อัตตา กับ อนัตตา

 arunsuk   

ช่วยด้วยค่ะ ยังอ่านไม่จบ และยังสับสนอยู่

http://www.geocities.com/ben007_us/book03/p23.html
อ่านไปเรื่อยๆ มีหลายเรื่อง




คุณarunsukครับ


สมมุติสงฆ์และปถุชนผู้มีตำแหน่งสูงทางคณะสงฆ์และฆราวาส เขาโดนมารสิงใจให้ปกปิดหลักฐานว่า นิพพานเป็นอัตตา คุณarunsukเอามาเปิดซะแล้ว ผมก็ขอเปิดบ้าง

1. (บาลี มหา.ที. ๑๐/๑๑๘ /๙๓) (บาลี มหาวาร สํ. ๑๙/๒๐๕/ ๗๑๒-๓) ว่า
"อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่ง กายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ... มีสติ.... เป็นผู้ตามเห็นซึ่งธรรมในธรรม ฯลฯ

อานนท์ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า มี อัตตา เป็นเกาะ มี อัตตา เป็นสรณะ (ที่พึ่ง) ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง"

2. . จากพรหมชาลสูตร


" ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ยังดำรงอยู่ เทวดา และมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ "

แล้วตรัสต่ออีกว่า

"เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต."

.......................................

ผมยำท่อนนี้อีกที เพราะมารมันบังตาพวกเราไว้ให้ผ่านท่อนนี้ไป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ยังดำรงอยู่ เทวดา และมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต

คราวนี้เน้นเลย เอาอำนาจมารที่บังตาออกไปให้หมด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต ยังดำรงอยู่ มนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต

กายของตถาคต ยังดำรงอยู่ นี่แหละอัตตา
...


3. คราวนี้มาดูอนัตตลักขณสูตรบ้าง ผมขอตัดตอนที่อำนาจมารที่บังตาออกไปให้หมด นะครับ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตา(มีตัวตน หรือเป็นของตัวตน อย่างแท้จริง)แล้ว รูปนี้ไม่พึงเป็นเพื่ออาพาธ(ความเสื่อม ความเจ็บไข้ ความแปรปรวน) และบุคคลพึงได้(หมายถึง ย่อมบังคับบัญชาได้ตามปรารถนา)ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเวทนานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว เวทนานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในเวทนาว่า เวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด เวทนาของ เราจงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสัญญานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว สัญญานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสังขารเหล่านี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว สังขารเหล่านี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของ เราจงเป็นอย่างนี้เถิด สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าวิญญาณนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว วิญญาณนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย


จะเห็นว่า สิ่งที่จะเป็น อัตตาได้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (สิ่งนั้น)ต้องไม่อาพาธ (เสื่อม เจ็บไข้ ความแปรปรวน) และสามารถบังคับบัญชาสิ่งนั้นได้ตามปรารถนา


สรุป

ตอนนี้พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทุกองค์ในนิพพาน มีอยู่ ยังดำรงอยู่ และอายตนะนิพพาน(ธรรมกาย)ของพวกท่าน ก็มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (สิ่งนั้น)ที่ไม่อาพาธ (เสื่อม เจ็บไข้ ความแปรปรวน) และสามารถบังคับบัญชาสิ่งนั้นได้ตามปรารถนาด้วย

ย้ำ!!! สิ่งที่จะเป็น อัตตาได้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (สิ่งนั้น)ต้องไม่อาพาธ (เสื่อม เจ็บไข้ ความแปรปรวน) และสามารถบังคับบัญชาสิ่งนั้นได้ตามปรารถนา

ด้วยเหตุนี้ ธรรมกายที่เป็นอายตนะนิพพาน ก็เป็นอัตตา

อัตตานี้มีขันธ์ 5 เป็นธรรมที่เรียกว่า ธรรมขันธ์ หรือธรรมกาย


4. ในจักกวัตติสูตร ๑๑/๘๔ ขันธสังยุต ๑๗/๕๓๓๓๓. มหาปรินิพพานสูตร ๑๐ มีความว่า:

(๑) “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอจงมีตนเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย จงมีธรรมเป็นที่พึงเถิด อย่างมีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย

ย้ำ! ! พวกเธอจงมี ตน เป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่ถึงเลย จงมี ธรรม เป็นที่พึงเถิด อย่างมีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย

หลักฐานนี้ชัดครับ

อัตตา = ตน ที่พระพุทธเจ้าหมายถึง คือ ธรรม ตน(อัตตา) กับ ธรรม จึงเป็นสิ่งเดียวกัน เรามีอัตตา(ธรรม)เป็นที่พึ่ง

เบญจขันธ์ = อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ธรรมขันธ์ = นิจจัง สุขขัง อัตตา


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ

ตามไปอ่านมาแล้วเจ้าค่ะ

หลาย ๆ คนได้เข้าใจสภาวะธรรมคลาดเคลื่อนกันไปแล้วล่ะเจ้าค่ะ
อัตตากับอนัตตามาจากเหตุต่างกันดังนี้เจ้าค่ะ


1.อัตตาเกิดเพราะอุปาทานในขันธ์ 5 ว่าตัว ว่าตน ว่าเรา ว่าของเราเจ้าค่ะ จึงเรียกว่า มีอัตตา เป็นสัจจะโดยอริยะสัจ 4 หรือปฏิจจสมุปบาท คือโดยเหตุและผลเจ้าค่ะ .
แต่เมื่อละอัตตาด้วยมรรคมีองค์ 8 แล้วจะได้ผลคือมัคค 4 ผล 4 และนิพพานเจ้าค่ะ



ไม่ใช่ละอัตตาแล้วได้อนัตตา ตามที่เข้าใจผิด ๆ กันอยู่ ควรทำความเข้าใจให้ถูกให้ตรงเสียอย่างนี้เจ้าค่ะ


2.อนัตตาเป็นชื่อของลักษณะของสภาวะธรรมทั้งปวง เป็นสัจจะโดยลักษณะแห่งไตรลักษณ์เจ้าค่ะ.


ไตรลักษณ์ใช้กับขันธ์ 5 และธรรมทั้งหลายดังนี้เจ้าค่ะ
สัพเพสังขารา อนิจจา....สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง
สัพเพสังขารา ทุกขา......สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์หรือแปรเปลี่ยน
สัพเพธัมมา อนัตตา........ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ คือรวมเอาทั้งธรรมเป็นสังขารและไม่ใช่สังขารเข้าด้วยกัน เช่นนิพพานเป็นวิสังขาร ก็เรียกว่ามีลักษณะเป็นอนัตตา


ในที่นี้มารู้จักขันธ์ 5 โดยความเป็นอนัตตากันก่อน
อนัตตาเป็นลักษณะหนึ่งในสามลักษณะของไตรลักษณ์ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับคำว่าอัตตาหรือสภาวะธรรมที่ชื่อว่าอัตตาเลยเจ้าค่ะ

ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร
[๒๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว รูปนี้ไม่พึงเป็นเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะรูปเป็นอนัตตา ฉะนั้นรูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

เวทนาเป็นอนัตตา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเวทนานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว เวทนานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในเวทนาว่า เวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด เวทนาของเราจงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเวทนาเป็นอนัตตา ฉะนั้นเวทนาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในเวทนาว่า เวทนาของเราจงเป็นอย่างนั้นเถิด เวทนาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

สัญญาเป็นอนัตตา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสัญญานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว สัญญานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะสัญญาเป็นอนัตตา ฉะนั้น สัญญาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสังขารเหล่านี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว สังขารเหล่านี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด
สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะสังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ฉะนั้น สังขารทั้งหลายจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ
และบุคคลย่อมไม่ได้ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด
สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

วิญญาณเป็นอนัตตา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าวิญญาณนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว วิญญาณนี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด
วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะวิญญาณเป็นอนัตตา ฉะนั้น วิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ
และบุคคลย่อมไม่ได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด
วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.

อัตตานั้นมีลักษณะเป็นอนัตตา แต่ภาษาใกล้เคียงกัน คนที่ศึกษาไม่ถี่ถ้วนก็หลงภาษาได้ เข้าใจผิดได้เป็นธรรมดาเจ้าค่ะ


สรุป

1.อัตตามีเพราะตัณหา -อุปาทาน
2.อนัตตาเป็นสามัญลักษณะ เพราะไม่เที่ยง เพราะแปรเปลี่ยนเป็นทุกข์ จึงเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้
3.ตามลิ้งที่ยกมาโลกุตตระอัตตานั่นไม่มีจริงเจ้าค่ะ เป็นตีความพระไตรปิฎกให้วิปริตคลาดเคลื่อน เพื่อมาสนับสนุนลิทธิธรรมกายเท่านั้นเอง
4.คำว่าธรรมกายในพระไตรปิฎกหมายถึงกุศลธรรมเครื่องอาศัยของจิตเจ้าค่ะ เช่นกล่าวว่าพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงมีธรรมกายมาก คือมีกุศลธรรมมากเจ้าค่ะ ไม่ใช่การมีรูปกายหรืออัตตาเจ้าค่ะ


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ



คุณarunsukครับ


สมมุติสงฆ์และปถุชนผู้มีตำแหน่งสูงทางคณะสงฆ์และฆราวาส เขาโดนมารสิงใจให้ปกปิดหลักฐานว่า นิพพานเป็นอัตตา คุณarunsukเอามาเปิดซะแล้ว ผมก็ขอเปิดบ้าง

1. (บาลี มหา.ที. ๑๐/๑๑๘ /๙๓) (บาลี มหาวาร สํ. ๑๙/๒๐๕/ ๗๑๒-๓) ว่า
"อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่ง กายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ... มีสติ.... เป็นผู้ตามเห็นซึ่งธรรมในธรรม ฯลฯ

อานนท์ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า มี อัตตา เป็นเกาะ มี อัตตา เป็นสรณะ (ที่พึ่ง) ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง"


godama DT09511 [18 ก.ค. 2552 23:19 น.] คำตอบที่ 1



ข้อความที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้เจ้าค่ะ


ดูกรอานนท์ สมัยใดตถาคตเข้าถึงเจโตสมาธิ อันไม่มีนิมิต เพราะไม่ทำไว้ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง เพราะดับเวทนาบางเหล่าแล้วอยู่ สมัยนั้น กายของตถาคตย่อมผาสุก เพราะฉะนั้น พวกเธอจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือจงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง . มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด ฯ
ดูกรอานนท์ อย่างไรเล่า ภิกษุจึงจะชื่อว่า มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือจงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ เป็นผู้มีเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก อย่างนี้แล อานนท์ ภิกษุจึงจะชื่อว่า มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่
ดูกรอานนท์ ผู้ใดผู้หนึ่งในบัดนี้ก็ดี โดยที่เราล่วงไปแล้วก็ดี จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ภิกษุของเราที่เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาจักปรากฏอยู่ในความเป็นยอดยิ่งฯ

คำว่ามีตนเป็นเกาะ กับคำว่ามีอัตตาเป็นเกาะ มีความหมายต่างกันเจ้าค่ะ
คำว่ามีตนเป็นเกาะตามพระธรรมเทศนานี้ หมายถึงด้วยความสามารถของกายจิตตัวเองเจ้าค่ะ และเป็นกายจิตที่ปราศจากความยึดมั่นถือมั่นด้วยเจ้าค่ะ


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ




ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต ยังดำรงอยู่ มนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต

กายของตถาคต ยังดำรงอยู่ นี่แหละอัตตา

godama DT09511 [18 ก.ค. 2552 23:19 น.] คำตอบที่ 1


กายของตถาคต ยังดำรงอยู่ นี่แหละอัตตา

คำกล่าวนี้ของท่านไม่ถูกต้องเจ้าค่ะ

กายของตถาคต ยังดำรงอยู่ คือพุทธสรีระยังคงดำรงอยู่เจ้าค่ะ
ไม่ใช่อัตตาเจ้าค่ะ ท่านมีเจตนาตีความบิดเบือนภาษาและสภาวะธรรมเจ้าค่ะ

อัตตามาจากอุปาทานเจ้าค่ะ คนเรื่องคนละสภาวะธรรมกันเจ้าค่ะ



สรุป

ตอนนี้พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทุกองค์ในนิพพาน มีอยู่ ยังดำรงอยู่ และอายตนะนิพพาน(ธรรมกาย)ของพวกท่าน ก็มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (สิ่งนั้น)ที่ไม่อาพาธ (เสื่อม เจ็บไข้ ความแปรปรวน) และสามารถบังคับบัญชาสิ่งนั้นได้ตามปรารถนาด้วย

ย้ำ!!! สิ่งที่จะเป็น อัตตาได้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (สิ่งนั้น)ต้องไม่อาพาธ (เสื่อม เจ็บไข้ ความแปรปรวน) และสามารถบังคับบัญชาสิ่งนั้นได้ตามปรารถนา

ด้วยเหตุนี้ ธรรมกายที่เป็นอายตนะนิพพาน ก็เป็นอัตตา

อัตตานี้มีขันธ์ 5 เป็นธรรมที่เรียกว่า ธรรมขันธ์ หรือธรรมกาย

godama DT09511 [18 ก.ค. 2552 23:19 น.] คำตอบที่ 1

นิพพานของพระพุทธเจ้านั้นเขาเรียกว่า ดับขันธ์ปรินิพพานเจ้าค่ะ รูปขันธ์ดับแล้ว เวทนาขันธ์ดับแล้ว สัญญาขันธ์ดับแล้ว สังขารขันธ์ดับแล้ว และวิญญาณขันธ์ก็ดับแล้ว ไม่มีขันธ์ 5ใด ๆ เกิดอีกแล้ว เพราะพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีอุปาทานขันธ์ดับสนิทแล้ว กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้หมดจดแล้ว การที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมีอุปาทานอันก่อให้เกิดอัตตาตามที่สำนักพระธรรมกายกล่าวอ้างย่อมเป็นไปไม่ได้เจ้าค่ะ.


หลักฐานนี้ชัดครับ

อัตตา = ตน ที่พระพุทธเจ้าหมายถึง คือ ธรรม ตน(อัตตา) กับ ธรรม จึงเป็นสิ่งเดียวกัน เรามีอัตตา(ธรรม)เป็นที่พึ่ง

เบญจขันธ์ = อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ธรรมขันธ์ = นิจจัง สุขขัง อัตตา

godama DT09511 [18 ก.ค. 2552 23:19 น.] คำตอบที่ 1


หลักฐานนี้ชัดเจ้าค่ะ
ว่า ธัมมชโย ไม่แตกฉานในนิรุติเอาเสียเลยเจ้าค่ะ จึงสามารถหาญกล้าบิดเบือนพระธรรมเทศนาได้ถึงเพียงนี้เจ้าค่ะ



คุณน้ำเค็มเขียน:

อัตตาเกิดเพราะอุปาทานในขันธ์ 5 ว่าตัว ว่าตน ว่าเรา ว่าของเราเจ้าค่ะ จึงเรียกว่า มีอัตตา


นั่นพระพุทธองค์เรียกว่า อัตตานุทิฏฐิ หรือ อัตตาวาทุปาทาน ครับ

พระพุทธองค์ได้ให้ความหมายของคำว่า "อัตตา" ไว้แล้วในอนัตตลักขณะสูตรว่า "(สิ่งที่)จะเป็น อัตตาได้ (สิ่งนั้น)ต้องไม่อาพาธ (เสื่อม เจ็บไข้ ความแปรปรวน) และสามารถบังคับบัญชาสิ่งนั้นได้ตามปรารถนา"

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เป็นอัตตาคือ อสังขตธาตุ เพราะว่า คุณลักษณะของอสังขตธาตุ คือ ไม่ปรากฏความเกิด ๑ ไม่ปรากฏความเสื่อมสลาย ๑ เมื่อตั้งอยู่ไม่ปรากฏความแปรปรวน ๑ ส่วนเรื่องสามารถบังคับบัญชาสิ่งนั้นได้ตามปรารถนานั้น ดูตัวอย่างของพระอวโลกิเตศวรก็ได้ ท่านปรากฏเป็นบางต่างๆนับไม่ถ้วน ปางสำคํญที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงมี 32 ปาง


พระพุทธองค์ได้ให้ความหมายของคำว่า "อัตตา" ไว้แล้วในอนัตตลักขณะสูตรว่า "(สิ่งที่)จะเป็น อัตตาได้ (สิ่งนั้น)ต้องไม่อาพาธ (เสื่อม เจ็บไข้ ความแปรปรวน) และสามารถบังคับบัญชาสิ่งนั้นได้ตามปรารถนา"

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เป็นอัตตาคือ อสังขตธาตุ เพราะว่า คุณลักษณะของอสังขตธาตุ คือ ไม่ปรากฏความเกิด ๑ ไม่ปรากฏความเสื่อมสลาย ๑ เมื่อตั้งอยู่ไม่ปรากฏความแปรปรวน ๑ ส่วนเรื่องสามารถบังคับบัญชาสิ่งนั้นได้ตามปรารถนานั้น ดูตัวอย่างของพระอวโลกิเตศวรก็ได้ ท่านปรากฏเป็นบางต่างๆนับไม่ถ้วน ปางสำคํญที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงมี 32 ปาง

godama DT09511 [19 ก.ค. 2552 00:14 น.] คำตอบที่ 7


เพราะสภาวะของขันธ์ 5 ที่เป็นอัตตาไม่มีจริงในที่ไหน ๆ น่ะซี พระพุทธเจ้าจึงทรงรับรองว่ามีแต่ อนัตตาเท่านั้นเจ้าค่ะ


ถ้านิพพานเป็นอัตตา เราทุกคนก็คงเข้าใกล้นิพพานเข้าไปทุกขณะ
เพราะ ทุกคนมีอัตตา เป็นพื้นเดืมอยู่แล้ว และ ก็คงต้องประกาศให้ทุกๆคนช่วยกันรักษาอัตตาที่มีอยู่ไว้อย่าได้ละเสียเพราะจะไม่ได้เห็นนิพพาน ตรงกันข้ามต้องพยายามเพิ่มอัตตาที่ตนมีไว้ให้มากเท่าที่จะทำได้

สุนัข โคกระบือสุกร ตัวมันเองก็เห็นว่ามันเป็นอัตตาตัวตน มันคงไม่คิดว่าอันตัวมันนี้แท้จริงไม่ใช่อัตตาแต่เป็นอนัตตา สุนัข โคกระบือสุกร ก็คงจะเห็นนิพพานได้ในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน

ความจริงเมื่อมีสังขารธรรม ธรรมที่มีสิ่งปรุงแต่งก็ต้องมีวิสังขารธรรมที่ไม่มีสิ่งปรุงแต่ง นิพพานจัดเป็นธรรมที่เป็นวิสังขารธรรม ก็เท่านั้นเอง ไม่มีอัตตา แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอนัตตาก็ต้องมีอัตตา อนัตตาเป็นลักษณะของธรรมะ ไม่ใช่สังขารหรือวิสังขาร อัตตามีได้เพราะอุปาทานเป็นเหตุ ต้องละอัตตาเพื่เข้าถึงความเป็นอนัตตาเป็นวิสังขารจึงจะพ้นทุกข์พ้นความเวียนว่ายตายเกิดทางเดียวเท่านั้นทางเดียวจริงๆ ทางอื่นนอกจากนี้ไม่มี


ขอเป็นกำลังใจให้คุณน้ำเค็ม... ขออนุโมทนาที่คุณช่วยปกป้องพระธรรมอันถูกต้อง


คุณgodama บิดเบือนพระธรรมไปมากเลย อันตรายมากนะครับสำหรับผู้ที่ไม่รู้จริง เป็นกรรมที่หนักด้วย เลิกเสียเถอะนะครับ

อนุโมทนาสาธุกับคุณน้ำเค็ม ที่ทำความถูกต้องในธรรมให้กระจ่างชัด

อัตตา กับ อนัตตา นันเป็นศัพท์บัญญัติ ที่คู่กัน ตรงกันข้ามกัน และเป็นนคู่ปรับซึ่งกันและกันอยู่

เมื่ออัตตาเกิด อนัตตา ก็อยู่ไม่ได้
ในทางกลับกัน ถ้าอนัตตาเกิด อัตตาก็อยู่ไม่ได้

อนัตตา = อะ + อัตตา = ไม่ใช่ตัวตน


 เปิดอ่านหน้านี้  2923 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย