อยากให้แนะนำธรรมต่างที่เป็นพื้นฐานครับ

 mee3127   

ครับ คืออยากเริ่มต้นศึกษาในหลักธรรมคำสอนอย่างจริงจังครับ




สิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมมีการเริ่มต้น "ถ้าเริ่มต้นถูกหลัก" ก็ทำให้เข้าใจเกินกว่าที่คาดไว้ ถ้าเริ่มต้นไม่ถูกหลักก็ทำไปทั้งๆที่ไม่รู้ เหมือนคนตาบอดที่เดินบนถนนแล้วบอกว่ามีความสุข
1.ท่านต้องเชื่อว่า ทำดีย่อมได้ผลดี ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้ และคนทำดีจะต้องไม่ลำบากจากการกระทำดีอย่างแน่นอน
2.ท่านต้องเชื่อว่า ทำชั่วย่อมได้ผลชั่ว ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้ และคนทำชั่วจะต้องได้ความลำบากจากการกระทำชั่วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


สาธุ ขอบคุณมากครับขอให้ความสุขความเจริญให้มีบังเกิดผลดีแก่ผู้แนะนำมาครับ




ธรรมะพื้นที่ผมมีคืออย่างนี้ครับ

1.ผมระลึกเอาไว้เสมอว่าผมนั้นจะต้องตาย ร่างกายต้องเน่าเปื่อยผุพังไป ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา

2.ผมมีศรัทธามั่นคงในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และศรัทธามั่นคงในการทำความดีของผม ขณะให้ทาน รักษาศีล เจริญมัคคผลภาวนา ไม่ลังเลสงสัยในการทำความดี และบำเพ็ญกุศลจิต

3.ผมหมั่นอบรมจิตให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทในศีล 5 ประการ

4.ผมปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และพระอาจารย์แล้ว

5.ผมมีปีติสุขในธรรมที่ผมได้เจริญแล้ว ได้สั่งสมเอาไว้ดี ตั้งมั่นดีแล้ว กระทำให้มากแล้ว


พื้นฐานของผมมีโดยประการอย่างนี้ครับ


TOOMAIN ม.1/1.



อนุโมทนาในมหากุศลจิตที่อยากเริ่มต้นศึกษาในหลักธรรมคำสอนอย่างจริงจังครับ
ครับคุณmee3127

ผมขออนุญาตนำคำสอนของ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสีมาแสดงไว้ดังนี้ครับ:

พระพุทธเจ้าได้อุบัติเกิดขึ้นมาในโลก เป็นศาสดาเอกด้วยการตรัสรู้ชอบเอง ไม่มีใครเป็นครูอาจารย์สอน แล้วก็นำเอาธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นั้น มาสอนแก่มนุษย์ทั้งปวง ด้วยธรรมที่สอนนั้น สอนมีเหตุมีผล มิใช่ไม่มีเหตุมีผล เป็นของอัศจรรย์ สมควรที่ผู้ฟังทั้งหลายตรึกตรองแล้วจะเข้าใจได้ แลไม่ได้บังคับให้ผู้ใดมานับถือ แต่เมื่อผู้ฟังทั้งหลายมาฟัง ตรึกตรองตามเหตุผลแล้ว เห็นดี เห็นชอบ มีเหตุมีผลแล้วเลื่อมใสศรัทธา จึงเข้ามานับถือด้วยตนเอง ซึ่งผิดจากศาสนาอื่นและลัทธิอื่น บางลัทธิ บางศาสนาอื่น ซึ่งเขาห้ามไม่ให้วิจารณ์ศาสนาของเขา ส่วนพุทธศาสนา ท้าให้วิจารณ์ได้เต็มที่เลย วิจารณ์เห็นเหตุเห็นผลแน่ชัดด้วยตนเองแล้ว จึงนับถือด้วยความเป็นอิสระ แลเมื่อยอมรับนับถือแล้ว ความคิดความเห็น และการปฏิบัติ ก็จะเป็นไปในแนวเดียวกันทั้งหมด โดยที่มิได้บังคับ หรือนัดแนะกันไว้ก่อนเลย หากแต่เป็นไปตามเหตุผล ดังนี้คือ

ขั้นที่ 1 เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม "กัมมัสสกากัมมทายาทา กัมมโยนี กัมมพันธู กัมมปฏิสรณา ยัง กัมมัง กริสสันติกัลยาณัง วา ปาปกัง วา ตัสส ทายาทา ภวิสสันติ" ทั้ง 6 อย่างนี้เชื่อมั่นแน่วแน่อยู่ในใจของตน ทุกๆ คน ตลอดชีวิต

กัมมัสสกา คนเราเกิดขึ้นมา พอรู้ภาวะเดียงสาแล้ว ก็ตั้งหน้าตั้งตากระทำแต่กรรมเรื่อยไป ไม่ด้วยกาย ก็ด้วยวาจา หรือด้วยใจ จะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เรียกว่า กัมมัสสกา 1

การกระทำทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีผลทั้งนั้น ไม่ดีก็ชั่ว ไม่เป็นบาปก็เป็นบุญ จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้น กาย วาจา แลใจ เกิดมาได้กระทำกรรมนั้นๆ ไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ๆ สืบไป เรียกว่ากัมมทายาทา 1

ผลของกรรมดีย่อมนำเอากาย วาจา แลจิตอันนี้ ให้ไปเกิดเป็นสุขในโลกนี้ และโลกหน้า ผลของกรรมชั่ว ย่อมนำเอากาย วาจา จิตอันนี้ ให้ไปเกิดเป็นทุกข์ในโลกนี้ และโลกหน้า เรียกว่า กัมมโยนี 1

กรรมที่กาย วาจา แลใจ ได้กระทำไว้ในภพก่อน บันดาลให้ในภพที่ตนเกิดแล้วให้เป็นไปต่างๆ นานา เรียกว่า กัมมพันธู 1

คนเราเกิดมาเพราะกรรม ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว แล้วจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ ต้องมีการกระทำทั้งนั้น ไม่ทำดี ก็ทำชั่ว เพื่อการเลี้ยงชีพของตน เราต้องอาศัยกรรมนั้นๆ เป็นเครื่องอยู่อาศัย ฉะนั้น กรรมนั้นจึงเรียกว่า กัมมปฏิสรณา 1

ฉะนั้น บุคคลเกิดมา จึงควรตัดสินใจของตนเองว่า เราจะทำกรรมดี หรือกรรมชั่ว กรรมดีแลกรรมชั่วนั้น ไม่ใช่เป็นของคนอื่นเป็นของเราเอง กรรมนี้เท่านั้นจะจำแนกแจกมนุษย์แลสัตว์ให้เป็นต่างๆนานาได้ นอกจากกรรมแล้ว ใคร แลสิ่งใดในโลกนี้ จะมาจำแนกไม่ได้เลย จึงเรียกว่า กัลยาณัง วา ปาปกังวา ตัสสะ ทายาทา ภวิสสันติ 1

ทั้ง 6 อย่างนี้ ย่อมเชื่อแนบแน่นอยู่ในใจของผู้นับถือพระพุทธศาสนา จนตลอดชีวิต

มนุษย์คนเราเกิดมาเพราะกรรมยังไม่สิ้นสุด กรรมเก่าที่นำมาให้เกิดนั่นแหละ พาให้กระทำกรรมใหม่อีก กรรมใหม่นั่นแหละ เป็นเหตุให้นำไปเกิดชาติหน้า เป็นกรรมเก่าอีก อธิบายว่า กรรมใหม่ในชาตินี้เป็นเหตุให้นำไปเกิด เป็นกรรมในชาติหน้าต่อไป

อนึ่ง กรรมทั้งหมดเกิดจาก กาย วาจา แลใจ สายเดียวกันทั้งสิ้น จึงได้ชื่อว่า กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ของกรรมด้วยกันแลกัน จึงเรียกว่า กัมมพันธู

ผู้เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม ดังที่อธิบายมาแล้ว ได้ชื่อว่านับถือพระพุทธศาสนา หรือเข้าถึงพระไตรสรณาคมน์เป็นขั้นแรก

ขั้นที่ 2 จะต้องมีศีล 5 ประจำอยู่ในตัวเป็นนิจ ศีล 5 นี้เมื่อเชื่อกรรม เชื่อผลของกรรมแล้ว รักษาง่ายนิดเดียว เพราะศีล 5พระพุทธเจ้าพระองค์ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว เมื่องดเว้นการกระทำความชั่วแล้ว ก็เป็นอันว่ารักษาศีลเท่านั้นเอง บาปกรรม ความชั่วทั้งหมดที่คนเราหรือสัตว์ทั้งหลายที่กระทำกันอยู่ในโลก ท่านประมวลไว้รวมกันอยู่ มี 5 ข้อเท่านั้นเอง ใครจะทำอะไร หรือที่ไหน ก็มารวมลง 5ข้อนี้เท่านั้นจิต เป็นตัวการของสิ่งทั้งปวงหมด ท่านจึงให้สำรวมจิต

- จิตคิดงดเว้นที่จะฆ่าสัตว์ตัวเป็นให้ตาย 1

- จิตคิดงดเว้นที่จะลักทรัพย์ของเขาที่เจ้าของหวงแหนมา

เป็นกรรมสิทธิ์ของตน 1

- จิตคิดงดเว้นที่จะไม่ล่วงละเมิดผิดลูกเมียของคนอื่น 1

- จิตคิดงดเว้นที่จะไม่กล่าวเท็จ คำไม่จริง คำหยาบคาย

หรือวาจาส่อเสียดผู้อื่น 1

- จิตคิดที่จะไม่ดื่มสุราเมรัย น้ำดองของมึนเมา 1

ทั้ง 5 ข้อนี้ ถ้าคนใดรักษาได้ ก็ได้ชื่อว่ารักษาศีล 5 ได้ อันเป็นเหตุนำความสุขมาให้แก่หมู่มวลมนุษย์ทั้งปวง ถ้างดเว้นไม่ได้ ก็ได้ชื่อว่าคนนั้นไม่มีศีล อันจะเป็นเหตุให้นำความทุกข์เดือดร้อน มาให้แก่มวลมนุษย์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ปราชญ์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ท่านจึงงดเว้นบาปกรรม ความชั่วทั้งปวงเหล่านี้ แล้วแนะนำสั่งสอนมวลมนุษย์ทั้งปวงให้งดเว้นทำตามด้วย

ผู้เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม ดังได้อธิบายมาแล้ว แลมีศีล 5 เป็นเครื่องรักษา กาย วาจา แลใจ ผู้นั้นได้ชื่อว่า เข้าถึงพระพุทธศาสนาเป็นที่สอง แล้วจึงตั้งใจชำระจิต ชำระใจของตนด้วยการทำสมาธิต่อไป ถ้าไม่เข้าถึงหลักพระพุทธศาสนาแล้ว จะทำสมาธิ ชำระจิตของตนได้อย่างไร แม้แต่ความเห็นของตนก็ยังไม่ตรงต่อคำสอนของพระพุทธศาสนา เช่น เห็นว่ากรรมที่ตนกระทำแล้ว คนอื่น แลสิ่งอื่น เอาไปถ่ายทอดให้คนอื่น แลสิ่งอื่นได้ หรือกรรมที่ตนกระทำไว้แล้ว ให้คนอื่นเอาไปใช้ให้หมดสิ้นไปได้ อย่างนี้เป็นต้น

ศีล บางคนที่ว่าต้องรักษาที่กาย ที่วาจา ไม่ต้องไปรักษาที่ใจ ใจเป็นเรื่องของสมาธิต่างหาก กาย วาจา มันจะเป็นอะไร มันจะทำอะไร มันก็ไม่กระเทือนถึงสมาธิ ตกลงว่า กาย กับ ใจ แยกกันเป็นคนละอันตรงนี้ ผู้เขียนไม่เข้าใจจริงๆ เรื่องเหล่านี้พิจารณาเท่าไรๆ ก็ไม่เข้าใจจริงๆ ขอแสดงความโง่ออกมาสักนิดเถอะ สมมุติว่าคนจะไปฆ่าเขา หรือขโมยของเขา จำเป็นจิตจะต้องเกิดอกุศลบาปกรรมขึ้นมา แล้วจะต้องไปซุ่มแอบ เพื่อไม่ให้เขาเห็น เมื่อได้โอกาสแล้ว จะต้องลงมือฆ่า หรือขโมยของเขาตามเจตนาของตนแต่เบื้องต้น การที่จิตคิดจะฆ่า หรือขโมยของเขา แล้วไปซุ่มอยู่นั้น ถึงแม้ศีลจะไม่ขาด แต่จิตนั้นเป็นอกุศลพร้อมแล้วทุกประการที่จะทำบาปมิใช่หรือ ถ้าจิตอันนั้นมีสติรักษาสำรวมได้ไม่ให้กระทำ เลิกซุ่มเสีย ศีลก็จะไม่ขาด ตกลงว่าใจเป็นตัวการใจเป็นต้นเหตุที่จะให้ศีลขาดและไม่ขาด จะว่ารักษาศีลไม่ต้องรักษาใจได้อย่างไร

ท่านว่า รักษาศีล คือ รักษาที่กาย วาจา ใจ ๓ อย่างนี้มิใช่หรือในทางธรรม พระพุทธเจ้าก็เทศนาว่า "ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจถึงก่อน สำเร็จแล้วด้วยใจ" จะพูด จะคุย ก็เกิดจากใจทั้งนั้น พูดถึงธรรมแล้ว ที่จะไม่พูดถึงเรื่องใจแล้วไม่มี คำว่า "ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน" นั้นชัดเจนเลยทีเดียว ที่ว่า "ธรรมทั้งหลาย" นั้น หมายถึงการกระทำทุกอย่าง ทำดีเรียกว่า กุศลธรรม ทำชั่วเรียกว่า อกุศลธรรมทำไม่ดี ไม่ชั่ว เรียกว่า อพยากฤตธรรม เรียกย่อๆ เรียกว่า ทำบุญทำบาป หรือไม่เป็นบุญ ไม่เป็นบาป (ข้อสุดท้ายนี้ ไม่มีใครเลยในโลกนี้ที่จะไม่ทำบาปไม่อย่างใดอย่างหนึ่ง)

เมื่อผู้เขียนพิจารณาถึงเรื่องเหตุ ผล ในธรรมทั้งหลายแล้วที่ว่า ศีล ให้รักษาที่กายแลวาจา สมาธิ ให้รักษาที่ใจ ไม่ปรากฎเห็นมี ณที่ใด หากผู้เขียนจำตำราที่เขียนไว้ไม่เข้าใจ หรือตีความหมายของท่านไม่ถูก เพราะความโฉดเขลาเบาปัญญาของตนเอง ก็สุดวิสัยพระพุทธองค์ยังทรงเทศนาให้พระผู้กระสันอยากสึกว่า พระวินัยในศาสนานี้มีมากนัก ข้าพระองค์ไม่สามารถจะรักษาให้บริบูรณ์ได้ ข้าพระองค์จะสึกละ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "อย่าสึกเลย ถ้าพระวินัยมันมากนัก เธอจงรักษาเอาแต่ใจอันเดียวเถิด" นี่แหละ พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนให้เอาแต่ใจอันเดียวซ้ำเป็นไร นี้เรารักษาศีล จะทิ้งใจเสียแล้ว แล้วจะรักษาศีลได้อย่างไร ผู้เขียนมืดแปดด้านเลยจริงๆ

ฆราวาสผู้มีศรัทธาแก่กล้า จะรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ก็ได้ แต่ศีล ๑๐ นั้น รักษาตลอดเวลาไม่ได้ ถ้าเรามีศรัทธาจะรักษาเป็นครั้งเป็นคราวนั้นได้ ส่วนศีล ๒๒๗ ก็เช่นเดียวกัน จะรักษาข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ พระพุทธเจ้าพระองค์ไม่ห้าม แต่อย่าไปสมาทานก็แล้วกัน

อย่างครั้งพระองค์เสวยพระชาติเป็นโชติกะบุรุษ เลี้ยงบิดามารดาตาบอดทั้งสองข้าง ทั้งสองคน ด้วยการตีหม้อ เอาไปแลกอาหารมาเลี้ยงบิดา มารดา ตาบอด อยู่มาวันหนึ่ง พระพุทธเจ้าชื่อโกนาคมโน (ขอโทษถ้าจำไม่ผิด) เสนาสนะของสงฆ์ไม่มีเครื่องมุงพระองค์ใช้ให้พระไปขอเครื่องมุงกับโชติกะบุรุษ โชติกะบุรุษรื้อหลังคาบ้านถวายพระสงฆ์ทั้งหมด ในพรรษานั้น โชติกะบุรุษมุงด้วยอากาศตลอดพรรษา ฝนไม่รั่วเลย

วันหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินนิมนต์พระพุทธเจ้าชื่อ โกนาคมโนเข้าไปเสวยในพระราชวัง พอเสร็จแล้วจึงได้อาราธนาขอนิมนต์ให้จำพรรษาในสวนพระราชอุทยาน พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า "ขอถวายพระพร อาตมาภาพได้รับนิมนต์ของโชติกะบุรุษก่อนแล้ว" พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสว่า "ข้าพระองค์เป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลายในแว่นแคว้นอันนี้ มิใช่หรือ เมื่อข้าพระองค์นิมนต์ ทำไมจึงไม่รับ โชติกะบุรุษมีดีอย่างไร"

พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงเล่าพฤติการณ์ของโชติกะบุรุษถวายพระเจ้าแผ่นดิน ตั้งแต่ต้นจนอวสาน เมื่อพระองค์ได้สดับแล้ว ก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสในโชติกะบุรุษเป็นอันมาก จึงให้ราชบุรุษเอาเกวียนบรรทุกสิ่งของต่างๆ มีข้าวสาร ถั่ว งา เนยใส เนยข้น เปลียงมันเป็นต้น ไปให้แก่โชติกะบุรุษ เมื่อโชติกะบุรุษเห็น จึงถามว่า นั้นใครให้เอามา ราชบุรุษจึงบอกว่า พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งให้เอามาให้ท่านโชติกะบุรุษจึงบอกว่า ดีแล้ว พระเจ้าแผ่นดินพระองค์มีภาระมากเลี้ยงผู้คนเป็นจำนวนมาก เราหาเลี้ยงกันสามคนไม่ลำบากอะไร ช่วยกราบบังคมทูลว่าของทั้งหมด เราขอถวายคืนให้พระเจ้าแผ่นดินไว้ตามเดิมก็แล้วกัน

โชติกะบุรุษเป็นผู้มีศรัทธาแก่กล้า เพียงแค่ขุดดินมาปั้นหม้อก็ไม่ทำ อุตส่าห์ไปหาขวายหนู ขวายตุ่น และตลิ่งที่มันพัง เอามาปั้นหม้อ ส่วนสิกขาบทที่หยาบกว่านั้น ทำไมผู้รักษาศีลจะละเว้นไม่ได้ศีล 5 เป็นเสมือนท่านบัญญัติตราไว้สำหรับโลกนี้ ผู้จะทำดีต้องเว้นข้อห้าม 5 ประการนี้ ผู้จะประพฤติความชั่วก็ทำตาม 5 ข้อนี้เป็นหลักฐาน จะพ้นจาก 5 ข้อนี้แล้วไม่มี

ผู้จะถึงพระไตรสรณาคมน์ ต้องถือหลัก 5 ประการนี้ให้มั่นคง คือ ไม่ประมาทพระพุทธเจ้า 1 ไม่ประมาทพระธรรม 1 ไม่ประมาทพระสงฆ์ 1 ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือเชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าเราทำดีต้องได้ดี เราทำชั่วต้องได้ชั่ว ไม่เชื่อว่าของภายนอกจะมาป้องกันภัยพิบัติเราได้ 1 ไม่ทำบุญภายนอกพระพุทธศาสนา 1

การเชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม ว่าเราทำดีย่อมได้ดี เราทำชั่วย่อมได้ความชั่ว ชัดเจนในใจของตนแล้ว ศีล 5 ย่อมไหลมาเอง3 ข้อเบื้องต้น แลข้อหนึ่งเบื้องปลาย ไม่เป็นของสำคัญ

ฆราวาสต้องสมาทานศีล 5 ศีล 8 ถึงศีล 10 แลศีล 227ฆราวาสก็รักษาได้เป็นข้อๆ แต่อย่าสมาทานก็แล้วกัน เพราะ ศีล คือข้อห้ามไม่ให้ทำบาป ฆราวาสก็ไม่มีข้อบังคับ ว่าไม่ให้ทำบาปเท่านั้นข้อเท่านี้ข้อ ถึงแม้พระภิกษุ แลสามเณรก็เหมือนกัน ที่พระองค์บัญญัติไว้ฆราวาสต้องรักษาศีล 5 ศีล 8 สามเณรต้องรักษาศีล 10 ภิกษุต้องรักษาศีล 227 นั้น พระองค์ทรงบัญญัติพอให้เป็นมาตรฐานเบื้องต้นให้เป็นเครื่องหมายว่า ฆราวาส สามเณร ภิกษุ มีชั้นภูมิต่างกันอย่างนี้ๆเท่านั้น ถ้าเห็นว่าบาปกรรมที่ตนทำลงแล้ว จะต้องตกมาเป็นของเราเองแล้วงดเว้นจากบาปกรรมนั้นๆ จะมากเท่าไรยิ่งเป็นการดี ดังที่อธิบายมาแล้ว พระพุทธองค์ก็มิได้ห้าม ทรงห้ามแต่การกระทำความชั่วอย่างเดียว

เมื่อพูดถึงความชั่ว คือบาปแล้ว คนเกิดมาในโลกนี้เจอะเอามากเหลือเกิน แทบจะกระดิกตัวไม่ได้เลยทีเดียว กระดิกตัวไปที่ไหนก็เจอแต่บาปทั้งนั้น พระพุทธเจ้าท่านทรงสรุปให้พวกเราเห็นย่อๆ ไว้ดังนี้

ให้เข้าหาจิต จับจิตผู้คิด ผู้นึก ให้ได้เสียก่อน จิตมันคิดนึกอยากจะทำบาปทางกาย มันสั่งให้กายนี้ไปฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ของคนอื่นสั่งให้กายนี้ไปประพฤติผิดในกาม จิตมันคิดนึกอยากจะทำบาปด้วยวาจา มันก็สั่งวาจาให้ไปกระทำบาป ด้วยการพูดเท็จ พูดคำหยาบคายด่าคนนั้นคนนี้ พูดเพ้อเจ้อ เหลวไหลหาประโยชน์มิได้ จิตมันคิดนึกอยากจะทำความชั่วทางกาย ด้วยการกระทำกายอันนี้ให้เป็นคนบ้า มันก็ให้กายนี้เอาน้ำเมามากรอกใส่ปาก แล้วก็ดื่มลงไปในลำคอ กายก็จะแสดงฤทธิ์บ้าออกมา ต่างๆ นานา

ตรงกันข้าม ถ้าจิตมันละอายจากบาป กลัวบาปกรรมเห็นโทษที่จิตคิดไปทำเช่นนั้น แล้วจิตไม่คิดนึกที่จะทำเช่นนั้นเสีย กายแลวาจาอันนี้ก็จะเป็นศีลขึ้นมา

นี่แหละ ถ้าผู้ใดเห็นจิตอันมีอยู่ในกาย แลวาจาอันนี้แล้ว แลจับจิตอันนี้ได้แล้ว จะเห็นบาปกรรมแลศีลธรรม ซึ่งอยู่ในโลกทั้งหมดบาปกรรม ศีล แลธรรม ย่อมเกิดจากจิตนี้อันเดียวเท่านั้น ถ้าจิตอันนี้ไม่มีเสียแล้ว บาปกรรม ศีล และธรรมเหล่านั้นก็ไม่มี รักษาศีลต้องถือจิต รักษาจิตก่อน จึงจะรักษาศีลถูกตัวศีลแท้

ดูเพิ่มเติมที่นี่ครับ

http://www.watkoh.com/kratoo/forum_posts.asp?TID=1980

ขอให้เจริญในธรรมครับ


สาธุ ขอบคุณครับ


...


...


...


...


...


"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย....บุคคลที่บูชาเราด้วยวัตถุของหอม ดอกไม้ธูปเทียน ยังหาชื่อว่าบูชาเราไม่ ส่วนคนที่ประพฤติปฏิบัติธรรมอันสมแก่ธรรมนี่สิ...ชื่อว่าบูชาเราแท้."

------- ศึกษาเพื่อรู้ ------------- รู้เพื่อปฏิบัติ ---------- ปฏิบัติเพื่อชีวิตที่ดียิ่งๆขึ้นไป--------


สาธุครับ คุณนาคราชและทุกๆท่าน


ง่ายๆคับ คิดดี ทำดี และพูดดี


 เปิดอ่านหน้านี้  2742 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย