเข้าใจอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ ผิด-ถูกอย่างไรช่วยเมตตาอธิบายให้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ


ถูกครับจิตทุกดวงต้องมีขันธ์ห้าประกอป

แต่ถ้าอยู่กันคนละภพก็อยากที่จะรับรู้หรือสือสารกันได้ครับ

แต่ก็มีเปรตและเทวดาบางจำพวกถ้าเราทำบุญอุทิศสวนกุศลหาก็จะสามารถ

ร่วมอนุโมทนาบุญกับเราได้ครับ

นอกนั้นถ้าจะสื่อสารก็ต้องคนที่มีสมาธิขั้งสูงครับ


แล้วกรณีที่มีวิญญาณตามละครับ เราไม่เห็น แต่วิญญาณเห็นจึงตาม แสดงว่าเขาเห็นเราใช่ไหมครับ? แต่เรื่องการสื่อสารนี้ก้อไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินเราหรือเปล่า?


แล้วรู้ได้ยังไงครับว่าวิญญาณตาม

ขอเหตผลก่อนครับ


ผมได้คำตอบจากคุณ อโณทัยแล้วครับ อิอิ ขออนุญาติโพสนะครับ เผื่อหลายๆท่านจะได้ศึกษา
.
.
.
เรื่องวิญญาณนั้น...ผมมองว่าไม่เป็นเรื่องแปลก
โลกเรานี้ไม่ได้มีเผ่าพันธุ์มนุษย์เพียงงประเภทเดียว
อย่างที่เห็นชัดด้วยตา ก็มีทั้งมนุษย์ คน สัตว์เดรัจฉาน
ที่ไม่เห็นด้วยตา ก็มี ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อโรคต่างๆ
เพราะฉะนั้น ก็ยังมีอะไรๆ อีกมากมายที่อาศัยอยู่ในโลกนี้ เพียงแต่เราอาจจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
วิญญาณก็รวมอยู่ในประเภทนี้

โลกมนุษย์กับโลกวิญญาณไม่ได้แยกกันอยู่
มันอยู่ด้วยกัน...เพียงแต่เหลื่อมหรือซ้อนกัน
ผู้ที่สามารถจะมองเห็นอีกมิติหนึ่งได้นั้น...ต้องมีความสามารถพิเศษ...จัดกระบวนการของการรับรู้ได้ในระดับหนึ่ง
มนุษย์เราเองก็ค้องจัดระบบของคลื่นความถี่เพื่อจะได้มองเห็น "วิญญาณ"
และในทางตรงกันข้าม...วิญญาณเองก็ต้องมีการจัดความถี่ เพื่อให้มองเห็นมนุษย์ได้
ไม่ใช่วิญญาณทุกตน จะมองเห็นมนุษย์ได้เสมอไป
เพียงแต่การมองเห็นมนุษย์ของวิญญาณนั้น ง่ายกว่าการที่มนุษย์จะเห็นวิญญาณ

การมองเห็นกันระหว่างภพ 2 ภพนั้น
ปัจจัยที่สำคัญ....ต้องมี "ความสัมพันธ์" กันด้วย
ถ้าเราสามารถมองเห็นวิญญาณได้ เรากับวิญญาณนั้นๆ ต้องเคย "กรรม" ร่วมกัน
อาจจะเคยมีกิจกรรม การกระทำใดๆ ร่วมกันมาก่อน ถึงจะเห็นกันได้
เว้นแต่ท่านที่ได้ปฏิบัติ สมาธิ วิปัสสนา กรรมฐาน ที่สามารถเห็นได้ ด้วยกำลังแห่งการปฏิบัติ
เพราะฉะนั้น ผู้ที่ความรู้จริงๆ หรือผู้ที่ปฏิบัติสมาธิ วิปัสสนา กรรมฐาน จึงไม่ต้องการที่จะเห็นวิญญาณต่างๆ
ไม่ว่าจะถูกร้องขอจากคนอื่นว่า "ช่วยดูให้หน่อยว่าวิญญาณตนนั้นตนนี้ อยู่ทีไหน..เป็นอย่างไร"
เพราะท่านเหล่านี้อาจจะไม่มี "กรรม" ผูกพันกับวิญญาณเหล่านั้น ท่านจึงไม่อยากเป็นตัวกลางติดต่อให้
เพราะไม่ใช่วิสัยผู้ปฏิบัติ ที่จะทำสิ่งที่ไม่สมควร เว้นแต่กรณีจำเป็นหรือฉุกเฉิน
แต่เห็นน่ะเห็นได้ ดูน่ะดูได้..เพราะคลื่นความถี่ของท่านเหล่านี้ สามารถทำได้ เห็นได้

กรณีการสัมผัสวิญญาณของคุณนั้น
อาจจะเป็นวิญญาณต้องการสื่อสารกับคุณก็ได้
และก็อาจจะเป็นเพราะ "จิต" ของคุณปรุงแต่งสร้างเรื่องขึ้นมาก็ได้
เป็นเรื่องที่คุณต้องพิสูจน์เอง ด้วยตัวเอง
อย่าเชื่อคนที่พูด อย่าเชื่อที่ความคิดว่าคิดไปเอง
แต่ให้เชื่อด้วยการทดลอง
คือทดลองสร้างความถี่ให้เป็นระบบ
จริงๆ ก็คือการทำจิตให้มั่นคง มี "สติ" แล้วจึงจะมี "สมาธิ"
ก็คือกำลังจบอกคุณว่า ให้ปฏิบัติ สมาธิ วิปัสสนา กรมมฐาน ด้วยตัวคุณเอง
รู้เห็นด้วยตัวเอง ดีกว่าไปเชื่อคนอื่น..ที่อาจจะแนะนำในสิ่งที่ไม่รู้จริงได้

ที่คุณสัมผัสกับวิญญาณได้นั้น...
ต้องคิดว่า มีสาระมั้ย มีประโยชน์มั้ย ทำให้กายและจิตมีการพัฒนาขึ้นมั้ย
ถ้าไม่มี..ก็อย่าไปสนใจ
ไม่มีสาระ ไม่ประโยชน์ ก็อย่าไปสนใจ

ผู้ใดที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณมากเกินไป ย่อมไม่มีผลดีต่อกายและจิตของตัวเอง
เว้นแต่ผู้นั้น มีการปฏิบัติ สมาธิ วิปัสสนา กรรมฐาน เป็นพื้นฐาน

ถ้าคิดอีกมุมหนึ่ง...
การที่วิญญาณมาสัมผัสคุณนั้น อาจจะเพราะต้องการสื่อสารกับคุณในบางเรื่อง
ถ้าคุณปฏิบัติไปเรื่อยๆ บางทีอาจจะทราบได้ว่าวิญญาณต้องการอะไร
แต่ไม่ควรเชื่อมาก วิญญาณบางตน...ถ้าสื่อสารกับมนุษย์ได้ มักจะใช้ไหว้วานมนุษย์ให้ทำอะไรต่อมิอะไร สนองความต้องการของวิญญาณไปเรื่อย
ก็เรียกได้ว่า ตกเป็นทาสของวิญญาณนั่นเอง
เว้นแต่ว่า วิญญาณนั้นต้องการสร้างบารมี ต้องการสร้างบุญกุศล และเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ของสาธารณชน และต้องการช่วยผู้ที่วิญญาณมี "กรรมสัมพันธ์" ด้วยจิตที่มีเมตตาเป็นพื้นฐาน

การที่ไม่อยากเห็น..มันทำอยากครับ
อย่างคุณเอง ถ้าบอกว่า ไม่อยากเห็น "คน" เดินไปเดินมา...จะให้ทำยังงัย
ถ้าไม่อยากเห็น ก็ต้องเอาไม้ทิ่มตา....อย่างนั้นเหรอ
คงไม่ขนาดนั้น ก็เมื่อเห็นแล้ว ไม่ต้องไปสนใจ มองเห็นคนเดินมา ก็เฉยๆ ไม่ต้องไปใส่ใจ
วิญญาณก็เช่นกัน ได้รับรู้ได้สัมผัสแล้ว ก็เฉยๆ
ได้กลิ่น ได้รู้สึก หรือแม้แต่ได้เห็น ก็เฉยๆ
ไม่ต้องไปใส่ใจ สนใจ หรือแสดงอาการรับรู้
เฉยลูกเดียว
แรกๆ อาจจะทำได้ยาก เพราะมันกระทบโดยตรงกับคุณ
แต่ฝึกไม่สนใจไปสักพัก จะสามารถทำได้เอง

แต่ออากจะแนะนำว่า....
ควรพิจารณาสิ่งที่คุณได้สัมผัสก่อน
ดูว่าสัมผัสนั้น มีประโยฃน์ มีสาระ หรือเปล่า
เพราะบางที่สัมผัสที่ได้ อาจจะมีสาระ มีประโยน์ก็ได้
ขอให้พิจารณาให้ดี

และที่อยากจะแนะนำว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ ก็คือ...
การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับวิญญาณที่มาสัมผัสกับคุณ
เพราะอย่างที่บอกตอนแรก วิญญาณที่มาสัมผัสคุณนั้น เป็นเพราะต้องมี "กรรม" ผูกพันกันมาก่อน
เมื่อเคยทำ "กรรม" ร่วมกันมา ก็เปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทุกข์กันมาก่อน
ก็ควรมอบสิ่งที่ดีๆ ให้กัน....
ในภาวะที่เราเป็นมนุษย์ ที่เราทำได้และควรทำ ก็คือ การอุทิศส่วนบุญกุศลให้ ทุกเวลาที่มีโอกาส (จริงๆ โอกาสทำบุญมีอยู่แค่เพียง 2 เวลา คือเวลาที่หายใจเข้า และเวลาที่หายใจออก)

ส่วนเรื่องสามีคุณนั้น
ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นเพราะเรื่องการไปทำแท้งของหญิงที่ยุ่งเกี่ยวข้องกันในอดีตหรือเปล่า
คนที่รู้ดีที่สุดก็คือผู้หญิงคนนั้น
แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เรื่องดีเรื่องชั่ว ไม่ว่าจะชั่วมากหรือชั่วน้อย
การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล....เป็นเรื่องที่ดีที่ควรทำ
การให้สิ่งที่ดีๆ ต่อกัน ไม่ว่าจะมองมุมไหน ก็เป็นสิ่งที่ควรทำทั้งนั้น
อย่างน้อย การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ใคร ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือวิญญาณ บุญกุศลที่อุทิศนั้น ก็จะกลับมาหาคนที่อุทิศเอง..โดยอัตโนมัติ

แต่หลักของการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล (และการแผ่เมตตา) นั้น มีหลักง่ายๆ คือ
ถ้าจะให้อะไรใคร..ต้องมีสิ่งนั้นก่อน
จะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล (รวมทั้งการแผ่เมตตา) ก็ต้องมีบุญส่วนกุศล (หรือมี เมตตา) ก่อน
เหมือนเรียกคนให้กินข้าว....ก็ต้องมีข้าวให้กิน
ถ้าปากเพียงบอกว่าจะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล (หรือแผ่เมตตา) แล้วไม่มีบุญกุศล ไม่มีเมตตา
มันก็สูญเปล่า ไม่มีใครได้บุญกุศล หรือได้เมตตา

และการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล หรือแผ่เมตตา นั้น
ต้องทำด้วยจิตที่นิ่งสงบ มี "สติ" และมี "สมาธิ"
พร้อมกับการทำที่ทำด้วยจิตที่บริสุทธิ์ มั่นคง (ในสิ่งที่จะทำ) ตั้งใจ และจริงใจในสิ่งที่จำทำ
จึงจะเป็นการกระทำที่ดีและถูกต้อง


ปล. ขอบคุณ คุณอโณทัยมากครับ



อนุโมทนาครับ


น่าคิดมากเลยครับ ตายแล้วไปไหน

ผมไม่อยากมาเกิดอีก แต่จะต้องกลับมาเกิดอีกไม้เนี่ย - -
ไม่อยากมีสภาพร่างกายที่มีกาลเสื่อม ต้องหิว ถ่ายของเสีย เหนื่อย เจ็บไข้ ป่วยฯลฯ

มันเป็นเรื่องที่เราเลือกได้หรือ ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด
ถ้าเลือกไม่ได้
ฉะนั้นการที่เราจะต้องตาย เราก็คงเลือกไม่ได้เหมือนกันว่าจะต้องไปที่ไหน


เรื่องวิญญานนี้ แบบในหนัง
ถ้ายึดตามอภิธรรม ต้องปฏิเสธว่าไม่มี

เพราะทันที่ทีตาย
ต้องเกิดปฏิสนธิจิตทันที เกิดใหม่ทันที

ปัญหาคือเกิดเป้นอะไร
ถ้าเกิดเป็นคน หรือเดรัจฉาน เรามองเห็น
อย่างอื่นเราไม่เห็น

ถ้าจะพอเห็นได้ จะด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่
นั่นต้องเป็นเปรต อสรุกาย หรือเทวดา
ไม่มีคำว่าวิญญานผีีในระบบของอภิธรรมครับ

(ถ้าว่าตามอภิธรรมนะ)


 เปิดอ่านหน้านี้  6368 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย