การทำดีทีแสนยากหรือผมชั่วโดยกำเนิด

 wasawaum   

แรกเริ่มผมเกิดมาก็ไม่เคยเกเรเรียนหนังสือขยันไม่ดื่มไม่สูบบุหรี่ จนอายุ 18-19นี่แหละ ผมเริ่มชั่ว กินเหล้า
สูบบุหรี่ ลองยาเสพติดเกือบทุกชนิดและเจ้าชู้มีผู้หญิงมากมาย ใช้ชีวิตกับอบายมุข มา17ปี จนชีวิตล่มสลายเกือบฆ่าตัวตายพอดีได้ไปปฏิบัติธรรม ผมก็เลยกลับมาสู้และตั้งใจที่จะเป็นคนดีให้ได้โดยตั้งสัจจะว่าจะถือศิลห้าตลอดไป ตอนอยู่ที่วัดจิตใจสงบมาก หลังจากออกจากวัดมาผมก็ไม่ดื่มไม่แตะต้องอบายมุขทั้งหมดเลิกคบเพื่อนเก่าที่ยังเกเรอยู่ทั้งหมดเพื่อจะเริ่มชีวิตใหม่ ผมกลับมาอยู่ที่เดิมและนำคำสอนของหลวงพี่มาปฏิบัติ ผมจะสวดมนต์ตอนเช้าและตอนเย็นทุกวัน และจะนั่งสมาธิด้วยโดยกำหนดลมหายใจเข้าออกว่าพุทโธ ปัญหาของผมมีดังนี้ ผมเหมือนมีใจสองดวงชอบพูดอยู่ในใจชอบเถียงกันอยู่ตลอดว่าจะทำอะไรก่อนอะไรหลังและคิดออกมาเป็นคำพูดตลอดเหมือนอ่านหนังสือในใจเวลาสวดมนต์ก็ไม่มีสมาธิอีกใจชอบมาเร่งให้เสร็จเร็วๆเพื่อจะไปโน่นไปนี่อะไรก็ไม่รู้อีกใจก็คอยบังคับใว้ทะเลาะกันมั่วไปหมด เวลานั่งสมาธิก็อาการเดียวกัน แต่เวลาดูทีวีดูหนังไม่เห็นมันเถียงกันเลยถ้าทำอะไรที่ทั่วๆไป อย่างเช่นดูหนัง ฟังเพลง คุยกับแฟน กับลูก หรือทำงาน ไม่เห็นมันเป็นเลยเป็นบ้างนิดหน่อย มันทรมานหายใจไม่เต็ม ใครเป็นแบบผมบ้าง หรือผมจะทำดีไม่ได้ ตอนนี้ผมก็จะสู้ บอกกับตัวเองว่าถ้าสวดมนต์หรือนั่งสมาธิตายก็ยอม แต่มันทรมานมาก ช่วยแนะนำวิธีด้วยครับ หรือผมเป็นบ้าไปแล้ว มันสับสนจริงๆ ตอนนี้ผมชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่าผมจะดีได้




ทุกอย่างทำไม่อยากครับถ้าเรามีความตั้งใจ


ก่อนอื่นผมขออนุโมทนากับปัญหาที่ถามมานะครับ จากการที่คุณรู้ว่าตนเองประพฤติชั่ว แสดงว่ายังมีสำนึกดี คอยเตือนอยู่ เพราะคนชั่วจริงๆจะไม่รู้ว่าตนชั่วอยู่ ซ้ำร้ายจะเห็นความชั่วที่ทำอยู่กลายเป็น ความดีไป

ผมขอให้กำลังใจเรื่องการตั้งใจรักษาศีลและสวดมนตร์ สำหรับเรื่องสภาพจิตทะเลาะกัน ขอนำไปปรึกษาผู้รู้แล้วจะนำคำตอบมาให้นะครับ



ตามความคิดผมนะครับ อย่างที่บอกว่าคุณอยู่กับอบายมุขมากว่า 17 ปี แล้วอยู่ ๆ จะให้

ความรู้สึกที่เคยชินนั้นมันหายไปเลย ผมคิดว่ามันอาจยากอยู่ อาศัยเพียงปฏิบัติธรรม

หรือทำความดีแค่ไม่กี่เดือนมันไม่อาจลบล้างกันไม่ได้หรอกครับ เพราะที่ผ่านมาคุณทำ

ร้ายตัวคุณเองไว้มาก มันก็เลยส่งผลย้อนหลังมาในตอนนี้ คงต้องใช้เวลาหน่อยครับ

กว่าความรู้สึกนั้นจะหายไป และอีกไม่นานคงเหลือแต่ความรู้สึกดี แต่อย่าหันหน้าเข้า

หาอบายมุขอีกก็แล้วกัน ไม่งั้นทั้งชีวิตนี้คุณคงไม่ต่างอะไรกับการตกนรก แล้วเรื่องการ

สวดมนต์คุณรู้รึเปล่าว่ากำลังสวดอะไร ที่สวดมันแปลว่าอะไร ถ้าไม่เข้าใจถึงความ

หมาย ผมแนะนำว่าอย่าสวดเลยดีกว่า ไปอ่านหนังสือที่ให้ความหมายกับชีวิตอ่านน่าจะ

ดีกว่า หรือไม่ก็ไปหาคำแปลหรือความหมาย อ่านให้เข้าใจก่อนการสวดมนต์ครับ แต่

ไงไงก็ตามคุณก็มีความคิดพื้นฐานที่ดีครับ เพราะอย่างน้อยคุณก็รู้ว่าอันใดดีอันใดชั่ว

ต่อแต่นี้ไปคงเหลือแต่การปฏิบัติ เอาใจช่วยแล้วกันครับ


ผมนำคำถามของคุณไปถามที่เวปนี้ กรุณาเข้าไปดูคำตอบนะครับ (มีคำตอบดีๆครับ)

http://larndham.net/index.php?showtopic=33108&st=0


คนเราไม่ได้ชั่วโดยส่วนเดี่ยวแต่เกิด ถ้าชั่วทั้งหมดก็ไม่ได้เป็นคน และก้ไม่ได้ดีโดยส่วนเดียวแต่เกิด ถ้าดีทั้งหมดก็ไม่ได้เป็นคน มันมีทั้งดีและชั่วผลัดกันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ในใจเรา อยู่ที่แต่ละคนว่าจะละชั่ว ทำดีได้มากแค่ไหน เป็นกำลังใจให้ครับ


ขอให้อดทนทำความดีต่อไปนะคะ ไม่ว่าจะเป็นกรรมหรืออะไร ก็เป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว เรากลับไปแก้ไขไม่ได้ แต่ขอให้ทำวันนี้ให้ดีที่สุดนะคะ อย่าเพิ่งท้อค่ะ เป็นเพียงแค่การเริ่มต้น ลองตามลมหายใจดูก็ได้นะคะ ทำให้จิตเรานิ่งขึ้น เย็นขึ้น จะทำอะไรก็มีสติ+สมาธิ+ปัญญาดีขึ้นค่ะ

สู้ๆๆๆๆๆนะคะ^^


@เธอจงระวังความคิดของเธอ
เพราะความคิดของเธอจะกลายเป็นความประพฤติของเธอ


@เธอจงระวังความประพฤติของเธอ
เพราะความประพฤติของเธอจะกลายเป็นความเคยชินของเธอ

@เธอจงระวังความเคยชินของเธอ
เพราะความเคยชินของเธอจะกลายเป็นอุปนิสัยของเธอ

@เธอจงระวังอุปนิสัยของเธอ
เพราะอุปนิสัยของเธอจะกำหนดชะตากรรมของเธอชั่วชีวิต


เริ่มจากระวังความคิดของตนเองก่อนดีไหม?...
นั้นหมายถึง การสำรวม กาย วาจา ใจ
ด้วยการอบรม ทำบ่อยๆ (เจริญ) ทำซ้ำด้วยการบอกกับตัวเองว่า
"ไม่ก่อเวร ๆๆๆ" ให้อยู่ในทุกลมหายใจ เข้า-ออก

(หมายถึง ไม่ก่อเวรที่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น)

เพราะถ้าเราไม่อบรมด้วยกุศล ความดี
อกุศล และความชั่ว มันจะอบรมแทน

*******
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒
อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

[๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรม
อื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่ อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว
ย่อมนำทุกข์มาให้ เหมือนจิต
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว
ย่อมนำทุกข์มาให้ ฯ

[๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ เหมือนจิต
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ ฯ


[๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
เป็นเหตุให้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น
หรือ อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป เหมือนการประกอบ กุศลธรรมเนืองๆ
การไม่ประกอบ อกุศลธรรมเนืองๆ
ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เพราะการประกอบ กุศลธรรมเนืองๆ
เพราะการไม่ประกอบ อกุศลธรรม เนืองๆ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด
ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อม เสื่อมไป ฯ


และหมั่นคบหาคนดี รู้อรรถ รู้ธรรม
และมีศีลธรรม เป็นกัลยาณมิตร


[๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่ เป็นเหตุให้ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น
หรือ กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม ไป เหมือนความเป็นผู้มีมิตรชั่ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีมิตรชั่ว อกุศล ธรรมที่ยังไม่เกิด
ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ

[๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่ เป็นเหตุให้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น
หรือ อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม ไป เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีมิตรดี กุศล ธรรมที่ยังไม่เกิด
ย่อมเกิดขึ้น และ อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ


จากนั้น ก็เจริญธรรม ด้วยการอบรมด้วยการตั้งอยู่ในความมีสติ
และอบรมสมาธิ อย่างสม่ำเสมอ

เจริญในธรรม




อนุโมทนากับทุกความเห็นและกำลังใจครับ ไม่ทราบว่าเจ้าของกระทู้ได้แนวทางแก้ปัญหาบ้างหรือยังครับ


คุณกำลังสับสนระหว่างความดีกับความชั่วอยู่รึเปล่าค่ะ การจะทำความดีหรือการเป็นคนดีไม่ได้หมายความว่าเราต้องมานั่งคร่ำเครงสวดมนต์ นั่งสมาธิอย่างเอาเป็นเอาตายนะค่ะ
แค่คุณไม่ได้เบียดเบียนตนเอง ไม่ได้เบียดเบียนผู้อื่น รักษากาย วาจา ใจได้ก็ถือว่าคุณได้กระทำความดีแล้ว ถึงแม้อดีตที่ผ่านมาคุณจะเคยประพฤติไม่ดีมาก่อน แต่ตอนนี้คุณก็กลับตัวกลับใจได้แล้ว อย่าไปเอาอดีตมายึด ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เราแก้อดีตไม่ได้ แต่เราทำปัจจุบันได้ การทำความดีนั้นทำได้ทุกเวลาทุกขณะไม่ว่าจะเป็นตอนพูดคุยกับลูกกับแฟน ถ้าคุณยังสวดมนต์นั่งสมาธิแล้วทรมาน ลองสวดบทสั้นๆหลายๆจบจนคล่องก่อนดีกว่าไหม อย่างเช่นอิติปิโส ลองที่ละนิดทีละหน่อยจนกว่าจะรู้สึกดี แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร ขอแนะนำว่าอย่าเพิ่งไปทำสมาธิดีกว่าถ้าจิตยังฟุ้งซ่านมากๆ เพราะทำไปก็ยิ่งกดดันตัวเอง



จาก หนังสือพุทธธรรม



ความมุ่งหมายของสมาธิ ได้แก่ การรู้เห็นตามเป็นจริง หรือ ยถาภูตญาณทัสสนะ

(องฺ.ทสก.24/1; 2-2)

หรืออาจอ้างพุทธพจน์ว่า “สมาหิโต...ยถาภูตํ ปชานาติ” แปลว่า ผู้มีใจตั้งมั่น ย่อมรู้เห็นตาม เป็นจริง

พูดไขความว่า เพื่อเป็นสนามปฏิบัติการของปัญญา ให้ปัญญาเจริญจนบรรลุจุดหมายของมัน

อย่าง ไรก็ตาม จะต้องไม่ลืมว่า ตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างองค์ธรรม ปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิเป็นเข็ม ชี้ทิศ หรือเป็นไฟส่องทางอำนวยแสงสว่างช่วยให้องค์ธรรมทุกอย่างเดินหน้าไปได้ และแล่นไป ถูกทาง

ความเจริญของปัญญาจึงสนับสนุนความเจริญของสมาธิด้วย เช่น รู้ชัดเห็นชัด ก็แน่วแน่มั่นใจ ยิ่งมีสมาธิมากกล้าแข็ง

ความเป็นไปขององค์ธรรมใหญ่สองอย่างนี้จึงมีลักษณะของการอาศัยและส่งเสริมกัน

ดังที่มักอ้างพุทธภาษิตว่า

“นตฺถิ ฌานํ อปญฺญสฺส”
ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไร้ปัญญา

และ
“นตฺถิ ปญฺญา อฌายิโน”
ปัญญาก็ไม่มีแก่ผู้ไร้ฌาน

พร้อมทั้งสรุปว่า
“ยมฺหิ ฌานญฺจ ปญฺญญฺจ ส เว นิพฺพานสนฺติเก”
ผู้ใดมีทั้งฌาน และปัญญา ผู้นั้นแลอยู่ใกล้นิพพาน (ขุ.ธ.25/25/65)

(ฌานในที่นี้ หมายถึง อารัมมณูปนิชฌาน-เพ่งอารมณ์ หรือ ลักขณูปนิชฌาน-เพ่งไตรลักษณ์ ก็ได้)


....................................................



สมาธิที่พระพุทธเจ้าสอน เป็นสมาธิที่ส่งเสริมปัญญา
และ ปัญญาที่พระพุทธเจ้าสอน ก็เป็นปัญญาที่ส่งเสริมสมาธิ เช่นเดียวกันครับ

สมาธิที่ขัดขวางการเกิดปัญญา เรียกว่า มิจฉาสมาธิ... พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเอาไว้ครับ...



มีอีกพระสูตร ที่กล่าว ถึงความสัมพันธ์ ของ สมถะ(สมาธิ) และ วิปัสสนา(ปัญญา)



พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑ สุตตันตปิฎกที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค

http://larndham.net/cgi-bin/tread.pl?start_book=31&start_byte=109458


[๑๔๗] อริยมรรคสมังคีบุคคล ย่อมเผาสังกิเลสที่ยังไม่เกิด ด้วยโลกุตตรฌานที่เกิดแล้ว

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวโลกุตตรฌานว่าเป็นฌาน

บุคคลนั้นย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฐิต่างๆ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในฌานและวิโมกข์

ถ้าพระโยคาวจร ตั้งใจมั่นดีแล้ว ย่อมเห็นแจ้ง ฉันใด
ถ้า เมื่อเห็นแจ้ง ก็พึง ตั้งใจไว้ให้มั่นคงดี ฉันนั้น

สมถะ และ วิปัสสนา ได้มีแล้วในขณะนั้น ย่อมเป็นคู่ที่มีส่วนเสมอกันเป็นไปอยู่





ตั้งใจมั่น คือ สมถะ

เห็นแจ้ง คือ วิปัสสนา

ตามหลักการดั้งเดิมในพระสูตร การจะบรรลุมรรคผล ต้อง ประกอบด้วยองค์แห่งอริยมรรคทั้งสอง คือ ทั้ง สมถะ และ วิปัสสนา
จะใช่เพียง ส่วนใดส่วนหนึ่ง มิได้ครับ




เรื่องของจิต ไม่ใช่เรื่องของเรา แต่ถ้าเห็นว่าจิตเป็นเรา ก็ให้รู้ทัน!

ฟัง CD การปฏิบัติธรรมตามแนวดูจิต ... ปัญหานี้มีคำตอบ
- เริ่มฟังตั้งแต่ครั้งที่ 1 ครับ

http://www.wimutti.net/pramote/sala.php


ขอบคุณทุกท่านครับ ขอสิ่งดีๆจงบังเกิดแด่ท่านทั้งหลาย ผมยังไม่เกิดปัญญาเลย แต่จะพยายามต่อไป


สาธุครับ คุณwasawaum

ปัญญาจะเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าเราตั้งใจที่จะหามัน อย่ายอมให้อำนาจฝ่ายต่ำเป็นตัวบงการชีวิตเรา


ขอแนะนำเพิ่มเติมนอกเหนือจากการสมาทานรักษาศีล และำสมาธิแล้วขอให้ตั้งจิต"อธิษฐาน"ขออานุภาพคุณพระรัตนตรัยและบุญกุศลทั้งหลายที่คุณทำมาไว้แล้วปกป้องคุ้มครองให้คุณมีปัญญา สามารถผ่านพ้นทุกข์ภัยต่างๆ และปัญหาทั้งทางโลกและทางธรรมได้ด้วยดี และให้คุณมีความเจริญก้าวหน้าในกุศลธรรมทั้งหลายอันจะนำไปสู่นิพพานเป็นที่สุด"

ทำบ่อยๆครับ อานุภาพพระรัตนตรัยนี้มีจริงและเมื่อน้อมเอาบุญของตนเองเป็นที่ตั้ง คุณจะได้เห็นผลอันน่าอัศจรรยฺ์ด้วยตนเองในชาตินี้ทีเดียว ผมเองได้ประสบมาด้วยตนเองมาแล้วจึงกล้ากล่าวเช่นนี้

ขอให้คุณได้ ประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่ประสงค์อันเป็นกุศลเทอญ


ทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งตัวเราอยู่ในสภาวะที่ ไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งไหนเป็นทุกข์สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งไหนเป็นอนัตตาสิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา สรุป ไม่เที่ยง


คุณ คะ เพิ่งอ่านพบ และอาจจะมาคุยด้วยช้าไปนิดหนึ่งนะคะ เห็นหัวข้อบอกว่าทำความดีที่แสนยากหรือผมชั่วโดยกำเนิด ขอแยกเป็น 2 เรื่องดังนี้นะคะ เรื่องแรกที่คุณสงสัยว่าตัวเองชั่วโดยกำเนิด คุณพูดอย่างนั้นได้อย่างไร ? ก็คุณบอกว่า เมื่อเล็กจนโตถึงอายุ 18 -19 คุณไม่เคยเกเรเลย ขยันเรียน นั่นคือสิ่งดีที่คุณมีและได้ปฏิบัติมาแล้ว ตั้งแต่เล็กจนโต ซึ่งแสดงว่าคุณดีมาแต่กำเนิดแล้ว คุณ เพิ่งมาเปลี่ยนแปลงอาจจะโดยการถูกชักจูง หรือหลงผิดก็ตามแต่ แม้คุณจะหลงผิด เดินทางผิด ทางมืด ไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ตอนนี้คุณก็กลับมาเดินอยู่ในเส้นทางสว่างตามเดิมแล้ว ถึงขนาดสมาทานว่าจะรักษาศีลห้าตลอดไป ขออนุโมทนากับคุณด้วยค่ะ เรียกว่าคุณเกิดใหม่อีกครั้งก็น่าจะได้ การทำความดีไม่ยากค่ะ หากอยากจะทำ(ตอบเรื่องที่2 ไปพร้อมกันเลยนะคะ) การทำความดีน่ะ ยากตอนแรก ๆ เหมือนกับตอนเราหัดทำอะไรซักอย่าง แต่ถ้าเพียรพยายายาม ทำความดีบ่อย ๆ ทำเป็นประจำ ไม่นานคุณก็จะรู้สึกชิน และไม่รู้สึกยากที่จะทำอีกต่อไปค่ะ เรื่องที่คุณมีปัญหาเรื่องการสวดมนต์ เวลาสวดมนต์ แล้วเร่งให้เสร็จเร็ว ๆ ก็เป็นกันอยู่หลายคนนะคะ ไม่ใชคุณเป็นคนเดียว และคนหลายคนนั้นก็คงพยายามหาทางแก้ไขเช่นเดียวกับคุณ ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดานี่เอง ต้องมาลองดูว่าที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เพราะช่วงเวลาที่คุณใช้ในการสวดมนต์นั้น เป็นช่วงเวลาจำกัดที่ต้องเร่งรีบ เช่นใช้เวลาก่อนออกไปทำงาน หรือมีภาระกิจที่ต้องกระทำต่อหลังการสวดมนต์หรือเปล่า ถ้าอย่างนั้น จัดเวลาสวดมนต์ใหม่จะดีไหมคะ และถ้าไม่มีสมาธิในการสวด แนะนำด้วยลอง หาบทสวดมนต์ที่มีคำแปลภาษาไทย(เช่นสวดมนต์ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น) มาสวดไปด้วย เวลาสวดให้น้อมใจไปตามคำแปลนั้น ก็น่าจะได้ผลนะคะ ส่วนการนั่งสมาธิ ลองเปลี่ยนวิธีกำหนดดูก็ได้ค่ะ เช่นเปลี่ยนมาใช้การกำหนด โดยแนวสติปัฎฐาน กำหนด ยุบหนอ พองหนอ ซึ่งคุณต้องหายใจยาว เข้าไปจนท้องพองออกคือ "พองหนอ " แล้วค่อยกำหนด ผ่อนลมหายใจออก ช้า ๆ จนสุดลมหายใจออก คือ"ยุบหนอ" หรือ ใช้แนวการกำหนดสมาธิโดยการ "เพ่งกสิณ" ซึงไม่ต้องกังวลเรื่องลมหายใจแต่อย่างใด แต่คุณก็จะได้อารมณ์สงบแห่งสมาธิค่ะลองหาแนวทางปฏิบัติจากแนวทางของครูบาอาจารย์ดูก็ได้ค่ะ แต่ทั้งหมดนี้ คุณต้องใช้ความพยายามโดยอาศัยอิทธิบาท 4 เป็นแนวทางคือ
1.ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ที่จะกระทำ
2.วิริยะ ความพยายามที่จะกระทำในสิ่งนั้น ๆ อย่างไม่ท้อถอย
3.จิตตะ การเอาใจฝักใฝ่ จดจ่อในสิ่งที่กำลังกระทำนั้น ๆ เสมอ
4.วิมังสา การพิจารณาไตร่ตรองผลแห่งการกระทำนั้น ๆ และหาทางแก้ไขปรับปรุง เพื่อให้สามารถบรรลุถึงสิ่งที่กระทำนั้น ๆสำเร็จ ตามที่ได้ตั้งใจไว้
คงเป็นแนวทางที่พอจะแบ่งปันกันได้นะคะ เอาใจช่วยค่ะ คุณสอบผ่านแน่



ขออนุโมทนาด้วยกับการปฏิบัติของคุณ อยากบอกว่า ผมเองก็เคยเป็นแบบคุณเหมือนกัน แต่อะไร ๆ ก็ไม่พ้นความพยายามของเรา เมื่อเราเอาชนะใจตนเองได้เมื่อไหร่ จะมีความสุขมาก แม้ปัจจุบันนี้ บางครั้งผมก็แพ้ต่อกิเลสเหมือนกัน เหนื่อยกับใจตัวเองมาก...แต่ผมจะไม่ยอมแพ้ จะใช้ความดีเอาชนะมันให้ได้ครับ...เราต้องสู้นะครับ พยายามเข้า ผมเอาใจช่วย สักวันคุณจะได้พบว่า คุณทำได้...และมีความสุขแน่นอน


จริตคุณเหมาะกับการปฏิบัติแนวหลวงพ่อปราโมช ปาโมชโช
คือจิตตานุปัสนา

หมายถึงว่าเอานิสัยที่ชอบคิดๆนี่แหละ มาทำวิปัสนา

ลองงศึกษาฟัง mp3 ของหลวงพ่อมากๆนะคับ
แนะนำให้ฟังไปเรื่อยๆ อะไรไม่เข้าใจก้ฟังผ่านๆไป
แล้วความรู้จะประติดประต่อเองภายหลัง
แต่ต้องฟังให้มาก

http://www.wimutti.net/pramote/


อยากจะให้กำลังใจอย่างนี้ว่า
ทั้งชีวิตเรา เราพยามแก้ไขความทุกข์ด้วยการคิดมานานมากพอแล้ว
การคิดไม่ช่วยให้พ้นจากทุกข์แตอย่างใด
มันแค่ช่วยให้เราสงบลง หรือช่วยให้เราเอาความสุขไปกลบเกลื่อนเจือจางความทุกข์เท่านั้น
พอเราเผลอ เราก็คิดให้มันทุกข์ขึ้นมาอีก

ลองหันมาปฏิบัติธรรมด้วยการเฝ้าดูกิจกรรมต่างๆของจิตใจ
แล้วเราจะค้นพบความจริงต่างๆที่เกิดขึ้นในใจว่า กิจกรรมอย่างไหนเป้นเหตถแห่งทุกข์
แล้วดับที่เหตุ ทุกข์ก้จะดับ



 เปิดอ่านหน้านี้  3072 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย