นิพพาน มีตัวตน มีแหล่งแห่งที่

 ignorance   

ผมยังมีความสงสัยครับ
ว่านิพพานนั้น มีลักษณะเช่นเดียวกับสวรรค์ คือเป็นแหล่งที่สถิตของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์
หรือว่า นิพพานคือความว่างเปล่า ความไม่มีตัวตนครับ
เพราะว่า
เคยเชื่อมาว่า นิพพานนั้นไม่มีตัวตน
แต่ได้ฟังจากรุ่นพี่ชมรมพุทธศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยว่า
ที่วัดพระธรรมกาย ทีพิธีถวายข้าวพระพุทธทุกๆ วันอาทิตย์ต้นเดือน
หลวงพ่อจะนำข้าวที่สาธุชนมาถวายขึ้นไปถวายให้พระพุทธเจ้าที่ชั้นนิพพาน
ซึ่งเป็นบุญสูงมาก ทำทานอื่นใดทั้งชาติ ก็ไม่มีอานิสงส์ผลบุญเท่าการถวายข้าวพระพุทธนี้
ดังนั้น
ผมอยากให้ท่านผู้รู้ช่วยชื้แจงครับ ว่า...
1. นิพพานมีตัวตนหรือไม่?
2. การถวายข้าวพระพุทธ คืออะไร?
3. อานิสงส์ของการทำทานนั้น จะมากหรือน้อย มีสิ่งใดเป็นปัจจัยครับ?

ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงล่วงหน้า
สำหรับผู้ที่ช่วยแสดงความคิดเห็น
ชี้ทางสว่างให้แก่ผมนะครับ




1. นิพพานมีตัวตนหรือไม่?

มี....นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ...นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

2. การถวายข้าวพระพุทธ คืออะไร?

ความกตัญญู รูปแบบหนึ่ง :- คำถวายข้าวพระพุทธ
อิมัง สูปะพยัญชะนะสัมปันนัง สาลีนัง โอทะนัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชม

3. อานิสงส์ของการทำทานนั้น จะมากหรือน้อย มีสิ่งใดเป็นปัจจัยครับ?

ผู้ให้บริสุทธิใจ ผู้รับบริสุทธิใจ ทานที่ให้บริสุทธิ ที่มาของความบริสุทธิ์ทั้งหลายวัดได้ด้วยศีล




ลัทธิธรรมกายอีกและ ........ฟังเถอะครับ

ลัทธิ ที่ถืออัตตา หรือถือว่า สิ่งนี้เป็นตัวตน .....เหล่านั้นล้วนไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น

นิพพาน คือความสิ้น ราคะ โทสะ และโมหะ ........ ไม่ใช่ดินแดน ไม่ใช่ตัวตนใดๆ ทั้งสิ้น

ถ้าถามว่านิพพานแล้วไปไหน ....ตอบไม่ได้หรอก .......พระพุทธเจ้าอุปมาเหมือนกับไฟ ที่ดับไปโดยสิ้นเชื้อ


http://www.dhammathai.org/webboard/view.php?No=8191

http://www.dhammathai.org/webboard/view.php?No=8175

รกฺเขยฺย อตฺตโน สาธุ ํ ลวณํ โลณตํ ยถา
พึงรักษาความดีของตนไว้ ดังเกลือรักษาความเค็ม

สติมา สุขเมธติ
คนมีสติ ย่อมได้รับความสุข

สุกรํ สาธุนา สาธุ
ความดี อันคนดีย่อมทำได้ไม่ยาก

สาธุ ปาเปน ทุกฺกรํ
อันความดี คนชั่วย่อมทำได้ยาก


ระหว่าง

วิธีที่สอนคนให้รู้จัก ธรรม แสดงธรรมให้รู้ว่าจะเกิดประโยชน์ต่อเมื่อตนเองปฏิบัติได้
(ปฏิบัติได้ด้วยตน ละได้ด้วยตน แล้วจะนิพพาน)

กับ

วิธีการที่เอาแต่สอนให้คนเอาของมาให้วัด ไม่ว่าวัตถุ,เงินทอง แล้วบอกเขาว่าได้ บุญ เป็นสิ่งตอบแทน ให้ญาติโยมเอาบุญกับไปนอนกอดที่บ้าน ละเมอเพ้อพกถึงสวรรค์วิมารชั้นฟ้า
(สะสมให้มากเข้า แล้วจะนิพพาน)

ท่านๆ คิดว่า แบบไหน ที่ควรเป็นวิธีที่ทำให้รู้จักนิพพาน ตามความหมายพุทธ
(แต่กระผมไม่ได้ต่อต้านการสะสมความดี แต่ทำดีต้องทำให้ถูกและรู้จุดมุ่งหมายครับ)



mor - 203.113.119.218 [22 พ.ค. 2551 11:03 น.] คำตอบที่ 4

ทุกวิธีถูกต้องหมด....ขึ้นอยู่กับอุปนิสัยหรือสันดานเดิมของแต่ละบุคคล

ผู้ปฏิบัติจริง จะเห็นได้ด้วยตนเอง จากความจำเก่าๆ ที่จิตเก็บสั่งสทมา

จะพาตนเองไปเรียนธรรมที่ถูกอุปนิสัยตน

ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือคนที่ปฏิบัติไม่ถึง แนะนำผู้คนส่งเดช อะไรที่ไม่ชอบ

ก็หาว่าเค้าปฏิบัติผิดเส้นทาง....พูดในเรื่องที่ตัวเองไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น แล้วคาดเดาเอา

พระพุทธองค์จึงตรัสเป็นคำสอนรวมๆ ไว้ว่า

ทน.โต เสฏ.โฐ มนุส.เสสุ

( ทันโต เสฏโฐ มะนุสเสสุ )

ในหมู่มนุษย์ คนที่ฝึกแล้วประเสริฐสุด


ถ้าทุกวิธีถูกต้องหมด ...ไฉนพระพุทธองค์จึงต้องบอกทางสู่ความสำเร็จ (มรรค)

ถ้ามัวแต่เรียนรู้ตามชอบใจ ...แล้วเมื่อไรจะสำเร็จ

ใครพูดในสิ่งที่ตนไม่ชอบใจ ...ก็ย่อมจะขัดข้องใจเป็นธรรมดา

ถ้าใช้แค่ สัญญา ความจำได้ ...ก็ไปไม่ถึง ปัญญา

เพราะเหตุที่มีเรา ความจำได้ว่ามีเรา ทุกสิ่งจึงมี ...พระพุทธเจ้าจึงสอนให้หาเหตุให้ถูกต้อง และเป็นต้นของเหตุ แล้วดับให้สำเร็จ ทีนี่ก็อยู่ที่แต่ละคนแล้วว่าจะหาต้นของเหตุกันเจอหรือไม่

เมื่อดับได้สนิทก็นิพพาน



บุคคลที่มีความยึดมั่น ถือมั่นใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อยู่ ย่อมมีความเห็นไปต่างๆนาๆ โดยความเห็นนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในสังขาร หรือความคิด พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า สิ่งใดเกิดขึ้น มีการแปรปรวน สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตน ความเห็นเกี่ยวกับนิพพานก็เช่นเดียวกัน คนที่กล่าวว่านิพานเป็นโน๊น เป็นนี้ก็แสดงว่า ชนเหล่านั้นยังยึดติดอยู่ในอัตตาโดยแท้จริง
ส่วนที่เราควรจะเรียนรู้ ก็คือทาง ที่ทำให้ละซึ่งตัวตนลงได้โดยแน้แท้ ในส่วนที่จะแจ้งซึ่งพระนิพพานนั้น เอาไว้รู้ได้เฉพาะตนจริงๆ พระพุทธองค์ท่านทรงเป็นผู้ชี้ทางเดินให้กับเรา เท่านั้น ส่วนที่จะเดินหรือไม่เดินนั้นล้วนแล้วแต่เราที่จะเป็นคนกระทำทั้งสิ้นครับ


กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล และคนงานชั้นต่ำทั้งปวง สงบเสงี่ยมแแแล้ว ฝึกตนแล้ว ก็ปรินิพพานเหมือนกันหมด...

ธรรมสังเวชเกิด...ไม่มีอารมณ์จะตอบ...เพราะรู้ว่าตอบไปก็เห็นไม่ได้ เปรียบเหมือน
เดียรถีย์ ผู้มีวาสนา เห็นพระพุทธองค์ทำยมกปาฏิหารย์ ปลูกต้นมะม่วงให้โตในชั่วครู่
พบพระอริยะมากมาย แต่ก็หาประโยชน์จาวาสนาที่ตนมีไม่ได้ ยังคงประพฤติชั่วได้ต่อไป...

ไว้มีอารมณ์ก่อนนะ จะมาตอบ เพื่อคนผ่านทางที่สงบเสงี่ยมดีแล้ว...พูดแบบนี้ตรงไปไหม


นาน ๆ จะมาร้านเน็ต มาทีไรก็มาตามอ่านคำตอบของทุกท่าน โดยเฉพาะท่าน 123 ก๊อปแล้วปริ้นท์ไปพิจารณา คำตอบของท่านแฝงไว้ด้วยอะไรมากมาย ที่บางสิ่งเมื่ออ่านก็รู้ได้ทันทีด้วยตนเอง แต่บางอย่างยังไปไม่ถึง จึงนำไปพิจารณา...

เพื่อเป็นกำลังใจ...และให้ทราบ


ผู้ตามเก็บข้อมูลไว้พิจารณาเปรียบเทียบ - 222.123.205.234 [23 พ.ค. 2551 16:08 น.] คำตอบที่ 9

ในเมื่อคุณโพสมาแบบนี้ ก็คงต้องขอเฉลยในธรรมสังเวชของตนเองให้คุณฟัง เพื่อเป็นแง่คิดพิจารณาตามที่คุณสนใจ คุณลองมองดูคำนี้จากผู้โพสท่านอื่น

ตรงนี้
ลัทธิธรรมกายอีกและ ........ฟังเถอะครับ

ลัทธิที่ถืออัตตาหรือถือว่าสิ่งนี้เป็นตัวตน.....เหล่านั้นล้วนไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น
//*-* - 125.25.36.38 [21 พ.ค. 2551 21:54 น.] คำตอบที่ 2

ในคำโพสนี้บอกอะไรได้บ้าง อักขระที่เขาโพสมารายงานตัวเองกับผมว่า...
ตัวอัขระประกอบไปด้วยความหลงผิด บอกถึงความเคียดแค้นชิงชังในลัทธิที่เขาบอก
บอกถึง เรื่องอัตตาหรือตัวตนที่เขาไม่มีความรู้จริง เขาโกหกคนอื่นไม่เท่าไหร่ แต่เขา
กำลังโกหกตนเอง ทั้งๆ ที่เขามีตัวตนอยู่ทนโท่ กล่าววตู่พระธรรมว่าไม่ได้สอนเรื่องตัวตน

คุณว่าคนแบบนี้จะฟังธรรมรู้เรื่องได้หรือไม่ แม้ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาจะลิ้มรสได้
ก็เป็นความสุขจากกาม ที่เกิดจากอายตนะภายนอกนำมาให้ตามธรรมชาติตาเห็นรูป ใจรับอารมณ์ ฯลฯ ลำพังตนเองไม่อาจผลิตความสุขให้ตนเองรับประทานได้ เพราะไม่ฉลาด(จิตอยู่ในอกุศล) อยู่ในบ้านเรือนตนก็ไม่อาจสร้างเหตุแห่งสุขให้ครอบครัว
ถ้ามองในแง่สมาธิธรรม แ้ม้่ฌาณที่หนึ่งก็ไม่เคยมีโอกาสลิ้มรส เพราะอำนาจความพยาบาทในลัทธิที่ตนเองไม่ชอบ ปิดบังไว้(นิวรณ์)

ทีนี้คุณลองหันมามองศีลสักข้อที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัต เช่นข้อหนึ่ง ห้ามฆ่าสัตว์

อักขระในคำที่ห้าม บอกถึงว่า...ถ้าผู้เอาไปปฏิบัต จะได้พระธรรมในการรักษาศีลนั้นด้วย
คุณจะเห็นได้ว่า คนจะไม่ฆ่าสัตว์จะถูกฝึกให้มีเมตตาในนั้นด้วย ฝึกให้มีการดำริออกจากเบียดเบียนสัตว์ อันเป็นองค์หนึ่งในมรรคแปด ฝึกให้รู้จักอกเขาอกเราตามคำสอนสำคัญในพระไตรปิฏก และพระธรรมอื่นๆ จะตามมามากมาย จากเหตุเพียงรักษาศีลหนึ่งข้อ ขอให้คุณลองไปขยายต่อเอาเอง

นี้เป็การเปรียบเทียบระหว่างกุศลกับอกุศล แบบหยาบๆ หวังว่าคุณคงจะเข้าใจได้นะครับ
ทั้งนี้เพื่อเป็นแง่คิดตอบแทนในน้ำใจของคุณที่ให้กำลังใจมา

แบบนี้ผมควรเกิดธรรมสังเวชหรือไม่





ในคำโพสนี้บอกอะไรได้บ้าง อักขระที่เขาโพสมารายงานตัวเองกับผมว่า...
ตัวอัขระประกอบไปด้วยความหลงผิด บอกถึงความเคียดแค้นชิงชังในลัทธิที่เขาบอก
บอกถึง เรื่องอัตตาหรือตัวตนที่เขาไม่มีความรู้จริง เขาโกหกคนอื่นไม่เท่าไหร่ แต่เขา
กำลังโกหกตนเอง ทั้งๆ ที่เขามีตัวตนอยู่ทนโท่ กล่าววตู่พระธรรมว่าไม่ได้สอนเรื่องตัวตน

123... - 117.47.165.99 [23 พ.ค. 2551 19:20 น.] คำตอบที่ 10

เอาซะแล้ว ตีความไม่แยบคาย แล้วก็มาบอกว่าเขาปฏิเสธเรื่องตัวตน
ผมไม่ได้ปฎิเสธเรื่องตัวตนสักนิด ผมมีตัวตนอยู่ครับ คุณเอง คุณก็มีตัวตนอยู่
ถ้าผมไม่มีตัวตน แล้วผมจะมาตอบคำถามได้ไงครับ

แต่ที่ผมพูดนั้นหมายถึง การยึดมั่น มันก็คือยึดมั่นในตัวตนนั้นแหละ
ตัวตนที่มีอยู่จริง มันเป็นตัวตน แต่มันไม่ใช่ตัวตน
พระพุทธเจ้า ไม่ได้สอนให้ยึดมั่นในตัวตน

แต่ถ้ายังคิดว่านิพพาน เป็นนั่นเป็นนี่ เป็นเมือง เป็นดินแดน เข้าไปแล้วนั่งสมาธิเป็นอมตะ อยู่ที่นั้น
นั้นก็คือ การยึดติดในอัตตาในตัวตนนั้นแหละ

ถ้าหากคุณจะแย้งอีก ก็เพราะว่า คำตอบนี้ มันไม่ตรงกับใจของคุณเท่านั้นเอง

แล้วกรุณา อย่ากล่าวว่าผม ว่าไม่มีตัวตนอีกล่ะ



ตัวสภาวะและสมมุติ เป็นสิ่งจำเป็น

ตัวสภาวะ (นิยมเรียกกันว่าปรมัตถ์) เป็นเรื่องของธรรมชาติ

ส่วนสมมุติ เป็นเรื่องของประโยชน์สำหรับความเป็นอยู่ของมนุษย์

แต่ปัญหาเกิดขึ้น เพราะมนุษย์เอาสภาวะกับสมมุติมาสับสนกัน คือ

เข้าไปยึดเอาตัวสภาวะจะให้เป็นตามสมมุติ จึงเกิดวุ่นวายขึ้น

ตัวสภาวะไม่วุ่น เพราะมันเป็นไปอย่างนั้นเอง ตามปกติธรรมดา

ไม่เกี่ยวกับใครจะไปยึดหรือไม่

มนุษย์เป็นผู้วุ่นไปฝ่ายเดียว และเพราะมันไม่วุ่นด้วย มนุษย์จึงยิ่งวุ่นวาย

ใหญ่ เพราะขัดความปรารถนาถูกบีบคั้นจึงเกิดเป็นปัญหาแก่มนุษย์เอง


อะ อะ อะ อะ ไม่แย้งก็ไม่แย้ง แต่ไม่เข้าใจนะ อะ อะ อะ อะ



อะ อะ อะ อะ ไม่แย้งก็ไม่แย้ง แต่ไม่เข้าใจนะ อะ อะ อะ อะ

ตอบ คห //*-* - 125.25.47.45 [23 พ.ค. 2551 19:34 น.] คำตอบที่ 11 นี้จ้า...


พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ท่านควรสำเหนียกใจอย่างนี้ว่า เราจักไม่พูดคำอันเป็นเหตุเถียงกัน ถือผิดต่อกันดังนี้ เพราะว่า เมื่อคำอันเป็นเหตุเถียงกัน ถือผิดต่อกันมีขึ้น
ก็จำจักต้องหวังความพูดมาก เมื่อความพูดมากมีขึ้น ก็จักเกิดความคิดฟุ้ง
ซ่าน ครั้นคิดฟุ้งซ่านแล้ว ก็จักเกิดความไม่สำรวม ครั้นไม่สำรวมแล้ว
จิตก็จักห่างจากสมาธิ"

ถาม นิพพานมีตัวตนหรือไม่?
ตอบ ถ้าคิดว่ามี ข้อให้อ่านเนื้อความต่อไปนี้

พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า "ดูก่อนภราดา พระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธะนั้น ได้ยังจักรแห่งธรรมอันประเสริฐให้หมุน ใกล้อิสิปัตนะในมฤคทายวันจังหวัดพาราณสี ก็แหละจักรแห่งธรรมนั้น อันสมณะหรือพราหมณ์ เทวดาหรือมาร พรหม หรือผู้ใดผู้หนึ่งในโลกนี้ไม่พึงขัดขวางไว้มิให้หมุนได้
พระธรรมที่ทรงประกาศ คือ ธรรมอันให้เห็นแจ้งความจริงอย่างยิ่ง สี่ประการ สี่ประการนั้น คืออะไร? ได้แก่ ความจริงอย่างยิ่ง คือทุกข์ ความจริงอย่างยิ่ง คือเหตุของทุกข์ ความจริงอย่างยิ่ง คือการดับทุกข์ทั้งสิ้น และความจริงอย่างยิ่ง คือทางที่ไปถึงความดับทุกข์ทั้งสิ้น
ดูก่อนภราดา ความจริงอย่างยิ่ง คือทุกข์นั้นอย่างไร? ได้แก่ความเกิดมานี้เป็นทุกข์ความที่ชีวิตล่วงไปๆ เป็นทุกข์ ความเจ็บป่วยเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความอาลัย ความคร่ำครวญ ความทนลำบาก ความเสียใจ และความคับใจล้วนเป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ ความประจวบกันสิ่งที่ไม่รักเป็นทุกข์ ความที่ไม่ได้สมประสงค์เป็นทุกข์ รวมความ บรรดาลักษณะต่างๆ เพื่อความยึดถือผูกพันย่อมนำทุกข์มาให้ทั้งนั้นดูก่อนภราดา นี่แหละความจริงอย่างยิ่งนั้นคือ ทุกข์
ก็แหละความจริงอย่างยิ่ง คือ เหตุของทุกข์นั้นอย่างไร? ได้แก่ความกระหายซึ่งทำให้เกิดมีสิ่งต่างๆ อันความเพลิดเพลินใจและความร่านเกิดตามไปด้วย เพลิดเพลินนักในอารมณ์นั้นๆ คือ กระหายอยากให้มีไว้บ้าง กระหายอยากให้คงอยู่บ้าง กระหายอยากให้พ้นไปบ้าง ดูก่อนภราดา นี้ความจริงอย่างยิ่งคือ เหตุของทุกข์
ก็แหละความจริงอย่างยิ่ง คือ การดับทุกข์ทั้งสิ้นนั้นอย่างไร? ได้แก่ความดับสนิทแห่ง ความกระหายนี้เองไม่ใช่อื่น ความเสียสละได้ ความปลดเสียได้ ความปล่อยเสียได้ ซึ่งความกระหายนั้นแหละ และการที่ความกระหายนั้นไม่ติดพัวพันอยู่ ดูก่อนภราดา นี้แหละความจริงอย่างยิ่งคือการดับทุกข์ทั้งสิ้น
ก็แหละความจริงอย่างยิ่ง คือ ทางไปถึงความดับทุกข์ทั้งสิ้นนั้นอย่างไร? ได้แก่ทางอันประเสริฐมีองค์แปด คือความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ ความเพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบดู ก่อนภราดา นี่แหละความจริงอย่างยิ่ง คือทางไปถึงความดับทุกข์ทั้งสิ้น
เมื่อพระศาสดา มีพระพุทธบรรหารด้วยอริยสัจเป็นเบื้องต้น ปานว่าได้ประดิษฐานหลักศิลาขึ้นสี่มุมด้วยประการดั่งนี้แล้ว ก็ทรงยกพระธรรมทั้งมวลขึ้นตั้งประกอบ โดยอุบายให้เป็นดั่งเรือนยอด สำหรับเป็นที่อาศัยแห่งดวงจิตผู้สาวก ทรงจำแนกแยกอรรถออกเป็นตอนเนื้อความ แล้วทรงชี้แจงกำกับการไป เสมือนดั่งบุคคลตัดแท่งศิลาออกเป็นชิ้นๆ แล้ว และขัดเกลาฉะนั้น ทรงเชื่อมตอนเนื้อความต่อเนื้อความ เสมือนบุคคลได้ลำดับซ้อนแท่งศิลาเหล่านั้น ผจงจัดดุจเป็นรากให้รับกันเองแน่นหนา มีสัมพันธ์เนื่องถึงกันตลอดเรียบร้อย ทรงนำหลักความเห็นแจ้งว่า สิ่งทั้งปวงย่อมแปรปรวนเข้าประกอบกับหลักความเห็นแจ้งว่า สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์แล้วเชื่อมหลักทั้งสองนี้เป็นดั่งซุ้มทวาร ด้วยเครื่องประสาน คือมนสิการ อันแน่นแฟ้นที่ว่า สภาวธรรมทั้งปวงล้วนเป็นอนัตตาเลือกเอาไม่ได้ ทรงนำสาวกเข้าสู่ทวารอันมั่นคงนี้ คราวละขั้นเป็นลำดับไป แล้วย้อนลงย้อนขึ้นหลายครั้งหลายครา โดยขึ้นบันไดอันสร้างไว้มั่นคงแล้ว คือปฏิจจสมุปบาทหลักธรรมอันมีเหตุผลอาศัยกันเองเกิดขึ้นเป็นขั้นๆ สืบเนื่องดั่งลูกโซ่ ซึ่งมั่นคงเต็มที่อยู่ทั่วไป
อันว่า นายช่างผู้เชี่ยวชาญ ก่อสร้างปราสาทมโหฬาร ย่อมเพิ่มรูปศิลาจำหลักไว้ในที่สมควรตามทำนอง มิใช่จะใช้เป็นเครื่องประดับเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นประโยชน์รองรับหรือค้ำจุนที่บางแห่งนั้นไว้ด้วย ความข้อนี้อุปมาฉันใด พระศาสดาในบางคราวย่อมทรงชักเอาเรื่องที่เปรียบเทียบเป็นภาษิตที่น่าฟัง และสมด้วยกาลสมัยขึ้นแสดง ก็อุปไมยฉันเดียวกัน เพราะทรงเห็นว่า เทศนาวิธีชักอุทาหรณ์ขึ้นสาธกเปรียบเทียบ ย่อมกระทำไห้พระธรรมอันประณีตลึกซึ้งที่ทรงสำแดงหลายข้อ ให้แจ่มแจ้งขึ้นได้แก่บางเวไนยชน
ในท้ายแห่งเทศนา พระองค์ทรงประมวลพระธรรมบรรยายทั้งหมด ในคราวเดียวกันเสมือนด้วยเรือนอันตะล่อมขึ้นด้วยยอดเด่นเห็นสง่างามรุ่งเรืองได้แต่ไกล ด้วยพระวาจาว่าดั่งนี้ "ดูก่อนอาคันตุกะผู้แสวงบุณย์ ความเกาะเกี่ยวใคร่กระหายต่อความเกิดย่อมเป็นเหตุให้ถึงความเกิด หากตัดความใคร่กระหายเช่นนั้นเสียได้ขาด ท่านก็ย่อมไม่เกิดในภพไรๆ อีก"
อันภิกษุ ผู้พ้นจากความเกาะเกี่ยวยึดถือพึงใคร่ในอารมณ์ไรๆ แล้ว ย่อมบังเกิดญาณความรู้แจ้งขึ้นในจิตอันสงบแจ่มใสปราศจากอวิชชาความมืดมัว ว่า "วิมุตติความหลุดพ้นนั้น บัดนี้เป็นผลประจักษ์แล้ว นี้คือ ความเกิดเป็นครั้งที่สุด สิ้นความเกิดใหม่ในภพโน้นแล้ว"
ภิกษุผู้บรรลุธรรมปานนี้ ย่อมได้รับผลตอบแทนคือธรรมรสอันล้ำเลิศ ดูก่อนอาคันตุกะผู้แสวงบุณย์ ก็ธรรมรสอันล้ำเลิศนั้นคืออะไร? ได้แก่ "ญาณอันรู้ว่าทุกข์ทั้งปวงดับแล้ว" ผู้ใดได้รับรสพระธรรมนี้ ก็ย่อมพบความหลุดพ้นอันเป็นผลเที่ยงไม่แปรผันเพราะสิ่งใดไร้สาระเป็นอยู่ชั่วขณะ สิ่งนั้นไม่ใช่ของจริง สิ่งใดมีสาระคงที่ถาวร สิ่งนั้นเป็นของจริงและเป็นที่สุดแห่งสิ่งมายาทั้งปวง
ผู้ใดจำเดิมแต่ต้นมาทีเดียว ตกอยู่ในความเกิด ในความสืบชีวิตเปลี่ยนไปๆ ในความตาย และบัดนี้ได้กำหนดรู้ไว้ดีแล้ว ซึ่งลักษณะแห่งสภาพอันเป็นพิษนี้ ผู้นั้นย่อมชนะด้วยตนเองแล้ว ถึงซึ่งความพ้นภัยในความเกิด ความแก่ และความตาย และเขาซึ่งเคยตกอยู่ในโรคาดูร ในมลทินกิเลส ในบาป ผู้นั้น ณ บัดนี้ได้รับความรับรองแน่นอนแล้วว่าไม่มีพิการแปรผัน อันเป็นผลสะอาดหมดจด และเป็นบุณย์
"เราพ้นแล้ว ความหลุดพ้นได้ประจักษ์แล้ว ชาติหยุดอยู่เพียงนี้แล้ว กรณียะของเราสำเร็จแล้ว โลกนี้หยุดแก่เรา ไม่สืบต่ออีกแล้ว"
ดูก่อนอาคันตุกะผู้แสวงบุณย์ นรชนมีญาณทรรศนะเช่นนี้ชื่อว่า "ผู้สำเร็จแล้ว" เพราะเขาเสร็จสิ้นธุระ และถึงที่สุดบรรดาความทุกข์ยากทั้งปวง
ดูก่อนอาคันตุกะผู้แสวงบุณย์ นรชนมีญาณทรรศนะเช่นนี้ ชื่อว่า "ผู้ได้ขจัดแล้ว" เพราะเขาได้ขจัดแล้วซึ่งอุปาทาน (ความออกรับ?) ว่า "ตัวเรา" และ "ของเรา"
ดูก่อนอาคันตุกะผู้แสวงบุณย์ นรชนมีญาณทรรศนะเช่นนี้ ชื่อว่า "ผู้ถอนแล้ว" เพราะเขาได้ถอนแล้ว ซึ่งต้นไม้คือ ความมี ความเป็นตลอดกระทั่งรากมิให้เหลือเชื้อเกิดขึ้นได้อีก
บุคคลมีลักษณะเช่นนี้ ตราบเท่าที่ยังมีร่างอยู่ เทวดาและมนุษย์คงเห็นได้ แต่เมื่อร่างสลายเพราะความตายแล้ว เทวดาและมนุษย์มิได้เห็นต่อไป แม้แต่ธรรมดาผู้เห็นได้ตลอดก็ไม่เห็นเขาคนนั้นอีก ผู้นั้นได้ทำให้ธรรมดาถึงความบอดแล้ว เขาพ้นจากมารแล้ว ได้ข้ามห้วงมหรรณพที่ต้องแหวกว่ายวนเกิดเวียนตาย ถึงเกาะอันเป็นแหล่งเดียวที่ผุดพ้นเหนือความเกิดความตาย กล่าวคือ พระอมฤตมหานิรพาณ"

____________________________________________________

" ท่านได้อธิบายถึงความที่ภิกษุในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ว่าควรจะตัดความทุกข์เสียได้มากพออยู่แล้ว ก็แหละเมื่อร่างกายผู้นั้นจมลงในห้วงแห่งความตาย กลับคืนไปสู่สภาพซึ่งเป็นธาตุเดิม นับแต่นั้นไป เทวดาและมนุษย์ หรือตลอดจนธรรมดา ก็ไม่เห็นเขาอีก แต่ท่านยังมิได้กล่าวให้แจ้งว่าผู้นั้นตายแล้ว เป็นอย่างไรต่อไป และเรื่องสวรรค์อันเป็นบรมสุขที่ผู้ได้ขึ้นไปอยู่จะไม่รู้จักตาย ข้าพเจ้ายังไม่ได้ฟังสักน้อย ก็พระพุทธเจ้าไม่ตรัสเรื่องนี้บ้างดอกหรือ?
"เป็นดั่งนั้น เป็นดั่งนั้น ภราดา พระศาสดามิได้รับรองเรื่องนี้เลย"
"เช่นนั้น ก็หมายความว่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงทราบเรื่องอันสำคัญที่สุดแห่งบรรดาเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด เป็นอันไม่ดีไปกว่าข้าพเจ้า"
"ท่านเห็นเช่นนั้นหรือ? ดูก่อนอาคันตุกะ จงฟังหน่อย ณ ป่าไม้ประดู่ลาย ในจังหวัดโกสัมพี ท่านกับวาสิฏฐีให้ปฏิญญากันว่าจะครองสัตย์ไว้เป็นนิรันดร และสัญญาว่าจะได้พบปะกันอีกที่บนสวรรค์แดนสุขาวดี ณ ที่นั้น สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าเคยอยู่ วันหนึ่งพระองค์ออกจากป่าประดู่ลาย กำใบประดู่ลายไปด้วย ตรัสกะบรรดาสาวกว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันใบไม้ที่เรากำไว้นี้ กับใบไม้ที่อยู่ในป่าโน้น ข้างไหนจะมากกว่ากัน?" บรรดาสาวกทูลตอบทันทีว่า "ใบไม้ในพระหัตถ์มีจำนวนน้อยกว่าที่มีอยู่ในป่าโน้นพระเจ้าข้า" พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความจริงก็เช่นนั้น สิ่งที่เราตถาคตเห็นแจ้งแล้ว แต่มิได้แสดงให้แก่พวกท่าน ย่อมมีมากกว่าที่ได้แสดงแล้ว มีอุปมาเหมือนใบประดู่ลายที่อยู่ในมือเรา กับที่มีอยู่ในป่าฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เป็นไฉนเราจึ่งไม่แสดงให้ฟังทั้งหมด? ก็เพราะไม่เป็นสาระประโยชน์เพื่อความหลุดพ้น ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายในโลกีย์ ไม่เป็นไปเพื่อความจืดจาง ความรักใคร่ยินดี ไม่เป็นไปเพื่อความเย็นใจ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง ไม่เป็นไปเพื่อความตื่นเต็มที่ และในที่สุด ก็ไม่เป็นไปเพื่อนิรพาณ"
"ถ้าพระศาสดาได้ตรัสดั่งนั้นไปป่าประดู่ลาย ใกล้กรุงโกสัมพี เรื่องก็ซ้ำร้ายหนัก เพราะถ้าเช่นนั้น ก็หมายความว่าที่พระองค์ทรงนิ่งเสียไม่แย้มพรายเรื่องสวรรค์ คงเพื่อจะไม่ให้สาวกเกิดความท้อถอยว้าเหว่ใจ ในการพยายามหาความหลุดพ้นเพื่อความสูญนั่นเอง ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าที่ไม่ทรงอธิบายคงเป็นด้วยลัทธิประสงค์ ดั่งที่ท่านแสดงมาชัดแจ้งอยู่แล้ว ก็เมื่ออินทรีย์ทั้งหก เป็นของไม่เที่ยง ไม่มีอาตมันตัวตนควรละวางเสีย เพราะล้วนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ดั่งนี้จะมีชิ้นอะไรเหลืออยู่อีกเล่า ที่จะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวกันต่อไป? ข้าแต่ท่านอริยะ ตามหลักลัทธิที่ท่านแสดงให้ฟังนี้ ข้าพเจ้าจะต้องเข้าใจว่า ภิกษุผู้พ้นแล้วจากบาปมลทินทั้งสิ้น ย่อมตกเป็นเหยื่อแห่งความสูญในเมื่อร่างกายสลายแล้ว คือตายแล้วก็สูญไปเท่านั้น ไม่มีความเกิดความเป็นอีก"
"ดูก่อน อาคันตุกะ ท่านได้บอกเราแล้วมิใช่หรือว่าภายในหนึ่งเดือน ท่านจะไปเข้าเฝ้าแทบบาทมูลพระพุทธเจ้า ณ เชตวัน จังหวัดสาวัตถี?"
"ข้าพเจ้าหวังไว้เช่นนั้น ท่านผู้เจริญ เหตุไฉนท่านจึ่งถาม?"
"กระนั้น เมื่อท่านได้เฝ้าแทบบาทมูลพระศาสดา ท่านจะคิดว่าอย่างไร เมื่อได้เห็นพระรูปกาย? และเพียงอาจถูกต้องพระกายเท่านั้นหรือ ที่รู้ว่าพระองค์คือพระพุทธเจ้า?"
"หามิได้ ท่านผู้เจริญ"
"หรือบางที เมื่อพระศาสดาตรัสกะท่าน ตัวท่านรู้สึกด้วยใจ และความที่ตัวท่านเห็นขึ้นในดวงจิตนั้น เข้าใจว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือ?"
"หามิได้ ท่านผู้เจริญ"
"ถ้าเช่นนั้น รูปและนามหรือกายและใจรวมกัน คือพระพุทธเจ้า?"
"ข้าพเจ้าไม่เห็นเช่นนั้นเลย ท่านผู้เจริญ"
"ถ้าเช่นนั้น ท่านคิดหรือเปล่า ว่าพระพุทธเจ้ามีความเป็นอยู่นอกเหนือจากพระกายหรือพระมนัส หรือว่านอกเหนือทั้งสองประการ? สหาย ความเห็นของท่านดั่งนี้หรือ?"
"พระพุทธเจ้า ตามที่ข้าพเจ้าคิดเห็น ย่อมเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากสิ่งที่กล่าว ภาวะแห่งพระองค์ไม่พึงเห็นได้จากสิ่งเหล่านี้"
"เช่นนั้น ถ้ากาย อันมีลักษณะที่จะให้เกิดความรู้ขึ้นได้ ยังไม่เป็นเหตุให้ท่านรู้ว่าพระพุทธเจ้าแล้ว มีอำนาจอย่างอื่นอะไรอีก ที่จะทำให้ท่านเห็นแจ้งในพระองค์?"
"ท่านผู้เจริญ อำนาจอย่างอื่นดั่งที่ว่า ข้าพเจ้ายอมรับว่าข้าพเจ้าไม่มี"
"ถ้าเช่นนั้น ในโลกที่เห็นอยู่นี้ ตามความจริง ท่านก็ไม่สามารถเห็นพระกายอันแท้ของพระพุทธเจ้าได้ แล้วท่านจะควรกล่าวละหรือว่า พระพุทธเจ้าหรือภิกษุที่หลุดพ้นจากบาปมลทินทั้งปวงนั้น เมื่อตายแล้วก็สูญ คือ ไม่มีอะไรเป็นได้อีกต่อไป ในเมื่อท่านไม่มีอำนาจญาณทรรศนะที่จะเห็นพระสาระอันแท้จริงของพระองค์ได้?"
" แม้ถึงข้าพเจ้าจะไม่มีสิทธิเพื่อกล่าวเช่นนั้นได้ก็จริงอยู่ แต่ก็ยังเห็นความที่พระพุทธเจ้าทรงนิ่งมิได้แสดงนั้นได้ชัดว่า ถ้าพระองค์มีสิ่งที่จะแสดงให้บังเกิดความปีติเป็นบำเหน็จได้แล้ว พระองค์คงไม่ทรงนิ่งอยู่เท่านั้น เพราะภิกษุซึ่งชนะความทุกข์ ถ้าแจ้งว่าเมื่อตายไปแล้วไม่สูญจะต้องได้รับบรมสุขเป็นนิรันดรแล้วไซร้ ก็ย่อมจะเกิดปีติเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงน้ำใจชุ่มชื่นยิ่งขึ้นไม่แห้งแล้งเสียทีเดียว ตั้งหน้าทำความเพียร"
"สหาย ท่านคิดเช่นนั้นหรือ? ถ้าหากว่าพระพุทธเจ้ามิได้ชี้ความดับทุกข์ ว่าเป็นสุดทางปฏิบัติ หรือมิได้สอนให้กำหนดรู้ความความทุกข์ เป็นปากทางปฏิบัติก่อน เอาแต่พร่ำด้วยวิธียกสมบัติสวรรค์ในชาติหน้ามาชม เพื่อล่อใจว่าเมื่อตายแล้วจะไปเกิดใหม่ในสิบหกชั้นฟ้า ได้เสวยศฤงคารสมบัติสวรรค์ในชาติหน้านั้น มีแต่ความสุขได้อย่างใจทุกประการ เพียงเท่านั้นจะมีผลเป็นอย่างไร? คงมีสาวกอเนกอนันต์มีความเชื่อถือ ยินดีรับรองคำสอนไว้โดยเร็ว และคงเพียรพยายามเพื่อความหลุดพ้นจากโลกมนุษย์ด้วยความเต็มใจ แต่หารู้สึกไม่ว่าความเพียรเพื่อหลุดพ้น แต่เป็นไปในอาการเช่นนี้ ย่อมเป็นการรั้งเอาตัณหา คือ ความร่านกระหายติดไปด้วยกันกับตนอย่างแน่นหนา ต้องวนไปเวียนมาในเหตุแห่งความทุกข์ แล้วก็ได้รับผลคือความทุกข์ จะหลุดทุกข์ไปไม่พ้นเลย เปรียบเหมือนสุนักเฝ้าบ้าน ผูกล่ามไว้กับเสา พยายามจะให้หลุดพ้นเครื่องล่ามไป แต่ก็รั้งเอาเครื่องล่ามนั้นไปด้วยรอบๆ เสา ก็หาหลุดไปได้ไม่ อุปมาฉันใด ภิกษุผู้ตั้งความเพียรเพียงไรก็ตาม แต่เมื่อรั้งเอาตัณหาต้นเหตุทุกข์มาเพลินใจไว้ด้วย ก็ต้องวนเวียนรับทุกข์แล้วทุกข์เล่า ไม่ออกจากภพใหญ่ไปได้ มีอุปไมยอย่างเดียวกัน"
"ข้อนี้ ข้าพเจ้ายอมรับว่าเป็นอันตรายต่อการหลุดพ้นอยู่ เพราะอาจไปรับทุกข์แต่ก็ยังเห็นว่า ลัทธิที่มาชี้แจงเสียอย่างนี้ ย่อมเป็นอันตรายร้ายกว่า เพราะทำให้ความเพียรที่บำเพ็ญมา แต่ต้นหย่อนล้า หมดอยากลงไป เพราะถ้าตายก็สูญไม่ได้ไปเกิดในสถานบรมสุข ไม่ได้รับบำเหน็จที่ลงทุนเพียรเหนื่อยยากมา"
"สหาย ถ้าเรื่องจะเป็นอย่างต่อไปนี้ ท่านจะสำคัญอย่างไร? ต่างว่าไฟกำลังไหม้บ้านบ่าววิ่งเข้าไปปลุกนายว่า "ลุกขึ้นเถิดท่าน รับหนีไปโดยเร็ว ไฟกำลังจะไหม้บ้าน" ขณะนั้นหลังคาและไม้เคร่าถูกไฟไหม้กำลังจะร่วงตกลงมาอยู่แล้ว ถ้านายจะตอบบ่าวว่า "เจ้าออกไปดูก่อน ว่าข้างนอกบ้านฝนตกหรือเปล่า มีพายุหรือเปล่า เดือนมืดหรือเปล่า ต่อฝนไม่ตก พายุไม่มี เดือนไม่มืด ข้าจึงจะออกจากบ้านไป"
"ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไฉนผู้เป็นนายจะกล่าวแก่บ่าวอย่างนี้? เพราะบ่าววิ่งเข้ามาปลุกด้วยความตกใจ บอกว่าให้หนีออกจากบ้านไป เพราะไฟไหม้ถึงเคร่า และหลังคากำลังจะตกลงมาอยู่แล้ว"
"ก็ถ้าหากว่า ผู้เป็นนายจะตอบว่า "เจ้าออกไปดูก่อนว่าข้างนอกบ้านฝนตกหรือเปล่า มีพายุหรือเปล่า เดือนมืดหรือเปล่า ถ้าฝนไม่ตก พายุไม่มี เดือนไม่มืด ข้าจึ่งจะออกบ้านไปดั่งนี้ ท่านคงจะเห็นว่า เรื่องที่บ่าวอันซื่อสัตย์ ได้มาบอกว่ากำลังเกิดภัยร้ายแรงอยู่ในบ้านนั้น ผู้เป็นนายคงฟังไม่เข้าใจไม่ใช่หรือ?"
"ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าก็ย่อมจะลงความเห็นเป็นเช่นนั้น เพราะคิดไม่เห็นเลยว่านายไหนจะเป็นบ้าพอถึงจะตอบอย่างนั้น"
"ถูกต้อง อาคันตุกะ ตัวท่านในเวลานี้ก็เหมือนกับมีเพลิงลุกฮืออยู่รอบศีรษะ เพราะบ้านของท่านกำลังถูกไฟไหม้ บ้านอะไร? โลกนี้ก็คือบ้านของท่านเอง ถูกไฟอะไรไหม้? ถูกไฟคือความรักใคร่ยินดี ไฟคือโทสะ และไฟคือความหลง มาเผาอยู่ สกลโลกย่อมถูกไฟนี้เผาผลาญอยู่ สกลโลกอัดแน่นอยู่ด้วยควันไฟนี้ และสากลโลกก็สะท้านไหวจนถึงราก เพราะฤทธิ์ไฟนี้พลุ่งโพลงเต็มกำลังแรง"
"ตามที่อธิบายมานี้อย่างไรก็ยังไม่เป็นทางที่ข้าพเจ้าพอใจ พระพุทธเจ้าช่างไม่ทรงแสดงเรื่องที่ข้าพเจ้าอยากจะทราบเสียเลย ถึงแม้พระองค์สามารถจะทรงชี้แจงได้ แต่มิได้ทรงแสดงให้เป็นที่ชื่นใจก็ดีหรือทรงนิ่งเสีย เพราะทรงเห็นว่าจะไม่เป็นเหตุให้พ้นทุกข์ก็ดี หรือว่าพระองค์ไม่ทรงทราบเลยก็ดี เหล่านี้จะด้วยอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ข้าพเจ้าก็มิได้พอใจด้วยทั้งนั้น เพราะความคิดและความพยายามของมนุษย์ย่อมมุ่งหาความสุขความบันเทิง เมื่อไม่มีชิ้นอะไรล่อใจให้หวังเสียก่อน ก็ไม่พยายามเท่านั้น ว่ากันทำไมมี และเมื่อมีพยายามย่อมมีหวัง แต่นี่พยายามไปหาความหมดหวัง เราจะไม่ต้องทำความให้ลำบากมิดีหรือ? เพราะความสุขความบันเทิงเป็นมูลแห่งธรรมชาติ ไม่ว่าสัตว์หรือมนุษย์ และเพื่อให้สมตามนี้ ข้าพเจ้าได้ยินคำอธิบายของพราหมณ์ว่าดั่งนี้
"ต่างว่า ชายหนุ่มคนหนึ่ง เป็นผู้สามารถรับความรู้ ว่องไว แข็งแรง มีอำนาจยิ่งกว่าชายหนุ่มทั้งหลาย โลกพร้อมด้วยขุมทรัพย์ ที่มีอยู่ก็ตกเป็นสมบัติของชายหนุ่มคนนี้ นี่คือความบันเทิงสุขอันควรแก่มนุษยชาติ ความบันเทิงสุขของมนุษย์นี้ร้อยเท่า เป็นความบันเทิงสุขของบุพเปตบุรุษบนสวรรค์ ความบันเทิงสุขของบุพเปตบุรุษในสวรรค์ร้อยเท่าเป็นความบันเทิงสุขของพระอินทร์ ความบันเทิงสุขของพระอินทร์ร้อยเท่า เป็นความบันเทิงสุขของพระประชาบดี ความบันเทิงสุขร้อยเท่าของพระประชาบดีร้อยเท่า เป็นความบันเทิงสุขของพระพรหม นี้คือ ความบันเทิงสุขอันเลิศ นี้คือ วิธีไปสู่ความบันเทิงสุขอันเลิศ"
พระพุทธเจ้า "ดูก่อนอาคันตุกะ ทั้งนี้ก็เช่นเด็กไม่เดียงสาคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ เด็กคนนี้เจ็บฟันปวดร้าวไปหมด พอเห็นแพทย์ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญก็วิ่งไปหา และบอกถึงความทุกข์ให้ฟังว่า "ข้าพเจ้าขอความกรุณาให้ใช้ความรู้ของท่านช่วยทำให้รู้สึกเกิดปีติสุข แทนความเจ็บปวดที่มีอยู่ในขณะนี้" แพทย์ตอบว่า "ความรู้ที่มีอยู่ก็คือถอนเหตุเจ็บปวดนั้นเสีย ที่จะทำให้เกิดความสุขทั้งๆ ไม่ถอนเหตุเจ็บปวดเสียก่อนย่อมไม่ได้" แต่เด็กนั้นไม่พอใจ คร่ำครวญว่า "ได้ทนความเจ็บปวดรวดเร้าที่ฟันมานานแล้ว จึ่งควรได้รับรสแห่งความบันเทิงสุขแทน และก็ได้ทราบว่ามีแพทย์วิเศษที่สามารถทำให้เกิดความสุขได้ โดยไม่ต้องถอนฟันที่เจ็บออกเข้าใจว่าท่านคือแพทย์วิเศษที่อาจทำได้ เมื่อท่านไม่สามารถจะทำได้ก็ต้องไปหาแพทย์อื่น" ว่าแล้วเด็กคนนั้นก็ไป มีแพทย์เถื่อนทำปาฏิหาริย์เล่นกลได้ มาจากแคว้นคันธาระ ตีกลองร้องโฆษณาว่า "ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง ความไม่มีโรคเป็นที่มุ่งของมนุษย์ ผู้ใดมีความเจ็บป่วยทนทุกขเวทนาร้ายแรงเพียงไร ก็อาจรักษาให้กลับเป็นผู้มีแต่ความสุขความบันเทิงทั่งทั้งสรรพางค์กายได้ โดยเสียค่ารักษาอันย่อมเยา" เด็กเจ็บฟันวิ่งไปหาแพทย์เล่นกล และขอให้ช่วยเปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นความบันเทิงสุขด้วย แพทย์เล่นกลก็อวดอ้างและรับรองว่าตนมีความรู้ความชำนาญในทางนี้ ว่าแล้วเรียกเงินค่ารักษาเสียก่อน เอานิ้วแตะที่ฟันเสกคาถาอาคมตามพิธีเด็กนั้นรู้สึกหายเจ็บปวด วิ่งกลับบ้านด้วยความแช่มชื่นรื่นเริงเป็นความสุข"
"ต่อมาไม่ช้า ครั้นความรู้สึกเป็นสุขนั้นค่อยจืดจางลงไป ความเจ็บปวดก็มาแทนที่อีก ทั้งนี้เพราะอะไร? ก็เพราะไม่ถอนเอาต้นเหตุแห่งความปวดนั้นออกเสียก่อน"
"ดูก่อนอาคันตุกะ แต่ต่างว่า ชายคนหนึ่งเจ็บปวดฟันสาหัส แต่เป็นผู้มีความคิด ได้ไปหาแพทย์ผู้มีความชำนาญ แพทย์บอกว่าจะต้องจัดการที่ตรงฟันปวดจึ่งจะหาย ชายคนนั้นบอกว่าก็มีความต้องการอย่างนั้น แพทย์จึ่งตรวจดูที่ฟัน เห็นต้นเหตุว่าที่ปวดเป็นเพราะเหงือกอักเสบ ได้แนะนำให้เอาปลิงเกาะดูดเลือดร้ายออกมาเสียก่อน แล้วเอายาพอก ชายผู้นั้นทำตามแนะนำความเจ็บปวดก็หายขาด ไม่กลับมาอีก ทั้งนี้เพราะอะไร? ก็เพราะถอนเอาต้นเหตุแห่งความเจ็บปวดออกเสีย"


มีต่อ



ตอบ จขกท.

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า หลังปรินิพพาน จะไม่มีใครเห็นพระพุทธองค์อีก

พระไตรปิฏกเล่มที่ 9
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้วยังดำรงอยู่ เทวดา
และมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต

********************

แล้วใคร จะไปถวายข้าวต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ได้


นิพพาน คือ การออกจากตัณหา หน่ายจาก ราค โทส โมห ดับ ราค โทส โมห ให้สิ้นสูญจากสันดาน พระนิพพานนี้เปนที่ดับเสียซึ่งกองทุกข์ทั้งปวง

ถ้าเห็นว่านิพพานสูญ

ข้อให้อ่านข้อความนี้
มีภิกษุรูปหนึ่ง ชื่อยมกะ มีความเห็น
เป็นทิฏฐิว่า พระขีณาสพตายแล้วดับสูญ. ภิกษุทั้งหลายค้านเธอว่า
เห็นอย่างนั้นผิด เธอไม่เชื่อ ภิกษุเหล่านั้นไม่อาจเปลื้องเธอจากความ
เห็นนั้นได้ จึงเชิญพระสารีบุตรไปช่วยว่า. ท่านถามเธอว่า ยมกะ
ท่านสำคัญความนั้นอย่างไร ? ท่านสำคัญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ ๕ ขันธ์นี้ว่าพระขีณาสพ หรือ ?
ย. ไม่ใช่อย่างนั้น.
สา. ท่านเห็นว่าพระขีณาสพในขันธ์ ๕ นั้นหรือ ?
ย. ไม่ใช่อย่างนั้น.
สา. ท่านเห็นว่าพระขีณาสพอื่นจากขันธ์ ๕ นั้นหรือ ?
ย. ไม่ใช่อย่างนั้น.
สา. ท่านเห็นพระขีณาสพว่าเป็นขันธ์ ๕ หรือ ?
ย. ไม่ใช่อย่างนั้น.
สา. ท่านเห็นพระขีณาสพไม่มีขันธ์ ๕ หรือ ?
ย. ไม่ใช่อย่างนั้น.
สา. ยมกะ ท่านหาพระขีณาสพในขันธ์ ๕ นั้นไม่ได้โดยจริง
อย่างนี้ ควรหรือจะพูดยืนยันอย่างนั้นว่า พระขีณาสพตายแล้วดับสูญ
ดังนี้.
ย. แต่ก่อนข้าพเจ้าไม่รู้ จึงได้มีความเห็นผิดเช่นนั้น บัดนี้
ข้าพเจ้าได้ฟังท่านว่า จึงละความเห็นผิดนั้นได้ และได้บรรลุธรรม
พิเศษด้วย.
สา. ยมกะ ถ้าเขาถามท่านว่า พระขีณาสพตายแล้วเป็นอะไร ?
ท่านจะแก้อย่างไร ?
ย. ถ้าเขาถามข้าพเจ้าอย่างนี้ ข้าพเจ้าจะแก้ว่า รูป เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ไม่เที่ยงดับไปแล้ว.
สา. ดีละ ๆ ยมกะ เราจะอุปมาให้ท่านฟัง เพื่อจะให้ความข้อ
นั้นชัดขึ้น เหมือนหนึ่งคฤหบดีเป็นคนมั่งมี รักษาตัวแข็งแรง ผู้ใด
ผู้หนึ่งคิดจะฆ่าคฤหบดีนั้น จึงนึกว่า เขาเป็นคนมั่งมี และรักษาตัว
แข็งแรง จะฆ่าโดยพลการเห็นจะไม่ได้ง่าย จำจะต้องลอบฆ่าโดยอุบาย
ครั้นคิดอย่างนั้นแล้ว จึงเข้าไปเป็นคนรับใช้ของคฤหบดีนั้น หมั่นคอย
รับใช้ จนคุ้นเคยกันแล้ว ครั้นเห็นคฤหบดีนั้นเผลอ ก็ฆ่าเสียด้วย
ศัสตราที่คม. ยมกะ ท่านจะเห็นอย่างไร คฤหบดีนั้น เวลาผู้ฆ่านั้น
เขามาขออยู่รับใช้สอยก็ดี เวลาให้ใช้สอยอยู่ก็ดี เวลาฆ่าตัวก็ดี ไม่รู้
ว่าผู้นี้เป็นคนฆ่าเรา อย่างนี้ มิใช่หรือ ?
ย. อย่างนี้แล ท่านผู้มีอายุ.
สา. ปุถุชนผู้ไม่ได้ฟังแล้วก็ฉันนั้น เขาเห็นรูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีรูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณบ้าง เห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในตนบ้าง
เห็นตนในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณบ้าง ไม่รู้จักขันธ์ ๕
นั้น อันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตน ปัจจัยตกแต่งดุจเป็นผู้ฆ่า ตาม
เป็นจริงอย่างไร ย่อมถือมั่นขันธ์ ๕ นั้นว่าตัวของเรา ขันธ์ ๕ ที่เขา
ถือมั่นนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์และทุกข์สิ้นกาลนาน
ส่วนอริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว ไม่พิจารณาเห็นเช่นนั้นรู้ชัดตามเป็นจริงแล้ว
อย่างไร ท่านไม่ถือมั่นในขันธ์ ๕ ว่าตัวของเรา ขันธ์ ๕ที่ท่านไม่ถือ
มั่นนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์และสุขสิ้นกาลนาน.


จบ


แล้วใคร จะไปถวายข้าวต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ได้

. - 125.25.73.208 [23 พ.ค. 2551 22:38 น.] คำตอบที่ 16

กตัญญูรู้คุณของคนอื่นไม่เห็นไม่เป็นไร ปฏิบัติไม่ถึงนิพพานก็ไม่น่าเกลียด

แต่พูดในสิ่งที่ตนเองไม่รู้จริง นำความไม่รู้ออกเผยแผ่มันน่ารังเกียจนะ...อะ อะ อะ อะ

พระพุทธองค์บอกหรือป่าวว่า ผู้ปฏิบัติถึงพระนิพพานจะไม่เห็นพระองค์

แล้วบอกหรือไม่ว่า.... นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ...นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

ใครเป็นสุขอย่างยิ่ง แล้วธรรมที่อุปมาด้วยแพ....เมื่อข้ามถึงฝั่งแล้วไม่ต้องแบกแพไปด้วย

ท่านบอกใครว่าไม่ต้องแบกแพไปด้วย ได้คำตอบเรื่องเหล่านี้กันหรือยัง....อะ อะ อะ อะ


ผมตอบโดยการเอาพุทธพจน์ มาอ้างอิง

ถ้าคุณ123.. คิดว่าพระพุทธเจ้า กำลังนั่งสมาธิ รอทุกคนอยู่ที่เมืองนิพพาน

คุณ 123.. ก็ยกพุทธพจน์ มาอ้างก็แล้วกันครับ ว่าเมืองนิพพาน มีอยู่จริง


. - 125.25.49.181 [23 พ.ค. 2551 23:32 น.] คำตอบที่ 19

แล้วนี่ไม่ใช่พุทธภาษิตหรือไร

นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ...นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

แล้วตรงนี้...
ถ้าคุณ123.. คิดว่าพระพุทธเจ้า กำลังนั่งสมาธิ รอทุกคนอยู่ที่เมืองนิพพาน

อย่าไปใช้คำว่า "คิดว่า" พระองค์สูงส่งมาก แม้เป็นอริยะชนยังไม่กล้าไป
ยุ่งเรื่องส่วนตัวของท่านเลยนะ...จะบอกห้าย...ว่าแต่ตอบคำถามที่ถามไปก่อนซินะ

พระพุทธองค์บอกหรือป่าวว่า ผู้ปฏิบัติถึงพระนิพพานจะไม่เห็นพระองค์

แล้วบอกหรือไม่ว่า.... นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ...นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

ใครเป็นสุขอย่างยิ่ง แล้วธรรมที่อุปมาด้วยแพ....เมื่อข้ามถึงฝั่งแล้วไม่ต้องแบกแพไปด้วย

ท่านบอกใครว่าไม่ต้องแบกแพไปด้วย ได้คำตอบเรื่องเหล่านี้กันหรือยัง....อะ อะ อะ อะ



งั้นผมไม่ใช้ คำว่า"คิดว่า"ก็ได้

แต่ผมเห็นคุณ 123.. ชอบถามย้อน

ผมก็ขอถามย้อนคุณ 123.. บ้างว่า

พระพุทธองค์บอกหรือป่าวว่า ผู้ปฏิบัติถึงพระนิพพาน
จะได้เห็นสรีระ ร่างกาย ของพระพุทธองค์ หลังที่พระพุทธองค์ดับขันธปรินิพพานแล้ว


พระพุทธองค์บอกหรือป่าวว่า ผู้ปฏิบัติถึงพระนิพพาน
จะได้เห็นสรีระ ร่างกาย ของพระพุทธองค์ หลังที่พระพุทธองค์ดับขันธปรินิพพานแล้ว

. - 125.25.49.181 [24 พ.ค. 2551 00:03 น.] คำตอบที่ 21

บอกจ้า...พระองค์บอกไว้ว่า
"ผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต"

โย ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ โย ธมฺมํ น ปสฺสติ โส มํ น ปสฺส ตี-ติ ธมฺโม สกกจจํ โสตพฺโพ-ติ. “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต”

โย ธัมมัง ปัสสะติ โส มัง ปัสสะติ ฯลฯ เป็นอาทิ มีใจความว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นเราตถาคต”

พวกคุณก็ปฏิบัติให้ถึงธรรมซิคร๊าบ....ท่านบอกไว้ว่า เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน

โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,
พระธรรมนั้น, เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว ;

สันทิฏฐิโก,
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง ;

อะกาลิโก,
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล ;

เอหิปัสสิโก,
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ;

โอปะนะยิโก,
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว ;

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ,
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ;

ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ,
ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระธรรมนั้น ;

ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ,
ข้าพเจ้านอบน้อมพระธรรมนั้น ด้วยเศียรเกล้า

ว่าแต่พวกท่านมีศีลห้ากันสักข้อแล้วหรือยัง...อะ อะ อะ อะ




ใช่ครับ พระองค์ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา"

แต่ไม่ใช่ได้เห็นสรีระ รูปร่าง ของพระพุทธองค์
เพราะพระพุทธองค์ ทรงอุปมา เปรียบเปรย
ว่าภิกษูที่ติดตามพระพุทธองค์ ในสมัยพุทธกาล
ถ้ามีความริษยา อาฆาต ก็เหมือนไม่เห็นพระพุทธองค์

ถ้าถามว่านิพพาน เป็นตัวตนหรือไม่

สัพเพ ธัมมา อนัตตา
"ธรรมทั้งปวง ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน"


ถ้าถามว่านิพพาน เป็นตัวตนหรือไม่

สัพเพ ธัมมา อนัตตา
"ธรรมทั้งปวง ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน"

. - 125.25.40.3 [24 พ.ค. 2551 09:34 น.] คำตอบที่ 23

เรื่องบางอย่างถ้าปฏิบัติไม่ถึง....จะคิดเองก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ายังไม่รู้ถูกผิดอย่าเพิ่งเผยแผ่ไป

ส่วนที่ท่านยกมา

สัพเพ ธัมมา อนัตตา
"ธรรมทั้งปวง ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน"

"ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน" นั้นถูกต้องดีแล้ว
แต่พระองค์บอกหรือไม่ว่า ไม่ใช่ตัวตน แปลว่า ไม่มีตัวตน

หวังว่าท่านคงจะเข้าใจได้นะจ๊ะ...อะ อะ อะ อะ


คุณ 123... นี่เป็นคน ที่ยอกย้อนเก่งนะครับ

ผมยกพุทธพจน์มา ท่านก็ยอกย้อนพุทธพจน์ซะ แหม.......

แต่ก็ขำดีนะ ตลกดี

ผมก็ย้อนได้ แต่ผมไม่เล่นดีกว่านะ ย้อนไปย้อนมามันไม่จบ


คุณ 123... นี่เป็นคน ที่ยอกย้อนเก่งนะครับ

ผมยกพุทธพจน์มา ท่านก็ยอกย้อนพุทธพจน์ซะ แหม.......

แต่ก็ขำดีนะ ตลกดี

ผมก็ย้อนได้ แต่ผมไม่เล่นดีกว่านะ ย้อนไปย้อนมามันไม่จบ

. - 125.25.40.3 [24 พ.ค. 2551 10:26 น.] คำตอบที่ 25

อะ อะ อะ อะ ว่าแต่คุณตอบคำถามผมที่ถามไปไม่ได้สักข้อเลยนะจ๊ะ..อะ อะ อะ อะ

พวกท่านมีศีลห้ากันสักข้อแล้วหรือยัง...

นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ...นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งใครเป็นสุขอย่างยิ่ง

เมื่อข้ามถึงฝั่งแล้วไม่ต้องแบกแพไปด้วย ท่านบอกใครว่าไม่ต้องแบกแพไปด้วย

จะไม่ตอบหน่อยหรือจ๊ะ....อะ อะ อะ อะ


สวัสดีจ้า ท่าน 123 แวะเข้ามาเยี่ยมเยียน หลังจาก วุ่นกับงานจนหัวหมุน


สวัสดีจ้า ท่าน 123 แวะเข้ามาเยี่ยมเยียน หลังจาก วุ่นกับงานจนหัวหมุน

เปา - 222.123.157.60 [24 พ.ค. 2551 13:32 น.] คำตอบที่ 27

สวัสดีครับท่านเปา....หนึ่งเดียวที่ประกาศตัวว่ามีศีล...อะ อะ อะ อะ

ผมส่งหนังเกาหลีที่กำลังฉายช่องสามไปให้ดู แต่เสียงในฟิมล์ ได้หรือไม่ครับท่าน...


ได้ครับ พอดีเปลี่ยนงานใหม่ วุ่นกว่าเดิมอีกหลายขุม กำลังใช้ขุมทรัพย์ที่ได้มาอย่างไม่รู้จักจบ คือ ขุมทองที่ขุดไม่หมดทั้งสี่ที่มีอยู่ในคนทุกคน เพื่อการทำหน้าที่ของเราอยู่นะครับ


เปา - 222.123.157.60 [24 พ.ค. 2551 14:15 น.] คำตอบที่ 29

เห็นท่านยังมีกลิ่นไอพระธรรมอยู่....ดีใจด้วยจริงๆ

ผมมีนิยายอิงธรรมมะหนึ่งเรื่อง อยากให้คุณเปาอ่าน ถ้าท่านสัญญาด้วยศีลของท่าน

ว่าจะไม่เผยแผ่ต่อไป เพราะมันยังไม่สมบูรณ์ ผมจะส่งไปให้อ่านเล่น...อะ อะ อะ อะ


ได้เลยครับ


ตกลง....ผมหาวิธีส่งก่อน ไม่รู้ว่าก็อปเป็นเวิร์ด หรือต้องแปลงไฟล์ก่อน

คุณเปารอรับได้เลย...อะ อะ อะ อะ


ขอส่งภาพลายมือของ เจ้าคุณ นรฯ เพื่อให้เหล่าผู้สนใจในการปฏิบัติ หมั่นปฏิบัติบูชา ผลที่ได้ ผู้ปฏิบัติเท่านั้นที่จะรู้เอง
เปา


ให้ดูว่า ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ เบาบางไปบ้างไหม

ตรวจดูทางเดิน ว่า ถูกทางไหม

นี่แหละที่ว่า ผู้ปฏิบัติจะรู้เอง เห็นเอง (เห็นตนเอง)

ศีล สมาธิ ปัญญา ครบทั้ง 3 อย่าง

** ชาวพุทธ ควรได้ลองศึกษาพระไตรปิฏก ** สำคัญมากครับ

ในกาลเวลาที่ผ่านล่วงเลย ศาสนาก็มีความเสื่อมลงตามเวลา ตามอายุของพระศาสนา

ให้เลือก ที่พระองค์ กล่าวโดยมาก เน้นโดยมาก ย้ำโดยมาก

ลองได้ครับ ตามครรลอง ของศีล สมาธิ และมีสัมมาสติ สัมมาปัญญา กำกับ

เมื่อลองแล้วก็ตรวจดู ว่าใช่ทางหรือไม่

กระผมเองก็ได้ลองมามาก จึงมีความเข้าใจอย่างหนึ่งว่า

พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ไม่ปิดบังอำพราง ทรงไม่อำความ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ

พระธรรม ก็ มีที่รวมลงคือพระนิพพาน เหมือนสายน้ำน้อยใหญ่ ย่อมไหลลงสู่มหาสมุทร

ความเพียรเป็นสิ่งที่ดี

แต่มีคำกล่าวว่า พากเพียร10 ปี สู้คุยกับผู้รู้ คืนเดียวไม่ได้

แน่นอนว่า รู้วิธีแล้วก็ต้องลองปฏิบัติเพื่อตรวจสอบดูครับ เช่นเดียวกับที่ได้ศึกษาพระไตรปิฏก

***** ส่วนตัวเอง แนะนำ หลักสติปัฏฐาน 4 ครับ และให้ศึกษาพระไตรปิฏกไปด้วย*****

ขอให้มีความเจริญในธรรม จนสิ้นอาสวะกันทุกท่านครับ

สาธุฯ


ปล.นานๆจะผ่านมาแวะเยี่ยมเยือน สบายดีครับ ธรรมมะก้าวหน้าทุกๆวัน ตามแนวทางสติปัฏฐาน 4 จนถึงวันนี้ ประมาณ 3 ปีกับ 5 เดือนแล้วครับ เหลืออีก 3ปีกับ 7 เดือน จะครบ 7 ปี




1.นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ...นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

ใครเป็นสุขอย่างยิ่ง ?

คุณ 123 ... ยังตั้งคำถามไม่ถูกครับ

ความสุข ก็คือ เวทนา
ต้องถามว่า อะไรหนอเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี .... ฯ ครับ

2. เมื่อข้ามถึงฝั่งแล้วไม่ต้องแบกแพไปด้วย ท่านบอกใครว่าไม่ต้องแบกแพไปด้วย

บอกทุกท่านที่กำลังศึกษาธรรมของพระพุทธองค์นั่นแหละครับ

:)

อะไรที่มันหนัก ก็อย่าไปแบกไว้เลย นะครับ

^_^

เจริญในธรรมครับ




จริง ๆ แล้วนิพพานคือภาวะหนึ่งเท่านั้นครับ ผมไม่ได้เชื่อว่านิพพานมีจริงจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น เพราะว่าพระพุทธองค์บอกว่าอย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ แต่ผมเชื่อว่าภาวะนั้นมีจริงจากประสบการณ์ที่ผมเคยสัมผัสมาเองคือ ภาวนามยปัญญา คนที่มีปัญญาจะไม่เห็นว่านิพพานเป็นแดน สวรรค์อยู๋ในอก นรกอยู่ในใจ นิพพานอยู๋ในจิต บางคนบอกว่านิพพานไกลเกินไป ชาตินี้คงทำได้ไม่ถึงแน่นอน แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ไกลหรือใกล้เกินไปด้วย แต่มันอยู่ในตัวเรานี่เอง แล้วอย่างนี้ นิพพานยังจะมีแดนอีกหรือครับ คนเรานิพพานวันละหลายหน แต่ว่ามีเปอร์เซนต์การนิพพานได้ไม่ถึง 100 % เปรียบพระอรหันต์ จริง ๆ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์นั้น ไม่ได้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่เลย เป็นเพียงเลเวลล์(Level) ที่ภาวะของจิตหลุดพ้นไปได้เท่าไรแค่นั้นเอง เรากำลังปฏิบัติธรรมเพื่อไปสู่ความธรรมดาที่สุด แต่ยิ่งใหญ่ที่สุดครับ


คนเราจะไม่เห็นถึงนิพพานเพราะว่ามีความสงสัยนี่แหละครับ


อ้างอิงพุทธดำรัส นิพพาน มี 2 แบบ ได้แก่
1. สอุปาทิเสสนิพพาน คือนิพพานนับตั้งแต่สำเร็จพระอรหัตเป็นพระอรหันต์ แต่ก็ยังมีขันธ์ 5 อยู่ครบเพราะยังมีชีวิตอยู่ ยังคงออกเดินบิณฑบาตร โปรดเวไนยสัตว์อยู่ทุกวัน
เผชิญร้อน-หนาว เช่นเคียวกัน แต่แตกต่างตรงที่ ท่านอยู่ในสภาวะ "นิพพานัง ปรมัง สุขัง" สภาวะที่เป็นสุขอย่างยิ่งโดยไม่ประกอบด้วยเวทนา ไม่เหมือนสุขเวทนาของปุถุชน
2. อนุปาทิเสสนิพพาน คือนิพพานเมื่อพระอรหันต์ละขันธ์ 5 แล้ว
ทั้ง2สภาวะต่างก็ "ปรมัง สุขัง" เท่ากัน
มีขันธ์ 5 หรือไม่มี ก็นิพพาน เช่นกัน
อย่ามัวสงสัย อย่ามัวตีโวหารเอาชนะกันอยู่เลยครับ
เร่งปฏิบัติตาม แนวทางมี่พระองค์ท่านโปรดประทานไว้ให้บรรลุมรรค ผลเถิด
ชาตินี้นับว่ามีบุญหนักหนาแล้ว ที่ได้เกิดมาใต้ร่มพระบวรพุทธศาสนา
หากใจเย็น พลาดพลั้งไป สู่อบายภูมิ คงลำบากหนัก



มันก็ต้องสงสัยมาก่อนแหละครับถึงจะได้รู้แจ้งในภายหลัง แม้พระพุทธองค์เองก็สงสัยก่อนเหมือนกันแหละครับ พอพระองค์ขุดค้นเจอธรรมจัง ๆ ก็หายสงสัย

แล้วที่ว่า "สัพพเพ ธัมมา อนัตตา" เลยรวมนิพพานเข้าเป็นอนัตตาเข้าไปด้วย เพราะคิดว่านิพพานเป็นธรรมประเภทหนึ่ง ก็เลยเหมาเอาว่านิพพานเป็นอนัตตา คนที่คิดประเภทนี้เข้าลักษณะตีความตามตัวหนังสือ เหมือนนักกฎหมายตีความกฎหมายนั้นแหละครับ ขนาดศาลยังพิพากษาผิดได้เลยครับ เมื่อต้องตีความตามกฏหมาย

ส่วนที่ว่านิพพานเป็นอัตตา ก็เข้าลักษณะรับธรรมมาทั้งดุ้น ไม่พิจารณาโดยแยบคาย ถ้าว่านิพพานเป็นอัตตาแล้ว แล้วที่พระพุทธองค์ตรัสกับโมฆราชว่า "ดูกรโมฆราช ท่านจงมีสติพิจารณาฌห็นโลกโดยความเป็นของสูญ ถอนอัตตานุทิฏฐิเสียแล้ว พึงเป็นผู้ข้ามมัจจุราชได้ด้วยอาการอย่างนี้ มัจจุราชย่อมไม่เห็นบุคคลผู้พิจารณาเห็นโลกอย่างนี้" ดูสิครับ "ถอนอัตตานุทิฏฐิ" ก็คือถอนความเห็นที่เป็นอัตตา แล้วถ้าว่านิพพานเป็นอัตตาเสียแล้ว พอพระอรหันต์ท่านถึงนิพพานจะไม่ต้องไป "ถอนอัตตานุทิฏฐิ" ในนิพพานอีกเหรอครับ แล้วเมื่อไหร่จะบรรลุธรรมซะที ก็เข้าตามนิทานเรื่องแพที่พูดถึงอีกแหละ เมื่อถึงฝังแล้วจะต้องแบกแพไปใช้บนฝั่งอีกเหรอครับ

นิพพานคือพิพพานครับ


ดวงปัญญาเกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม เมื่อถึงจุดแล้วจะรู้เห็นจริง



อย่ากล่าวหาโดยเอาความเป็นนักคิด คิด คิด แต่ไม่ทำตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ท่านสอน 3 เรื่องสำคัญ คือ ทาน ศีล ภาวนา

ถ้าทำได้จริงแล้ว จะคลายสงสัย แล้วพุทธบริษัท4 จะเป็นหนึ่งเดียวกัน เรายังไม่เคยมองว่าใครต่างจากใคร พวกเราเป็นเชื้อสายของพระพุทธศาสนาเหมือนกัน มาร่วมกันปฏิบัติตนป็นพุทธบูชาดีกว่า


แล้วจะบอกว่า.. ที่วัดพระธรรมกายสอนสมาธิ เน้นเรื่องนี้มาก ๆ เราชอบนะ ตั้งแต่เคยไปมา ไม่เห็นว่าจะบิดเบือน .......อย่าเชื่อโดยไม่เข้ามาพิสูจน์ พวกเราเองก็มีปัญญากันไม่ใช่หรอ


สุดท้าย พวกเราเข้าเวบนี้กัน พึงทำใจให้ผ่องใสดีกว่า นะ


อนุโมทนาบุญด้วยนะคะ


 เปิดอ่านหน้านี้  3453 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย