นั่งสมาธิภาวนา "พุทโธ" กับ "ยุบ-พอง" ต่างกันอย่างไรครับ

 ชชวิน   

ธรรมสวัสดีครับเพื่อนนักปฏิบัติธรรมทุกท่าน...ผมมีข้อสงสัยอย่างนี้ครับ ...การเข้าสมาธิโดยภาวนาคำว่า "พุทโธ กับยุบหนอ พองหนอ ต่างกันอย่างไร...ผมเคยทำทั้งสองอย่าง มีประสบการณ์จะเล่านะครับ...ไม่รู้ทุกท่านจะเหมือนหรือต่างกันอย่างไร เราลองมาแลกเปลี่ยนกันนะครับ...สำหรับผมได้ฝึกนั่งสมาธิมาโดยภาวนา พุทโธ มานานแล้วครับ และก็เข้าสมาธิได้ระดับหนึ่ง แต่ว่า ปี 2550 ผมได้เริ่มภาวนา "ยุบหนอ-พองหนอ นะครับ ท่านอาจารย์บอกว่า ให้จับไปที่อาการยุบ-พองของท้องตอนหายใจเข้าออก แต่ผมมักจะหายใจเข้าข้างบน (ลมมันตีขึ้นข้างบน) ไม่ใช่ที่สะดือเหมือนที่พระอาจารย์บอก แต่ก็พยายามเต็มที่ครับ ปีนั้น ก็ไม่ได้อะไรมาก ปีนี้ (2551) ก็ไปอีกครั้ง นานกว่าเดิมครับ ก็พอเข้าใจอะไรมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้อะไรมากเหมือนเดิม เข้าใจมากขึ้นนะครับ แต่ปฏิบัติยังไม่ได้เพิ่ม ยุบ-พองก็พอได้ แต่พอจะตัดเวทนา มันยาก..ความคิด ฟุ้งซ่าน อะไรนี่ตัดได้หมดเลยครับ ที่ตัดไม่ได้คือ ง่วง กับปวด พยายามอย่างเต็มที่เลย...ไม่รู้เป็นอะไร ทรมาน แต่ตอนที่ผมภาวนา "พุทโธ" มันตัดได้หมด มันโล่งไปหมด...นี่เป็นประสบการณ์ของผม ท่านใดมีประสบการณ์ดี ๆ ช่วยเล่าสู่กันฟังหน่อยนะครับ...ธรรมสวัสดีครับ




ไม่ต่างครับ

จะใช้คำอะไรก็ได้ที่ไม่ทำให้จิตมันขุ่นเคือง

เช่น รวยโวีย รวยโว๊ย
สู้โว๊ย สู้โว๊ย
หิวโว๊ย หิวโว๊ย
คำพวกนี้ที่ความเป้น +/- อยู่ในตัว
พูดไป คิดไป มันไม่ดี มันชวนว๊าวุ่น


แต่พุทธโธ หรือ ยุบหนอ พองหนอ
เป็นคำที่กลางๆ ไม่บวก ไม่ลบ ไม่ชวนให้คิด ไม่ชวนให้ขุ่นเคืองใจ


การท่องนั้น เราอาศัยคำแหล่านี้ให้ใจมีงานทำ ไม่วอกแวก
เพราะปกติใจเรามันอยู่เฉยๆโดยไม่คิดไม่ได้ ธรรรมชาติของจิตมันต้องคิด
เราเลยหางานให้มันทำ หาคำให้ใจมันท่องไว้ แทนที่จะปล่อยความคิดไปตามนิสัยหรือตามสถานการณ์
เราเลยหาอุบาย คือเอาคำเหล่านี้ มาล่อให้ใจเราคิดตาม

โดยเอาคำเหล่านี้ไปจับกับกายด้วย
กล่าวคือ ใจก้ไม่คิดวอกแวก แถมเอาใจมาจับที่ท้องด้วย
ได้ประโยชน์สองต่อ

จิตตานุปัสนา และกายานุปัสนา ไปพร้อมๆกัน





เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 2551 ครั้งแรกที่ผมดับเวทนาได้ ผมดีใจมากทั้งน้ำตา ที่น้ำตาไหล ไม่ใช่เพราะว่าอ่อนไหว แต่ไำม่คิดว่าที่พระพุทธเจ้าท่านบอกไว้จะจริง เวทนาไม่เที่ยง
ความรู้สึกที่ทราบได้ด้วยขันธ์ หรือร่างกายนี้ หลังจากที่ปวดขาแทบแตกออกจากกัน เริ่มเย็นตรงที่ส่วนที่ปวด แล้วความปวดก็หายไป หายไป จนเย็นมากขึ้นๆ จนทั้งตัว ตอนนั้นก็เริ่มรู้หลักการดับเวทนา ก็เลยลองทุกท่าเลย ทั้งนอนยืนเดิน ถึงตอนนี้ตัวยังเย็นอยู่เลย โดยที่ไม่ได้กำหนดดับเวทนาแล้ว ที่แปลกมากๆ คือผลดีของ พองหนอ-ยุบหนอ อีกอย่างหนึ่ง คือไปที่ไหนทั้งกลางแดด ในร่ม ลมหายใจเย็น หายใจช้ามาก ที่ผมลองนับดูว่าใน 1 นาที คนเราหายใจ กี่ครั้ง อาจารย์ที่สอนในแต่ละที่ เขาบอกว่า 20 ครั้งบ้าง 19 18 17 16 ครั้งบ้าง แต่หลังจากที่ผม ไปที่วัดอัมพวัน กลับบ้านมา ผมหายใจ 6 ครั้งบ้าง 5 ครั้งบ้างใน หนึ่งนาที แล้วถ้ามีใครนะเดินมาด่าแม่เราต่อยเรา หรือกระทืบเรา หาความโกรธไม่เจอเลย ยิ้มอย่างเดียว ขณะที่เขาด่านเรา เรากำหนดทันที เสียงหนอๆ กำหนดเสียงด้วยปัญญาที่ท่านอาจารย์ฝึกให้


คุณปลาหัวหินครับ ขออนุโมทนาด้วยคับ

เรื่องของท่านนั้น ผมได้ยินได้ฟังผ่านประวัติพระอริยสงฆ์พอสมควร

ทีแรกผมคิดว่า ศาสนาพุทธนั้น สอนให้เป้นอิสระจากทุกข์ก็เฉพาะทุกข์ใจ
ส่วนทุกกาย ยังต้องมีกันทุกคน

แต่ภายหลังทราบว่ามันอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น
คือความเจ็บปวดของร่างกายทำอันตรายจิตใจของพระอริยะสงฆ์ไม่ได้เลย
จนมีคณะแพทย์ไทยพยามจะค้นคว้าว่ามันมีฤทธิ์เทียบเคียงยาสลบขั้นไหน

ซึ่งพระอริยะสงฆืที่ตายไปทุกท่าน ล้วนจากไปอย่างสงบ
ไม่ทุรนทุรายจากโรค หรือ บาดแผลอะไรอย่างๆไรเลย

เป้นความอัศจรรยืของจิตที่เป้นอิสระจากกาย
จิตอิสระจากเวทนาต่างๆ




ต่างคำ

แต่ทำให้จิตรวมเหมือนกัน

ถ้าสมาธิพอ



ตอบคุณ kamin DT07919

การทำสมาธิ จนถึง ญาณ 4
กายและจิต จะแยกออกจากกันเด็ดขาด ความรู้สึกทางกายไม่กระทบจิต จิตจึงไม่รับรู้ทุกขเวทนาของร่างกาย

นอกจากนั้น พระอริยสงฆ์โดยมากท่านยังเจริญ กายคตานุสสติกรรมฐาน หรือ สติปัฐฐาน 4 อีกด้วย และในกองกรรมฐานทั้ง 40 กอง ก็ยังมีกรรมฐานกองอื่นอีกหลายกองที่เป็นได้ทั้ง สมถและวิปัสสนา ที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของ สังขารร่างกาย
เมื่อท่านไม่ได้ยึดติดกับร่างกาย ท่านไม่ต้องการร่างกาย ทั้งร่างกายตนเอง และร่างกายผู้อื่น เพราะมันไม่ได้สาระที่เป็นแก่นสาร
ท่านจึงไม่ ยี่หระ กับร่างกาย

เข้าใจง่ายๆว่า เมื่อเราไม่ใส่ใจในสิ่งนั้นๆแล้ว
สิ่งนั้นก็ไม่อิทธิพลต่อเราได้



ธรรมสวัสดีครับ ก็ขอบอนุโมทนากับทุกคำตอบนะครับ....


อนุโทนาทุกท่านครับ


นั่งสมาธิอย่างไรแล้วรวมง่าย จิตไม่ฟุ้งซ่านเป็นสมาธิได้ง่าย ก็เลือกเอาอันนั้นค่ะ แล้วแต่จริตของแต่ละคน
การกำหนดพองยุบ คือดูลมหายใจเมื่อลมเข้าออกเมื่อท้องพองและยุบ แล้วบริกรรมตามนั้น
การกำหนดแบบพุทโธ ดูลมหายใจที่ผ่านเข้า ออกที่ปลายจมูกตลอดสาย แล้วบริกรรมสลับกัน พุทและโธ
หากกำหนดลมหายใจแล้วไหลไปกับลมหายใจเรื่อย ๆ สบาย ๆ แบบนี้เป็นสมถะ พักสมองพักจิตได้ดี
หากกำหนดลมหายใจรู้ชัดลมหายใจเข้า ออก หรือยาว สั้น เป็นการเข้าวิปัสสนา


ขึ้นกับจริตแต่ละคนนะคะ

พอใจอะไร ทำอะไรแล้วสงบ มีสติ มีศีล สมาธิ ปัญญา

ก็หมั่นทำไปนะคะ

อนุโมทนาด้วยคะ ^^


 เปิดอ่านหน้านี้  6273 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย