ถามผู้รู้เรื่องการปฏิบัติกรรมฐานครับ

    

อยากสอบถามว่า ทำมัยเวลาตั้งสติแล้วก็ดูจิต จิตใจของผมมันเหมือนคุยกับตัวเองตลอดเวลาเลยครับ หรือไม่ก็จะมีเสียงเพลงดังขึ้นมันอยู่ตลอดเวลาเลยครับ ไม่มีหยุดเลยครับ ผมจะทำยังไงครับที่จะไม่ให้จิตใจของผมมันคุยกับตัวเองครับ




ผมเคยเป็น
บางครั้งพอกำหนดสมาธิ จิตมันเสือกร้องเพลงเสียนี่ น่าหัวเราะไหมล่ะ
สาเหตุก็เพราะการดูจิตนี่แหละ ที่จิตมันร้องเพลงเพราะมันหัวเราะเยาะเรา มันว่าผมโง่ ก็โง่จริงๆนั่นแหละ
พอมาถามครูบาอาจารย์ว่า
"หลวงพ่อครับ เราจะดูจิตได้ยังไงจึงจะเห็นจิตชัดเจนล่ะครับ ผมดูจิตแล้วไม่เห็นตัวจิตชัดเจนสักที"
หลวงพ่อ..."โยมเอาอะไรไปดูจิตล่ะ"
ผม...(ตอบอย่างสง่าผ่าเผย) "ก็เอาสติซีครับไปกำหนดดูจิต"
หลวงพ่อ...(ยิ้มอย่างเมตตา) "โยมจะเอาสติไปดูจิตได้ยังไง ก็สติกับตัวจิตมันก็ตัวเดียวกัน โยมจะเอาตาของโยมดูตัวเอง มันจะดูได้ยังไง ถ้าส่องกระจกโยมก็จับเงาในกระจกไม่ได้อยู่ดี"
ผม...(ไอ้ที่สง่าผ่าเผยเมื่อกี้ กลายเป็นจ๋องเลย..รู้สึกว่าที่เรามั่นใจว่าเราทำถูกกลับผิดเสียเต็มประตูไปเลย) "อ้าว..แล้วจะปฏิบัติยังไงล่ะครับ"
หลวงพ่อ..."โยมอย่าไปดูจิต มันเสียเวลา ให้โยมพิจารณากรรมฐานห้า หรืออาการสามสิบสองไปเลย พิจารณาประจำอย่างสม่ำเสมอ อย่าขี้เกียจ อย่าท้อแท้ อย่าถดถอย ม่งพิจารณาจี้ลงไป จี้ลงไป"
ผม...(ในขณะที่นั่งฟังหลวงพ่อท่านสอน เหมือนกับจิตของเรากำลังโลดแล่นวิ่งไปตามคำสอนของท่าน จิตขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับการได้รับพลังแฝง จิตร้อง..อ๋อ..อ๋อ..อย่างนี้นี่เอง อยู่ตลอดเวลา)

คุณลองพิจารณาดูนะ วางอาการที่ดูจิตเสีย แล้วอาการของจิตร้องเพลงจะหายไปครับ ผมเคยทำมาแล้วครับ ว่างๆ โทรมาคุยได้ 089 - 280 9741


ก็ให้กำหนดว่ารู้หนอ แล้วเปลี่ยนเป็นหยุดหนอ บังคับจิตให้หยุด ถ้ายังฟุ้งซ่านอยู๋ให้
เปลี่ยนไปเดินจงกรมแทน เพื่อยังสมาธิให้แก่กล้า


ความเห็น..คราบ..ผมฝึกใหม่ๆ ไม่ได้ ดู จิต ครับ ผม ก้หายใจเข้าพุธ หายใจ ออก..โธ..สติเราก็ต้องอยู่ ที่ลมหายพุธโธ ถ้าไม่อยู่ ก็มา เริ่มใหม่ ...อิอิ


ขอตอบด้วยเพจจากกัลยาณมิตรละกันนะครับhttp://dhammathai.org/kaveedhamma/view.php?No=1818
ข้าพเจ้าเคยพบเหมือนกัน
และได้พบกับคนสองคนนั่งคุยกัน ขณะเราทำสมาธิและเป็นเหมือนผู้ดู
เมื่อได้คำตอบจึงทราบว่า เป็นตัววิตก กับ วิจาร อีกตัวเป็นกรรมการ เรียกว่าผู้รู้ หรือผู้ดู
ก็ไม่มีอะไรมากเมื่อมาได้คำตอบจากสังขาร 3 แต่เป็นการรุ้อารมณ์ของเราเอง
รู้ก็เพื่อละ ละก็เพื่อรู้ คือ รู้ทัน
ข้าพเจ้าได้มาแค่นี้ ไม่ได้มากไปกว่านี้ ผู้รู้กว่านี้ โปรดชี้แนะ
ผู้ที่เห็นว่าเป็นเรื่องผิด โปรดแก้อารมณ์ให้ด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง


สติเป็นการระลึกอยู่ในปัจจุบันเฉพาะหน้า เช่น ถ้าคุณเดินก็กำหนดสติอยู่ที่การเดิน ไม่ว่าจะเป็นอริยาบทใดต้องมีสติในปัจจุบันที่กระทำอยู่ และต้องประคับประคองจิตไม่ให้ตกอยู่ภายใต้ของนิวรณ์ 5 ซึ่งประกอบอยู่ด้วย กามฉันทะ-ความพอใจในกามคุณ, พยาบาท-ความคิดร้าย ถีนมิทธะ-ความท้อแท้และความง่วงเหงาเซื่องซึม, อุทธัจจะและกุกกุจจะ-ความฟุ้งซ่านและความหงุดหงิดรำคาญใจ , วิจิกิจฉา-ความสงสัย ลังเล

คุณนั่งสมาธิบ้างไหมคะ แนะนำให้ลองนั่งดู เพราะจะมีประโยชน์อย่างมาก แต่ต้องระลึกอยู่เสมอว่าขณะทำความสงบสมาธิภาวนา ขอให้คุณเก็บปัญญาที่เกิดจากการศึกษา แม้แต่การได้ยินได้ฟังมานั้นไว้ก่อน แต่ใช้โยนิโสมนสิการ - ความใคร่ครวญตรึกตรองที่เกิดขึ้นในขณะ ทำสมาธินั้นเพ่งพิจารณากัมมัฏฐานที่คุณเคยฝึกมา ธรรมแท้เป็นปัจจัตตังคะ

ความรู้ที่เกิดจากปริยัติจะมากหรือน้อย อย่างไรก็ตามหากไม่รู้จักปล่อยวางแล้ว จะเป็นอุปสรรคแก่การภาวนากัมมัฏฐานอย่างยิ่ง


 เปิดอ่านหน้านี้  2721 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย