หลวงพ่อชา สุภัทโท สอนศิษย์ฝรั่ง โดยการถีบหน้าอก

 kaveebsc   

หลวงพ่อชา สุภัทโท สอนศิษย์ฝรั่ง โดยการถีบหน้าอก

คัดลอกจากหนังสือ “เดินตามรอย” โดย ญาณธัมโมภิกขุ (นามเดิม ฟิลลิป จอห์น โรเบิร์ต ชาวออสเตรเลีย ศิษย์หลวงพ่อชา สุภัทโท) ปัจจุบันท่านเป็น เจ้าอาวาส วัดป่านานาชาติ จ.อุบลฯ

ผู้เข้าร่วมประชุมฟังธรรมะบรรยายหลวงพ่อ ญาณธัมโมภิกขุ ที่แสดงธรรมโปรดที่โรงพยาบาล สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลฯ เมื่อ วันที่ 29 ส.ค. 2549 เรื่อง การดูแลจิตวิญญาณ ตามหลักพระพุทธศาสนา อยากให้ท่านเล่าถึงที่หลวงพ่อชา ได้สอนธรรมโดยการถีบหน้าอกท่านสมัยท่านบวชใหม่ๆ ท่านเล่าให้ฟังว่า

...................อาตมาอาจจะเป็นพระองค์เดียวในวงลูกศิษย์หลวงพ่อชาที่โดนท่านถีบ แต่ว่าซาบซึ้งที่ท่านถีบอาตมา และเพราะความซาบซึ้งนั้น จะมาเล่าให้ญาติโยมฟัง คือ

ตอนนั้นอาตมาบวชใหม่ๆ พรรษาแรก อยู่ที่วัดหนองป่าพง ปีนั้นพระเณร 70 กว่ารูป พระเยอะ ญาติโยมเข้าวัดเข้าวากันมาก วันนั้นได้ไปบิณฑบาต ตอนกลับจากบิณฑบาต มีพระองค์หนึ่งมาคุยด้วย และพระองค์นั้นก็เพิ่งบวชใหม่เหมือนกัน ทั้งสององค์ต่างก็ยังมีนิสัยแบบฆราวาส และพระองค์นั้นก็ได้ไปตำหนิติเตียนพระที่อยู่ในวัดที่ไม่ถูกใจ อาตมาฟังแล้วคิดในใจว่า บวชเป็นพระทำไมมาจับผิดกัน ทำไมท่านตำหนิพระองค์นั้นองค์นี้ ก็เลยเดินหนีไม่อยากคุยด้วย แต่ไม่ได้เดินหนีอย่างเดียว เดินหนีตำหนิท่าน ในใจยังคิดเรื่องท่าน คือไม่ปล่อยวาง มันก็คิดอยู่ พอดีเดินเข้ามาในวัด เดินก้มหน้าคิดถึงเรื่องพระองค์นี้องค์นั้น พอดีได้ยินเสียงหลวงพ่อชาพูดขึ้นว่า “กูดมอนิ่ง” ก็มองขึ้นมา หลวงพ่อชาก็อยู่ใกล้ๆ ท่านก็ยิ้มใส่เรา พูดภาษาอังกฤษ “กูดมอนิ่ง” แปลว่า สวัสดีตอนเช้า เราก็ดีใจ ไม่เคยได้ยินหลวงพ่อพูดเป็นภาษาอังกฤษ ก็เลยยกมือไหว้ท่านและตอบท่านว่า “กูดมอนิ่งหลวงพ่อ” หลวงพ่อชาท่านพูดภาษาอังกฤษได้ 2 คำ “กูดมอนิ่ง” สวัสดีตอนเช้า กับ “ดู ยู ว้อนท อะ คัพ ออฟ ที” แปลว่า คุณต้องการน้ำชาไหม เพราะว่าหลวงพ่อท่านเคยไปประเทศอังกฤษ ชาวอังกฤษเขากินน้ำชากันทั้งวันทั้งคืน เรายกมือไหว้ท่าน รู้สึกดีใจ อารมณ์ก็เปลี่ยน

ฉันเสร็จกลับกุฏิ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ถึงหกโมงเย็นก็คิดว่า เดี๋ยวจะไปกุฏิหลวงพ่อชา อาตมาเข้าไปกราบท่าน ขอนวดเท้าท่านเพราะเราเคยฝึกนวดเท้า บางครั้งท่านจะให้เราไปนวด วันนั้นพระเณรก็เยอะ ประมาณหนึ่งทุ่มเขาตีระฆัง ท่านก็ไล่พระเณรขึ้นโบสถ์หมด พระเณรประมาณ 70รูป ท่านบอกว่า ท่านญาณอยู่นี่ ก็นั่งสองต่อสองกับท่าน ก็จับเท้าท่านไว้ ท่านก็ไม่ได้พูด ท่านนั่งหลับตาภาวนา เราก็นวดเท้าท่าน อากาศเย็นสบายช่วงฤดูหนาว พระเจ็ดสิบรูปเริ่มสวดมนต์ทำวัตรเย็น เราฟังพระสวดเจ็ดสิบรูป เหมือนเทวดา เหมือนเทพกำลังจะโปรดเรา เราก็กำลังนั่งคิด เรากำลังนั่งกับพระอรหันต์ กำลังสร้างบุญสร้างกุศลถวายการนวดแก่พระอรหันต์อยู่ เทวดากำลังสวดอนุโมทนาด้วย จิตใจขึ้นสวรรค์เลย พอดีจิตใจ ขึ้นสวรรค์ หลวงพ่อใช้เท้าถีบหน้าอกอาตมาจนหงายหลังหัวกระแทกพื้น เราก็ช็อคอยู่ งงเลย หลวงพ่อชี้หน้า “นั่นตอนเช้า พระองค์หนึ่งพูดไม่ถูกใจเรา เราก็เสียใจ อีกองค์หนึ่งพูดแค่ “กูดมอนิ่ง” ดีใจทั้งวัน อย่าไปดีใจเสียใจกับคำพูดคนอื่น อย่าไปฝากหัวใจไว้กับคนอื่น ต้องฝากหัวใจไว้กับพระธรรม ที่นี้ท่านก็เทศน์กัณฑ์ใหญ่ เราก็ยกมือไหว้ท่านน้ำตาไหล เพราะอะไร ซาบซึ้งในเมตตากรุณาของท่าน ท่านก็คงจะเห็นเราตอนเช้าว่า พระองค์นี้ตกนรก จัดเป็นทุกข์ เพราะคำพูดของคนอื่น ท่านก็เลยพูดแค่ “กูดมอนิ่ง” ให้ดึงเราขึ้นจากนรก และตอนเย็นท่านก็ปล่อยให้เรานวดเท้าท่านให้ขึ้นสวรรค์ ขึ้นสวรรค์แล้วก็ต้องถีบลงมาถึงแผ่นดิน เพราะเทวดาสอนธรรมไม่ได้ ต้องเป็นมนุษย์ เพื่อให้จดจำไว้ “อย่าฝากหัวใจไว้กับคำพูดของคนอื่น เพราะเราจะผิดหวัง ต้องฝากหัวใจไว้กับพระธรรม ก็เลยได้จดจำคำพูดหลวงพ่อ................

อ่านแล้วคิดถึงหลวงพ่อชาจัง ท่านมีเทคนิคในการสอนศิษย์ตามแต่จริตและท่านก็ทราบวาระจิตของศิษย์ได้ดี

ผมคิดว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่บ้าง จึงขอคัดลอกมาให้อ่านกัน หากซ้ำกับท่านใดก็ขออภัย หวังเพียงแค่ให้เกิดประโยชน์กับทุกท่านเท่านั้น..........

อย่าไปดีใจเสียใจกับคำพูดคนอื่น อย่าไปฝากหัวใจไว้กับคนอื่น ต้องฝากหัวใจไว้กับพระธรรม........สาธุครับท่านผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่าน




ขอบคุณครับ


ขออนุโมทนาบุญที่ได้อ่าน และได้คิดตาม เกิดสติ สาธุ


พระธรรมไม่เคยทำให้ใครเสียใจค่ะ


เป้นการสอนที่ดีมากเลยครับ เพราะในธรรมะติดปีก
ท่าน ว.วชิรเมธีก็เขียนไว้ว่าท่านก็เคยโดนหลวงปู่ชา
ท่านถีบมาเหมือนกัน



สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๕
เรื่องพระฉัพพัคคีย์
[๖๙๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี.
ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์โกรธ น้อยใจ เงื้อหอกคือฝ่ามือขึ้นแก่พระสัตตรสวัคคีย์ พระสัตตรสวัคคีย์ หลบประหารแล้วร้องไห้ ภิกษุทั้งหลายถามว่า
อาวุโสทั้งหลาย พวกท่านร้องไห้ ทำไม?
พระสัตตรสวัคคีย์ตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย พระฉัพพัคคีย์เหล่านี้โกรธ น้อยใจ เงื้อหอกคือฝ่ามือขึ้นแก่พวกผม.
บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระฉัพพัคคีย์จึงได้โกรธ น้อยใจ เงื้อหอกคือฝ่ามือขึ้นแก่ภิกษุทั้งหลายเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
ทรงสอบถาม
พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอโกรธน้อยใจ เงื้อหอกคือฝ่ามือขึ้นแก่ภิกษุทั้งหลาย จริงหรือ?
พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน พวกเธอจึงได้โกรธน้อยใจ เงื้อหอกคือฝ่ามือขึ้นแก่ภิกษุทั้งหลายเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
พระบัญญัติ
๑๒๔. ๕. อนึ่ง ภิกษุใด โกรธ น้อยใจ เงื้อหอกคือฝ่ามือขึ้นแก่ภิกษุ เป็น
ปาจิตตีย์.
เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ.
สิกขาบทวิภังค์
บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.
บทว่า แก่ภิกษุ คือ แก่ภิกษุอื่น.
คำว่า เงื้อหอกคือฝ่ามือขึ้น ความว่า เงือดเงื้อกายก็ดี ของเนื่องด้วยกายก็ดี โดยที่สุดแม้กลีบอุบล(กลีบดอกบัว) ต้องอาบัติปาจิตตีย์.


ท่านใดสนใจ ลองอ่านหนังสือเรื่อง "พุทธวิธีในการสอน" หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป จะเข้าใจวิธีการสอนของพระพุทธองค์อย่างแจ่มแจ้ง
เจริญพร.
สุภัทโท ภิกขุ



คุณ laotamyae ครับ
หลวงพ่อชาไม่ได้ผิดศีลครับ


พระไตรปิฏกที่ว่าคือ "ภิกษุใด โกรธ น้อยใจ เงื้อหอกคือฝ่ามือขึ้นแก่ภิกษุ "

ตอนถีบลูกศิษย์ หลวงพ่อชาไม่ได้มีคำว่าน้อยใจอยู่ ไม่ได้มีคำว่าโกรธอยู่
จึงไม่เป็นอาบัติ

อธิบายอย่างนี้ครับ

ผมไม่ได้รู้ในใจท่านหลวงพ่อนะครับว่าเป้นยังไง
แต่ท่านสอนศิษย์ฝรั่งคนหนึ่งนั้น ท่านพูดภาษากันไม่รู้เรื่อง
คนหนึ่งพูดไทยไม่ได้ คนหนึ่งพูดฝรั่งไม่ได้
แต่ท่าน"อ่านใจ" ลูกศิษย์ได้ว่ากำลังคิดอะไร จึงได้ออกอุบายบาทาสั่งสอนไป

คือใช้เท้าพาลูกศิษย์ลงนรก ในขณะที่จิตเขากำลังยินดีในการปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อ
เรียกว่า ถีบให้ตกจากสวรรค์

จะศิษย์ได้สำนึกว่า กุศลจิต กับ อกุศลจิต แตกต่างกันอย่างไร ต้องวางหน้าที่อย่างไร
ทำให้ผู้โดนถีบ เกิดปัญญาขึ้น เจริญขึ้น


การที่ท่านอ่านใจคนได้ น่าจะเรียกว่ามี "เจโตปริยาญาน"
ซึ่งผู้จะได้อภิญญาข้อนี้ ต้องปราศจากแล้วซึ่งความโกรธ และ น้อยใจ
จึงไม่น่าจะเรียกว่าผิดศีลต้องอาบัติครับ





 เปิดอ่านหน้านี้  3599 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย