ลองอ่านเอาเอง

 พญามาร   

ชีวิตเราไม่นานหนอ ไม่ถึงร้อยปีก็จากกันไปหมด ทุกคนล้วนไม่เหลืออะไร ทำไฉนเราจึงจะออกไปจากวัฏฏะได้หนอ




พระพุทธพจน์

โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ อุทยพฺพยํ เอกาหํ ชีวิตํ เสยโย ปสฺสโต อุทยพฺพยํ

บุคคลผู้เห็นความเกิดขึ้นและเสื่อมไป (ของสังขารทั้งหลาย) แม้จะมี ชีวิตอยู่เพียงวันเดียวก็ประเสริฐกว่า บุคคลผู้ไม่เห็นความเกิดขึ้นและเสื่อมไป (ของสังขารทั้งหลาย) ถึงจะมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี

จาก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สหัสสวรรค ข้อ ๑๘




ชีวิตนี้น้อยนัก

เมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล ท้องฟ้าที่กระจ่างกลับมืดครึ้ม เขาใหญ่ดูดำทมึน ลมพัดกระโชกแรง จนหญ้าเอนลู่ราบลงดิน ไม้ใหญ่เล่าก็โอนเอน ใบของมันสะบัดพริ้ว และร่วงพรูปลิวไปตามลม ฝูงนกบินอย่าง รวดเร็วกลับรวงรัง มดดำคาบไข่เดินตามกันเป็นทิวแถวหลบเข้าไปอยู่ในโพรงไม้ และแล้วฝนก็พรำลงมา และหนาเม็ดเข้าทุกทีจนตกหนัก ไม่ช้าน้ำก็เจิ่งนองจนท่วมท้น ล้นบ่าจากยอดเขาลงสู่ลำห้วยเบื้องล่าง สาย น้ำเชี่ยวกรากปะทะโขดหินน้อยใหญ่ ลัดเลาะไปตามสุมทุมพุ่มพฤกษ์ คดเคี้ยวผ่านซอกเขาลับหายไป

เมื่อฝนหยุด ลมสงบ ความมืดก็หายไป ฟ้ากลับสดใสจนมองเห็นเขาใหญ่ถนัดตา ต้นไม้ใบหญ้า ดูเขียวสด สะอาด ฝูงนกบินออกจากรวงรัง ส่งเสียงร้องร่าเริง

ฝนตกแล้วก็หยุด หยุดแล้วก็ตก
ฟ้ามืดแล้วกลับสว่าง สว่างแล้วกลับมืด

ชีวิตสัตว์ก็เช่นกัน เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดอีก หมุนเวียนเป็นวัฏฏะอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นเช่นนี้มานานเท่าไรก็เหลือจะนับ และจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใดก็ไม่อาจคะเนได้

สายน้ำจากที่สูงไหลไปแล้วไม่ไหลกลับฉันใด ชีวิตของสัตว์ที่ล่วงไปแล้วก็ไม่ย้อนกลับมาอีกฉันนั้น

กาลเวลาย่อมกลืนกินชีวิตสัตว์ให้ใกล้ต่อความตายเข้าไปทุกเวลานาที

ชีวิตนี้ไม่น่ารื่นรมย์เลย

แต่คนเขลากลับเห็นว่างามวิจิตร พากันยินดีร่าเริงติดข้องอยู่เหมือนนกติดอยู่ในตาข่าย ใจของ คนเขลาถูกความมืด คืออวิชชาหุ้มห่อไว้ จึงไม่รู้ว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ ไม่น่ารื่นรมย์ ถูกไฟ คือราคะ ความกำหนัด ยินดี โทสะความโกรธ ความประทุษร้าย โมหะ ความหลงไม่รู้ความจริงเผาไหม้อยู่เป็นนิจ

ไยจึงไม่แสวงหาดวงประทีปมาดับความมืดกันเสียเล่า

พระอรหันต์ทั้งหลาย ได้จุดประทีปให้สว่างไสวดับความมืดเสียได้แล้ว ชีวิตของท่านดับสนิทแล้ว ไม่ย้อนกลับมาเกิดอีก วัฏฏะของท่านหยุดหมุนแล้ว

เมื่อไรวัฏฏะของเราจึงจะหยุดหมุนอย่างท่าน

ชีวิตนี้น้อยนัก สั้นนัก บางคนก็ตายเสียแต่ในครรภ์ บางคนออกมาจากครรภ์ก็ตาย บางคนอยู่ ๑ เดือนก็ตาย บางคนปีเดียวก็ตาย บางคนมีชีวิตไปจนหนุ่มสาวแล้วก็ตาย บางคนอยู่ไปจนแก่เฒ่าแล้วก็ตาย ที่อายุยืนอย่างมากก็ไม่เกิน ๑๐๐ ปี หรือจะเกิน ๑๐๐ ปีขึ้นไปก็ไม่มาก แล้วก็ตายเพราะชรา ทุกชีวิตล้วนมี ความตายเป็นเบื้องหน้า

สัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้ว ที่จะไม่ตายไม่มี

ผลไม้ที่สุกงอมแล้ว ย่อมร่วงหล่นไปตามธรรมดาฉันใด สัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้วย่อมตายไปเป็น ธรรมดาฉันนั้น

ชีวิตนอกจากจะน้อยตามธรรมดาของตนอย่างนี้แล้ว ยังน้อยด้วยขณะ คือตั้งอยู่ได้เพียงชั่วขณะ จิตเกิดขึ้นแล้วดับไปครั้งหนึ่งเท่านั้น

จิตนั้นเกิดดับรวดเร็วนัก เพียงลัดนิ้วมือครั้งเดียว จิตเกิดดับถึงโกฏิแสนขณะ

เมื่อจิตดับชีวิตก็ดับไปขณะหนึ่ง แต่เพราะจิตดับแล้วยังเกิดใหม่สืบต่ออยู่ทุกขณะ ชีวิตของสัตว์ ทั้งหลายจึงยืนยาวสืบต่อกันมา ชาติแล้วชาติเล่า เปลี่ยนจากสัตว์ชนิดนี้เป็นสัตว์ชนิดนั้น เปลี่ยนจากสัตว์ชนิด นั้นเป็นสัตว์ชนิดโน้น จากสัตว์ชนิดโน้นกลับมาเป็นสัตว์ชนิดนี้ จากสัตว์ชนิดนี้กลับเป็นสัตว์ชนิดนั้น หมุนเวียน เปลี่ยนกันไปอยู่อย่างนี้จนกว่าเมื่อไรจะได้พบดวงประทีป คือปัญญาที่ขจัดความมืด คืออวิชชาที่ห่อหุ้มจิตใจ เสียได้ เมื่อนั้นจิตจะดับแล้วไม่เกิดอีกต่อไป ชีวิตก็ดับไปพร้อมกับจิตด้วยเป็นการสิ้นสุดชีวิตกันอย่างแท้จริง

ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ไม่มีเครื่องต้านทาน คือใครๆ ไม่อาจป้องกันให้พ้นจากความตายได้ ทุกชีวิตล้วนตกอยู่ในอำนาจของความตาย มีความตายเป็นเบื้องหน้า เมื่อความตายครอบงำแล้วต้องไปอยู่ ปรโลก บิดามารดาก็ไม่อาจป้องกันบุตรไว้ได้ ญาติสนิทมิตรรักก็ไม่อาจป้องกันได้

ชีวิตของสัตว์ไม่มีนิมิตรเครื่องหมายให้รู้ว่า เวลาไหนจะถึงกาลแตกดับ อาจจะตายในนาทีนี้ ชั่วโมงนี้ วันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ ปีหน้า หรือเมื่อใดก็ได้ จะตายในบ้าน นอกบ้าน หรือที่ไหนก็ไม่อาจทราบได้ จะถูกงูกัดตาย ถูกฆ่าตาย ฆ่าตัวเองตาย เป็นโรคตาย ฯลฯ จะตายดีตายร้ายประการใดหามีใครทราบไม่

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบความน้อยนิดของชีวิตสัตว์ไว้ในที่หลายแห่งว่า

๑. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนหยดน้ำค้างบนยอดหญ้า พอถูกแสงอาทิตย์ก็แห้งไปโดยรวดเร็ว
๒. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนฟองน้ำที่เกิดจากเม็ดฝนใหญ่ ย่อมแตกไปโดยเร็วพลัน
๓. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนรอยไม้ที่ขีดลงในน้ำ ย่อมกลับเข้าหากันโดยเร็ว
๔. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนน้ำที่ไหลจากภูเขา ย่อมไหลลงไปอย่างเดียวโดยไม่หยุดยั้ง
๕. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนบุรุษมีกำลังตะล่อมก้อนเขฬะไว้ที่ปลายลิ้น ย่อมถ่มออกจากปาก โดยง่าย ๖. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนชิ้นเนื้อที่ใส่ลงไปในกะทะเหล็กที่ร้อนจัดตลอดวัน เนื้อนั้นย่อมไหม้ ไปโดยพลัน
๗. ชีวิตสัตว์น้อยนิด เหมือนแม่โคที่ถูกนำไปฆ่าย่อมเดินเข้าไปใกล้ที่ฆ่า (คือความตาย) ทุกขณะ

เพราะเหตุที่บัณฑิต ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ทราบชัดถึงความเป็นไปของชีวิตสัตว์อย่างนี้ว่าไม่มีนิมิต เครื่องหมาย น้อยนิด รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก จึงได้เร่งรีบทำกุศล ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายนั้นไม่มี..


โดยอาจารย์ประณีต ก้องสมุทร

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ครับ:

http://www.84000.org/tipitaka/book/bookpn05.html


ชีวิตนี้น้อยนัก พุทธศาสนาสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า อัปฺปกญฺจิทํ ชีวิตมาหุธีรา – ปราชญ์กล่าวว่าชีวิตนี้น้อยนัก

ทุกชีวิต ไม่ว่าคนไม่ว่าสัตว์ มิได้มีเพียงเฉพาะชีวิตนี้ คือมิได้มีเพียงชีวิตในชาตินี้ชาติเดียว แต่ทุกชีวิตมีทั้งชีวิตในชาติอดีต ชีวิตในชาติปัจจุบัน และชีวิตในชาติอนาคต “ชีวิตนี้น้อยนัก” หมายถึงชีวิตในชาติปัจจุบันน้อยนัก สั้นนัก

ชีวิตคืออายุ ชีวิตในปัจจุบันชาติของแต่ละคนอย่างยืนนานก็เกินร้อยปีได้ไม่เท่าไหร่ ซึ่งก็ดูราวเป็นอายุที่ไม่ยืนมากนัก แม้ไม่นำไปเปรียบเทียบกับชีวิตที่ต้องผ่านมาแล้วในอดีตที่นับชาติไม่ถ้วนนับ ปีไม่ได้ และชีวิตที่จะต้องเวียนวนเกิดตายต่อไปอีกในอนาคตที่จะนับชาติไม่ถ้วน นับปีไม่ได้อีกเช่นกัน

ที่ ปราชญ์ท่านว่า “ชีวิตนี้น้อยนัก” นั้น ท่านมุ่งให้เปรียบเทียบกับชีวิตนี้กับชีวิตในอดีตที่นับชาติไม่ถ้วน และชีวิตในอนาคตที่จะนับชาติไม่ถ้วนอีกเช่นกัน สำหรับผู้ไม่ยิ่งด้วยปัญญา ไม่สามารถพาตนพ้นทุกข์สิ้นเชิงได้

ทุกชีวิตก่อนแต่จะได้ มาเป็นคนเป็นสัตว์อยู่ในปัจจุบันชาติต่างเป็นอะไรต่ออะไรมาแล้วมากมาย แยกออกไม่ได้ว่ามีกรรมดีกรรมชั่วอะไรบ้าง ทำกรรมใดก่อน ทำกรรมใดหลัง ทั้งกรรมดีกรรมชั่วที่ทำไว้ในชาติอดีตทั้งหลาย ย่อมมากมายเกินกว่าที่ได้มากระทำในชาตินี้ ชีวิตนี้อย่างประมาณไม่ได้ และกรรมดีกรรมชั่วทั้งหลายเหล่านั้นย่อมให้ผลตรงตามเหตุทุกประการ แม้ว่าผลจะไม่อาจเกิดขึ้นพร้อมกันทุกสิ่งทุกอย่าง และไม่อาจเรียงลำดับตามเหตุที่ได้กระทำแล้วก็ตาม แต่ผลทั้งหลายย่อมเกิดแน่ แม้เหตุได้กระทำแล้ว

เมื่อมีเหตุย่อมมีผล เมื่อทำเหตุย่อมได้รับผล และผลย่อมตรงตามเหตุเสมอ ผู้ใดทำผู้นั้นจักเป็นผู้รับผล เที่ยงแท้แน่นอน

เมื่อใดกำลังมีความ สุข ไม่ว่าผู้กำลังมีความสุขนั้นจะเป็นเราหรือเขา เมื่อนั้นพึงรู้ความจริง ว่าเหตุดีที่ได้ทำไว้แน่กำลังให้ผล ผู้ทำเหตุดีนั้นกำลังเสวยผลแห่งเหตุนั้นอยู่ แม้ปุถุชนจะไม่สามารถหยั่งรู้ให้เห็นแจ้งได้ ว่าทำเหตุดีหรือกรรมดีใดไว้ แต่ก็พึงรู้พึงมั่นใจ ว่าเหตุแห่งความสุขที่กำลังได้เสวยอยู่เป็นเหตุดีแน่ เห็นกรรมดีแน่ ผลดีเกิดแต่เหตุดีเท่านั้น ผลดีไม่มีเกิดแต่เหตุไม่ดีได้เลย

เมื่อใดที่กำลังมี ความทุกข์ความเดือดร้อน ไม่ว่าผู้กำลังมีความทุกข์ความเดือดร้อนนั้นจะเป็นเราหรือเป็นเขา เมื่อนั้นพึงรู้ความจริง ว่าเหตุไม่ดีที่ได้ทำไว้แน่กำลังให้ผล ผู้ทำเหตุไม่ดีนั้นกำลังเสวยผลแห่งเหตุนั้นอยู่ แม้ปุถุชนจะไม่สามารถหยั่งรู้ให้เห็นแจ้งได้ ว่าทำเหตุไม่ดีหรือกรรมไม่ดีใดไว้ แต่ก็พึงรู้พึงมั่นใจว่าเหตุแห่งความทุกข์ความเดือดร้อนที่กำลังได้เสวยอยู่ เป็นเหตุไม่ดีแน่ เป็นกรรมไม่ดีแน่ ผลไม่ดีเกิดเกิดแต่เหตุไม่ดีเท่านั้น ผลไม่ดีไม่มีเกิดแต่เหตุดีได้เลย

เมื่อใดมีความคิดว่า เราทำดีไม่ได้ดี หรือเขาทำดีไม่ได้ดี ก็พึงรู้ว่าเมื่อนั้นกำลังหลงคิดผิดไปจากความจริง กำลังเข้าใจผิดจากความจริง ทำดีต้องได้ดีเสมอ ไม่มียกเว้นด้วยเหตุผลใดทั้งสิ้น

เมื่อใดมีความคิดว่า เราทำไม่ดีแต่กลับได้ดี หรือเขาทำไม่ดีแต่กลับได้ดี ก็พึงรู้ว่าเมื่อนั้นกำลังหลงคิดผิดจากความจริง กำลังเข้าใจผิดจากความจริง ทำไม่ดีต้องได้ไม่ดีเสมอ ไม่มียกเว้นด้วยเหตุผลใดทั้งสิ้น

ชีวิตในชาตินี้ชาติเดียวย่อมน้อยนัก เมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตในอดีตชาติ ซึ่งนับชาติหาถ้วนไม่ ดังนั้น กรรมคือการกระทำ ที่ทำในชีวิตนี้ชาตินี้ชาติเดียวจึงน้อยนัก เมื่อเปรียบเทียบกับกรรมหรือการกระทำที่ทำไว้แล้วในอดีตชาติ อันนับจำนวนชาติไม่ถ้วน

พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

อ่านเพิ่มที่นี่ครับ:

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=2821






ผมชอบภาพนี้มากเลยครับ


 เปิดอ่านหน้านี้  2988 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย