ศ.นพ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ ผู้รักษาโรคบวมน้ำเหลือง สำเร็จคนแรกของโลก มังสะวิรัติ สัจจะที่ต้องศึกษา

 terryh   10 เม.ย. 2556

ศ.นพ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ ผู้รักษาโรคบวมน้ำเหลือง สำเร็จคนแรกของโลก

มังสะวิรัติ สัจจะที่ต้องศึกษา โดย ศ.นพ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ


ผมใช้ชีวิตนัก (เอกา) มังสวิรัติ เมื่อได้คุยกับเหล่าปัญญาชนเพื่อนนิสิต อาจารย์ หรือระดับศาสตราจารย์ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์หลายสาขา และประชาชนแน่นอน ปฏิปทาผมผิดกับทุกคนที่สุด และหากพูดเฉพาะจุดที่เกี่ยวกับมังสวิรัตินั้น ผู้ที่มีการศึกษาสูงพอ อย่างชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่แล้วแม้เขาจะไม่ยินดีสนับสนุนด้วย แต่จะไม่มีใครกล้าคัดค้าน หรือจะต่อต้านเลย ส่วนใหญ่รู้กันว่ากินผักน่ะดี แต่เพราะตัวยังติดเนื้ออยู่จึงเลี่ยง และละอายใจ ที่จะพิจารณาโทษภัยของ

มันอย่างระดับนิสิตสูงๆ ระดับ อจ. ศจ. ละก้อ ไม่มีท่านใด จะกล้าคัดค้านมังสวิรัติเลย เหตุผลที่จะมาคัดค้านโต้แย้ง มันหมดสมัยไปแล้วจริงๆ ในแบบเรียน ที่ผมถูกกำหนดให้เรียนมาแต่เด็กผมถูกหลอกมาโดยตลอด โดยเฉพาะด้านวิชา ที่เกี่ยวกับสุขภาพร่างกายสรีรวิทยาของมนุษย์แล้ว สารอาหารจำเป็นของร่างกาย ถูกเน้นไปยังจุดเดียวกันคือสารอาหารจากสัตว์

ปัจจุบันนี้ ความเท็จข้อนี้ กำลังจะถูกแก้ไขไปเรื่อยๆทุกคราว ที่มีความก้าวหน้าทางวงการแพทย์ ด้านการรักษา และป้องกันโรคต่างๆ การรักษา (Treatment) ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด (Surgery) การฉายรังสี(Radiotherapy) การใช้ยาและสารเคมี (Chemotherapy) การใช้ฮอร์โมน(Hormones) หรือทางด้านวิทยาภูมิคุ้มกัน (Immunotherapy)หรืออื่นใดก็ตาม จะไร้ประสิทธิภาพทันที หากมองข้ามการรักษา ด้วยการให้สารอาหารที่ถูกต้องเหมาะควร (Nutrional Therapies) และปัจจุบัน แพทย์ให้ความสนใจด้านการรักษาด้วยอาหารกันอย่างยิ่ง เพราะวิธีการอื่นๆ กำลังพบจุดตันอยู่แล้ว เป็นส่วนใหญ่

คงไม่มีแบบเรียนใด บันทึกเป็นหลักเป็นฐานรวบรวมข้อสังเกต น่าสนใจหลายอย่าง ที่ผมจะขออนุญาต นำมาเรียนแก่ทุกท่านไว้ ณที่นี้ ในฐานะผู้สังเกตนักมังสวิรัติ ร่างกายมนุษย์ มีโครงสร้างที่แสดงให้เห็นว่าเป็นสัตว์ยังชีพ ด้วยสารอาหารจากพืชเท่านั้นได้ (อาจจะยกเว้นช่วงทารกที่ต้องดื่มนมมารดา เพราะมนุษย์ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกหนึ่งและไม่เหมาะ ที่จะเสพย์อาหารจากสัตว์ใดๆ เลยระบบภายใน มีขบวนการหลายอย่าง ที่ต่อต้านการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์)

ยกตัวอย่าง ที่พอจะเข้าใจกันได้ง่ายๆเช่น โปรตีนจากสัตว์ ซึ่งเคยถูกกำหนดไว้ว่า มีคุณภาพสูง และซ้ำยังระบุว่าจำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย แต่แท้จริงแล้ว เป็นความเท็จอยู่ไม่น้อยทีเดียวร่างกายเรา ไม่มีความจำเป็น ต้องได้รับโปรตีนจากสัตว์เลยและที่บอกว่า โปรตีนสัตว์ มีคุณภาพสูงกว่าโปรตีนจากพืชนั้น ก็เพียงแค่ข้อที่ว่าโครงสร้างของสัตว์ ใกล้เคียงกับโปรตีนของมนุษย์ เท่านั้นเอง ก็ธรรมดาที่สุดอยู่ดีเพราะมนุษย์เรา ก็สัตว์เช่นกัน (การที่โปรตีนจากสัตว์ใกล้เคียงกับมนุษย์ ไม่ได้หมายความว่า ร่างกายรับมันได้ เพราะแม้แต่เลือดยังให้ผิดกลุ่มไม่ได้เลย)

การวิเคราะห์วิจัยกรดอะมิโน(Amino Acids) ที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีนนั้น ยืนยันชัดว่ามนุษย์ ได้รับทุกองค์ประกอบจำเป็น จากโปรตีนพืชเท่านั้นได้อย่างเพียงพอ และอาจเหลือล้น อาหารถั่วนั้น มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนโดยเฉลี่ยสูงกว่าเนื้อสัตว์เสียด้วยซ้ำถ้ามีข้าว (ข้าวโพด) กับถั่วบริโภคเสมอ ก็แสนเหลือเฟือแล้ว สำหรับโปรตีน

แต่ที่น่าสังเกตยิ่งคือร่างกายเรา มีกลไกต่อต้านโปรตีนจากสัตว์ อยู่ภายในระบบย่อยอาหารร่างกาย ไม่สามารถดูดซึม โปรตีนจากสัตว์ได้ทั้งหมด (เช่นโปรตีนจากเนื้อ, ไข่, ปลา) ส่วนที่ไม่อาจดูดซึมได้ เหลือในลำไส้ จะเกิดการหมักบูด (Putrefaction)

เปลี่ยนไปเป็นสารมีกลิ่นเหม็น Indole, Sktol, Sulfur dioxide (ก๊าซไข่เน่า),Methane, Ammonia (อัมโมเนีย) เป็นต้น และนี่เป็นสาเหตุ ที่ทำให้อุจจาระของผู้กินผลิตภัณฑ์จากสัตว์ มีกลิ่นน่ารังเกียจ (ถ้าจะลองสังเกตง่ายๆก็จะพบว่า ในธรรมชาติสัตว์กินพืช เช่น แพะ แกะ ม้า ช้าง วัวควาย กลิ่นอุจจาระของมัน ออกไปเชิงหอมหวาน) สารเหลือจากการหมักบูดโปรตีนสัตว์ ในลำไส้นี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (ข้อมูล หลักฐาน การสำรวจมีพร้อมที่จะยืนยันเสมอ ก็ขอไม่กล่าวถึง หนังสืออ้างอิง ณ ที่นี้)การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปัจจุบันจึงเน้นไปในทางให้บริโภคอาหารจากพืชมากๆ (Dietary fiber) ร่างกายเรา ธรรมชาติสร้างมาให้พร้อมที่จะสร้างโปรตีนจำเป็น ทุกชนิดได้บริบูรณ์ โดยอาศัยวัตถุดิบโปรตีนจากพืชดังนั้น คำกล่าวที่ว่า โปรตีนจากสัตว์ เป็นสิ่งจำเป็น ก็กลายเป็นความเท็จไปอีกโดยปริยาย ซ.ต.พ. (=ซึ่งต้องพิสูจน์)

ลองมาพิจารณาดู ไขมันจากสัตว์กันดูบ้างลักษณะเด่น ของไขมันสัตว์ คือมีกรดไขมันอิ่มตัว มากอย่างยิ่ง (Saturated Fatty Acids)ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ของการเป็นโรคไขมันเฟ้อ (Hyperlipidemia)อันเป็นต้นเหตุ ไปสู่โรคร้ายหลายสิบชนิด ที่กำลังคร่าชีวิตมนุษย์ กันอยู่ทุกวันนี้ที่รู้จักกันดี ในเมืองไทยก็เช่น ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจ,เส้นโลหิตอุดตัน เป็นต้น ในเมืองไทยเรา ยังรู้จักโรคประเภทนี้ไม่มากพออย่างชาติทางตะวันตก(ถ้าในอนาคต ยังไม่เปลี่ยน พฤติกรรมการบริโภคแบบนี้คงจะได้รู้ซึ้งในเมรุ) และในญี่ปุ่นเอง ก็กำลังเป็นแบบเดียวกันเพราะไปเลียนการบริโภคแบบตะวันตก

การรักษาโรคประเภทนี้ ในปัจจุบันที่เชื่อกันว่า ให้ผลแน่นอนที่สุดคือ งดการบริโภค ผลิตภัณฑ์จากสัตว์เพิ่มปริมาณการบริโภค ไขมันจากพืช เพราะไขมันจากพืช มีลักษณะเด่น คือมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty Acids) มากเป็นพิเศษซึ่งช่วยรักษาให้เข้าสู่ภาวะปกติ

หากจะมองอีกแง่หนึ่ง คนที่บริโภคไขมันจากสัตว์ไม่เป็นโรคนี้กันตายหมด ก็เพราะอานิสงส์ แห่งการที่มีไขมันจากพืชเข้าช่วยลดพิษร้ายอยู่นั่นเอง (อนึ่งในบรรดาสัตว์ทั้งหลายปลา นับเป็นสัตว์ที่มีไขมัน ชนิดใกล้เคียงกับพืชมาก จึงมีอานิสงส์ไปในเชิงคล้ายๆมังสวิรัติด้วย ไทยเราเดิม มีแค่วัฒนธรรมบริโภคข้าวสวย ยอดผักหญ้า แตงกวากระถิน ตำลึง ถั่ว งา ผลไม้ (ไม่นับอาหารประเภทลาบ หลู้ แกงอ่อม ของทางเหนือ ซึ่งมีการล้มวัวล้มควายเป็นตัวๆ กรุณาอย่าเอาอย่าง)จะมีสัตว์บ้าง ก็แค่ปลา จึงมีคำพูดติดปาก "กินข้าวกินปลา" โรคร้ายเหล่านี้จึงไม่อาจชุกชุมได้ สมัยก่อนนั้นเช่นเดียวกับญี่ปุ่น แต่เดิมนิยมบริโภคแค่ปลาเช่น ซาชิมิ, ซึชิ คนญี่ปุ่นสมัยก่อน จึงปลอดโรคร้ายของไขมันสัตว์ แต่ปัจจุบันตั้งแต่หันไปตามอย่างบริโภคนิยม

อย่างอเมริกา ผลคือ คนญี่ปุ่นซึ่งได้ชื่อว่า เป็นชาติที่ประชาชน มีอายุเฉลี่ยสูงอันดับโลก ชาย ๗๘หญิง ๘๐ ปีนั้น ตายกันมากที่สุด เพราะสาเหตุ ความขาดการสังวรในการบริโภคไขมันสัตว์นี่แหละ)

ไขมันสัตว์ มีลักษณะเฉพาะอันหนึ่ง คือคอเลสเตอรอล (Cholesterol) พูดคำนี้ เชื่อว่า แทบทุกท่าน คงทราบอิทธิฤทธิ์ของมันดีร่างกายเรา จำเป็นใช้คอเลสเตอรอลวันละไม่มาก จึงมีระบบสร้างสารนี้ขึ้นใช้เองได้ภายในตับ (ออกมาในรูปของ VLDL น้ำดี เป็นต้น) โดยอาศัยวัตถุดิบคือผลิตภัณฑ์จากพืช เพราะร่างกาย มีประสิทธิภาพ ในการดูดซึมคอเลสเตอรอลในอาหารได้เพียงแค่ ๑๐% เท่านั้น นอกนั้น ที่เหลือต้องถูกขับส่งผ่านต่อๆ ไป จนออกไปกับอุจจาระ(ยิ่งสีของอุจจาระยิ่งเหลืองๆ น้ำตาลๆ มากเท่าไร ก็พอจะคาดคะเน ปริมาณคอเลสเตอรอลที่ถูกขับออกทิ้งได้ โดยคร่าวๆ เท่านั้น)
ลองสังเกตดูเถิด แม้ร่างกายจะดูดซึมได้แค่ ๑๐% ก็ยังปรากฏว่า

คอเลสเตอรอลเฟ้อในโลหิต (Hyper Choresterolemia)เป็นกันมาก และตายกันกับโรคดังกล่าว อย่างมากด้วย ชาติทางตะวันตกนิยมตายกันด้วยโรคอย่างนี้ มากเป็นกรณีพิเศษ หากธรรมชาติสร้างให้มนุษย์พร้อมที่จะดูดซึมสารนี้ได้เต็มที่ ๑๐๐% ละก้อ มนุษย์เรา ก็ไม่จำเป็นต้องอุตส่าห์ไปบริโภคอาหารจากสัตว์ เพิ่มขึ้น ก็คาดได้ว่า คงจะมีการตายด้วยโรคคอเลสเตอรอล เพิ่มขึ้นเป็น ๑๐ เท่ากระมัง

ส่วนไขมันจากพืชนั้น มีลักษณะเฉพาะคือมีกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty Acids) ซึ่งร่างกาย จะขาดมิได้เป็นอันขาด
แค่นี้คงเพียงพอ สำหรับข้อมูลขั้นต้น ในหัวข้อไขมัน(ยังมีจุดน่าสนใจอีกมาก เกี่ยวกับไขมันพืชและสัตว์ ซึ่งจะอธิบายไปสู่จุดที่บ่งความมีระบบสรีรวิทยา ของนักมังสวิรัติ อันต่างจากนักมังสบริโภค เช่นเซลล์ทุกเซลล์ มีเยื่อหุ้ม ที่เป็นส่วนประกอบไขมันมากอย่างยิ่ง ยังผลให้โครงสร้างพื้นฐานของชีวิตแตกต่างกันแล้ว เส้นประสาทส่วนใหญ่ จะถูกหุ้มด้วยชั้นของไขมันเป็นคล้ายปลอก ยังผลให้แก่ระบบประสาท ระบบประสาทมีส่วนสัมพันธ์ กับจิตวิญญาณของมนุษย์อย่างมากจิตวิญญาณของนักมังสวิรัติ ก็ต่างกันไม่น้อย กับของนักมังสบริโภค)

ลองมาพิจารณาคาร์โบไฮเดรต(อาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาล) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน ใหญ่ที่สุดของมนุษย์พลังงานที่มนุษย์ใช้ วันละหลายร้อย หลายพันแคลอรีต่อวัน แทบทั้งหมดได้มาจากคาร์โบไฮเดรต และแทบทั้งหมด เป็นสารมีต้นตอมาจากพืชทั้งสิ้นดังนั้น ผู้ที่มักกล่าวว่า ไม่กินเนื้อแล้วจะอ่อนเพลีย ไม่มีแรงจึงเป็นผู้ที่น่าสงสารมาก เพราะเขากล่าว อย่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง
ชาวตะวันออก นิยมบริโภคอาหารจำพวกข้าว แป้งเป็นหลักอยู่แล้ว จึงอาจไม่รู้สึก ถึงอานิสงส์อันนี้ดีนัก แต่ชาวตะวันตกชอบไขมันจากสัตว์กันนัก อ้างว่า ใช้ทดแทนพลังงาน จากคาร์โบไฮเดรตได้ก็อาจจะจริง แต่ที่จริงยิ่งกว่าคือ ผลของโรคไขมันเฟ้อนี่เอง

วงการแพทย์ทุกวันนี้ ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่าร่างกาย จะต้องได้รับอาหารเส้นใยจากพืช เพื่อรักษา และทั้งป้องกันโรคร้ายหลายต่อหลายอย่าง และที่สำคัญคือ จะต้องเป็นอาหารพืช ที่มีสภาพใกล้เคียงธรรมชาติเพราะถ้านำมาผ่านขบวนการ เช่น ขัดสีหมดเกลี้ยง หรือ สกัดเอาส่วนที่คิดว่าเป็นสารอาหาร ทิ้งกากออกไป (เช่น แป้งข้าวโพด, แป้งมันสำปะหลัง)จะยังผลร้าย ให้แก่ระบบของร่างกายหลายอย่าง ในข้าวโพด ที่ยังไม่สกัดเป็นแป้งหรือมันชนิดต่างๆ รวมทั้งพืชผัก ผลไม้ทุกชนิด มีองค์ประกอบที่เรียกว่าเส้นใยอาหาร หรือเส้นใยพืช (เช่น พวก Cellulose, Hemicellulose,Pectin, Lignin, Mannan เป็นต้น)

เส้นใยพืช เคยถูกกำหนดว่า ไม่จำเป็นต่อร่างกายเพราะร่างกายย่อยมิได้ แต่แท้จริงแล้ว มันมีอานิสงส์คุณอเนกอนันต์ดังที่เพิ่งค้นพบกันแล้วว่า มีผลช่วยรักษาโรคร้ายแรงหลายชนิด เช่นมะเร็งลำไส้ใหญ่, โรคเบาหวาน, โรคไขมันเฟ้อ ทั้งนี้ เนื่องจากเส้นใยอาหารเหล่านี้ มีคุณสมบัติในการดูดจับ สารอันตรายที่หลงเหลืออยู่ในลำไส้เช่น คอเลสเตอรอล และสารเหลือจากโปรตีนสัตว์, น้ำดี และอื่นๆซึ่งมีหน้าที่สำคัญ ทำความสะอาด ขจัดพิษภายในทางเดินอาหารนี่เองแล้วท้ายที่สุด ยังไปช่วยกระตุ้นให้ถ่ายคล่อง ปราศจากท้องผูกอีกด้วย

นักมังสบริโภคนั้น หากจะพูดในอีกแง่แล้วก็ยังนับว่า ได้รับความเอื้ออนุเคราะห์ จากเส้นใยพืชเหล่านี้ไม่ให้ต้องเสวยพิษร้าย ของอาหารสัตว์เร็วจนเกินไป หากจะพิสูจน์ดูก็ลองทานแต่อาหารสัตว์ ไม่ทานพืชใดๆ เลยดูเถิด ภายในระยะเวลาสั้นคงได้รับความสำเร็จ ในการค้นพบว่า มนุษย์ขาดพืชมิได้เด็ดขาด
ที่กำหนดเป็นตารางว่าร่างกายควรได้รับสารนั่นสารนี่ วันละเท่านั้นเท่านี้กรัมนั้น ก็มองได้โดยง่ายดายว่าเป็นความเท็จอยู่ไม่น้อย เพราะ เมื่อหันมาสู่มังสวิรัติปฏิปทาจริงแล้วร่างกาย จะประหยัดแคลอรีได้อย่างมากทีเดียว จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปหลงบริโภค ตามที่เขากำหนด ให้เรียนกันเลย
ผมเองบริโภควันละประมาณ ๑,๕๐๐ แคลอรีแต่ตามตารางกำหนด จะต้องประมาณ ๓,๐๐๐ แคลอรี (๒,๕๐๐-๓,๒๐๐)แค่นี้ผมก็ทำได้ปกติ พิสูจน์ได้เสมอๆ จึงไม่ต้องสงสัยว่าสิ่งที่เขากำหนดให้เรียน ตั้งอยู่บนสมมุติฐาน ของความเท็จบ้าง

ร่างกาย ที่เข้าสู่ระบบปกติธรรมชาติยิ่งใกล้เท่าใด ก็ยิ่งเปลือง (ผลาญ) ธรรมชาติน้อยลงๆ เท่านั้นแล
เกี่ยวกับสารอาหารจำเป็นหลัก ๓ อย่าง คาร์โบไฮเดรต,โปรตีน, ไขมัน ขอเรียนไว้เพียงนี้ก่อน ยังมีอีกมาก แต่ไม่อาจพูดกันให้เข้าใจได้ง่ายในระดับธรรมดา

ลองดูสารพวกวิตามินกันดูบ้าง สารประเภทนี้ร่างกายต้องการวันละไม่มาก แต่ก็ขาดมิได้ วิตามิน ที่เป็นลักษณะเด่นของพืชที่สุดคือ วิตามินซี และวิตามินอี ทั้งสองมีคุณสมบัติร่วมกันอีกอย่างคือเป็น Antioxidantsสารป้องกันการเผาผลาญ (รวมตัว) ไปกับออกซิเจน ทำหน้าที่ คุ้มครองสารสำคัญภายในหลายอย่าง มิให้สูญเสียสภาพ ที่เหมาะแก่การทำหน้าที่สำคัญๆ ทั้งหลายไป
ทั้งสองวิตามินนี้ ได้ถูกค้นพบกันแล้วว่า มีอานิสงส์มหึมาใช้รักษา และป้องกันโรคร้ายต่างๆ อย่างมหาศาล (มองให้ดีอีกแง่หนึ่ง มันก็คืออานิสงส์ร่วมอันเดียวกัน กับอานิสงส์ ของอาหารมังสวิรัตินี่แหละ แต่ผู้สังเกตผู้วิจัยเขามิได้มอง จากจุดเริ่มต้น จากปฏิปทามังสวิรัติ แค่นั้นเอง) กำลังเป็นที่ตื่นตากันอย่างยิ่งในวงการค้นคว้าวิจัย ทางการแพทย์หลายสาขา

โดยเฉพาะวิตามินซีนั้น มีหน้าที่สำคัญอีกอันหนึ่งคือการสังเคราะห์เส้นใยคอลลาเจน (Collagen fiber) เส้นใยคอลลาเจนนี้ ถ้าจะพูดเปรียบเทียบก็เทียบได้กับ เส้นใยจากสัตว์นี่เอง (คู่กับเซลลูโลส ที่เป็นเส้นใยจากพืช) เป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ของเนื้อเยื่อในร่างกายสัตว์ ส่วนใหญ่ เซลล์ทุกเซลล์ จะต้องมีเส้นใยนี้ร้อยรัด, พันห่อ, ประสาน,เสริมสร้างเครื่องคุ้มกันความแข็งแรง ให้เป็นเสมือนรั้วกั้นบ้าน ก็ว่าได้หากรั้วไม่แข็งแรง หรือสร้างไม่ดีพอ ก็จะเป็นเหตุ ให้โจรผู้ร้ายเข้าปล้น คือถูกเชื้อโรคแทรกแซง เข้าทำลายได้โดยง่าย นี่คือสมมุติฐานเบื้องต้นขั้นพื้นฐานที่สุด ที่อธิบายถึง การเกิดโรคทุกชนิดในสัตว์

Dr.Linus Pauling นายแพทย์นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก ผู้รับรางวัลโนเบลถึงสองครั้ง อ้างยืนยันว่า วิตามินซีนี่แหละจะรักษาโรค ป้องกันโรคทั้งหลายได้ ท่านประสบผลสำเร็จ ในการใช้วิตามินซีรักษาโรคเนื้องอก เนื้อร้ายมะเร็ง มาแทบนับไม่ถ้วนราย

วิตามินซี มีบทบาทสำคัญ ต่อระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย (Immune System) ซึ่งเป็นผล ให้ร่างกายมีภูมิต้านทานสามารถต่อสู้เชื้อโรคได้หลายชนิด

เท่าที่เคยถูกกำหนดให้เรียนมา เดิมเคยรู้แต่อานิสงส์ของวิตามินซีว่า ช่วยรักษา และป้องกันโรคลักปิดลักเปิดหรือเลือดออกตามไรฟัน (Scurvy) และกำหนดกันว่า ควรบริโภควันละแค่ ๕๐ มก.ก็พอแต่การวิจัยปัจจุบันยืนยันว่า ปริมาณที่เหมาะแก่สุขภาพนั้น อย่างน้อยต้องวันละ๒๐ กรัม หรือ ๒๐๐ เท่า ของที่เคยเชื่อกันมาเดิมนี่เอง
ในที่นี้ เราไม่จำเป็น ไปยึดตัวเลขแน่นอนตายตัวนัก แต่จุดที่บอกให้เห็นชัด จากข้อเท็จจริงนี้คือ การบริโภคอาหารของมนุษย์ปัจจุบัน จักต้องได้รับผลิตภัณฑ์จากพืช มากกว่านี้อีกมากต่อมากแต่ที่เป็นอยู่นี้ไม่พอเด็ดขาด และถ้าจะคำนวณแล้ว หากมนุษย์ยังมีที่ว่างสำหรับการกินเนื้อสัตว์อยู่ จะไม่พอ ที่จะสามารถกินอาหารจากพืชได้วันละขนาดดังกล่าว

แปลว่า มนุษย์จักต้องได้รับอาหารจากพืชเท่านั้น
ผมมองในสายตานักมังสวิรัติส่วนในคำแนะนำ ของท่านผู้วิจัยนั้นแนะว่า ต้องรับวิตามินเสริมทุกวันเสมอด้วย
โรคเลือดออกตามไรฟัน ที่รู้จักกันมาแต่โบราณนั้นอธิบายได้ว่าเพราะขาดวิตามินซี ผลคือเซลล์ (Emdothelia) ที่เป็นผนังเส้นโลหิตฝอยบริเวณเหงือก สร้างเส้นใยคอลลาเจน (Basement membrane) ไม่ได้ปกติเส้นโลหิตฝอยจึงอ่อนแอ จึงแตกง่าย เป็นผลให้โลหิตซึมออกมาตามไรฟัน

คนไข้ผ่าตัด นายแพทย์ต้องให้วิตามินซีมากกว่าปกติเพื่อช่วยเสริม ให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อ มาปิดโดยเร็วและช่วยเร่ง ระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกายทำงานตื่นตัวขึ้นป้องกันการติดเชื้ออื่น หลังการผ่าตัด
การขาดวิตามินซี จะทำให้เป็นโรคติดเชื้อต่างๆนับแทบไม่จบสิ้น ที่ชื่อภาษาไทยรู้จักกันดี เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวมวัณโรค อีสุกอีใส ฯลฯ หลายโรค ที่ไม่รู้จักกันในเมืองไทยเราเพราะอานิสงส์ ที่ไทยเรา เป็นชาติที่อุดมไปด้วยผลไม้นับร้อยๆ ชนิดซึ่งหาบริโภคไม่ได้ จากที่เดียวกันในส่วนใดๆ ของพวกตะวันตก

แต่โบราณมา ไทยเราจึงได้รับอานิสงส์แห่งพืชพันธุ์ในอาหารธรรมชาติอย่างไม่รู้ตัว จนทำให้ถึงกับบางผู้มีความเห็นว่า การแพทย์ของไทยไม่เจริญสู้ต่างชาติไม่ได้ ซึ่งก็น่าเสียใจ ที่ไปมองร้าย เรามีของดีอยู่แต่กลับไปมองร้าย ก็ถ้ามีอาหารธรรมชาติ บริโภคอยู่ประจำอย่างนี้แทบไม่มีความจำเป็น ต้องไปกังวลกับโรคร้าย อย่างชาวตะวันตกเขาเลยซึ่งพวกเขา ไม่ค่อยมีวัฒนธรรมบริโภคผลไม้ ได้มากเท่าไทย(ประเทศไทย ก็ได้ชื่อในสายตาชาวต่างชาติว่า แดนอุดมด้วยผลไม้)

แต่เพราะความไม่รู้เท่าทันของดีอันมีในเมืองเราเอง การหันไปสู่มังสบริโภคนิยม จึงเป็นเหตุให้โรคร้ายชุกชุมอย่างผิดหูผิดตา กว่าที่โบราณเคยเป็นมา วิตามินซียังมีผลอีกมากมาย มิอาจสาธยายได้ถ้วนความพิษนิโคตินในบุหรี่ จะถูกทำลายโดยวิตามินซี หรือพูดอีกแง่ ผู้สูบบุหรี่จักต้องได้รับปริมาณวิตามินซี เข้าไปชดเชย ในปริมาณสูงกว่า จึงจะมีสุขภาพปกติหากไม่รู้สึกตัวข้อนี้ จะทำให้เกิดสภาวะขาดวิตามินซี ได้โดยง่าย(บุหรี่ ๒ มวน จะทำลายไปกับวิตามินซี ๕๐ กรัม หรือประมาณส้มแป้น ๒ ผล)นั่นเองที่ผลปรากฏว่า สุขภาพของผู้สูบบุหรี่ด้อยกว่าคนปกติ และเป็นโรคติดเชื้อก็ง่ายเช่น โรคหวัด เป็นต้น (เลิกสูบบุหรี่ไปเลยดีกว่า)

เมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา ภาวะการสังเคราะห์เส้นใยคอลลาเจนโดยวิตามินซี ก็ยิ่งจำเป็น เพราะประสิทธิภาพการสังเคราะห์ ของร่างกายต่ำลง ได้มีการแนะนำ ถึงวิธีการป้องกันการแก่เกินวัย ด้วยการบริโภคอาหารวิตามินซีมากๆ ดังกล่าวแล้วข้างต้น ขาดวิตามินซีแล้วเส้นโลหิตเปราะก็จึงเป็นเหตุ ให้เกิดโรคไขข้ออักเสบ, โรครูมาติซั่ม ฯลฯ ได้ง่ายเช่นกัน เคยสังเกตหรือเปล่าว่า ผู้บริโภคอาหารธรรมชาติอยู่เป็นปกติวิสัย เยี่ยงนักมังสวิรัตินั้น สภาพอารมณ์ ความเครียด ความกดดัน (Stress) ฯลฯ จะน้อยกว่านักมังสบริโภคอย่างเห็นความแตกต่างกันชัดเจน

ปกติร่างกายเราก็มีกลไกในการยับยั้งความเครียดทางอารมณ์ ทางสรีระ โดยเซลล์ชั้นผิว ของต่อมหมวกไต (Adrenal Cortex)จะผลิตฮอร์โมนออกมา ในการผลิตฮอร์โมนดังกล่าว ต้องอาศัยวิตามินซี(พร้อมกับวิตามินอี) เป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่แนะนำกันว่า ในสภาวะสังคมซึ่งมีสภาพกดดัน, ความเครียดทางอารมณ์มาก เช่นปัจจุบันนี้ควรบริโภควิตามินซี (และอี) ในปริมาณสูงเป็นพิเศษ ส่วนผู้ที่ไม่ค่อยเจอสภาวะดังกล่าว ความต้องการจะลดลงมาเอง

นี่ก็ถ้ามองจากสายตานักมังสวิรัติก็เป็นสัจธรรมอีกที่สุด ผู้ที่มีปฏิปทามังสวิรัติได้ปกติจริงแล้ว คือสามารถเป็นไปได้โดยง่ายแล้วจะไม่เกิดความเครียดได้เอานักเลย และจะรู้สึกเองว่าร่างกายต้องการบริโภคแต่ละวัน เพียงปริมาณแต่น้อยก็พอและก็มีแนวโน้มจะน้อยลงๆ อีกด้วย(นี่เอง คือ "สันโดษ" ของจริง) ส่วนวิตามินอีก็เช่นเดียวกัน มีอานิสงส์รักษาโรคร้ายหลายต่อหลายชนิด โรคเกี่ยวกับไขมันเฟ้อ เช่น หลอดโลหิตอุดตัน, เส้นโลหิตสมองอุดตัน (ลมอัมพาต), โรคหัวใจ, ความดันโลหิตสูง, โรคอื่นๆ อีกสารพัด ซึ่งไม่มีชื่อเป็นภาษาไทย

คุณสมบัติของวิตามินอีคือ Antioxidation ซึ่งจะช่วยป้องกันกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นส่วนประกอบจำเป็น อันสำคัญของเยื่อเซลล์ทั้งหลายนั้น ไม่ให้ถูกทำปฏิกิริยา กับออกซิเจน โดยเฉพาะเซลล์ของผนังหลอดโลหิตแดงทั้งหลาย เมื่อถูกออกซิไดส์แล้ว เป็นผลให้เซลล์มีคุณสมบัติผิดไป เซลล์แตกสลายได้ง่าย ผลก็คือเส้นโลหิตเปราะ เส้นโลหิตแตก

นอกจากนี้ ส่วนที่ถูกออกซิไดส์ จะจับกับคอเลสเตอรอลที่ไหลวนอยู่ในโลหิตได้ง่ายอีกด้วย ผลก็คือ เส้นโลหิตจะถูกพอกหนาเข้า จนหลอดแคบลงทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ผนังที่ถูกพอกอุดจนหลอดโลหิตแคบ จะเกิดเลือดไปเกาะอุดตันได้ง่าย ทำให้เกิดโรคลมอัมพาต หัวใจขาดเลือดฯลฯ
ขบวนการเกิด เลือดอุดตันดังกล่าว ยิ่งน่าสนใจเพราะ เกี่ยวข้องกับวิตามินอี อย่างยิ่งอีกด้วย การอุดตันกันในหลอดเลือด คือปฏิกิริยาการจับตัวของเกล็ดเลือด (Platelet Aggregation) ซึ่งจะถูกเริ่มต้นโดยThromboxane มีสารอีกชนิดคือ Prostacyclin จะคอยทำหน้าที่ตรงกันข้ามป้องกัน มิให้เกิดการจับตัวได้ง่าย จากผลการศึกษาทดลอง พบว่าวิตามินอีมีผลลดThromboxane เพิ่ม Prostacyclin อธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือโรคทางหลอดโลหิต เหมือนกับเหล็กที่ถูกวางไว้ สัมผัสอากาศ ถูกออกซิเจนจนเกิดสนิมวิตามินอี มีคุณสมบัติป้องกันการขึ้นสนิมนี่เอง

นอกจากนี้ ยังมีผลทางด้าน รักษาโรคมะเร็งได้เช่นเดียวกับวิตามินซีอีกด้วย ทั้งสองวิตามินนี้ แทบจะพูดได้ว่า มีเฉพาะในพืชเท่านั้นและก็ไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า เกิดภาวะเฟ้อ ของวิตามินดังกล่าวได้เลย
พึงสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า มนุษย์(เช่นเดียวกับหนูตะเภา) เป็นสัตว์ที่มีธรรมชาติ ไม่สามารถ สังเคราะห์วิตามินซีเองได้ผิดกับม้า วัว ควาย และสัตว์อื่น ก็ยิ่งเป็นการยืนยันว่า ร่างกายคนเราจะขาดอาหารพืชผัก ผลไม้ อันเป็นแหล่งวิตามินซีนี้ ไม่ได้เด็ดขาดทีเดียว

ส่วนวิตามินอีมีมาก อุดมในน้ำมันพืช, รำข้าวฯลฯดังคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้น จึงมีชื่อเรียกว่า วิตามินชะลอการแก่เพราะป้องกันโรค เกี่ยวกับหลอดโลหิต ซึ่งเป็นโรคของคนสูงอายุที่ได้สะสมพิษ ของมังสบริโภคมานี่เอง ทั้งสองวิตามินนี้ กำลังเป็นที่ศึกษาวิจัยค้นคว้ากันอย่างยิ่ง ในปัจจุบัน เพราะอานิสงส์ อันไม่อาจแสวงหายาใด มาทดแทนได้โดยเฉพาะวิตามินอีนั้น ตั้งแต่เริ่มต้นค้นพบมา (ปี ๑๙๒๓) ก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจนักและ ยังไม่มีการกำหนด เป็นทางการว่า ควรบริโภควันละเท่าไรจนเริ่มมา มีผู้เห็นอานิสงส์ของมัน ก็เริ่มตื่นตัวกัน

อนึ่ง วิตามินบี ๑๒ เคยเชื่อว่าจะไม่เพียงพอ สำหรับนักมังสวิรัติ แต่จากการวิจัยนักมังสวิรัติ พบว่าเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้คน ช่วยสังเคราะห์วิตามินบี ๑๒ ได้วันละเกินกว่าที่มนุษย์ต้องการ ในแต่ละวันเสียอีก ทดสอบง่ายๆ ได้จากการตรวจพบวิตามินบี ๑๒ เหลือปนมา กับในอุจจาระด้วย (ไม่มีในพืชแต่เราสร้างเองได้ จะต้องไปขวนขวายหาทำไม? ทั้งนี้ ที่อ้างว่า วิตามินบี ๑๒ มีเฉพาะในสัตว์นั้น ตัวเราก็เป็นสัตว์เช่นกัน)

อานิสงส์แห่งมังสวิรัติปฏิปทา ยังมีอีกมากมากมายจริงๆ โดยแท้จริงแล้ว น่าจะพูดรวมไป เป็นอานิสงส์แห่งการเดินตามรอยพระยุคลบาท "ปฏิบัติพุทธธรรม" มากกว่า ซึ่งเท่าที่ผมมีประสบการณ์ มาบ้างแล้ว จากการศึกษาทางธรรมกับการศึกษาทางโลก ผมยืนยันกับตัวเองได้ว่า วิทยาศาสตร์ วิทยาการการแพทย์ที่กำลังศึกษาอยู่ กำลังเผยพิสูจน์อานิสงส์ แห่งพุทธปฏิปทาอย่างมหึมาจนมีบ่อยครั้ง ที่ขณะกำลังศึกษาไป เรียนไป ถึงกับโอ้โฮ กับตัวเองอยู่ในใจอยากจะเปิดเผย ให้ผู้อื่นมาร่วมรับรู้ว่า ไอ้ที่โลกสอนอยู่ การค้นคว้าผลงานใหม่ๆอันเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์นั้น พระพุทธองค์ทรงพาทำพารู้มาก่อน และผมเองก็มีอานิสงส์นั้นเองอยู่แท้ๆ แล้วด้วย

ผมไม่ทราบดีนัก เกี่ยวกับการศึกษาในบ้านเรา ว่าจะเจริญรุดหน้าอยู่ปานใด แต่ในญี่ปุ่น วิทยาการแพทย์ของเขาก้าวล้ำนำหน้ามาก แม้จะไม่ทัดเทียมในสหรัฐฯ แต่บางสาขาก็เป็นอันดับหนึ่งของโลกทีเดียว มีการวิจัยกันมากมายยิ่งที่ค้นพบใหม่ๆ ก็ยิ่งพิสูจน์ชัด ถึงอานิสงส์ของพุทธปฏิปทาจริงๆ

ขอยกตัวอย่างอีกสักอัน น่าสนใจอยู่คือเพิ่งค้นพบกันว่า ในน้ำลาย มีฤทธิ์ต่อต้าน สารที่เป็นสาเหตุของมะเร็ง (ฤทธิ์ต้าน Carcinogens) ในน้ำลาย มีน้ำย่อยปนอยู่ราว ๑๐ ชนิดวิตามินอีกหลายชนิด รวมทั้งกรดอะมิโน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Catalase, Peroxidase ในน้ำลาย มีฤทธิ์ฆ่าพิษสูงมาก
การทดลอง นำสารสาเหตุมะเร็งต่างๆ ราว ๒๐ ชนิด (เช่น ส่วนไหม้ของปลาปิ้ง เนื้อย่าง ได้แก่ Tryp-p เชื้อ AflatoxinB1 ที่เกิดในรา ที่ขึ้นในถั่วลิสงชื้น, สารเคมีผสมอาหารอีกหลายชนิด) แช่ในน้ำลายราว๓๐ วินาที แล้วนำสารนั้นไปฉีดในแบคทีเรีย ปรากฏว่าไม่เกิด Mutationซึ่งแสดงให้เห็นว่า ฤทธิ์สาเหตุมะเร็งถูกทำลายไป (จึงมีการแนะนำกันว่าอาหาร ๑ คำ ควรเคี้ยวอย่างน้อย ๓๐ ครั้ง)

การมีความสำรวมอินทรีย์ กอปรกับโภชเนมัตตัญญุตานั้นทุกคราวที่บริโภคอาหาร (มังสวิรัติ) จะต้องมีสติ เคี้ยวทุกคำให้ละเอียด ไม่รีบกลืนมิใช่กินเพราะอร่อยติดรส (ผมสังเกตตัวเองว่า อาหาร ๑ คำ ปกติจะเคี้ยวประมาณ๑๐๐-๑๒๐ ครั้ง) หากเป็นอาหารเนื้อสัตว์แล้ว เพราะความหลงรส ติดอร่อยจะกลืน โดยมิได้เคี้ยว ให้ละเอียดก่อนได้เลย เช่นเดียวกัน กับอาหารปรุงแต่งทั้งหลาย ที่มีการสำรวจพบเชื้อรา อะฟลาทอกซิน (Aflatoxin)ในถั่วลิสงในประเทศไทยนั้น คนไทยที่บริโภคๆ กันอยู่ ยังไม่ร้ายแรงถึงกับก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับได้นั้น ก็อาจมาจาก อานิสงส์ของน้ำลายกระมัง ทั้งๆที่จากการทดสอบพบว่า เชื้อนี้ไม่อาจถูกทำลายไปได้ ด้วยความร้อนสูงปานใด

แต่น่าแปลกเพียงแค่การมีความสังวร ในการกินอาหารยังมีอานิสงส์ได้ถึงปานนี้ อาจพูดได้อีกแง่หนึ่งว่า นี่เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้มีความปลอดโรคร้าย ก็ว่าได้เช่นเดียวกัน และมันก็จริงอีกเพราะน้ำลาย ที่ออกมามาก จากการเคี้ยวนานๆ นอกจากจะทำลายเชื้อ,พิษแล้ว ยังเข้าไปช่วยเคลือบผิวกระเพาะ ให้ทนต่อสภาพกรดอีกด้วย

วารสารสุขภาพการแพทย์ ที่ออกทั่วไปในญี่ปุ่นกำลังเผยอานิสงส์ ของลัทธิบริโภคผักอย่างยิ่ง แต่ก็นั่นแหละยังไม่มีผู้นำพุทธธรรม มาเผยแพร่กันจริง ในหมู่คนทั้งหลาย จึงยังคงคิดค้นเอาผลดีจากอาหารมังสวิรัติธรรมชาติ โดยไม่พยายามปราบปรามการบริโภคเนื้อสัตว์อยู่ การบริโภคอาหารเนื้อ เป็นการติดตามอำนาจกิเลสอย่างยิ่งทีเดียว

เมืองไทยเรามีพุทธศาสนาอยู่แล้วยิ่งน่าจะได้มีการสนับสนุน ปฏิปทามังสวิรัติให้มากๆ โดยเฉพาะสภาพในเมืองไทยยังนับว่า ถูกย้อมมอมกับกิเลสโลกย์ น้อยกว่าในประเทศพัฒนาแล้วมากจึงน่าจะเป็นโอกาสดี ภาวะเหมาะจริงๆ สิ่งดีอานิสงส์ล้ำ พุทธมรดกที่ไทยเราได้รับมาแต่โบราณนั้นโลกเพิ่งมาค้นพบอานิสงส์ ยิ่งคิด ยิ่งพิจารณา ก็ต้องยิ่งยอมรับอย่างยิ่งว่าพระธรรมเป็น "อกาลิโก" จริงๆ

(แต่ทำไมผู้ที่ถือมังสวิรัติ ในประเทศไทยจึงมักจะโดนดูถูกดูแคลน อยู่เสมอๆ?) ที่ได้เรียนมาทั้งหมดนี้ อาจจะมีสิ่งผิดพลาดขาดตกบกพร่อง ก็โปรดได้ถือว่า เป็นความรู้น้อยของผมเอง บางสิ่งก็ดูขัดหูสำหรับผู้มิเคยทราบมาก่อน แต่ถ้าเป็นสัจธรรมจริงแล้วไซร้ ย่อมคงทนต่อการพิสูจน์เสมอที่มา หนังสือ ทำเนียบร้านมังสวิรัติและเจในประเทศไทย พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๒๕๔๐

เครดิต : http://www.jthai.ob.tc/article/japan.htm

ศ.นพ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ

******************************************

ข้อมูลของ ศ.นพ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ ประวัติย่อของท่านอาจารย์หมอวิชัย เอกทักษิณ
บันทึกจากแดนอาทิตย์อุทัย โดย ศ.นพ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ

แนะนำผู้เขียน
ศ.นพ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ นักเรียนที่ ๑ จาก ร.ร. เตรียมอุดมศึกษาสอบชิงทุนไปเรียน ต่อ ที่คณะแพทย์ศาสตร์ แห่ง มหาวิทยาลัยแพทย์ โตเกียวจนจบระดับปริญญาเอก ได้สร้างชื่อเสียงให้กับคนไทยในฐานะเป็นนักศึกษาแพทย์ ซึ่งมีผลการเรียนดีเด่น และมีผลงานการวิจัยทางวิชาการตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์ ระดับปริญญาตรี และระหว่างเป็นนักศึกษานั้นก็บันทึกข้อสังเกตเกี่ยวกับมังสวิรัติไว้ ซึ่งเราได้นำมาตีพิมพ์ ณ ที่นี้

ปัจจุบัน น.พ.ดร.วิชัย เอกทักษิณดำรงตำแหน่งอาจารย์แพทย์ และเป็นนักวิทยาศาสตร์ รับเชิญ ของมหาวิทยาลัยแพทย์และทันตแพทย์แห่งโตเกียว และ มหาวิทยาลัยแพทย์ สหรัฐ และ ยุโรป และยังคงเป็นนักมังสวิรัติมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นเวลา กว่า 50 ปีแล้ว

นพ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ด้านวิทยาของตับโดย เฉพาะ จุลทรรศนวิทยา สถาปัตยกรรม หลอดเลือด ระบบไหลเวียนโลหิตตับระดับจุลภาค

**********************
ศ.นพ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ รักษาโรคบวมน้ำเหลืองรายแรกของโลก

ข้อมูลจากเวปลิงค์
http://health.kapook.com/view9005.html






 เปิดอ่านหน้านี้  4996 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย