ช่วยด้วยค่ะ

    

ดิฉันโดนผู้ชายข่มขืน แล้วตอนนี้ตกอยู่ในสภาพเป็นเมียน้อยของเขา
พยายามตัดใจจากเขา ก็ตัดใจยาก ดิฉันพยายามของเลิกกับเขาแต่เขาไม่ยอมเลิก ดิฉันควรทำอย่างไรดีค่ะ




ทำไม่แจ้งความ ปล่อยล่วงเลยมาได้ยังไงกันคับ


ลองเข้าไปฟังเสียงหนังสือ.." ดังตฤณวิสัชชนา ฉบับ รู้จักรัก "...นะครับ
http://d.igetweb.com/index.php?mo=3&art=140764

หากคุณตั้งใจจริงที่จะไม่ต่อบาปอีกต่อไป...
ผมเชื่อว่าคุณต้องรู้วิธีและหาทางออกด้วยตัวเองได้อย่างแน่นอนครับ...


ให้กำลังใจนะครับ


แจ้งความครับ อย่าปล่อยให้คนชั่งลอยนวน


แล้วไปคิดว่าเป็นเมียเค้าทำไมละครับ เป็นทุกข์ ไปหาเหตุ แล้ว จะได้ดับที่เหตุแห่งการดับทุกข์ครับ(พอทับไม่ร้อง พอท้องแล้วจะ.....)ต้องฟังเพลง แต่ตัดใจไม่ลง


ขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกสำรวมระวังในการตอบด้วยนะครับ...
โดยส่วนใหญ่ที่มาตอบเป็นผู้ชาย...ซึ่งอาจไม่เข้าใจความรู้สึกหรือความทุกข์ของเพื่อนผู้ตั้งกระทุ้นะครับ...

" คนที่ไม่เคยรักลูกหรือลูกไม่เคยตาย...
อาจไม่ซาบซึ้งในความรู้สึกของนางกีสาโคตมี..ว่าเป็นอย่างไร...
จึงแถมด่าให้นางนำติดตัวไปด้วยว่า..หญิงบ้า... "
(ข้อความจากหนังสือ ลีลากรรมของสตรีสมัยพุทธกาล ของ อ.วศิน อินทสระ)

ให้กำลังใจนะครับ


ผู้ชายที่สามารถข่มขืนผู้หญิงได้ จิตใจเขาต้องไม่ใช่ธรรมดาค่ะ
เป็นคนที่เลวมาก ไม่ควรยินยอมและยอมตนให้เขาข่มเหงอีกต่อไป
คนเช่นนี้ จะพาคุณไปในทางเสื่อมแน่นอน
ถ้าบอกให้แจ้งความ ก็อาจจะช้าไปแล้วสำหรับคุณ เพราะเท่าที่อ่าน
คุณได้ยอมรับว่า ได้ตกเป็นเมียน้อยเขาแล้ว

ถ้าคุณต้องการเลิกจริงๆ ขอให้ไปบอกความจริงกับภรรยาเขา
หรือผู้บังคับบัญชาของชายชั่วคนนี้(ถ้ามี)
หรือแจ้งความไว้เป็นหลักฐานต่อมูลนิธิเพื่อนหญิงช่วยเหลือ และ
ให้คำปรึกษา
โดยไม่ต้องตกลง พูดจาอะไรกับเขาก่อน ในเมื่อเขาไม่ยอมให้คุณเลิก
เพราะต้องการคุณบำบัดความใคร่

แต่ถ้าคุณยังยอมเป็นเมียน้อยอยู่อย่างเดิม ไม่เพียงแต่ผิดศีลธรรม
ความทุกข์ ความข่มขืนมากมายก็จะไม่มีวันสิ้นสุดค่ะ

รีบจัดการให้จบอย่างโดยเร็วนะคะ

เอาใจช่วยค่ะ


บอกตรงๆว่าช่วยอะไรไม่ได้เพราะทุกอย่างที่ผ่านมาถือว่าเป็นอดีตจะมีเหลืออยู่ก็ตรงปัจจุบันคุณคิดจะทำอะไรนั้นก็คืออนาคตถ้าคุณเก็บอดีตความเจ็บปวดในชีวิตที่ผ่านมาก็จะทุกข์อย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรแล้วถ้าคุณคิดในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงที่ไม่รู้ว่าจะทำหรือตัดปัญหานั้นได้ไหมก็มีแต่จะสร้างความทุกข์ใจเหตุเพราะความกลัวหรือขาดความมั่นใจในตัวคุณเองถ้าเป็นเช่นนั้นก็ได้แต่ความนึกคิดและไม่มีวันที่จะเป็นปัจจุบันได้อนาคตยังมาไม่ถึงปัจจุบันจับจดอนาคตก็จะมืดนะค่ะทำความเป็นจริงที่คุณเป็นอยู่ในปัจจุบันปัจจุบันเท่านั้นที่เราจะแก้ไขได้คนชั่วมีทุกทีขอให้ระวังและรักษาสุขภาพกายใจให้ดีนะค่ะความทุกข์ร้อนจะยืดยาวหรือไม่ขึ้นอยู่ที่ตัวคุณเองอย่าปล่อยให้ชีวิตต้องเสียใจผิดหวังหรือรู้สึกความอ่อนแอและยอมแพ้ความเสียใจน้อยใจเป็นเมืองอุบายเมืองนรกหมกไหม้ตัวเราเอง.ข้อความนี้อยากให้คุณส่งต่อๆไป(อันความสุขทางใจนั้นหายากคนส่วนมากไม่ชอบแสวงหาหวังแต่สุขเพื่อสนุกเพียงหูตามันจะพาชักจูงให้ยุ่งใจ)ขอให้พระคุ้มครองบุญรักษาคุณนะค่ะ


ผมเพียงแต่หมายความว่า ทำไมตอนแรกๆๆ ไม่จัดการอะไรเลย ยอมเป็นเมียน้อยเค้าทำไม ปรึกษาญาติผู้ใหญ่ จะดีกว่าครับ

ขอให้พ้นทุข์ครับ วจีกรรมใดล่วงเกินขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วย เจริญในธรรม


ถ้าอยากเลิก ก็ต้องขู่เขาว่า จะบอกเรืองนีกับภรรยาคนแรกของเค้า น่ะค่ะ (ลองดู)


เรื่องแบบนี้ยากที่จะพูดครับ มันเป็นเรื่องกรรมของใครคนนั้นก็ต้องรับไป ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นี้มันต้องมีที่มาแน่นอนครับ

เมื่อตอนนี้มันยังแก้ไขอะไรไม่ได้ เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ

อดีตเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง มีเพียงปัจจุบันนี้เท่านั้นครับที่จะยังประโยชน์ได้

ถึงแม้คุณจะเป็นภรรยาน้อย ก็คือภรรยาคนหนึ่ง คุณควรปฏิบัติหน้าที่ของภรรยาให้สมบูรณ์ครับ อีกประการหนึ่งการกระทำอะไรไม่ว่าจะเป็น กาย วาจา ใจ ของคุณ ขออย่าให้เป็นการกระทบกระเทือนต่อผู้เป็นภรรยาหลวงครับ เพราะอาจจะก่อให้เกิดการผูกเวรกันไม่รู้จบสิ้นครับ

ถึงเวลาเมื่อวาระกรรมเบาบางลง ทางออกก็จะค่อยสว่างขึ้นเองครับ

แต่สิ่งสำคัญที่ต้องถือไว้เป็นที่พึ่งของใจคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครับ และขอให้ปฏิบัติตามแนวทางของ ทาน ศีล ภาวนา นะครับ ทางออกที่คุณหวังจะค่อย ๆ สว่างออก และจะไม่กลับมามืดมนอีกครับ

**ที่ผมแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ไม่ได้เป็นการสนับสนุนการเป็นภรรยาน้อยไม่ว่าจะกรณีของใคร ที่แสดงความคิดเห็นตรงนี้เป็นเฉพาะกรณีของคุณมาเท่านั้นครับ**


ปัญหานี้คุณย่อมรู้แก่ใจดี เพียงคุณกล้าที่จะพลิกจากหน้ามือให้เป็นหลังมือไหม เท่านั้นเอง ทุกๆปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น มีไว้เพื่อให้เราได้แก้ไขแต่ในบางเรื่องราวหรือเหตุการณ์ เราอาจต้องใช้ทั้งกาย ใจ ชีวิตและเลือดเนื้อ เพื่อให้ได้มาซึ่งทางออก ดังนั้น คุณอย่าได้กลัวและวิตกกังวลใดใดเลย ให้โอกาสแก่ตัวคุณเองได้เป็นผู้เลือก เลือกที่จะสุข หรือ ทุกข์ คุณต้องการอย่างไหนและไม่ปรารถนาสิ่งไหน ตัวคุณเองย่อมรู้ดีกว่าใครๆนะ


ให้กำลังใจนะ
V.C.


ถามใจตัวเองว่า...
๑. เขาคนนั้นมีอิทธิพลหรือไม่ (เขาอาจทำร้ายคุณได้)
๒. เขาคนนั้นมีไม้เด็ดที่จะทำให้คุณเสียชื่อเสียงได้หรือไม่
๓. เขาคนนั้นเป็นคนบ้านเดียวกับคุณหรือไม่
๔. คุณรักเขาโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ (พยายามสำรวจใจตนเอง เพราะความรักมักเกิดขึ้นโดยมิได้ตั้งใจและไม่รู้ตัว)
หากคุณสำรวจใจตัวเองและพิจารณาเห็นว่า ทั้ง ๔ ข้อที่กล่าวมาจะไม่ทำให้คุณเสียใจภายหลัง หรือเป็นอันตรายภายหลัง ก็ตัดสินใจหนีไปอยู่ในที่ ๆ คิดว่าเขาคนนั้นจะหาไม่เจอ
แนะนำ หากเขาเขามีข้อ ๑และ๒ ควรแจ้งความให้กฎหมายจัดการจะปลอดภัยที่สุด ส่วนอีก ๒ ข้อท้ายนั้น ขึ้นอยู่ที่ตัวคุณแล้วหละ...



เวร-กรรม คห.คุณ guest

พุทธศาสนาแม้จะสอนให้คนยอมรับวิบากกรรม
ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องยอมจำนน แล้วก่ออกุศลกรรมนั้นต่อไปนะคะ

การยอมรับวิบากกรรม คือการยอมรับในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ไม่โกรธ
ไม่อาลัยอาวรณ์ ในอดีต ที่จะมาทับถมทุกข์ของตน และผู้อื่น

แต่ให้สร้างกุศลใหม่ขึ้น โดยการไม่ก่อเวรซ้ำ ไม่ก่ออกุศลกรรมใหม่
ให้ทำแต่กุศลอยู่เสมอๆ

คุณกลับแนะนำในทางตรงกันข้าม คือ ให้ยอมจำนนในชายชั่วคนนั้น
เป็นเมียน้อยที่ดีต่อไป
เท่ากับยอมรับในสิ่งชั่วที่เขากระทำต่อเธอตั้งแต่ต้น.. จนปัจจุบันทั้งที่
เธอก็ไม่ยินยอม และทุกข์หนักอยู่ ที่ต้องสนองความใคร่ของชายที่ผิดปกตินี้
(ผู้ชายที่สามารถข่มขืนผู้หญิงได้ นี่จิตใจผิดปกติ ไม่ธรรมดาค่ะ)

ก็หมายถึง เขา และเธอ จงร่วมมือก่อเวร ก่ออกุศล ผูกเวรต่อกันและกันต่อไป
ต่อเวร กับ ลูก เมียของเขาด้วยหรือ?
แล้วสังคมที่ประกอบจริยธรรมที่รายล้อมเธออยู่หละคะ?

คุณกลับไปคิดคำแนะใหม่นะคะ


เวร-กรรม คห.คุณ guest

คุณกลับไปคิดคำแนะใหม่นะคะ

นิดน้อง - 58.9.100.128 [6 ก.ค. 2551 10:16 น.] คำตอบที่ 13

ก็ในเมื่อตอนนี้แก้ไขอะไรยังไม่ได้ก็ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดครับในความคิดเห็นของผม
ถ้าต่อไปภายภาคหน้าสามารถแก้ไขได้ก็แก้ไขต่อไปครับ

ผมมีเรื่องราวในครั้งพุทธกาลฝากให้คุณนิดน้องพิจารณาครับ

กาลครั้งหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลได้รับสั่งให้สันตติมหาอำมาตย์
ไปปราบปรามโจรที่กำลังฮึกเหิมอย่างหนัก
เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงทราบว่า
มหาอำมาตย์ปราบโจรได้อย่างราบคาบแล้ว
ทรงพอพระราชหฤทัยมาก จึงพระราชทานทรัพย์สมบัติให้เป็นจำนวนมาก
รวมทั้งหญิงสาวที่เก่งในการร้องเพลงและฟ้อนรำนางหนึ่ง
อำมาตย์ได้ดื่มเหล้าฉลองชัยชนะจนเมามายถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน
ในวันที่ เจ็ดเขาจัดแจงแต่งตัวด้วยอาภรณ์อย่างดี
แล้วขี่ช้างตัวที่ดีที่สุดไปยังท่าอาบน้ำ
เมื่อไปถึงก็เห็นพระศาสดากำลังเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมือง
เขาจึงผงกศีรษะถวายบังคมด้วยความเคารพ
ในขณะที่นั่งอยู่บนคอช้างนั่นเอง

เมื่อพระศาสดาทรงเห็น จึงทรงแย้มพระโอษฐ์
พระอานนท์จึงทูลถามถึงสาเหตุที่พระองค์ทรงแสดงกิริยาเช่นนั้น
พระพุทธองค์ตรัสว่า “อานนท์ เธอจงดูสันตติมหาอำมาตย์
วันนี้เขาประดับด้วยอาภรณ์อย่างดี มาสู่สำนักเรา
เขาจะบรรลุพระอรหัตเพียงเพราะไดัฟังธรรมเพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง
และจะปรินิพพานในอากาศ”

บรรดาชาวบ้านที่ได้ฟังคำของพระศาสดา
บางพวกที่เป็นมิจฉาทิฏฐิคิดว่า ...ท่านทั้งหลาย จงดูกิริยาของพระสมณโคดม
พระองค์ย่อมพูดสักแต่ปากเท่านั้น ในวันนี้สันตติมหาอำมาตย์นั้นเมาสุราอย่างหนัก
จะได้ไปฟังเทศน์ฟังธรรมที่ไหน พวกเราจักจับผิดพระสมณโคดมที่กล่าวมุสาวาท...

ส่วนพวกที่เป็นสัมมาทิฏฐิคิดกันว่า
“น่าอัศจรรย์ พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีอานุภาพมาก
ในวันนี้ เราทั้งหลาย จักได้ดูการเยื้องกรายของพระพุทธเจ้า
และการเยื้องกรายของสันตติมหาอำมาตย์...

ฝ่ายมหาอำมาตย์หลังลงเล่นน้ำตลอดทั้งวันที่ท่าอาบน้ำแล้ว
จึงกลับไปสู่อุทยาน และไปนั่งในโรงดื่ม
ขณะที่หญิงสาวที่พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทานให้นั้น
ก็ขึ้นไปยืนอยู่ที่กลางเวทีเตรียมจะฟ้อนรำให้มหาอำมาตย์ดู
แต่พอเริ่มจะแสดง นางก็กลับมีลมพิษเกิดขึ้นในท้องอย่างหนัก
ปากอ้า ตาเหลือก และในที่สุดก็ขาดใจตาย
สาเหตุเพราะกินอาหารน้อยมาตลอด ๗ วัน
เพื่อให้ร่างกายอ้อนแอ้นน่าชมนั่นเอง

เมื่อมหาอำมาตย์รู้ว่านางตายแล้ว
เขาก็เกิดความเศร้าโศกอย่างแรงกล้าขึ้นมา กระทั่งส่างเมาทันที
พิษของสุราที่ดื่มมาตลอด ๗ วัน ได้เสื่อมหายไป
เขาคิดว่าคงไม่มีใครที่จะสามารถระงับความโศกเศร้าของเขาได้
เขาจึงไปขอเข้าเฝ้า พระศาสดาในตอนเย็นพร้อมกับบริวาร
และกราบทูลถึงเหตุแห่งความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นกับตน
และเหตุที่มาเฝ้าพระพุทธเจ้า

ครั้นพระศาสดาได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว จึงตรัสว่า
“ท่านมาหาเราผู้สามารถที่จะดับความโศกได้แน่นอน
อันที่จริงน้ำตาที่ไหลออกของท่านผู้ร้องไห้ในเวลาที่หญิงนี้ตายด้วยเหตุอย่างนี้
มากกว่าน้ำของมหาสมุทรทั้ง ๔ ซะอีก” แล้วจึงตรัสพระคาถา ว่า

...กิเลสเครื่องกังวลใด มีอยู่ในกาลก่อน เธอจงยังกิเลสเครื่องกังวลนั้น
ให้เหือดแห้งไป กิเลสเครื่องกังวล จงอย่ามีแก่เธอในภายหลัง
ถ้าเธอจักไม่ยึดถือขันธ์ ในท่ามกลาง จักเป็นผู้สงบระงับเที่ยวไป...

หลังจากพระองค์เทศน์จบ สันตติมหาอำมาตย์ก็บรรลุพระอรหัตผล
แล้วพิจารณาดูอายุสังขารของตน ทราบว่าตัวเองจะหมดอายุขัยแล้ว
จึงกราบทูลพระศาสดาว่า

...ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทรงอนุญาตการปรินิพพานแก่ข้าพระองค์เถิด...

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ...สันตติมหาอำมาตย์ ถ้าอย่างนั้น
เธอจงเล่ากรรมที่เธอเคยทำไว้ในอดีตแก่เรา
แต่ก่อนจะเล่า จงอย่ายืนบนพื้นดิน จงยืนบนอากาศชั่ว ๗ ลำตาล...

มหาอำมาตย์จึงถวายบังคมพระศาสดา
จากนั้นก็ขึ้นไปสู่อากาศชั่วลำตาลหนึ่ง แล้วลงมาถวายบังคมพระศาสดาอีก
และขึ้นไปนั่งโดยบังลังก์บนอากาศ ๗ ชั่วลำตาลแล้ว
จึงเล่าบุรพกรรมของตนเองว่า

ในกัลป์ที่ ๙๑ แต่กัลป์นี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี
ตนได้บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง ในพันธุมดีนคร คิดอยู่ว่า
อะไรหนอเป็นกรรมที่ไม่ทำการตัดรอนหรือบีบคั้นชนเหล่าอื่น
เมื่อใคร่ครวญอยู่อย่างนี้ จึงรู้ว่ากรรมคือ
การป่าวร้องบอกบุญ ชักชวนคนทำบุญ เป็นสิ่งที่ดี
จึงชักชวนชาวบ้านทำบุญ เที่ยวเชิญชวนชาวบ้านทำบุญสมาทาน
อุโบสถศีลในวันอุโบสถ ถวายทาน
และฟังเทศน์ฟังธรรม เพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัย

ผลของการชักชวนชาวบ้านบำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศลนั้นมีมากมายยิ่งนัก
ดังที่เกิดขึ้นกับตน คือ พระราชาผู้ใหญ่ทรง พระนามว่า ...พันธุมะ...
เป็นพระพุทธบิดา เมื่อได้ทรงสดับความดังนั้น
จึงรับสั่งให้เรียกตนมาเฝ้า แล้วตรัสถามว่า กำลังทำอะไร ตนจึงทูลไปว่า
ได้เที่ยวประกาศคุณของพระรัตนะตรัย ชักชวนชาวบ้านทำบุญ ทำกุศล

พระราชาได้ตรัสถามว่า นั่งอะไรไป ตนได้กราบทูลไปว่า เดินไป
จึงตรัสขึ้นว่าไม่เหมาะที่จะเดินไปอย่างนั้นหรอก
จงประดับพวงดอกไม้นี้แล้วขี่ม้าไปเถิด ตรัสแล้วก็พระราชทาน
พวงดอกไม้ และม้าที่ฝึกแล้วให้ ต่อมาพระราชาเห็นว่าม้าก็ไม่สมควร
จึงได้พระราชทานรถที่เทียมด้วยม้าพันธุ์ดี
และไม่นานพระราชาก็คิดว่ารถเทียมม้าก็ไม่สมควรอีก
จึงได้พระราชทานทรัพย์สินเงินทอง พร้อมทั้งเครื่องประดับเป็นจำนวนมาก
นอกจากนั้นยังได้พระราชทานช้างเชือกหนึ่งด้วย
ตนจึงนั่งบนคอช้าง ออกเที่ยวชักชวนคนทำบุญทำกุศลอยู่อย่างนี้สิ้นแปดหมื่นปี
กลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากกาย กลิ่นอุบล ฟุ้งออกจากปากตลอดกาลมีประมาณเท่าน...

หลังจากสันตติอำมาตย์กราบทูลบุรพกรรมของตนแล้ว
ท่านก็ปรินิพพานบนอากาศนั่นเอง
(คัดลอก : mho เพื่อนไทยแวร์)


เขาไม่ยอมเลิกก็พึ่งกฏหมาย....แต่ถ้าคุณไม่ยอมเลิกต้องพึ่งตนเอง......


พยายามตัดใจจากเขาก็ตัดใจยาก นี่ก็แสดงว่ารักเขาเข้าแล้วซิ อย่างนี้ก็อยู่ที่ใจหนูแล้วละ เขาข่มขืนกายแต่ไม่ได้ข่มขืนใจ การข่มขืนคือการไม่สมยอม ครังแรกอาจด้วยความไม่ตั้งใจระวังตัว แต่ครั้งต่อไปๆ เราต้องมีสติบางล่ะ ทำไมปล่อยให้เขาข่มขืน รักเขาใช่มั๊ย ถ้าเป็นอย่างนี้ใครก็ช่วยหนูไม่ได้ หนูต้องช่วยตัวเอง ไตร่ตรองพิจารณาใคร่ครวญให้ถูก เสียแล้วก็เสียไป อดีตแก้ไม่ได้ แต่อนาคตเราแก้ได้ คือหยุดซะ จะยอมเป็นเมียน้อยเขาตลอดไปหรือ


 เปิดอ่านหน้านี้  2969 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย