เชิญร่วมร้องเรียนที่พุทธทาสสอนบิดเบือนพระพุทธดำรัสย่ำยีลบหลู่ดูถูกดูหมิ่นปรามาสพระพุทธเจ้าศาสดาของตน

    

เชิญร่วมร้องเรียนที่พุทธทาสสอนบิดเบือนพระพุทธดำรัสย่ำยีลบหลู่ดูถูกดูหมิ่นปรามาสพระพุทธเจ้าศาสดาของตนเองแท้ๆทำไปได้ลงคอ

พุทธทาส:-พระสูตรทั้งหมดที่เกี่ยวกับเรื่องโอปาติกะ เป็นเรื่องโกหกทั้งหมด เมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอนเกี่ยวกับเรื่องโอปาติกะนั้น ท่านก็โกหกประชาชนและภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย เพราะท่านจำเป็นต้อง "เอออวย"...เรื่อง ทาน ศีล สมาธิ ฤทธิ์ อภิญญา ชาตินี้ ชาติหน้า ภพต่างๆ ภูมิต่างๆ และทางที่กระทำแล้วให้ผลไปสู่ภพภูมิต่างๆ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย โลกนี้ โลกอื่น ผลของกรรมที่ไม่ให้ผลในชาตินี้ etc...เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้า ท่านโกหกโลก โกหกประชาชน เพราะต้อง "เอออวย" ไปตามสังคมทั้งนั้น ถ้าใครจะเชื่อพระพุทธเจ้า ใครจะเชื่อพระไตรปิฏก ต้องคิดแบบท่านซะก่อน ถึงจะฉลาด....เพราะคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้านั้น ....เชื่อไม่ได้

หนังสือ ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์

พุทธทาส:-สำหรับสัตว์เดียรฉาน ก็คือสัตว์เดียรฉานที่ไม่มีความร้อน ความร้อนของสัตว์เดียรฉานก็คือความร้ายกาจที่เป็นอันตรายแก่มนุษย์ นี่เรียกว่าความร้อน ถ้าสัตว์เดียรฉานนั้นได้รับการฝึกดี จนเป็นสัตว์ที่ดีไม่มีอันตรายอีกต่อไป หมดพยศร้ายแล้ว เช่น ช้างป่า วัวป่า ที่เอามาฝึกจนหมดพยศร้ายแล้ว ก็เรียกว่ามัน นิพพาน

นิพพานในชีวิตประจำวัน

พุทธทาส:-สัตว์ป่าจับมาจากในป่า เช่นควายป่า ช้างป่า อะไรป่านี่ มันดุร้ายเหลือประมาณ อันตรายเหลือประมาณ; เขาเอามาเข้าคอกเข้าที่ บังคับฝึกหัดไปจนสัตว์เหล่านั้นเชื่องเหมือนกับแมว จนช้างป่านั้นเชื่องเหมือนกับแมว ทำอะไรก็ได้; อย่างนี้ก็เรียกว่า มันนิพพาน

นิพพานสำหรับทุกคน

พุทธทาส:-แม้คนโง่ไม่รู้จักพระนิพพานเอาเสียเลย เขาก็ยังลงไปกินไปอาบในสระแห่งนิพพานนั้นได้โดยไม่รู้สึกตัว ข้อนี้ก็เพราะว่า พระนิพพานเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในที่ทั่วไป

นิพพานสำหรับทุกคน

พุทธทาส:-ให้โกยอภิธรรมทิ้งไปให้หมด อภิธรรมตามที่รู้กันนั่นแหละ อภิธรรมปิฏก อภิธัมมัตถสังคหะ อภิธรรมอะไรก็ตาม ที่ระบุไปยังอภิธรรมเฟ้อนี้โกยทิ้งไปเสียให้หมด
บางสูตรก็ตัดออกไปหมดเลย บางสูตรก็ต้องตัดออกไปบางส่วน บางสูตรก็ตัดออกไปราว 40%

อภิธรรมคืออะไร?

ผู้คัดค้านพระอภิธรรมชื่อว่า ทำลายชินจักร

"บุคคลเมื่อคัดค้านพระอภิธรรม ชื่อว่า ย่อมให้การประหารในชินจักรนี้ ย่อมคัดค้านพระสัพพัญญุตญาณ ย่อมหมิ่นเวสารัชชญาณของพระศาสดา ย่อมขัดแย้งบริษัทผู้ต้องการฟังย่อมผูกเครื่องกั้นอริยมรรค จักปรากฏในเภทกรวัตถุ ๑๘ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นผู้ควรแก่อุกเขปนิยกรรม นิยสกรรม ตัชชนียกรรม เพราะทำกรรมนั้น จึงควรส่งเธอไปว่า เจ้าจงไป จงเป็นคนกินเดนเลี้ยงชีพเถิด ดังนี้ "

พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล มหามกุฏราชวิทยาลัย
ในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 75 อภิธรรมปิฎก หน้า 60-63 อรรถกถาธรรมสังคณี


พูดอย่างหนึ่ง

การเป็นทาสของพระพุทธองค์ เรียกว่า "พุทธทาส"
พุทธทาส แปลว่า ผู้รับใช้พระพุทธองค์อย่างถวายชีวิต
ในฐานะเป็นหนี้ในพระมหากรุณาธิคุณด้วย
เพราะความกตัญญูด้วย และ
เพราะเห็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ด้วย
จึงสมัคร มอบกายถวายชีวิตหมดสิ้นทุกประการ
เพื่อรับใช้พระพุทธองค์
เพื่อกระทำสิ่งที่เชื่อว่าเป็นพระพุทธประสงค์

คัดจาก หนังสือ พุทธสาสนา ปีที่ ๖๗ เล่ม ๒ พุทธศํกราช ๒๕๔๒

แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง

พุทธทาส:-พระสูตรทั้งหมดที่เกี่ยวกับเรื่องโอปาติกะ เป็นเรื่องโกหกทั้งหมด เมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอนเกี่ยวกับเรื่องโอปาติกะนั้น ท่านก็โกหกประชาชนและภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย เพราะท่านจำเป็นต้อง "เอออวย"...เรื่อง ทาน ศีล สมาธิ ฤทธิ์ อภิญญา ชาตินี้ ชาติหน้า ภพต่างๆ ภูมิต่างๆ และทางที่กระทำแล้วให้ผลไปสู่ภพภูมิต่างๆ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย โลกนี้ โลกอื่น ผลของกรรมที่ไม่ให้ผลในชาตินี้ etc...เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้า ท่านโกหกโลก โกหกประชาชน เพราะต้อง "เอออวย" ไปตามสังคมทั้งนั้น ถ้าใครจะเชื่อพระพุทธเจ้า ใครจะเชื่อพระไตรปิฏก ต้องคิดแบบท่านซะก่อน ถึงจะฉลาด....เพราะคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้านั้น ....เชื่อไม่ได้

หนังสือ ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์

ข่าวเด็กรถบัสข่มขื่นสาวบนรถบัส ไม่ผิดครับเพราะไม่มีเจตนาจะข่มขืน มีความรู้สึกจะระบายความใคร่เท่านั้น เห็นผู้หญิงเป็นที่ระบายความใคร่เท่านั้นเองครับ

พุทธทาส:-แมวเห็นหนูก็จะตะครุบกิน นี่พวกที่เถรตรงก็ว่าแมวบาป แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็บาป อย่างนี้ เราก็มีความเห็นด้วยไม่ได้ แมวไม่มีเจตนาฆ่าหนู มันจะกินเท่านั้น แต่พวกอาจารย์บางพวก บางกลุ่มเขาจัดให้แมวนี้เป็นบาป เป็นเวรตกนรก ผูกพันกันกับหนูกลับไปกลับมา เรียกว่า มันขาดศีล แต่อาตมาเห็นว่า แมวไม่มีเจตนาฆ่า มันมีความรู้สึกแต่จะกินเท่านั้นแหละ เห็นหนูก็คือเห็นอาหาร เป็นอาหารก็กินเท่านั้นแหละ

คัดบางตอนจากหนังสือดอกโมกข์ ฉบับพิเศษ พุทธทาสวจนา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๓๙
หน้า ๑๗๘-๑๘๒

กรรมอันเกิดแต่การสอนบิดเบือนพระพุทธดำรัสย่ำยีลบหลู่ดูถูกดูหมิ่นปรามาสพระพุทธเจ้าศาสดาของตนเอง ย่อมมีโทษถึงโลกันตนรก




การยกเอาคำสอนของท่านพุทธทาสมาเพียงบางส่วน โดยไม่คำนึงถึงว่าทั้งหมด ท่านพุทธทาสจะสื่อความหมายถึงอะไร

แล้วก็มาตีความหมายกันเอาเอง ว่าท่านพุทธทาสลบหลู่ ดูหมิ่นพระพุทธเจ้า

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ท่านพุทธทาส ท่านคงไม่มีคนยกย่องมาถึงทุกวันนี้หรอกครับ

การที่คุณ เอาความของท่านพุทธทาสมาแค่เพียงบางส่วน โดยไม่รู้ว่าท่านต้องการสื่อความหมายถึงอะไร อย่างนี้เป็นการไม่ดีเลยครับ

อีกอย่างท่านพุทธทาส ท่านมรณะไปนานแล้ว ท่านไม่มารับรู้ ทุกข์ร้อนอะไรกับคุณหรอก

แต่มันไม่ยุติธรรม ถ้าคุณจะกล่าวหาท่านพุทธทาส โดยที่ท่านไม่มีโอกาสจะอธิบาย




ท่านพุทธทาสเป็นบัณฑิตมีคณูปการแก่พระพุทธศาสนามากมายครับ


เป็นเสาหลักในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ให้เจริญรุ่งเรือเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก


อ่านเอาอรรถเอาธรรมจากท่านไปปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากกองทุกข์ได้ครับ



เจริญในธรรมครับ

อภิปัญโญ ภิกขุ



วิศวะ เซนต์จอห์น - 125.25.55.229 [17 พ.ค. 2551 10:05 น.] คำตอบที่ 1

ดังได้สดับมาว่า....

อาการแบบนี้เห็นเขาเรียกกันว่า "ตัดแต่งพันธุกรรม" เป็นวิชามารแขนงหนึ่ง
ส่วนใหญ่มักใช้ในเรื่องการขายข่าว สร้างข่าว ประมาณเนี๊ย...อะ อะ อะ อะ

ไม่รู้จริงรึปล่าว....ไม่ได้ยินเอง ไม่ได้เห็นเอง....
แต่ที่เห็นคือ...ท่านพุทธทาส...ก็ทำประโยชน์ให้พระศาสนามากมายนี่นา


ว่ากันปาย - 222.123.232.9 [17 พ.ค. 2551 10:33 น.] คำตอบที่ 3

ถูกต้องนะคร๊าบบ

ท่านพุทธทาส ทำโยชน์ให้พระศาสนามากมาย

พวกเราก็รู้เห็นกันอยู่ คนที่ริษยา ก็ว่ากันไปตามความริษยาแหละครับ





ท่านละสังขาลไปนานแล้ว ไม่นับถือก็อย่ากล่าวหา ท่านลุกมาแก้ความไม่ได้เจตนาความหมายท่านก็ลุกมาแจงไม่ได้ แต่ที่แน่ๆใครๆก็นับถือท่านมานานแล้ว อ่านให้ละเอียดสดุดก็ถามผู้รู้ ไม่ชัวร์อย่าฟันธง มีอะไรอย่างอื่นให้จับผิดอีกตั้งเยาะ (ปฎิบัติรู้ได้ด้วยตนเอง)


สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


สาธุ...ค่ะพิจารณาธรรมของท่านให้แยบคายดีๆก่อนไม่ดีกว่าหรือคะ?


ประโยคนี้มีจริงหรือครับ มั่วหรือป่าว ผมไม่เห็นเคยได้ยิน คนตั้งกระทู้เอามาแต่งเองหรือป่าวครับนี่----->พุทธทาส:-พระสูตรทั้งหมดที่เกี่ยวกับเรื่องโอปาติกะ เป็นเรื่องโกหกทั้งหมด เมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอนเกี่ยวกับเรื่องโอปาติกะนั้น ท่านก็โกหกประชาชนและภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย เพราะท่านจำเป็นต้อง "เอออวย"...เรื่อง ทาน ศีล สมาธิ ฤทธิ์ อภิญญา ชาตินี้ ชาติหน้า ภพต่างๆ ภูมิต่างๆ และทางที่กระทำแล้วให้ผลไปสู่ภพภูมิต่างๆ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย โลกนี้ โลกอื่น ผลของกรรมที่ไม่ให้ผลในชาตินี้ etc...เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้า ท่านโกหกโลก โกหกประชาชน เพราะต้อง "เอออวย" ไปตามสังคมทั้งนั้น ถ้าใครจะเชื่อพระพุทธเจ้า ใครจะเชื่อพระไตรปิฏก ต้องคิดแบบท่านซะก่อน ถึงจะฉลาด....เพราะคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้านั้น ....เชื่อไม่ได้ <<<-----อย่าได้บิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วอย่าได้บิดเบือนสิ่งที่ท่านพุทธทาสสื่อถึงเราเลยครับ....



: ร้องเรียน [118.174.127.43] 16 พ.ค. 2551 23:26 น.


ขอถามค่ะ

1. คุณ "ร้องเรียน" นี่คนเดียวกับ บรรพต อ. และ แสงธรรม หรือเปล่าคะ
2. ช่วยลิงค์ หนังสือเล่มนี้ ให้คนอ่าน พร้อมบอกหน้าหน่อยได้ไหมคะ ว่าอยู่หน้าที่เท่าไหร่ เพื่อคุณจะได้ไม่ถูกตีออกไปเหมือนที่เว็ปอื่นๆ
3. แสดงความบริสุทธิใจโดยการหาอ้างอิงดีกว่าค่ะ ถ้าเป็นจริงวิจารณญาณจะอยู่ที่ผู้อ่าน
4. ถ้าพูดลอย เช่นนั้ต้องขอให้ เว็ปมาสเตอร์ลบกระทู้ค่ะ เพราะผิด กฎ กติกา มารยาท ในประเด็นข้อ 2ค่ะ


     



ผมขอตอบคำถาม แทนคุณร้องเรียน

ผมไม่ทราบนะครับว่า คุณร้องเรียนเป็นคนเดียวกับ "บรรพต อ." หรือเปล่า
แต่ที่แน่ๆ ตา "บรรพต อ." คนเนี่ย เป็นบุคคลวิปลาศครับ ...และเป็นบุคคลต้องห้าม ในเว็บธรรมะทั่วไป หลายเว็บ
ชอบประกาศตน ว่าตนเอง เป็นพระอรหันต์ สอนให้ผู้อื่นเป็นพระอรหันต์

บอกว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ แต่ในใจ เต็มไปด้วยความเกลียดชังท่านพุทธทาส
กล่าวหา ใส่ร้าย และประกาศตนว่า ขอเป็นศัตรูกับท่านพุทธทาส
หยิบยื่น ถ่ายทอด ความเกลียดชัง ริษยา ของตนเองให้กับผู้อื่น เป็นบาปกรรมอันมหันต์

หวังว่าผู้อ่าน คงจะมีวิจารณญาณ พอที่จะแยกแยะดีชั่วได้นะครับ


เห๊นด้วยกับคุณพุทธิดา และท่านอื่นๆ

ผมยังปฏิบัติแต่ผลที่ได้จากการปฏิบัติตามพระไตรปิกแน่ใจรู้ด้วยตนเองว่าพระพุทธเจ้าไม่โกหกหลอกลวงผิดแม้ศีลขั้นต้น แม้ท่านพุทธทาสก็เช่นกัน ขอให้มาจับผิคสะกำจัดกิเลสตนเอง ดีกว่าเสียเวลาไปดูคนอื่นๆออกนอกกายใจตนเอง




ผู้ที่มีปัญญาญานย่อมพิจารณาธรรมด้วยอรรถบนเหตุแห่งผลค่ะ
อย่าเอาอุปาทานของตนมาเป็นบันทัดฐาน และพยายามยั่วยุปลุกปั่น
ซึ่งเป็นบาปมหันต์ต่อตนเอง
สัมมาวาจา คือ อะไร? ผู้ที่ปฏิบัติธรรมย่อมนำเอามรรคองค์ 8 มาเป็นหลักปฏิบัติ
และมีอริยสัจ 4 เป็นหัวใจค่ะ


พระสุตตันตปิฏก
เล่ม ๑
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๑. พรหมชาลสูตร
เรื่องสุปปิยปริพาชกกับพรหมทัตตมานพ
[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค เสด็จดำเนินทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาฬันทา
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป แม้สุปปิยปริพาชกก็ได้เดินทางไกลระหว่างกรุง
ราชคฤห์กับเมืองนาฬันทา พร้อมด้วยพรหมทัตตมาณพผู้อันเตวาสิก. ได้ยินว่าในระหว่างทางนั้น.
สุปปิยปริพาชก กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วน
พรหมทัตตมาณพอันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชม
พระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย อาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองนั้น มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรง
ฉะนี้ เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จ
เข้าไปประทับแรมราตรีหนึ่ง ณ พระตำหนักหลวง ในพระราชอุทยาน อัมพลัฏฐิกาพร้อมด้วย
ภิกษุสงฆ์ แม้สุปปิยปริพาชก ก็ได้เข้าพักแรมราตรีหนึ่ง ใกล้พระตำหนักหลวงในพระราชอุทยาน
อัมพลัฏฐิกา กับพรหมทัตตมาณพผู้อันเตวาสิก ได้ยินว่าแม้ ณ ที่นั้น สุปปิยปริพาชก ก็กล่าว
ติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตมาณพ อันเตวาสิก
ของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย
อาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองคนนั้น มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงฉะนี้ (เดินตาม
พระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ) ๑- ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง นั่ง
ประชุมกันอยู่ ณ ศาลานั่งเล่น เกิดสนทนากันว่า ท่านทั้งหลาย เท่าที่พระผู้มีพระภาคผู้รู้เห็น
เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงทราบความที่หมู่สัตว์มีอัธยาศัยต่างๆ กันได้
เป็นอย่างดีนี้ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา ความจริงสุปปิยปริพาชกผู้นี้ กล่าวติพระพุทธเจ้า
ติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตนาณพอันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก
กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย อาจารย์และอันเตวาสิก
ทั้งสองนี้ มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงฉะนี้ เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไป
ข้างหลังๆ
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงทราบคำสนทนาของภิกษุเหล่านั้นแล้วเสด็จไปยัง
ศาลานั่งเล่น ประทับ ณ อาสนะที่เขาจัดถวาย แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งประชุมสนทนาอะไรกัน และเรื่องอะไรที่พวกเธอพูดค้างไว้ เมื่อตรัสอย่างนี้
แล้ว ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ณ ที่นี้ เมื่อพวกข้า
พระพุทธเจ้าลุกขึ้น ณ เวลาใกล้รุ่ง นั่งประชุมกันอยู่ที่ศาลานั่งเล่น เกิดสนทนากันขึ้นว่า ท่าน
ทั้งหลาย เท่าที่พระผู้มีพระภาคผู้รู้เห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงทราบ
ความที่หมู่สัตว์มีอัธยาศัยต่างๆ กันได้เป็นอย่างดีนี้ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา ความจริง
สุปปิยปริพาชกนี้ กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วน
พรหมทัตตมาณพอันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์
โดยอเนกปริยาย อาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองนี้ มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรง ฉะนี้
เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ พระพุทธเจ้าข้า เรื่องนี้แลที่พวกข้าพระพุทธเจ้า
พูดค้างไว้ พอดีพระองค์เสด็จมาถึง.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม
ติพระสงฆ์ ก็ตาม เธอทั้งหลายไม่ควรอาฆาต ไม่ควรโทมนัสน้อยใจ ไม่ควรแค้นใจในคนเหล่านั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคือง
@๑. คำในวงเล็บนี้บาลีเดิมน่าจะเป็นคำติดปาก
หรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคือง
หรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น เธอทั้งหลายจะพึงรู้คำที่เขาพูดถูก หรือคำที่เขาพูดผิดได้
ละหรือ?
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้ทีเดียว พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม
ติพระสงฆ์ ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่า
นั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้น
จะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม
ชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย
เพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม หรือ
ชมพระสงฆ์ ในคำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริง
แม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ใน
เราทั้งหลาย.



...สาธุชนท่าน ท่านไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องมาแก้ต่างให้พุทธทาสภิกขุท่าน
...พุทธทาสภิกขุท่าน ว่างเปล่า
...ผู้ร้องเรียนท่าน ท่านนั้นเต็มไปด้วยความฟุ้ง
...สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


งดแสดงความเห็นเรื่องพุทธทาส เพราะไม่มีประโยชน์พูดไปก็เท่านั้น

ฟังเรื่องนี้ดีกว่า
สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้า สอนพระโมคคัลลานะว่า
"..... โมคคัลลานะ ท่านควรสำเหนียกใจอย่างนี้ว่า เราจักไม่ชูงวง (คือถือ
ตัว) เข้าไปสู่สกุล ดังนี้. เพราะว่า ถ้าภิกษุชูงวงเข้าไปสู่สกุล ถ้า
กิจการในสกุลนั้นมีอยู่ อันเป็นเหตุที่มนุษย์เขาจักไม่นึกถึงภิกษุผู้มาแล้ว
ภิกษุก็คงคิดว่า เดี๋ยวนี้ใครหนอยุยงให้เราแตกร้าวจากสกุลนี้ เดี๋ยวนี้ดู
มนุษย์พวกนี้มีอาการอิดหนาระอาใจในเรา เพราะไม่ได้อะไร เธอก็จัก
มีความเก้อ ครั้นเก้อ ก็จักเกิดความฟุ้งซ่าน ครั้นคิดฟุ้งซ่านแล้ว
ก็จักเกิดความไม่สำรวม ครั้นไม่สำรวมแล้ว จิตก็จักห่างจากสมาธิ. อนึ่ง
ท่านควรสำเหนียกใจอย่างนี้ว่า เราจักไม่พูดคำอันเป็นเหตุเถียงกัน ถือ
ผิดต่อกันดังนี้ เพราะว่า เมื่อคำอันเป็นเหตุเถียงกัน ถือผิดต่อกันมีขึ้น
ก็จำจักต้องหวังความพูดมาก เมื่อความพูดมากมีขึ้น ก็จักเกิดความคิดฟุ้ง
ซ่าน ครั้นคิดฟุ้งซ่านแล้ว ก็จักเกิดความไม่สำรวม ครั้นไม่สำรวมแล้ว
จิตก็จักห่างจากสมาธิ. อนึ่ง โมคคัลลานะ เราสรรเสริญความคลุกคลี
ด้วยประการทั้งปวงหามิได้ แต่มิใช่ไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วยประ-
การทั้งปวงเลย คือ เราไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วยหมู่ชนทั้ง ทั้งคฤหัสถ์
ทั้งบรรพชิต ก็แต่ว่า เสนาสนะที่นอนที่นั่งอันใดเงียบเสียงอื้ออึง
ปราศจากลมแต่คนเดินเข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการ
ที่สงัด ควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ตามสมณวิสัย เราสรรเสริญความ
คลุกคลีเสนาสนะเห็นปานนั้น. เมื่อพระศาสดาตรัสสอนอย่างนี้แล้ว
พระโมคคัลลานะกราบทูลถามว่า โดยย่อด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร ภิกษุ
ชื่อว่าน้อมไปแล้วในธรรมที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน เกษมจาก
โยคธรรมล่วงส่วน เป็นพรหมจารีบุคคลล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน
ประเสริฐสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. พระศาสดาตรัสตอบว่า
โมคคัลลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับว่าบรรดาธรรมทั้งปวงไม่ควร
ยึดมั่น ครั้นได้สดับดังนี้แล้ว เธอทราบธรรมทั้งปวงชัดด้วยปัญญา
อันยิ่ง ครั้นทราบธรรมทั้งปวงชัดด้วยปัญญาอันยิ่งดังนั้นแล้ว ย่อม
กำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงดังนั้นแล้ว เธอได้
เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี
เธอพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง พิจารณาเห็นด้วยปัญญาเป็นเครื่องหน่าย
พิจารณาเห็นด้วยปัญญาเป็นเครื่องดับ พิจารณาเห็นด้วยปัญญาเป็น
เครื่องสละคืน ในเวทนาทั้งหลายนั้น เมื่อพิจารณาเห็นดังนั้น ย่อม
ไม่ยึดมั่นสิ่งอะไร ๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น เมื่อ
ไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสให้สงบจำเพาะตน และทราบชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นที่ต้องทำอย่างนี้อีกมิได้มี โดยย่อด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุ
ชื่อว่า น้อมไปแล้วในธรรมที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน เกษม
จากโยคธรรมล่วงส่วน เป็นพรหมจารีบุคคลล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน
ประเสริฐสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย"

สวัสดี


กระทู้นี้เป็นกระทู้ที่ทำลายผู้ตั้งกระทู้โดยแท้

ท่านพุทธทาสเป็นปราชญ์ทางศาสนาได้รับการยกย่องเทิดทูนทั้งจากชาวไทยและ
ชาวต่างชาติ

ก่อนจะร้องเรียน ควรศึกษาข้อมูลให้ถ่องแท้อ่านข้อความให้ครบถ้วน ดูบริบทก่อนตัดสิน เพราะการดึงข้อความบางส่วนมาไม่ครบย่อมก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสาร

ขอย้อนถามว่าผู้ร้องเรียนมีคุณธรรมเป็นที่ยอมรับของคนทั้งประเทศ ตลอดจนมีภูมิธรรมสูงเท่าท่านพุทธทาสหรือยัง ถ้ามีคุณสมบัติทั้งสองประการ คำร้องเรียนอาจเกิดผลค่ะ ถ้าไม่มีแม้แต่น้อยโปรดอย่าแตะต้องของสูงค่ะ


มีศิษย์ของท่านพุทธทาสจำนวนมาก..ที่ปฏิเสธเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดอย่างสิ้นเชิง...

แต่ก็ต้องยอมรับว่า..ท่านพุทธท่านได้สร้างคุณประโยชน์มหาศาลไว้แก่พุทธศาสนาเช่นกัน...

ผมคิดว่า..พวกเราเข้าไม่ถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของท่านมากกว่า....

ใจจริงของท่าน..คงจะไม่ปฏิเสธเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดหรอก...สาธุ


montasavi - 202.28.111.17 [20 พ.ค. 2551 12:32 น.] คำตอบที่ 20

*******************




นมัสการท่านมหาประเสริฐ ค่ะ

คำตอบของท่านขัดกันเองแปลกๆ นะคะ


ยอมรับ ขัดแย้ง ส่งเสริม สนับสนุน อยู่ในตัว


จุดยืน และเมนของคำตอบคือ ????


     


อ่านแล้วก็เข้าใจทั้งสองฝ่ายครับ

แต่โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบเลย
ที่ใครก็ตามจะมาบอกว่าพระพุทธเจ้าต้อง"โกหก"เพราะเหตุจำเป็น
ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม และไม่ว่าจะยกมาประกอบเรื่องอะไรด้วย
เพราะจะทำให้คนทั่วไปมองว่าพระองค์ท่านต้องตรัสสอนเรื่องต่างๆออกไป
เพราะมีความจำเป็นบางอย่าง
คำว่าพุทธเจ้า"โกหก"
ฟังแล้วไม่ปลื้มเลยครับ

เหมือนว่าต้องตรัสเรื่องปาบุญคุณโทษ
เพราะต้องการให้สังคมสงบสุขประมาณนั้น
ไม่ได้เป็นความจริงอะไร

เหมือนที่พระพยอมเคยพูดว่า
ไม่แปลกอะไรที่ท่านแสดงธรรมแล้วยกไม้ยกมือ
เพราะท่านจำเป็น จะมาว่าท่านว่าไม่สำรวมไม่ได้
ขนาดพระพุทธเจ้ายังต้องวิ่งหนีองคุลิมารเลย
ถ้าไม่หนีองคุลีมารก็ฟันท่านคอขาดน่ะสิ
ทำให้ผู้ที่ฟังเข้าใจว่าพระองค์ท่านวิ่งหนีองคุลีมารจริงๆ

ผมคิดว่าอันดีที่ดีก็ควรสรรเสริญ
อันไหนที่ไม่ดีก็ควรแย้งครับ

พอแล้วครับถ้าเขียนไปมากกว่านี้
ก็ต้องมาค้านกันให้วุ่นวาย

ขออภัยกับความเห็นที่แตกต่างครับ

ขออภัยอีกครั้งหนึ่งครับ
ไม่มีเจตนาจะก่อประกายเพลิงอะไรเลยจริงๆ

และใครก็ตามครับที่สร้างความผิดเพี้ยนให้แก่ชาวพุทธต่อพระพุทธเจ้า
รวมถึงยกพระพุทธเจ้ามามั่วซั่ว
ต้องเจอกันหน่อยครับ




มองให้ลึกอีกนิด จะคิดจะเอาชนะคะคานอะไรกับคนที่หมดลมหายใจไปแล้ว ไม่ละอายแก่ใจกันบ้างหรือไง ที่จะมาร้องเรียนอะไรกันบ้าบอ
ผมขอร้องเรียน คุณคนที่หาเรื่องมาร้องเรียน ไม่มีอะไรจะทำหรือไง ถ้าไม่เคารพท่าน ก็เฉยเสียอย่าทำร้ายท่านผู้ที่ทำประโยชน์แก่โลกไว้มากมาย
ถามท่านผู้ตั้งเรื่องมาร้องเรียน แทนที่จะคิดป้ายสีทำร้ายท่าน เอาสมองของคุณมาคิดทำดีต่อพระศาสนาบ้างจะดีไหม
ถ้าคุณอยากเป็นเส้นที่ถูกขีดให้ยาว ก็ควรทำเส้นของคุณให้ยาว ไม่ใช่ยาวเพราะมาลบเส้นของคนอื่น เพราะเป็นการดูถูกความสามารถตัวเองอย่างไม่น่าให้อภัย
อยากดีกว่า ก็ทำให้ดียิ่งกว่า ไม่ใช่มาป้ายสี ท่านผู้รู้ ที่ทำคุณูประการแก่ชาติ บ้านเมืองมากมายอย่างท่านพุทธทาส เอาเวลาไปคิดสร้างประโยชน์ดีกว่า
ชีวิตนี้สั้นนัก ลมหายใจเข้า-ออก เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มีชีวิตอยู่ ลองคิดตอบแทนอากาศที่ให้คุณหายใจบ้างเถิด ไม่ใช่ว่าหายใจทิ้งไปวัน ๆ


คำสอนในพระพุทธศาสนาไม่ใช่เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งอะไรมากมายนัก เพียงแต่จิตของคนเราถูกอำนาจของอวิชชาครอบงำเท่านั้น อันที่จริงคำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านสอนให้เห็นหลักของความจริงในสิ่งที่คนเราถูกครอบงำอยู่ ให้กระจ่างชัดเจนออกมา แต่บางครั้งอาจจะไม่ถูกกับจริตของบางคนที่ยังตกอยู่ในอำนาจของอวิชชาอยู่ ทำให้เห็นว่าคำสอนของท่านไม่ถูกต้อง ท่านไม่ได้สอนให้ทุกคนเชื่อท่านทั้งหมด แต่ให้เราพิสูจน์ด้วยตัวของเราเอง ว่าเวลามีความทุกข์จิตขณะนั้นรู้สึกอย่างไร จิตที่ปรกติธรรมชาติเป็นจิตที่เบาสบาย ไม่มีนิวรณ์รบกวน จิตขณะนี้ถือว่าเป็นนิพพานก็ได้ คำว่านิพพานไม่ได้หมายถึงคุณจะต้องไปอยู่บนสวรรค์ ถือศีลลักษณะนักบวชเสมอไป เป็นคฤหัสถ์ก็สามารถบรรลุนิพพานได้เหมือนกัน ถ้าจิตใจของผู้นั้นมีความรู้สึกเบาสบาย ไม่มีนิวรณ์รบกวน ปราศจากอวิชชาครอบงำ ส่วนเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด ท่านพยายามอธิบายให้เห็นถึงสภาวะจิตที่ถูกอำนาจของอวิชชาครอบงำ จิตถ้าไม่ได้ถูกฝึกทุกคนสามารถตกอยู่ในอบายแทบทั้งสิ้น ท่านจึงพยายามชี้ให้เห็นว่าคนเราต้องอาศัยสติ ในการควบคุมจิตของตนไม่ให้ตกไปในอบายภูมิ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจิตของคนนั้นร้อนรนเหมือนมีไฟสุมอยู่ในอก จิตของผู้นั้นก็ตกนรก โดยไม่ต้องตายก่อนแล้วไปตกนรก ตกนรกทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย เพราะไม่ได้ฝึก จึงขอให้ทุกคนเลิกอคติเพราะถ้าอาจารย์ทุกท่านที่สอนถ้าสอนให้พ้นทุกข์อย่างถูกต้องทางธรรม ก็ถือว่าท่านมีบุญคุณกับทุกคนนะคะ ขอฝากไว้เป็นข้อคิดคะ


ขณะนี้...ในสังคมไทย มีพวกที่ต้องการล้มล้างสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แฝงตัวเข้าไปในทุกวงการ ขอให้พุทธศาสนิกชนแท้ๆ จงตั้งมั่นในธรรม และมีสติ เพราะจะมีการโจมตี สถาบันของชาติ แบบนี้มาอีกเรื่อยๆ โปรดจงใช้ปัญญาไตร่ตรอง อย่าได้ตกเป็นเหยื่อของพวกที่ไม่ประสงค์ดี....


เรียนท่านเจ้าของกระทู้นี้......
อาจหาญและกล้ากระทู้ในหัวข้อที่รู้ก็ทั้งรู้ว่าจะต้องเจอแบบนี้ ขอแสดงความเห็นใจและเห็นด้วย เคยทราบมาเหมือนกัน เอาเถอะ...ประกาศธรรมะของพระพุทธเจ้าก็ขออนุโมทนา เว็ปธรรมอื่นๆที่ตรงต่อพระไตรปิฎกก็ยังมีอยู่ อยากแนะนำด้วยความหวังดีว่า เวลาที่พระองค์จะแสดงธรรมโปรดผู้ใด พระองค์ต้องพิจารณาว่าเนื้อความแม้เป็นจริงแท้และมีประโยชน์ แต่หากไม่เป็นที่ชอบใจของผู้ฟัง พระองค์ย่อมรู้กาลสมควรอย่างไร
และแม้วาจาจริง มีประโยชน์ เป็นที่ชอบใจ พระองค์ก็จะทรงแสดงธรรมนั้น เจ้าของกระทู้ควรพิจารณาเช่นกัน สัปปุริสธรรม ๗ คงไม่ต้องอธิบายหวังว่าคงเข้าใจ รุ้จัดเหตุ รู้จักผล รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน รู้จักบุคคล
ขอให้โชคดี


กระแสกิเลสเชี่ยวกราด ท่านผู้หวังสร้างบารมีจึงเอาตัวเข้าขวาง สัตว์โลกผู้มีวาสนาได้พบครูที่ดีจึงได้พบทางอันเกษม ส่วนผู้ไร้วาสนาจึงต้องปล่อยตามกรรม โลกนี้ไม่มีสิ่งใดเหนือกรรม


ผู้ตั้งกระทู้เห็นจะเป็นผู้ที่ฝึกมโนมยิทธิกระมัง สายนี้ดูเป็นทำนองนี้ไปหมด
ยังสงสัยที่มาที่ไปของวิชานี้ครับว่าจะเหมือนวิชาที่สูญหายไปนับพันปี แต่
มีที่วัด...ที่เดียว(เพราะอาจารย์ท่านค้นพบจึงได้นำมาเผยแผ่)แต่ก็น่า
คิด ว่าบริบทที่มาของประโยคข้างบน ท่านอาจารย์พุทธทาสหมายความถึง
อย่างไร อย่างไรก็ตาม น่าศึกษาครับ เพราะมีทัศนะหลากหลายอันชวนสับสน
แต่เห็นทีการปฏิบัติตามพระไตรปิฎกตรงๆจะไม่ต้องสงสัยอะไร และล่วงพ้น
การตีความตามจากท่านต่างๆได รวมทั้งไม่ต้องพลาดพลั้งล่วงเกินพระอริยะ
เจ้า เพราะเป็นสิ่งยืนยันพุทธพจน์เดียวที่มีอยู่ เมื่อปฏิบัติเข้าใจดีแล้วก็คงกระ
จ่างแจ้งได้ ด้วยตนเอง แม้ท่านอาจารย์พุทธทาสเองผมก็ไม่เห็นความด่าง
พร้อยใดๆตลอดการประพฤติธรรมของท่าน วัดบางวัดเสียอีก เห็นสร้างแต่
วัตถุซึ่งมิได้เป็นไปเพื่อลดกิเลส แต่กลับเพิ่มกิเลสขนานใหญ่(เช่น สร้างวิมาน
จำลองว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ชักชวนบริจาคแยะๆ เหมือนฝากธนาคาร แล้ว
ตามไปเก็บกินดอกเอาแถวชาติหน้าหรือชาติต่อไปถ้าบุญไม่แรง)โหม
กระแสบริจาคกันยกใหญ่เพื่อจะได้บุญแยะ ฟังแล้วกระเหี้ยนกระหือลืออยาก
ขายบ้านขายช่องทำบุญใจจะขาด แต่เห็นท่านใส่เสื้อยืดเทศนาก็ให้กังขาใน
คุณธรรมของท่าน ดูมันแปร่งๆพิกล หรือท่านอื่นว่าไง(เผลออีกแระ เห็นไหม
ว่าล่วงเกินเห็นๆ แต่คงไม่ใช่พระอริยะนะ)


คำนำ

วันหนึ่งข้าพเจ้านอนภาวนาจนหลับไปก็ได้ยินเสียงหลวงพ่อ บอกว่า " ไอ้บรรพต เอ็งรู้ไหมว่าทำไม พุทธทาส ถึงดูเหมือนสอนดีเหลือเกิน แต่พอเผลอๆก็จะสอนออกนอกลู่นอกทาง ".........ก็เห็น พุทธทาส โขมยพระพุทธรูป ไปซ่อนไว้ในน้ำ ข้าพเจ้าจึงนำความไปแจ้งให้ตำรวจทราบ แล้วข้าพเจ้าก็ตื่น!

สงสัยจึงไปหาอ่านคำสอนของ พุทธทาส ก็ปรากฏว่า พุทธทาส สอนบิดเบือนพระพุทธดำรัส ลบหลู่ดูถูกดูหมิ่นปรามาสพระพุทธเจ้าอย่างมหันต์

หลักฐานที่ พุทธทาสสอนบิดเบือนพุทธดำรัส ลบหลู่ดูถูกดูหมิ่นปรามาสพระพุทธเจ้า

พุทธทาสหาว่าพระพุทธเจ้าโกหก

พุทธทาส:-พระสูตรทั้งหมดที่เกี่ยวกับเรื่องโอปาติกะ เป็นเรื่องโกหกทั้งหมด เมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอนเกี่ยวกับเรื่องโอปาติกะนั้น ท่านก็โกหกประชาชนและภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย เพราะท่านจำเป็นต้อง "เอออวย"...เรื่อง ทาน ศีล สมาธิ ฤทธิ์ อภิญญา ชาตินี้ ชาติหน้า ภพต่างๆ ภูมิต่างๆ และทางที่กระทำแล้วให้ผลไปสู่ภพภูมิต่างๆ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย โลกนี้ โลกอื่น ผลของกรรมที่ไม่ให้ผลในชาตินี้...เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้า ท่านโกหกโลก โกหกประชาชน เพราะต้อง "เอออวย" ไปตามสังคมทั้งนั้น ถ้าใครจะเชื่อพระพุทธเจ้า ใครจะเชื่อพระไตรปิฏก ต้องคิดแบบท่านซะก่อน ถึงจะฉลาด เพราะคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้านั้น เชื่อไม่ได้

บรรพต อ.:- คือ พุทธทาส พยายามสอนให้คนปฎิเสธ พุทธดำรัส ความจริงอย่าว่าแต่พระอริยเจ้าเลย แม้ชาวพุทธทั่วไปที่ไม่ได้ปฎิบัติธรรมก็ยังไม่มีใครกล้าล่วงเกินพระพุทธเจ้า เช่นลองเขียนคำว่า พระพุทธเจ้า แล้ววางไว้ รับรองว่าไม่มีใครกล้าเหยียบตัวหนังสือคำว่า พระพุทธเจ้า แต่นี่ พุทธทาส กลับกล้าสอนบิดเบือน ลบหลู่ดูถูกดูหมิ่นปรามาสพระพุทธเจ้าถึงขนาดนี้ โดยไม่มีใครว่าอะไร หรือเห็นว่าเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา สงสัยไหมว่าทำไม คณะสงฆ์ เถรสมาคมจึงยังให้มีการเผยแพร่คำสอนของ พุทธทาส ได้อยู่ อันนี้น่าศึกษาและตรวจสอบต่อไปนะครับ

พุทธทาสตีความเพี้ยนสอนสัตว์เดียรฉานให้บรรลุนิพพาน

พุทธทาส:-สำหรับสัตว์เดียรฉาน ก็คือสัตว์เดียรฉานที่ไม่มีความร้อน ความร้อนของสัตว์เดียรฉานก็คือความร้ายกาจที่เป็นอันตรายแก่มนุษย์ นี่เรียกว่าความร้อน ถ้าสัตว์เดียรฉานนั้นได้รับการฝึกดี จนเป็นสัตว์ที่ดีไม่มีอันตรายอีกต่อไป หมดพยศร้ายแล้ว เช่น ช้างป่า วัวป่า ที่เอามาฝึกจนหมดพยศร้ายแล้ว ก็เรียกว่ามัน นิพพาน

พุทธทาส:-สัตว์ป่าจับมาจากในป่า เช่น ป่า ช้างป่า อะไรป่านี่ มันดุร้ายเหลือประมาณ อันตรายเหลือประมาณ; เขาเอามาเข้าคอกเข้าที่ บังคับฝึกหัดไปจนสัตว์เหล่านั้นเชื่องเหมือนกับแมว จนช้างป่านั้นเชื่องเหมือนกับแมว ทำอะไรก็ได้; อย่างนี้ก็เรียกว่า มันนิพพาน

บรรพต อ.:- คือ พุทธทาส เข้าใจพระนิพพานผิดๆ ตีความของแกไปเรื่อย ยังมีนิพพานอีกหลายรูปแบบที่แกตีความไว้ รวมทั้งที่เอามาจากพุทธดำรัสส่วนหนึ่ง อันนี้เราไม่ว่ากัน แต่ที่แน่ๆ พุทธดำรัส ถูกพุทธทาสทำลายป่นปี้ ถ้ายังได้รับการยอมรับ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ที่ผมพูดแบบนี้เพราะ ผมรู้จักพระนิพพานเป็นอย่างดี ระดับพุทธภูมิปัญญาธิกะเต็มขั้นชาติสุดท้ายลา เพื่อ ชาติ ศาสนาพุทธไทยเถรวาท และ พระมหากษัตริย์

พระอภิธรรมเป็น ๑ ใน ๓ ของพระไตรปิฏก พุทธทาส ยังกล้าลบหลู่

พุทธทาส:-ให้โกยอภิธรรมทิ้งไปให้หมด อภิธรรมตามที่รู้กันนั่นแหละ อภิธรรมปิฏก อภิธัมมัตถสังคหะ อภิธรรมอะไรก็ตาม ที่ระบุไปยังอภิธรรมเฟ้อนี้โกยทิ้งไปเสียให้หมด
บางสูตรก็ตัดออกไปหมดเลย บางสูตรก็ต้องตัดออกไปบางส่วน บางสูตรก็ตัดออกไปราว 40%

บรรพต อ.:-พระสูตรนี้ผมเจอโดยปาฎิหาริย์ อยู่ๆก็ก็เปิดเจอขึ้นมาเอง สงสัยพระท่านทำให้

ผู้คัดค้านพระอภิธรรมชื่อว่า ทำลายชินจักร

"บุคคลเมื่อคัดค้านพระอภิธรรม ชื่อว่า ย่อมให้การประหารในชินจักรนี้ ย่อมคัดค้านพระสัพพัญญุตญาณ ย่อมหมิ่นเวสารัชชญาณของพระศาสดา ย่อมขัดแย้งบริษัทผู้ต้องการฟังย่อมผูกเครื่องกั้นอริยมรรค จักปรากฏในเภทกรวัตถุ ๑๘ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นผู้ควรแก่อุกเขปนิยกรรม นิยสกรรม ตัชชนียกรรม เพราะทำกรรมนั้น จึงควรส่งเธอไปว่า เจ้าจงไป จงเป็นคนกินเดนเลี้ยงชีพเถิด ดังนี้ "

พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล มหามกุฏราชวิทยาลัย
ในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 75 อภิธรรมปิฎก หน้า 60-63 อรรถกถาธรรมสังคณี

คนบ้าก็คือนิพพานของพุทธทาส เพราะจิตว่างมั๊ง!

พุทธทาส:-แม้คนโง่ไม่รู้จักพระนิพพานเอาเสียเลย เขาก็ยังลงไปกินไปอาบในสระแห่งนิพพานนั้นได้โดยไม่รู้สึกตัว ข้อนี้ก็เพราะว่า พระนิพพานเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในที่ทั่วไป

บรรพต อ.:-คนฉลาดมีปัญญายังต้องใช้เวลาในการบำเพ็ญบารมีนับชาติไม่ถ้วน ผมคิดว่า พุทธทาส คงเข้าใจว่าเวลาใดที่จิตว่างนั่นก็คือพระนิพพาน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่งยวด แกคิดว่าคนโง่ก็มีขณะที่จิตว่างได้มั๊ง! ที่จริงจิตที่ว่างนั้นเป็นวิญญาณความรู้สึกของใจเป็นขันธ์ ๕ น่ะน้องเอ๊ย!

พุทธทาสคิดว่าเวลาที่ไม่มีความโกรธคือนิพพาน

พุทธทาส:-ทุกคนไม่ใช่ว่าจะมีกิเลสเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา มันมีเวลาที่กิเลสไม่เกิด หรือว่า กิเลสมันดับไปเองตามธรรมดา มันก็ต้องมีความเย็นในความหมายของนิพพาน ฉะนั้น จึงพูดได้เต็มปากว่า นิพพานนั้นมีสำหรับทุกคน

บรรพต อ.:-อริยมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้นที่เป็นเหตุให้บรรลุพระนิพพานได้ พุทธทาสก็นำพุทธดำรัส ตรงๆในอริมรรคมาสอนเหมือนกัน เพื่อกันท่าไม่ให้คนอื่นโจมตี แต่นิพพานของแกมันเยอะจัด ถ้าเราสนใจอ่านก็จะพบความผิดปกติที่แกชอบบิดเบือนไปเรื่อย เช่นบทข้างบนนี้ แกไม่รู้จักพระนิพพาน เลยตีความมั่วไปเรื่อย ที่จริง เวลาที่คนเราไม่มีความโกรธน่ะ มันคือ ความหลง แต่แกคิดว่าเป็นนิพพานไปฉิบ (หาย)

พุทธทาสตีความวิจิกิจฉาว่าเป็นความสงสัยโดยทั่วไป

พุทธทาส:-บางทีจะวิจิกิจฉาว่า พ่อแม่นี้จะรักเราจริงหรือไม่? ก็ดื้อไว้ก่อนดีกว่า เผื่อพ่อแม่ไม่ได้รักเราจริง. นี่มันมีได้สารพัดอย่าง ความลังเลไม่แน่ใจลงไปในทุกสิ่ง ที่หวังว่ามันจะมีประโยชน์, หรือจะปลอดภัย, มันยังลังเลสงสัย. ฉะนั้น เรามีความหวาดผวาได้เมื่อไรก็ได้ ถ้ามันแสดงออกมาให้เห็นสักนิดหนึ่ง ว่ามันเป็นอันตรายหรือมันไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้. วิจิกิจฉาจึงเป็นสิ่งที่ทรมานใจอยู่ในส่วนลึกใต้สำนึก

บรรพต อ.:-วิจิกิจฉา คือ ลังเลสงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่พุทธทาสแกสงสัยทุกอย่างที่ขวางหน้าแม้ พุทธดำรัส แกยังสงสัย แล้วก็วิจารณ์พระพุทธเจ้า แบบไม่กลัวบาปบุญคุณโทษเลย ก็แน่ล่ะสิ! เพราะแกสอนว่าตายแล้วสูญนี่ ตอนมีชีวิตอยู่จะทำชั่วยังไงก็ได้ เพราะตายแล้วก็จบ ไม่มีผลหลังความตาย ไม่เชื่อลองเข้าไปอ่านดู แกยังสงสัยอย่างอื่นอีกเยอะแยะ!

สมัยก่อนคอมมิวนิสต์เขากลัวพระเครื่องเลยต้องโจมตีหน่อย

พุทธทาส:-เอาพระเครื่องมาแขวนคอ มันก็คุ้มครองได้หมด, ไม่มีความทุกข์. นี่ความคิดของเรามันมีเพียงเท่านั้น คือ โง่, แล้วเราก็ไม่อาจจะรู้ว่า พระพุทธเจ้าคือใคร, แล้วพระพุทธรูปที่เป็นสัญญลักษณ์ของพระพุทธเจ้านั้นคือใคร, ก็เราเอามาแขวนไว้เพราะว่ามีคนบอกว่าคุ้มครองได้, คุ้มครองได้; อย่างนี้ ยังเป็น สีลัพพตปรามาส

บรรพต อ.:-พระเครื่องก็คือ พุทธานุสสติ สังฆานุสสติ พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสว่า เป็นธรรมให้บรรลุพระนิพพาน สีลัพพตปรามาส น่ะ! คือ ไม่นับถือศีลพรตอย่างอื่น นอกจาก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่พระเครื่องก็คือ พุทธานุสสติ ธรรมมานุสสติ สังฆานุสสติ ผมไม่เข้าใจว่าพุทธทาส แกเอานโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์มาใช้ทำไม ผมจึงว่า พุทธทาสแกไม่รู้เรื่องสังโยชน ๑๐ เลย ตีความบิดเบือนพระพุทธดำรัสไปเรื่อย

พุทธทาสสอนให้ไม่เกิด แต่ปฎิเสธการเวียนว่ายตายเกิด

พุทธทาส:-ถ้าจะเกี่ยงให้ บำเพ็ญบารมี หมื่นชาติ แสนชาติก็ได้ เพราะว่า เกิดตัว ในอารมณ์ ครั้งหนึ่ง เรียกว่า ชาติหนึ่ง เดือนหนึ่ง อาจเกิดได้หลายร้อย ปีหนึ่งอาจเกิดได้หลายพัน หลายหมื่น ยี่สิบสามสิบปี ก็เกิดได้หลายแสน พอแล้ว, พอแล้ว อย่าให้มันมากกว่านั้นเลย มันควรจะเข็ดหลาบแล้ว. นี้ บำเพ็ญบารมีกัน หมื่นชาติ แสนชาติ ได้ก่อนแต่ที่จะ เข้าโลง มันก็ไม่ค้านกันดอก.

หลักที่เขาว่า ให้บำเพ็ญบารมี หมื่นชาติ แสนชาติ เสียก่อน จึงจะนิพพาน; ของเราปฏิบัติได้อย่างนี้, แต่ของเขา มันจะเหลวคว้าง. เขาต้องรอ เข้าโลงแล้ว หมื่นครั้ง แสนครั้ง เดี๋ยวก็ ลืมหมด ขี้เกียจพูดกัน เข้าโลง ตั้งแสนครั้ง: เราไม่ทันจะ เข้าโลงสักที เรามีการเกิดตาย แห่งตัวนี้ ตั้งแสนครั้ง เหมือนกัน.

บรรพต อ.:-"พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ใช้เวลาในการบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยกำไลแสนกัปล์" คือพุทธทาสแกไม่เชื่อ พุทธดำรัส ที่สอนเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิดว่ามีจริง อย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าแกจะปฎิบัติ และสอนคนอื่นให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไปทำไม งง!

พุทธทาสปรามาสพระพุทธเจ้าอย่างแรง เพราะไม่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิด

พุทธทาส:-คนโง่ ย่อมคิดไกลเกินไป จนไม่มีประโยชน์ "คนโง่ก็ไปคิดเอา สิบเบี้ยไกลมือ, คนฉลาดก็ไปคิดเอา หนึ่งเบี้ย สองเบี้ย ใกล้มือ" นี้เป็นคำพูดพื้นบ้าน, ซึ่งดูเหมือนจะมีอยู่ทั่วไป ว่า คนโง่คิดไกลอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ชาติหน้าของคนโง่ จะต้องอยู่ไกล หลังจากตายไปแล้ว อยู่เสมอ แต่ชาติหน้า ของคนฉลาด ต้องอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ติดต่อกันไปทีเดียว จึงสามารถ ป้องกันมันได้ คนโง่จะเอาเรื่องเหตุ ไว้ที่ชาติอื่น, เอาผลไว้ที่ชาติอื่น, แล้วมันจะทำกัน ได้อย่างไร, เช่นว่าเดี๋ยวนี้ เราจะมีความทุกข์ เราต้องการ จะตัดต้นเหตุ ของความทุกข์, แล้วเราเอาเหตุ ของความทุกข์ ไปไว้ที่ชาติอื่น คือ ชาติทึ่แล้วมา อย่างนี้ มันจะตัดต้นเหตุ ของความทุกข์ ได้อย่างไร นี่พูดถึง ชาติ ของร่างกาย

มันต้องอยู่ในชาติ ทางร่างกายเดียวกันนี้, ทั้งเหตุและผล เราจึงจะสามารถ ตัดต้นเหตุ แห่งความทุกข์นั้นได้ และได้รับผล เป็นความไม่ทุกข์ได้ สิ่งต่างๆ ต้องอยู่ในวิสัย ที่เราจะเกี่ยวข้องได้ จัดการได้ มันจึงจะเป็นประโยชน์, ถ้าเอาไปไว้กันเสีย คนละชาติแล้ว มันแทบจะ ไม่มีประโยชน์อะไร และในบางกรณี มันทำไม่ได้ เหมือนกับที่ เราจะดับทุกข์ ของชาตินี้ แต่เหตุของมัน อยู่ที่ ชาติก่อนโน้นแล้ว จะไปดับได้อย่างไร.

บรรพต อ.:-คือพุทธทาสแกไม่เชื่อว่าชาติก่อนชาติหน้ามีจริง แกไม่รู้ว่าการที่ พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ได้จะต้อง ระลึกชาติได้เสียก่อน เพราะถ้าระลึกชาติไม่ได้ก็จะไม่รู้ว่า มีการเวียนว่ายตายเกิด จึงเกิดความเชื่อที่ขัดต่อพระพุทะดำรัส อย่างพุทธทาส นี้แลฯ ดู พุทธดำรัสดีกว่านะ

พุทธดำรัส:-ดูก่อนวัจฉะ ชนที่กล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมเป็นสัพพัญญู มีปกติเห็นธรรมทั้งปวง ทรงปฏิญาณญาณทัสสนะไม่มีส่วนเหลือว่า เมื่อเราเดินไปก็ดี หยุดอยู่ก็ดี หลับก็ดี ตื่นก็ดี ญาณทัสสนะปรากฏแล้วเสมอติดต่อกันไปดังนี้ ไม่เป็นอันกล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้วและชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำที่ไม่มี ไม่เป็นจริง

ดูก่อนวัจฉะ เมื่อบุคคลพยากรณ์ว่า พระสมณโคดมเป็นเตวิชชะ (ผู้ได้วิชชา ๓ ) ดังนี้แล เป็นอันกล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้ว ชื่อว่าไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่เป็นจริง ชื่อว่าพยากรณ์ถูกสมควรแก่ธรรม....

ดูก่อนวัจฉะ ก็เราเพียงต้องการเท่านั้น ย่อมจะระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง..... ตลอดสังวัฎวิวัฎกัปเป็นอันมาก ในภพโน้นเรามีชื่อย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น... เราย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้

ดูก่อนวัจฉะ ก็เราเพียงต้องการเท่านั้น ย่อมจะเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติกำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดีตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ซึ่งเป็นไปตามกรรมว่าสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียน พระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิฉาทิฐิ เขาเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมทิฐิ..... เบื้องหน้า แต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์

ดูก่อนวัจฉะ เมื่อบุคคลพยากรณ์ว่า พระสมณโคดมเป็นเตวิชชะ เป็นอันกล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้ว ชื่อว่าไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่เป็นจริง

จูฬวัจฉโคคตสูตร

พุทธทาสกล่าวตู่หาว่าพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนั้นอย่างนี้

พุทธทาส:-มีอยู่ในพระไตรปิฎก บางแห่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรื่องเทวดานี้ เขาพูดกันอย่าง เอิกเกริก ทั่วไปอยู่แล้ว เสียเวลา ที่จะไปฝืน ความรู้สึกของเขา; แล้วเราเอง ก็ต้องการ อีกอย่างหนึ่ง ต่างหาก สิ่งที่ต้องการ ไม่ได้เป็นอันเดียวกับ ที่ต้องการให้เขา หลงใหลในสวรรค์ ไม่จำเป็นที่จะต้อง อธิบายเรื่อง นรก สวรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะ พิสูจน์กัน เดี๋ยวนั้น ไม่ได้. ถ้าหากว่า ผู้นั้นจะมี ปาฏิหาริย์มาก ถึงกับ บังคับจิตผู้คน หรือ กลุ่มประชาชน ให้เห็นนรก เห็นสวรรค์ ด้วยอำนาจจิต ได้อย่างแท้จริง; ซึ่งสวรรค์ และนรก จะจริง ไม่จริง ไม่ทราบ; แต่ว่า สามารถบังคับ ด้วยปาฏิหาริย์ ให้พากันเห็นชัดเจน แท้จริง จนมีความเชื่อ อย่างนี้ก็ทำได้; พระพุทธเจ้า ท่านก็ทำได้ เป็นของง่ายๆ แต่ท่านก็ไม่ประสงค์ จะทำอย่างนั้น;

บรรพต อ.:-อันนี้พุทธทาสสอนส่อเสียด หลวงพ่อองค์หนึ่งที่ในหลวงทรงโปรด และสอนมโนมยิทธิ ไปท่องเที่ยวสวรรค์นรกได้ แล้วกล่าวตู่พระพุทะเจ้าอีกว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฏก ทั้งๆที่พุทธทาสเอง ก็ปฎิเสธพระไตรปิฏก เอ ตกลงแกจะเอายังไงแน่ ดูพุทธดำรัสดีกว่าครับ ว่าพระพุทะเจ้าสอน มโนมยิทธิไว้นะครับ พุทธทาสมั่วอีกแล้ว

ทำไมพระสาวกจึงเคารพพระศาสดา

พุทธดำรัส:- ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง..... เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง ...... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้บรรลุอิทธิวิธีหลายประการ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด คือเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์....... ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ..... ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก....... ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ..... ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

ดูก่อนอุทายี ธรรมห้าประการนี้แล เป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้วพึ่งเราอยู่

มหาสกุลุทายิสูตร

พุทธทาสกล่าวหาว่า พุทธดำรัสในพระไตรปิฏกมันพลัดหลงมา

พุทธทาส:-ส่วนตอนเรื่อง นรก สวรรค์ อะไรนั้น เป็นตอนที่ ไม่ใช่ใจความ ของพุทธศาสนา เขาเชื่อกัน อยู่อย่างนั้นแล้ว เขาทำกัน อยู่อย่างนั้นแล้ว ก่อนพระองค์เกิด ถ้าไปตู่เรื่องนี้ มาว่าเป็น พุทธศาสนา ก็เรยกว่า ไม่ยุติธรรม พระพุทธเจ้า ท่านไม่ขี้ตู่ อย่างนั้น เรื่องของท่าน จึงมีแต่เรื่อง โลกุตตระ คือ อริยสัจจ์ เป็นพื้น. เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า เรื่องสวรรค์ หรือ นรก นี้ ไม่ใช่ ประเด็นของพุทธศาสนา แต่มันพลัดมาอยู่ใน คำของ พระพุทธเจ้า

บรรพต อ.:-คือว่า พุทธดำรัสใดที่พุทธทาสแกชอบ แล้วเอามาสอนทำลายพุทธดำรัสส่วนอื่นๆได้ เช่น กาลามาส๖ร แกก็บอกว่า นี่แหละ พุทะดำรัสแท้ๆ แต่ถ้าพุทธดำรัส ส่วนใดเป็นคำสอนของหลวงปู่หลวงพ่อที่ในหลวงทรงโปรด สังเกตุดูนะ พุทธทาสแกก็บอกว่าไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่รู้แกเอาคำสอนอะไรเป็นหลัก พระพุทธเจ้าทรงสอนตั้ง ๘,๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แต่แกจะเอา แค่ตัวกูของกู โดยไม่เอาขั้นตอนการปฎิบัติมาทำลายพระสูตรอื่นๆ

นรกมีจริง
ปัญหา มีบางคนยืนยันว่า นรกสวรรค์ไม่มี พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้ในพระไตรปิฎก ดังนี้ ข้อนี้เป็นความจริงเพียงใด ?

พุทธดำรัส:-ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลนั้นนั่นแลประพฤติทุจริต ทางกาย ทางวาจา ทางใจแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกข์โทมนัสที่บุรุษถูกแทงด้วยหอกสามร้อยเล่มเป็นเหตุ กำลังเสวยอยู่นั้นเปรียบเทียบทุกข์ของนรก ยังไม่ถึงแม้ความคณนา ยังไม่ถึงแม้ส่วนแห่งเสี้ยว ยังไม่ถึงแม้การเทียบกันได้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านายนิรยบาลจะให้คนพาลนั้นกระทำเหตุชื่อการจำ ๕ ประการคือ ตรึงตะปูเหล็กแดงที่มือข้างที่ ๑ ข้างที่ ๒ ที่เท้าข้างที่ ๑ ข้างที่ ๒ และที่ทรวงอกตรงกลาง คนพาลนั้นจะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า....... และยังไม่ตายตราบเท่าบาปกรรมยังไม่สิ้นสุด

เหล่านายนิรยบาล จะจับคนพาลนั้นขึงพืดแล้วเอาผึ่งถาก คนพาลนั้นจะเสวยเทวทนาอันเป็นทุกข์กล้า......

เหล่านายนิรยบาล จะจับคนพาลนั้น เอาเท้าขึ้นข้างบน เอาหัวลงข้างล่าง แล้วถากด้วยพร้า คนพาลนั้นจะเสวยเทวทนาอันเป็นทุกข์กล้า......

เหล่านายนิรยบาล จะเอาพาลนั้นเทียมรถ แล้วให้วิ่งกลับไปกลับมาบนแผ่นดินที่มีไฟติดทั่ว ลุกโพลง โชติช่วง คนพาลนั้นจะเสวยเทวทนาอันเป็นทุกข์กล้า......

เหล่านายนิรยบาล จะให้คนพาลนั้นปีนขึ้นปีนลง ซึ่งภูเขาถ่านเพลิงลูกใหญ่ ที่มีไฟติดทั่วลุกโพลง โชติช่วง คนพาลนั้นจะเสวยเทวทนาอันเป็นทุกข์กล้า......

เหล่านายนิรยบาล จะจับคนพาลนั้น เอาเท้าขึ้นข้างบน เอาหัวลงข้างล่าง แล้วพุ่งลงไปในหม้อทองแดงที่ร้อน มีไฟติดทั่ง ลุกโพลง โชติช่วง คนพาลนั้นจะเดือนเป็นฟองอยู่ในหม้อทองแดงนั้น เมื่อเขาเดือดเป็นฟองอยู่ จะพล่านขึ้นข้างบนครั้งหนึ่งบ้าง พล่านลงข้างล่างครั้งหนึ่งบ้าง พล่านไปด้านขวาครั้งหนึ่งบ้าง พล่านลงข้างล่างครั้งหนึ่งบ้าง จะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบอยู่ในหม้อทองแดงนั้น และยังไม่ตายตราบเท่าบาปกรรมยังไม่สิ้นสุด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านายนิรยบาล จะจับโยนคนพาลนั้นเข้าไปในมหานรก ก็มหานรกนั่นแล มีสี่มุมสี่ประตู แบ่งไว้โดยส่วนเท่ากัน มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ ครอบไว้ด้วยแผ่นเหล็ก พื้นของนรกใหญ่นั้น ล้วนแล้วด้วยเหล็ก ลุกโพลง ประกอบด้วยไฟแผ่ไปตลอดร้อยโยชน์รอบด้น ประดิษฐานอยู่ทุกเมื่อ”

พาลปัณฑิตสูตร



ทำไมข้าพเจ้าถึงสนับสนุนท่านนายกทักษิณ ชินวัตร กับท่านนายกสมัคร สุนทรเวช ขวาตกขอบ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ขันธปริตรในหลวง ร.๙

งานกู้ชาติได้เสร็จสิ้นลงแล้ว เมื่อแนวร่วมตามธรรมชาติได้สิ้นสลายไป แนวร่วมจัดตั้ง และแนวร่วมอุดมการณ์ก็เป็นอันต้องล้มไปโดยปริยาย จะเหลืออยู่ก็แต่เพียงงานอันละเอียดอ่อนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น ดั่งในขันธปริตรที่ว่า

ภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดตาย จึงนำความไปกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ พระองค์จึงตรัสว่า ที่เป็นเช่นนี้ เพราะภิกษุไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปยังตระกูลพญางู ถ้าภิกษุแผ่เมตตาจิตไปยังตระกูลพญางูแล้ว ก็จะไม่ถูกงูกัดตาย ฉันใดก็ฉันนั้นฯ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแผ่เมตตาจิตไปยังคนไทยทุกเชื้อชาติทุกศาสนา และทุกลัทธิการเมือง ความเป็นไทยก็จะไม่ถูกทำลาย ปัญหาภายในก็หมดไป ถ้าพระองค์ทรงแผ่เมตตาจิตไปยังประเทศต่างทุกประเทศ เขาก็จะไม่มารุกราน ปัญหาภายนอกก็หมดไป

ความมั่นคงของชาติ คือ ความเป็นไทย ความเป็นไทยก็คือ ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์

ไปเที่ยวเขาพระสุเมรมา

พอจิตออกจากร่างก็ไปยืนอยู่ที่ตีนเขาพระสุเมร เห็นผู้คนมากมาย กำลังจะแข่งขันเลี้ยงบอลขึ้นภูเขาพระสุเมรกัน แต่ยังไม่ทันออกสตาร์ท ข้าพเจ้าก็เลี้ยงบอลไปถึงเส้นชัยแล้ว ตอนเดินลงจากเขาพระสุเมรนั้น เห็นเหล่าเทวดานางฟ้ากำลังอธิฐานกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระพุทธศาสนาจะประดิษฐานอยู่ ณ.ที่ใดพระพุทธเจ้าข้า"

พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบว่า พระพุทธศาสนาจะประดิษฐานอยู่กับค่ายประชาธิปไตยฝ่ายขวา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ (ของคนที่มีซื่ออยู่ในหนังสือพระเมตตาของพระเดชพระคุณเจ้าประคุณหลวงพ่อฤาษีลิงดำคนนั้นนั่นเอง) ก็เห็นหน้าท่านใหญ่เท่าเขาพระสุเมรลอยขึ้นไปเบื้องบน

รถเมืองไทยกำลังวิ่งขึ้นสพานแต่อยู่ๆเครื่องก็ดับ รถไหลไปทางซ้ายจนเกือบจะตกถนนอยู่แล้ว ข้าพเจ้าเลยเบรกกระทันหันทันที คิดว่าถ้าจะให้รถเมืองไทยนี้วิ่งต่อได้ ก็ต้องหาทางสตาร์ทเครื่องให้ได้เสียก่อน จากนั้นก็ถอยหลังลงมานิดหนึ่ง แล้วหักพวงมาลัยไปทางขวาจนกระทั่งตรงทางดีแล้ว จึงจะขับรถเมืองไทยนี้ข้ามสพานไปได้

ก่อนเลือกตั้ง

สมัคร สุนทรเวช จะถือไพ่ ๒ ใบ คือ ๙ กับ ๒ มี ๑ แต้ม จะจั่วไพ่ได้ใบที่ ๘ เป็น ๙๒๘ เป็น ๙ แต้ม แต้มสูงสุด ชนะขาดลอย

ข้าพจ้าขอเรียกสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นทั้งหมดนี้ว่านอนฝันไปก็แล้วกัน ถ้ามีข้อความใดที่ข้าพเจ้าคิดแต่งเรื่องขึ้นมาโกหกเอง หรือมีการเสริมแต่งให้เกินไปจากความเป็นจริงแม้แต่เพียงคำเดียว ก็ขอให้ข้าพเจ้าจงถูกฟ้าผ่าตายเดี๋ยวนี้ทันที ทั้งนี้ก็เพื่อความสบายใจของท่านที่เข้ามาอ่านว่าจะได้อ่านแต่เรื่องที่เป็นความจริงเท่านั้น ไม่โดนแหกตาหลอกลวงอย่างแน่นอน

ขอรับรองว่าเป็นความจริงทุกประการ

หมายความว่าเมืองไทยต้องปกครองด้วยคนที่มีความคิดขวาตกขอบ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างท่านนายก สมัคร สุนทรเวช นั่นเอง

และจะต้องเป็นสายพระสงฆ์ฝ่ายเอียงขวาตกขอบอย่าง พระเดขพระคุณเจ้าประคุณสมเด็จเกี่ยว วัดสระเกศ สายเตวิโช วิชาสามของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เมืองไทยจึงจะมีเสถียรภาพถูกทิศถูกทางสงบเรียบร้อย วางจิตให้เป็นกลางแล้วคอยติดตามอ่านไปเรื่อยๆ จำกัดอคติทิ้งให้หมดไปเสียก่อนนะครับ

พระพุทธเจ้าเป็นเตวิโช วิชาสาม

พุทธดำรัส:-ดูก่อนวัจฉะ ชนที่กล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมเป็นสัพพัญญู มีปกติเห็นธรรมทั้งปวง ทรงปฏิญาณญาณทัสสนะไม่มีส่วนเหลือว่า เมื่อเราเดินไปก็ดี หยุดอยู่ก็ดี หลับก็ดี ตื่นก็ดี ญาณทัสสนะปรากฏแล้วเสมอติดต่อกันไปดังนี้ ไม่เป็นอันกล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้วและชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำที่ไม่มี ไม่เป็นจริง

ดูก่อนวัจฉะ เมื่อบุคคลพยากรณ์ว่า พระสมณโคดมเป็นเตวิชชะ (ผู้ได้วิชชา ๓ ) ดังนี้แล เป็นอันกล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้ว ชื่อว่าไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่เป็นจริง ชื่อว่าพยากรณ์ถูกสมควรแก่ธรรม

ดูก่อนวัจฉะ ก็เราเพียงต้องการเท่านั้น ย่อมจะระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง..... ตลอดสังวัฎวิวัฎกัปเป็นอันมาก ในภพโน้นเรามีชื่อย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น... เราย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้

ดูก่อนวัจฉะ ก็เราเพียงต้องการเท่านั้น ย่อมจะเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติกำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดีตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ซึ่งเป็นไปตามกรรมว่าสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียน พระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิฉาทิฐิ เขาเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมทิฐิ..... เบื้องหน้า แต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์

ดูก่อนวัจฉะ เมื่อบุคคลพยากรณ์ว่า พระสมณโคดมเป็นเตวิชชะ เป็นอันกล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้ว ชื่อว่าไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่เป็นจริง

จูฬวัจฉโคคตสูตร

ส่วนสายธรรมยุติของสมเด็จพระสังฆราชนั้น เป็นกลางทางการเมืองแบบสะเปะสะปะ กล่าวคือ เดี๋ยวก็เอาด้วยกับประชาธิไตยเอียงขวา เดี๋ยวก็เอาด้วยกับเผด็จการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เอียงซ้าย ข้าพเจ้าขอเรียกการเมืองออกเป็น ๓ ค่ายพอนะครับ คือ ประชาธิปไตยต่างชาติลูกกรำพร้า สูญเสียความเป็นไทย เผด็จการสังคมนิยมขอเรียกว่าคอมมิวนิสต์ไปด้วยว่า เผด็จการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ไม่ว่าจะอ่อนหรือแบบเข้มข้นแค่ไหน และ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข ขวาตกขอบแบบอุดมการณ์ไทยแท้อย่างท่านนายกสมัคร สุนทรเวช ที่สามารถรักษาความเป็นชาติไทยของเราไว้ได้ด้วย คือ ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ และยังสามารถคบค้าสมาคมกับต่างชาติได้อีกด้วย ทั้งยังมีความเท่าเทียมกันในประชาชนทุกเชื้อชาติทุกศาสนา และทุกลัทธิการเมือง เพราะได้รับพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้จากผู้ทรงทศพิศราชธรรม อาจจะกล่าวได้ว่าดีที่สุดในโลกก็ว่าได้

สายธรรมยุตินั้นโดดเด่นในด้านธุดงควัตร ๑๓ อยู่ป่าอยู่เขาอยู่ถ้ำลำบากลำบนกึ่งทรมานตน ชึ่งไม่ถูกทางเท่าที่ควร แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ทรงบัญญัติพระวินัยห้ามไว้หรอก เพียงติติงนิดหน่อยเท่านั้นดั่งในพระพุทธดำรัสที่ว่า "ดูก่อนกัสสปะ (พระมหากัสสปเถระ เอตทัคคะในทางผู้ทรงธุดงค์) เธอก็แก่แล้ว เราก็แก่แล้ว ขอให้เธอมาฉลองศรัทธาญาติโยมในเขตสังฆาวาสกับตถาตคเถิด อย่าได้ไปลำบากลำบนถือธุดงควัตรเลย" (สำนวนจากความจำ แต่เนื้อหาตรงเป๊ะ!) แต่พระมหากัสสปะก็ไม่ยอม ได้แต่ขออนุญาตพระพุทธองค์ขอถือธุดงควัตร ๑๓ อยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อพระพุทธเจ้าไม่อาจจะทัดทานพระมหากัสสปะแล้วจึงปล่อยให้พระมหากัสสปะไปอยู่ป่าตามแต่ใจท่าน จนกระทั่งพระพุทธเจ้าจะทรงเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน แต่ไม่สามารถจะถวายพระเพลิงได้ (เผาไม่ไหม้ซะทีว่างั้นนะ!) เพราะต้องคอยพระมหากัสสปะมาถีงเสียก่อนด้วยเหล่าเทวดาท่านไม่ยอม จนร้อนถีงพระมหากัสสปะ เมื่อพระมหากัสสปะรู้แล้ว จึงออกจากป่ามาร่วมถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า พอมาถึงท่านก็กราบใต้ฝ่าพระพุทธบาทพระพุทธเจ้าพระศาสดา แล้วกล่าวคำขอขมาพระพุทธเจ้ามีใจความว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าผิดไปแล้วที่ไม่เชื่อฟังคำทัดทานของพระพุทธองค์ ที่ไม่ให้ไปถือธุดงควัตร ๑๓ ไปทรมานกายอยู่ป่าเป็นวัตร แทนที่จะเดินสายกลางมัชฌิมาปฎิปทา เป็นต้น ข้าพระพุทธเจ้ารู้แล้วจึงขอกราบขอขมาพระพุทธองค์ ขอให้พระพุทธเจ้าทรงอดโทษยกโทษให้แก่ข้าพเจ้าผู้ซื่อว่า มหากัสสปะนี้ด้วยเทอญฯ" ว่าแล้วการถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้าพระศาสดาก็สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างปาฎิหาริย์

ข้าพเจ้าจึงขอกล่าวว่า แม้พระอรหันต์ปฎิสัมภิทาญาณอย่างพระมหากัสสปะก็ยังมีปัญญาญาณที่ไม่สมบูรณ์เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าพระศาสดาจารย์ผู้เป็นเตวิชะ วิชาสามนี้แลฯ

ทางด้านสายท่านพุทธทาส ข้าพเจ้าขอเรียกว่า คอมมิวนิสต์สายพระ แม้ว่าในบางครั้งท่านพุทธทาสสอนเหมือนกับว่าเอียงไปทางประชาธิปไตยต่างชาติลูกกรำพร้าอย่างนั้น แต่ถึงกระนั้น ท่านพุทธทาสก็สอนอย่างไม่สะทกสะท้านในทำนองที่ว่า "สังคมนิยมดีที่สุด" หมายความว่า ท่านพุทธทาสเอียงซ้ายสุดกู่นั่นเอง

ถ้าลูกศิษย์พุทธทาส เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ ความเป็นไทยคงสูญสิ้น ขนาดเข้ามาบวชอาศัยพระพุทธเจ้าพระศาสดาของตนแท้ๆยังลบหลู่ดูถูกดูหมิ่นปรามาสพระศาสดาเจ้าของพระพุทธศาสนา จนคนพากันเกลียดชังพระพุทธดำรัสได้ถึงขนาดนี้ จนคนต่างชาติต่างศาสนาปลอมตัวเข้ามาช่วยทำลายพุทธดำรัส แล้วถ้าให้คนพวกนี้เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ ความเป็นชาติไทย โบราณสถาน วัตถุโบราณ ศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าของไทย มิต้องถูกทำลายไปจนหมดสิ้น เพราะพวกร่างกายไทยใจทาส คนขายชาติพวกนี้หรอกหรือ?

ขอฟันธงว่า รับเงินจากขบวนการล้มล้างสถาบันความเป็นไทย เสียใจหน่อยหนึ่งที่ว่า เกิดเป็นคนไทยแท้ๆ หรือมาอาศัยแผ่นดินไทยนี้อยู่ แต่ยังขายชาติที่มีบุญคุณกับตนเองได้ลงคอ เหมือนอย่างพุทธทาสนี้แลฯ

พุทธทาส:-พระสูตรทั้งหมดที่เกี่ยวกับเรื่องโอปาติกะ เป็นเรื่องโกหกทั้งหมด เมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอนเกี่ยวกับเรื่องโอปาติกะนั้น ท่านก็โกหกประชาชนและภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย เพราะท่านจำเป็นต้อง "เอออวย"...เรื่อง ทาน ศีล สมาธิ ฤทธิ์ อภิญญา ชาตินี้ ชาติหน้า ภพต่างๆ ภูมิต่างๆ และทางที่กระทำแล้วให้ผลไปสู่ภพภูมิต่างๆ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย โลกนี้ โลกอื่น ผลของกรรมที่ไม่ให้ผลในชาตินี้ etc...เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้า ท่านโกหกโลก โกหกประชาชน เพราะต้อง "เอออวย" ไปตามสังคมทั้งนั้น ถ้าใครจะเชื่อพระพุทธเจ้า ใครจะเชื่อพระไตรปิฏก ต้องคิดแบบท่านซะก่อน ถึงจะฉลาด....เพราะคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้านั้น ....เชื่อไม่ได้

หนังสือ ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์

พุทธทาส:-ให้โกยอภิธรรมทิ้งไปให้หมด อภิธรรมตามที่รู้กันนั่นแหละ อภิธรรมปิฏก อภิธัมมัตถสังคหะ อภิธรรมอะไรก็ตาม ที่ระบุไปยังอภิธรรมเฟ้อนี้โกยทิ้งไปเสียให้หมด
บางสูตรก็ตัดออกไปหมดเลย บางสูตรก็ต้องตัดออกไปบางส่วน บางสูตรก็ตัดออกไปราว 40%

อภิธรรมคืออะไร?

ผู้คัดค้านพระอภิธรรมชื่อว่า ทำลายชินจักร

"บุคคลเมื่อคัดค้านพระอภิธรรม ชื่อว่า ย่อมให้การประหารในชินจักรนี้ ย่อมคัดค้านพระสัพพัญญุตญาณ ย่อมหมิ่นเวสารัชชญาณของพระศาสดา ย่อมขัดแย้งบริษัทผู้ต้องการฟังย่อมผูกเครื่องกั้นอริยมรรค จักปรากฏในเภทกรวัตถุ ๑๘ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นผู้ควรแก่อุกเขปนิยกรรม นิยสกรรม ตัชชนียกรรม เพราะทำกรรมนั้น จึงควรส่งเธอไปว่า เจ้าจงไป จงเป็นคนกินเดนเลี้ยงชีพเถิด ดังนี้ "

พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล มหามกุฏราชวิทยาลัย
ในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 75 อภิธรรมปิฎก หน้า 60-63 อรรถกถาธรรมสังคณี

กรรมอันเกิดแต่การสอนบิดเบือนพระพุทธดำรัสย่ำยีลบหลู่ดูถูกดูหมิ่นปรามาสพระพุทธเจ้าศาสดาของตนเอง ย่อมมีโทษถึงโลกันตนรก

ข่าวเด็กรถบัสข่มขื่นสาวบนรถบัส ไม่ผิดครับเพราะไม่มีเจตนาจะข่มขืน มีความรู้สึกจะระบายความใคร่เท่านั้น เห็นผู้หญิงเป็นที่ระบายความใคร่เท่านั้นเองครับ

พุทธทาส:-แมวเห็นหนูก็จะตะครุบกิน นี่พวกที่เถรตรงก็ว่าแมวบาป แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็บาป อย่างนี้ เราก็มีความเห็นด้วยไม่ได้ แมวไม่มีเจตนาฆ่าหนู มันจะกินเท่านั้น แต่พวกอาจารย์บางพวก บางกลุ่มเขาจัดให้แมวนี้เป็นบาป เป็นเวรตกนรก ผูกพันกันกับหนูกลับไปกลับมา เรียกว่า มันขาดศีล แต่อาตมาเห็นว่า แมวไม่มีเจตนาฆ่า มันมีความรู้สึกแต่จะกินเท่านั้นแหละ เห็นหนูก็คือเห็นอาหาร เป็นอาหารก็กินเท่านั้นแหละ

คัดบางตอนจากหนังสือดอกโมกข์ ฉบับพิเศษ พุทธทาสวจนา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๓๙
หน้า ๑๗๘-๑๘๒

อีกอย่างหนึ่ง รัฐธรรมนูญของมนุษย์ อาจจะถูกบิดเบือนจนกลายเป็นรัฐธรรมนูญของสัตว์เดรัชฉาน และแอ๊บแบ๊ว! ไปก็เป็นได้

พุทธทาส:-สำหรับสัตว์เดียรฉาน ก็คือสัตว์เดียรฉานที่ไม่มีความร้อน ความร้อนของสัตว์เดียรฉานก็คือความร้ายกาจที่เป็นอันตรายแก่มนุษย์ นี่เรียกว่าความร้อน ถ้าสัตว์เดียรฉานนั้นได้รับการฝึกดี จนเป็นสัตว์ที่ดีไม่มีอันตรายอีกต่อไป หมดพยศร้ายแล้ว เช่น ช้างป่า วัวป่า ที่เอามาฝึกจนหมดพยศร้ายแล้ว ก็เรียกว่ามัน นิพพาน

นิพพานในชีวิตประจำวัน

พุทธทาส:-สัตว์ป่าจับมาจากในป่า เช่นควายป่า ช้างป่า อะไรป่านี่ มันดุร้ายเหลือประมาณ อันตรายเหลือประมาณ; เขาเอามาเข้าคอกเข้าที่ บังคับฝึกหัดไปจนสัตว์เหล่านั้นเชื่องเหมือนกับแมว จนช้างป่านั้นเชื่องเหมือนกับแมว ทำอะไรก็ได้; อย่างนี้ก็เรียกว่า มันนิพพาน

นิพพานสำหรับทุกคน

พุทธทาส:-แม้คนโง่ไม่รู้จักพระนิพพานเอาเสียเลย เขาก็ยังลงไปกินไปอาบในสระแห่งนิพพานนั้นได้โดยไม่รู้สึกตัว ข้อนี้ก็เพราะว่า พระนิพพานเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในที่ทั่วไป

นิพพานสำหรับทุกคน

ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า สายของท่านพุทธทาสนี้ ไม่มีขื่อมีแปร เมื่อบวชมาอยู่ในเขตพระพุทธศาสนาเถรวาท แทนที่จะปฎิบัติตามพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าพระศาสดาของตนได้บัญญัติไว้แล้ว กับสอนบิดเบือนลบหลู่ดูถูกดูหมิ่นปรามาสพระพุทธเจ้าพระศาสดาของตนอย่างหน้าตาเฉย เมื่อลูกศิษย์ลูกหาของท่านพุทธทาสมาเล่นการเมือง ก็ไม่ยอมรับกติกามารยาทกฏหมายบ้านเมืองเลยแม้แต่น้อย กับทั้งหลายต่อหลายคนที่ดังๆยังชอบหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระราชาของตนเป็นกิจวัตรประจำวัน เหมือนดั่งท่านพุทธทาสที่ชอบสอนลบหลู่ปรามาสพระพุทธเจ้าพระศาสดาของตน ลูกศิษย์ กับอาจารย์สัน...นิสัยเหมือนกันเปรี๊ยบ! ที่พูดนี้เปรียบเทียบเคียงกับคดีที่ผ่านมา ส่วนคนที่หลงไปนับถือท่านพุทธทาสด้วยความบริสุทธิ์ใจนั้น ข้าพเจ้าไม่ถือว่าเป็นผู้ทำลายปรามาสพระพุทธเจ้าพระศาสดาของเรา

ถ้าให้สายพุทธทาสแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะพูดอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่งโกหกตอแหล! เหมือนอย่างพุทธทาสอาจารย์ของตัวเองก็เป็นได้

พูดอย่างหนึ่ง

การเป็นทาสของพระพุทธองค์ เรียกว่า "พุทธทาส"
พุทธทาส แปลว่า ผู้รับใช้พระพุทธองค์อย่างถวายชีวิต
ในฐานะเป็นหนี้ในพระมหากรุณาธิคุณด้วย
เพราะความกตัญญูด้วย และ
เพราะเห็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ด้วย
จึงสมัคร มอบกายถวายชีวิตหมดสิ้นทุกประการ
เพื่อรับใช้พระพุทธองค์
เพื่อกระทำสิ่งที่เชื่อว่าเป็นพระพุทธประสงค์

คัดจาก หนังสือ พุทธสาสนา ปีที่ ๖๗ เล่ม ๒ พุทธศํกราช ๒๕๔๒

แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง[

พุทธทาส:-พระสูตรทั้งหมดที่เกี่ยวกับเรื่องโอปาติกะ เป็นเรื่องโกหกทั้งหมด เมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอนเกี่ยวกับเรื่องโอปาติกะนั้น ท่านก็โกหกประชาชนและภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย เพราะท่านจำเป็นต้อง "เอออวย"...เรื่อง ทาน ศีล สมาธิ ฤทธิ์ อภิญญา ชาตินี้ ชาติหน้า ภพต่างๆ ภูมิต่างๆ และทางที่กระทำแล้วให้ผลไปสู่ภพภูมิต่างๆ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย โลกนี้ โลกอื่น ผลของกรรมที่ไม่ให้ผลในชาตินี้ etc...เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้า ท่านโกหกโลก โกหกประชาชน เพราะต้อง "เอออวย" ไปตามสังคมทั้งนั้น ถ้าใครจะเชื่อพระพุทธเจ้า ใครจะเชื่อพระไตรปิฏก ต้องคิดแบบท่านซะก่อน ถึงจะฉลาด....เพราะคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้านั้น ....เชื่อไม่ได้

หนังสือ ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์

ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่าสายท่านพุทธทาสนี้เป็นสายที่สอนทำลายความเป็นไทยโดยสิ้นเชิง ดั่งหลักฐานที่อ้างอิงมาแล้วนั้น

ผลดี และผลเสีย ของระบอบการปกครองต่างๆที่มีคนไทย ทั้งกายไทยใจไทย และกายไทยแต่ใจทาส

ประชาธิปไตยต่างชาติลูกรำพร้าแบบอเมริกันเป็นตัววัดก็แล้วกันนะครับ ถ้านำระบอบนี้มาใช้ในเมืองไทยอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

๑.สิ้นชาติความเป็นไทย ชาติ คือ แผ่นดิน ประชาชน โบราณสถาน วัตถุโบราณ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ มรดกอันล้ำค่าของไทย ศาสนาพุทธศาสนาประจำชาติมาแต่โบราณกาล อันเป็นที่เคารพนับถือบูชาอย่างสูงสุดของคนไทย แหล่งผลิตเมตตาธรรมอันเป็นเครื่องค้ำจุนโลก และ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิศราชธรรม ดีที่สุดในโลก สิ้นชาติความเป็นไทยอย่างแน่นอน๑๐๐% หรือ อ้างอิงปลอมๆแบบมีเลสนัย เพราะกลัวคนไทยต่อต้าน เพื่อรักษาความเป็นกายไทยใจทาสนั้นไว้

๒.คนไทยที่เป็นคอมมิวนิสต์ทั้งรัสเซีย และจีนลัทธเหมา ก็ย่อมไม่พอใจและจะมีการรบราฆ่าฟันเกิดสงครามกลางเมืองอย่างแน่นอน ๑๐๐% ดูตัวอย่าง เนปาล ก็แล้วกัน เขากำลังจะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ฆ่าพ่อแม่ของตนเอง (คงไม่ได้ทรงทศพิศราชธรรมแผ่เมตตาธรรมอันเป็นเครื่องค้าจุนโลกให้ความเท่าเทียมกันทุกเชื้อชาติทุกศาสนาทุกลัทธิการเมืองอย่างในหลวงของเรา) แล้วเปลี่ยนการเมืองการปกครองเป็นลัทธเหมา คอมมิวนิสต์จีนนั่นเอง

๓.ศาสนาทุกศาสนายกเว้นศาสนาคริสต์ ก็คงจะไม่ยอมจนเกิดสงครามศาสนาขึ้นในเมืองไทย ๑๐๐% แล้วถ้าคำว่าศาสนารบราฆ่าฟันกันอะไรจะเกิดขึ้นคงดูไม่จืด

๔.กองทัพไทย ๔ เหล่าทัพ ก็คงจะไม่ยอม จนต้องจำใจทำปฎิวัติรัฐประหารอีก เพื่อรักษาความเป็นไทยไว้ โดยไม่ยอมรักษามารยาททางการเมืองอีกต่อไป เมื่อนั้น ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข ที่พระพุทธศาสนาจะประดิษฐานนั้นก็จะถูกทำลายไปเป็นเผด็จการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุขแทน ซึ่งไม่ใช่พระประสงค์ของพระพุทธเจ้าเลย

ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า ประชาธิปไตยต่างชาติลูกรำพร้าแบบอเมริกันเป็นตัววัดนี้ ไม่เหมาะกับเมืองไทยด้วยประการทั้งปวงฯ

ถ้านำลัทธิเผด็จการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ มาใช้ในเมืองไทยอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

๑.สิ้นชาติความเป็นไทย ชาติ คือ แผ่นดิน ประชาชน โบราณสถาน วัตถุโบราณ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ มรดกอันล้ำค่าของไทย ศาสนาพุทธศาสนาประจำชาติมาแต่โบราณกาล อันเป็นที่เคารพนับถือบูชาอย่างสูงสุดของคนไทย แหล่งผลิตเมตตาธรรมอันเป็นเครื่องค้ำจุนโลก และ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิศราชธรรม ดีที่สุดในโลก สิ้นชาติความเป็นไทยอย่างแน่นอน ๑๐๐% หรือ อ้างอิงปลอมๆแบบมีเลสนัย เพราะกลัวคนไทยต่อต้าน เพื่อรักษาความเป็นกายไทยใจทาสนั้นไว้

๒.พวกนิยมประชาธิปไตยทั้งประชาธิปไตยลูกกรำพร้าต่างชาติ สูญเสียความเป็นไทย และประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข ย่อมไม่ยอมก็จะเกิดการรบราฆ่าฟันกันในประเทศ และจะล้มตายเพราะถูกล้างเผ่าพันธ์ไทยจนหมดสิ้นด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์นี้ไม่มีศาสนา ทำได้ทุกอย่างตามใจชอบ

๓.ศาสนาทุกศาสนา ก็คงจะไม่ยอมจนเกิดสงครามกลางเมืองแล้วลุกลามไปทั่วประเทศอย่างแน่นอน ๑๐๐% เพราะมีคนที่มีอุดมการณ์ลัทธิเผด็จการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อยู่เพียงกระติ๊ดนิดเดียวในเมืองไทยเท่านั้นเอง

๔.กองทัพไทย ๔ เหล่าทัพ ก็คงจะไม่ยอม จนต้องจำใจทำปฎิวัติรัฐประหารอีก เพื่อรักษาความเป็นไทยไว้ โดยไม่ยอมรักษามารยาททางการเมืองอีกต่อไป เมื่อนั้น ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข ที่พระพุทธศาสนาจะประดิษฐานนั้นก็จะถูกทำลายไปเป็นเผด็จการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุขแทน ซึ่งไม่ใช่พระประสงค์ของพระพุทธเจ้าเลย

ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า ลัทธิเผด็จการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์นี้ ไม่เหมาะกับเมืองไทยด้วยประการทั้งปวงฯ

ถ้าใช้ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุขล่ะจะเป็นหยั๋ง!

พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิศราชธรรม พระองค์ทรงเป็นพุทธมามะกะ นำพระเมตตาธรรมอันเป็นเครื่องค้ำจุนโลกมาแผ่เมตตาธรรมนี้ให้กับคนไทยทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา และทุกลัทธิการเมือง ทั้งประชาธิปไตยลูกกรำพร้าต่างชาติวัดจากอเมริกา และ เผด็จการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ (หมายรวมถึงเผด็จการสังคมนิยมแบบพม่า และอื่นๆด้วย ขอเรียกรวมว่าเผด็จการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์) พร้อมลัทธิอื่นอีกทุกรูปแบบก็จะได้รับความเมตตาเท่าเทียมกันทั่วทุกตัวตนอย่างไม่มีประมาณ มีอิสระเสรีที่สุด ทุกคนทุกศาสนาทุกรูปแบบไม่มีจำกัด ทั้งที่มองเห็นด้วยตาเปล่า และที่มองเห็นด้วยตาเนื้อไม่ได้ อยู่ใกล้อยู่ไกล ละเอียดหยาบปราณีต สิ่งศักดิ์สิทธิทั้งปวงพระสยามเทวาธิราชยังได้รับความเป็นธรรมไม่ถูกเหยียบย่ำดูถูกดูแคลนจากมิจฉาทิฎฐิ แม้พระภูมิเจ้าที่ อีกด้วย ทุกผู้คนทุกรูปแบบไม่ว่าจะดีจะชั่วช้าสามานย์ ถ้าอยู่ในขอบเขตกติกากฎหมายรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข (ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่มาจากการปฎิวัติรัฐประหาร หรือที่เรียกว่า เผด็จการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขนะครับ) จะมีชีวิตอยู่รวมด้วยกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนทุกชาติต่างอิจฉา และโด่งดังไปทั่วทั้งโลกทั้งจักรวาล ทั้งนี้ และทั้งนั้น ก็เพราะพระเมตตาบารมีของเจ้าหลวงเจ้าแผ่นดินในหลวงผู้ทรงทศพิศราชธรรม ที่รักนับถือบูชาอย่างยิ่งยวดของเราชาวไทยทุกเชื้อชาติทุกศาสนา และทุกลัทธิการเมืองนั่นเองฯ

ข้าพเจ้าจึงขอกล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข ที่พระพุทธศาสนาจะประดิษฐานนี้แลฯ สุดยอดที่สุดในโลกไม่มีประเทศใดเสมอเหมือน เพราะเจริญทางจิตใจหาประมาณมิได้เลย อมิตตาพุทธ!

ดังนี้แล้วได้โปรดรู้โดยทั่วกันว่า พระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงทศพิศราชธรรม นำเมตตาธรรมอันเป็นเครื่องค้ำจุนโลก แผ่ให้กับคนไทยทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา และทุกลัทธิการเมือง อย่างเท่าเทียมกันนี้ ไม่ได้เป็นศัตรูกับใครเลยเป็นความสัตย์จริงที่สุด แต่ท่านที่คิดนำลัทธิอื่นๆมาล้มล้างความเป็นไทยต่างหาก ที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับความเป็นไทย และพระองค์ท่าน ขอได้โปรดรับรู้ไว้โดยทั่วกัน และให้ความเป็นธรรม ให้อภัยซึ่งกันและกันเทอญฯ

ข้าพเจ้าจึงขอกล่าวว่า ไม่ว่าท่านจะเป็นคนไทยเชื้อชาติไหน ศาสนาใด และนิยมลัทธิการเมืองใด ล้วนไม่มีความผิดทั้งสิ้น เพราะอุดมการณ์ทางการเมืองนั้น ไม่ใช่คดีอาญา ต่างคนต่างหลงคิดว่าดี ตามความคิดของตน โดยไม่รู้เลยว่าไม่ควรไปเปรียบเทียบกับต่างชาติใดๆเลย เราต้องย้อนมาสำรวจ และพัฒนาตัวเองตามสถานะการณ์วัฒนธรรมของตนต่างหาก

โดยขึ้นไปยืนอยู่บนหลังคาประเทศไทย แล้วมองลงมาว่าปัจจุบันนี้ เมืองไทยมีอะไรบ้าง ลดความเห็นแก่ตัวที่ทำเพื่อพรรคพวกของตนลง หันไปให้ความเป็นธรรมกับพวกอื่นๆบ้างอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยความบริสุทธฺใจว่า ที่แท้เราอยู่ร่วมชาติไทยด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จะมาแก่งแย่งอำนาจรบราฆ่าฟันกันเองทำไม เรามาร่วมใจสมานฉ้นท์ รบกับต่างชาติ ด้วยอาวุธแห่งความเป็นมิตรไมตรีกับเขาต่างชาติทุกๆชาติทุกลัทธิการเมืองไม่ดีกว่าหรือ

แต่ทว่าต้องสำนึกถึงหนทางแห่งความเป็นไทย ซึ่งต้องฟันธงว่าต้องใช้เครื่องมือมัชฌิมา ความพอเพียง คือ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข ที่ประดิษฐานพระพุทธศานาเท่านั้น จึงจะได้รับความเป็นธรรมเท่าเทียมกันหมด ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา และทุกลัทธิการเมือง เพราะไม่มีเครื่องมือใดเลยที่จะอยู่ร่วมกันได้เหมือนอย่าง ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุขอีกแล้วฯ

มรดกโลกอันล้ำค่าได้ถูกอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติของโลก ด้วยจิตสำนึกของมนุษย์ เพราะมนุษย์เห็นคุณค่าและความสำคัญเป็นเอนกอนันต์ เช่น ป่าไม้ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ โบราณสถาน วัตถุโบราณ ศีลปวัฒนธรรมประเพณีต่างๆของโลก แม้ชนเผ่าที่ล้าหลัง เพราะหลายสิ่งหลายอย่างได้สูญหายไปแล้วจากโลก

แต่ประเทศไทยยังคงมีมรดกอันล้ำค่าอยู่สองสิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก คือ พระพุทธศาสนา แหล่งผลิตเมตตาธรรมอันเป็นเครื่องค้ำจุนโลก และพระมหากษัตริย์ ที่ทรงทศพิศราชธรรม ถ้าของสองสิ่งนี้ถูกทำลายไปจากประเทศไทยเสียแล้ว ชาวโลกก็จะไม่ได้เห็นเป็นบุญตาอีกต่อไป เมตตาธรรมอันเป็นเครื่องค้ำจุนโลก คนยังไม่ต้องการแล้วท่านต้องการอะไรกัน สัตว์โลกที่ร่วมเกิดแก่เจ็บตายมาด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น





พูดอย่างหนึ่ง กตัญญู

พุทธทาส:-การเป็นทาสของพระพุทธองค์ เรียกว่า "พุทธทาส"
พุทธทาส แปลว่า ผู้รับใช้พระพุทธองค์อย่างถวายชีวิต
ในฐานะเป็นหนี้ในพระมหากรุณาธิคุณด้วย
เพราะความกตัญญูด้วย และ
เพราะเห็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ด้วย
จึงสมัคร มอบกายถวายชีวิตหมดสิ้นทุกประการ
เพื่อรับใช้พระพุทธองค์
เพื่อกระทำสิ่งที่เชื่อว่าเป็นพระพุทธประสงค์

คัดจาก หนังสือ พุทธสาสนา ปีที่ ๖๗ เล่ม ๒ พุทธศํกราช ๒๕๔๒

แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง อกตัญญู

พุทธทาส:-พระสูตรทั้งหมดที่เกี่ยวกับเรื่องโอปาติกะ เป็นเรื่องโกหกทั้งหมด
เมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอนเกี่ยวกับเรื่องโอปาติกะนั้น ท่านก็โกหกประชาชนและภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย
เพราะท่านจำเป็นต้อง "เอออวย"...เรื่อง ทาน ศีล สมาธิ ฤทธิ์ อภิญญา ชาตินี้ ชาติหน้า
ภพต่างๆ ภูมิต่างๆ และทางที่กระทำแล้วให้ผลไปสู่ภพภูมิต่างๆ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต
อสุรกาย โลกนี้ โลกอื่น ผลของกรรมที่ไม่ให้ผลในชาตินี้ etc...เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้า
ท่านโกหกโลก โกหกประชาชน เพราะต้อง "เอออวย" ไปตามสังคมทั้งนั้น ถ้าใครจะเชื่อพระพุทธเจ้า
ใครจะเชื่อพระไตรปิฏก ต้องคิดแบบท่านซะก่อน ถึงจะฉลาด....เพราะคำสอนทั้งหมดของ
พระพุทธเจ้านั้น....เชื่อไม่ได้

หนังสือ ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์

แต่คือเราไปอ่านหนังสือ ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์ มาหมดแล้ว เรายังไม่เจอว่าท่านพุทธทาสจะ
พูดอะไรที่มันเป็นเหมือนข้างบนเลย เราไปอ่านมาหมดแล้ว ก็ได้ใจความประมาณว่าคือท่าน
พุทธทาสไม่ได้จะยกเลิกสวรรค์ นรก แต่ท่านแค่กำลังเน้นสวรรค์ นรกที่จะเกิดขึ้นที่ใจของเรา
คือเมื่อประพฤติดี มีปิติปราโมทย์ มีธรรมะปิติ ชื่นชมตัวเองยกมือไหว้ตัวเองได้นี่คือ สวรรค์ที่นี่
สวรรค์เดี๋ยวนี้ ขอให้ได้สวรรค์อย่างนี้แล้วจะมีสวรรค์ต่อตายได้ง่ายๆ และขอให้รู้จักนรกที่ตกอยู่
จริงๆ ทุกวันๆ นรกที่นี่ ที่มันตกอยู่ทั้งเป็นๆ นี่ระลึกให้มาก เมื่อทำผิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
ใจ ร้อนเป็นไฟอยู่นี่มี นี่คือนรกที่นี่ สนใจให้มาก ควบคุมให้ได้อย่าให้ตกนรกชนิดนี้ เมื่อไม่ตก
นรกชนิดนี้ ตายแล้วก็ไม่ตกนรกไหนหมด

ลองไปเช็คดูก็ได้คะที่เว็บข้างล่างนี้อะคะ
สารบาญ หลักธรรม


พุทธทาสสอนพระนิพพานมั่วไปเรื่อยๆเพี๊ยน!

พุทธทาส:-สำหรับสัตว์เดียรฉาน ก็คือสัตว์เดียรฉานที่ไม่มีความร้อน ความร้อนของสัตว์เดียรฉาน
ก็คือความร้ายกาจที่เป็นอันตรายแก่มนุษย์ นี่เรียกว่าความร้อน ถ้าสัตว์เดียรฉานนั้นได้รับการฝึกดี
จนเป็นสัตว์ที่ดีไม่มีอันตรายอีกต่อไป หมดพยศร้ายแล้ว เช่น ช้างป่า วัวป่า ที่เอามาฝึกจนหมด
พยศร้ายแล้ว ก็เรียกว่ามัน นิพพาน
นิพพานในชีวิตประจำวัน

คือท่านพุทธทาสกำลังพูดถึงความหมายของคำว่านิพพานตามสมัยก่อนที่พระพุทธเจ้าจะประสูติ
ไม่ได้หมายถึงความหมายของคำว่านิพพานตามทางพระพุทธศาสนา ก็คือคำว่านิพพานนี้มันใช้กันมา
ก่อนที่พระพุทธองค์จะประสูติด้วยซ้ำ โดยคำว่านิพพานในความหมายของชาวอินเดียในสมัยนั้นมันมี
ความหมายที่กว้างกว่าความหมายของคำว่านิพพานในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมันมีความหมายว่าเป็น
ลักษณะของสิ่งๆหนึ่งซึ่งเคย ร้อน,ทุรนทุราย,ไม่สงบ แต่ปัจจุบัน ความร้อน,ทุรนทุราย,ไม่สงบ
เหล่านี้มันดับไปแล้ว อาการที่ ความร้อน,ทุรนทุราย,ไม่สงบ เหล่านี้มันดับ นั้นจะเรียกว่ามันเป็นนิพพาน
ในช่วงเวลาก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงตรัสรูู้นั้น หากสัตว์ที่เคยดื้อรั้น ชอบทำร้ายคน อยู่ไม่สงบ หรืออื่นๆ
แต่ถ้าสัตว์เดียรฉานนั้นได้รับการฝึกดี จนเป็นสัตว์ที่ดีไม่มีอันตรายอีกต่อไป หมดพยศร้ายแล้ว เช่น
ช้างป่า วัวป่า ที่เอามาฝึกจนหมดพยศร้ายแล้ว ก็จะเรียกว่ามัน นิพพาน โดยในสมัยนั้นเขาจะใช้คำว่า
นิพพานในลักษณะนี้ แต่เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ได้ใช้คำว่านิพพานเป็นลักษณะของการ
ที่กิเลสในใจเรามันดับไปแล้ว เมื่อกิเลสในใจเราหมด ใจเราก็เป็นนิพพานเมื่อนั้น กิเลสเป็นของร้อน
มีเข้ามันร้อน ถ้ากิเลสดับก็เท่ากับของร้อนดับ ความหมายอย่างเดียวกันกับไฟดับ นี่ก็ยังใช้ชื่อว่านิพพาน
อยู่นั่นแหละ ชื่อเดียวกันแหละ แต่ความหมายของคำว่านิพพานของพระองค์นั้นสมบูรณ์ที่สุด ดีที่สุด
แล้วไม่มีใครสอนนิพพานให้ยิ่งไปกว่านี้ได้ ก็ยุติเพียงเท่านี้ ยุติเพียงนิพพานเท่าที่พระพุทธเจ้าท่านได้สั่งสอน
ได้ค้นพบและสั่งสอน ดับทุกข์สิ้นเชิง และจากข้อความของคุณPukhaotong Brrpta ท่านพุทธทาส
กำลังหมายถึง คำว่านิพพานตามความหมายของคนอินเดียสมัยที่พระพุทธเจ้าท่านยังไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้หมาย
ถึงคำว่านิพพานตามความหมายของทางพระพุทธศาสนา

เช็คได้ที่เว็บข้างล่าง
&#65533;&#65533;&#65533;&#889;&#65533;&#65533;&#65533;&#65533; :: &#65533;&#65533;&#1209;&#65533;&#1121;&#65533;&#65533;&#889;&#65533;&#1191;&#65533;&#1333;&#14900;&#65533;&#65533;&#184;&#65533;&#65533;&#65533;&#65533;

พุทธทาส:-สัตว์ป่าจับมาจากในป่า เช่นควายป่า ช้างป่า อะไรป่านี่ มันดุร้ายเหลือประมาณ อันตรายเหลือ
ประมาณ; เขาเอามาเข้าคอกเข้าที่ บังคับฝึกหัดไปจนสัตว์เหล่านั้นเชื่องเหมือนกับแมว จนช้างป่านั้นเชื่อง
เหมือนกับแมว ทำอะไรก็ได้; อย่างนี้ก็เรียกว่า มันนิพพาน

นิพพานสำหรับทุกคน

คือท่านพุทธทาสกำลังพูดถึงความหมายของคำว่านิพพานตามสมัยก่อนที่พระพุทธเจ้าจะประสูติ ไม่ได้หมายถึง
ความหมายของคำว่านิพพานตามทางพระพุทธศาสนา ก็คือคำว่านิพพานนี้มันใช้กันมาก่อนที่พระพุทธองค์จะ
ประสูติด้วยซ้ำ โดยคำว่านิพพานในความหมายของชาวอินเดียในสมัยนั้นมันมีความหมายที่กว้างกว่าความ
หมายของคำว่านิพพานในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมันมีความหมายว่าเป็นลักษณะของสิ่งๆหนึ่งซึ่งเคย ร้อน,
ทุรนทุราย,ไม่สงบ แต่ปัจจุบัน ความร้อน,ทุรนทุราย,ไม่สงบ เหล่านี้มันดับไปแล้ว อาการที่ ความร้อน,
ทุรนทุราย,ไม่สงบ เหล่านี้มันดับ นั้นจะเรียกว่ามันเป็นนิพพาน ในช่วงเวลาก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงตรัสรูู้นั้น
หากสัตว์ที่เคยดื้อรั้น ชอบทำร้ายคน อยู่ไม่สงบ หรืออื่นๆ แต่ถ้าสัตว์เดียรฉานนั้นได้รับการฝึกดี จนเป็นสัตว์
ที่ดีไม่มีอันตรายอีกต่อไป หมดพยศร้ายแล้ว เช่น ช้างป่า วัวป่า ที่เอามาฝึกจนหมดพยศร้ายแล้ว ก็จะเรียกว่า
มัน นิพพาน โดยในสมัยนั้นเขาจะใช้คำว่านิพพานในลักษณะนี้ แต่เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ได้
ใช้คำว่านิพพานเป็นลักษณะของการที่กิเลสในใจเรามันดับไปแล้ว เมื่อกิเลสในใจเราหมด ใจเราก็เป็นนิพพาน
เมื่อนั้น กิเลสเป็นของร้อน มีเข้ามันร้อน ถ้ากิเลสดับก็เท่ากับของร้อนดับ ความหมายอย่างเดียวกันกับไฟดับ
นี่ก็ยังใช้ชื่อว่านิพพานอยู่นั่นแหละ ชื่อเดียวกันแหละ แต่ความหมายของคำว่านิพพานของพระองค์นั้นสมบูรณ์
ที่สุด ดีที่สุด แล้วไม่มีใครสอนนิพพานให้ยิ่งไปกว่านี้ได้ ก็ยุติเพียงเท่านี้ ยุติเพียงนิพพานเท่าที่พระพุทธเจ้าท่าน
ได้สั่งสอน ได้ค้นพบและสั่งสอน ดับทุกข์สิ้นเชิง และจากข้อความของคุณหัวข้อกระทู้
ท่านพุทธทาสกำลังหมายถึง คำว่านิพพานตามความหมายของคนอินเดียสมัยที่พระพุทธเจ้าท่านยังไม่ได้ตรัสรู้
ไม่ได้หมายถึงคำว่านิพพานตามความหมายของทางพระพุทธศาสนา

เช็คได้ที่เว็บข้างล่าง
นิพพานสำหรับทุกคน

บรรลุอรหันต์โดยไม่รู้สึกตัว

พุทธทาส:-แม้คนโง่ไม่รู้จักพระนิพพานเอาเสียเลย เขาก็ยังลงไปกินไปอาบในสระแห่งนิพพานนั้นได้โดย
ไม่รู้สึกตัว ข้อนี้ก็เพราะว่า พระนิพพานเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในที่ทั่วไป

นิพพานสำหรับทุกคน

ข้อนี้มันเป็นความจริงนะคะ ขอให้คุณลองทำความเข้าใจใหม่ว่า ความร้อนในจิตใจ ที่มันเกิดมาจากกิเลส
เช่น โลภะ โทสะ โมหะ เป็นความร้อนแห่งไฟคือกิเลส, ถ้าเมื่อใดความร้อนจากไฟคือกิเลสมันไม่มี
เมื่อนั้นก็มีภาวะแห่งนิพพาน. นี่เป็นหลักที่สำคัญที่สุดที่จะต้องกระทำไว้ในใจว่า เมื่อใด ไม่มีไฟ คือ ราคะ
โทสะ โมหะ ไม่มี, ก็มีความเย็นอย่างนิพพาน, ถ้ามันไม่มีชั่วคราว มันก็เป็นความเย็นชั่วคราว.
ถ้ามันมีนิดหนึ่ง มันก็เป็นความเย็นนิดหนึ่ง และมันคงเป็นความเย็นนั่นเอง; ถ้ามันเป็นความเย็นแล้ว ก็
มีความหมายแห่งนิพพาน เป็นเรื่องความเย็นในทางจิตใจ ขอให้สนใจดูให้ดีว่า เรามีความร้อนเมื่อไร มีความ
ร้อนใจเมื่อไร มันก็หมายความว่า มีความร้อนที่เกิดมาจากกิเลสเมื่อนั้น; เมื่อใดความร้อนชนิดนั้นไม่มี มัน
ก็มีสิ่งที่เรียกว่า นิพพานไม่มากก็น้อยอยู่ในจิตใจ

การที่ไฟนี้จะดับไป กิเลสจะดับไปนี้ มันมีได้ทั้งสองอย่าง คือ (๑) มันดับของมันเองก็ได้, (๒) มีผู้ทำ
ให้ดับก็ได้; คือว่า มีการประพฤติปฏิบัติทำให้กิเลสไม่เกิด หรือดับมันเสีย มันก็ดับเพราะมีผู้ทำให้ดับ, แต่ถึง
อย่างไรมันก็ยังมีการดับของมันเอง เพราะมันหมดเหตุหมดปัจจัยของมันเอง ไม่ต้องมีใครมาทำให้ดับมันก็ดับ
เพราะว่ากิเลสนี้มันก็เป็นสังขารธรรมตามธรรมดา คือสิ่งที่เกิดมาจากเหตุจากปัจจัย เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย;
เมื่อเหตุปัจจัยหมดลงขาดลง มันก็ดับของมันเอง.

มีความสำคัญที่จะต้องทราบไว้เป็นหลักว่า "สิ่งใดมีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็มีการดับลงเป็นธรรมดา", เป็นบาลีก็ว่า
ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ - สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา.
กิเลสก็มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ตามธรรมดาของสังขารที่มีเหตุมีปัจจัย และมันก็ดับลงเพราะหมดเหตุหมดปัจจัย
ตามธรรมดา; เมื่อกิเลสนั้นดับลงไป มันก็มีความเย็นกิเลสไม่เกิดขึ้นรบกวน มันก็มีความเย็น ดังนั้น ทุกคนไม่ใช่
ว่าจะมีกิเลสเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา มันมีเวลาที่กิเลสไม่เกิด หรือว่า กิเลสมันดับไปเองตามธรรมดา มันก็ต้องมีความ
เย็นในความหมายของนิพพาน ฉะนั้น จึงพูดได้เต็มปากว่า นิพพานนั้นมีสำหรับทุกคน และมีอยู่สำหรับทุกคน
ในลักษณะที่มากบ้าง น้อยบ้าง ชั่วขณะบ้าง หรือ นานหน่อยบ้าง หรือถ้าดีถึงที่สุดก็ตลอดกาล.

ฉะนั้นแม้คนโง่ไม่รู้จักพระนิพพานเอาเสียเลย เขาก็ยังลงไปกินไปอาบในสระแห่งนิพพานนั้นได้โดยไม่รู้สึกตัว
ข้อนี้ก็เพราะว่า พระนิพพานเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในที่ทั่วไป เมื่อบุคคลไม่มีความร้อนใดๆ ก็หมายความว่า กำลัง

ดื่มกินพระนิพพาน.

ที่มาจาก
นิพพานสำหรับทุกคน

พระอภิธรรมเป็น ๑ ใน ๓ ของพระไตรปิฏก ยังกล้าลบหลู่

พุทธทาส:-ให้โกยอภิธรรมทิ้งไปให้หมด อภิธรรมตามที่รู้กันนั่นแหละ อภิธรรมปิฏก อภิธัมมัตถสังคหะ อภิธรรม
อะไรก็ตาม ที่ระบุไปยังอภิธรรมเฟ้อนี้โกยทิ้งไปเสียให้หมด
บางสูตรก็ตัดออกไปหมดเลย บางสูตรก็ต้องตัดออกไปบางส่วน บางสูตรก็ตัดออกไปราว 40%

อยากรู้ว่าคุณได้ยินมาจากที่ไหน เรายังไม่เคยเห็นว่าท่านพุทธทาสจะพูดแบบนี้เลยนะ

รับจ้างดับกิเลสให้ทั่วราชอาณาจักร ฟรี!

พุทธทาส:-กิเลสจะดับไปนี้ มันมีได้ทั้งสองอย่าง คือ (๑) มันดับของมันเองก็ได้, (๒) มีผู้ทำให้ดับก็ได้;
คือว่า มีการประพฤติปฏิบัติทำให้กิเลสไม่เกิด หรือดับมันเสีย มันก็ดับเพราะมีผู้ทำให้ดับ, แต่ถึงอย่างไรมันก็
ยังมีการดับของมันเอง เพราะมันหมดเหตุหมดปัจจัยของมันเอง ไม่ต้องมีใครมาทำให้ดับมันก็ดับ
พุทธทาส:-ทุกคนไม่ใช่ว่าจะมีกิเลสเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา มันมีเวลาที่กิเลสไม่เกิด หรือว่า กิเลสมันดับไปเองตาม
ธรรมดา มันก็ต้องมีความเย็นในความหมายของนิพพาน ฉะนั้น จึงพูดได้เต็มปากว่า

นิพพานนั้นมีสำหรับทุกคน

อันนี้มันก็เป็นความจริงถึงที่สุด กิเลสนั้นก็หาได้เกิดอยู่ในจิตใจของเราตลอดเวลาไม่ เมื่อมันถูกกระตุ้น มันจึงจะ
เกิดขึ้น และเมื่อสิ่งกระตุ้นหายไป มันก็จะค่อยๆจางหายไป แต่พอถูกกระตุ้นใหม่มันก็เกิดขึ้นมาอีก ส่วนขณะ
เวลาที่ไม่มีอะไรมากระตุ้น จิตมันก็ไม่มีกิเลสที่รุนแรง จะมีบ้างก็เพียงกิเลสอ่อนๆหรือบางๆที่เรียกว่านิวรณ์หรือสิ่ง
ปิดกั้นจิตจากความดี ที่เป็นเพียงความฟุ้งซ่านและความเศร้าซึมเกิดขึ้นมารบกวนจิตให้รำคาญใจหรือไม่สงบเย็นอยู่
บ้างเล็กน้อยเท่านั้นเอง ซึ่งก็ไม่ทำให้จิตเป็นทุกข์มากเหมือนขณะที่กิเลสเกิดขึ้น
ขณะที่จิตไม่มีกิเลสนี้เองที่เป็นช่วงเวลาที่จิตพอจะมีความสงบเย็นอยู่บ้าง ลองคิดดูว่าถ้าจิตของเราถูกกระตุ้นให้เกิด
กิเลสอยู่ตลอดเวลาหรือทั้งวันทั้งคืนมันจะเร่าร้อนทรมานขนาดไหน? เราคงเป็นบ้าตายกันไปนานแล้วเพราะถูกกิเลส
เผาจนตาย แต่ก็ได้เวลาที่จิตมันว่างจากกิเลสนี้เองที่เป็นช่วงเวลาให้จิตได้พักผ่อน อย่างเช่นเวลาเราทำงานยุ่งๆนานๆ
เข้า จิตก็จะอ่อนล้า และเราก็อยากจะพักผ่อนหรือนอนหลับบ้าง ให้จิตผ่อนคลายและกลับมาสดชื่นร่าเริงเข้มแข็งอีก
ครั้ง หรือเมื่อเราเที่ยวเตร่หรือเสพสุขทางตา หู จมูก ลิ้น และทางกายอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินมาหลายชั่วโมง
เราก็จะรู้สึกเครียด หรือไม่สนุกเสียแล้ว และจะกลายเป็นความทรมานขึ้นมาทันทีถ้ายังไม่หยุด ดังนั้นทางเดียวที่
จะแก้ไขได้ก็คือต้องไปพักผ่อน ซึ่งก็ทำได้ด้วยการหลบไปหาความสงบ หรือไม่มีสิ่งมากระตุ้นเป็นเวลานานๆ ซึ่งก็
อาจจะไปนอนหลับสักพักก็ได้ ซึ่งช่วงเวลาพักของจิตนี้เองที่เรียกว่าเป็นความสงบ หรือความเย็นของจิต เพราะ
กิเลสที่แผดเผาได้ดับลงชั่วคราว ซึ่งในทางศาสนาเรียกว่าเป็นนิพพานขั้นต้น หรือนิพพานชั่วคราว ที่ยังไม่เย็นสนิท
และไม่ถาวรเหมือนนิพพานชนิดสูงสุด แต่เพียงเท่านี้ก็นับว่ามีคุณค่าอย่างยิ่งแล้วสำหรับเราที่ยังไม่มีเวลามาศึกษา
และปฏิบัติให้เกิดนิพพานชนิดสูงสุด
ช่วงเวลาที่จิตสงบนี้ก็เปรียบเหมือนกับน้ำที่จืดสนิท คือแม้เราจะกินอาหารที่เอร็ดอร่อยมากมายสักเท่าใดก็ตาม
สุดท้ายเราก็ต้องมาดื่มน้ำที่จืดสนิทนี้ เพื่อให้เกิดความสบาย ถ้าลองไม่ได้ดื่มน้ำจืดสนิทตบท้าย ลองคิดดูว่าเรา
จะทรมานขนาดไหน? เหมือนกับคนที่หัวเราะอย่างสนุกสนานอยู่ตลอดเวลาโดยไม่หยุดก็คงเป็นบ้าไปแล้ว
นิพพานขั้นต้นหรือความสงบเย็นชั่วคราวนี้เองที่ได้หล่อเลี้ยงชีวิตของเราทุกคนเอาไว้ แต่เราก็ไม่ค่อยจะชอบ
เพราะเราติดอยู่ในความสุขสนุกสนานเสียจนเคยตัว แม้จะต้องกลับมาหานิพพานก็กลับมาเพียงแค่ให้พอมีกำลัง
หรือให้เกิดความสดชื่นปลอดโปร่งแจ่มใสขึ้นหน่อยเท่านั้น แต่ถ้าจะให้อยู่ในนิพพานนี้นานๆก็จะเกิดความ
เบื่อหน่าย หรือทุกข์ทรมานขึ้นมาทันที คือจิตมันจะดิ้นรนอยากจะไปหาความสุขสนุกสนานอีก เหมือนคน
ที่ติดยาเสพติดอย่างหนักที่จะลงแดงตายถ้าอดยานั้นนานๆ ดังนั้นเราจึงต้องวิ่งไปหาความสุขสนุกสนานกันอีก
จนเหนื่อยล้า แล้วก็กลับมาหานิพพานอีก เป็นอย่างนี้เรื่อยไป นี่เองที่ทำให้เราไม่สามารถอยู่เงียบๆกันนานๆได้
เรามักจะชอบพูด ชอบคุย ชอบอยู่กับเพื่อนหรือกับคนรัก ชอบเที่ยวเตร่ ชอบเล่น ชอบเสพสิ่งให้ความสุข
จนสร้างปัญหาต่างๆขึ้นมา ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อม สุขภาพ และครอบครัว อย่างที่กำลัง
เป็นอยู่ในสังคมของเราปัจจุบัน

เช็คได้เลยคะที่เว็บข้างล่างนี้
&#65533;&#65533;&#65533;&#65533;&#65533;&#65533;&#65533;&#65533;&#65533;&#65533;&#874;&#65533;&#65533;&#1333;

ข่าวเด็กรถบัสข่มขื่นสาวบนรถบัส ไม่ผิดครับเพราะไม่มีเจตนาจะข่มขืน มีความรู้สึกจะระบายความใคร่เท่านั้น
เห็นผู้หญิงเป็นที่ระบายความใคร่เท่านั้นเองครับ

พุทธทาส:-แมวเห็นหนูก็จะตะครุบกิน นี่พวกที่เถรตรงก็ว่าแมวบาป แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็บาป อย่างนี้
เราก็มีความเห็นด้วยไม่ได้ แมวไม่มีเจตนาฆ่าหนู มันจะกินเท่านั้น แต่พวกอาจารย์บางพวก บางกลุ่มเขาจัด
ให้แมวนี้เป็นบาป เป็นเวรตกนรก ผูกพันกันกับหนูกลับไปกลับมา เรียกว่า มันขาดศีล แต่อาตมาเห็นว่า
แมวไม่มีเจตนาฆ่า มันมีความรู้สึกแต่จะกินเท่านั้นแหละ เห็นหนูก็คือเห็นอาหาร เป็นอาหารก็กินเท่านั้นแหละ

คัดบางตอนจากหนังสือดอกโมกข์ ฉบับพิเศษ พุทธทาสวจนา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๑๗๘-๑๘๒


ข้อนี้เป็นความจริงคะเพราะว่าการทำสัตว์ตาย ก็จะขาดศีล ปาณาติบาต ข้อที่ ๑ นั้นมันต้องมีเจตนาฆ่านะ
ไม่ใช่เจตนาอย่างอื่น นี่เป็นบัญญัติขึ้นว่า มีเจตนาอย่างนั้น แล้วพยายามอย่างนั้น แล้วทำจนตายนั้น ก็ขาดศีล
ข้อนี้โดยตรง หรือแม้แต่เป็นบางส่วนที่ร่วมมือ ใจความสำคัญมันอยู่ที่ว่า เจตนานั้นมันนึกในใจใครจะไปรู้ของใคร
ฉะนั้น จึงวางไว้เป็นหลักว่า แล้วแต่เจตนา
ที่จะยกตัวอย่างที่รุนแรงที่สุด ก็เช่นว่า เพชฌฆาตเขาต้องประหารชีวิตคนตามคำสั่งของศาล เพชฌฆาตคนนี้
จะขาดศีลปาณาติบาตข้อหนึ่งหรือหาไม่?

ถ้าเราตอบตามหลักนี้ก็ว่า แล้วแต่เจตนาของเพชฌฆาตคนนั้น ถ้าเป็นเพชฌฆาตที่ไม่ได้รับการอบรมศึกษาอะไร
มันทำไปด้วยความโกรธแค้นเจตนาจะฆ่าให้ตายด้วยความโกรธแค้น หรืออะไรก็ตาม มันก็ต้องขาดศีลข้อปาณาติบาต
แต่ถ้ามันเป็นเพชฌฆาตที่ได้รับการอบรมสั่งสอนดี ไม่มีเจตนาจะฆ่า มีเจตนาแต่จะปฏิบัติเพื่อความยุติธรมในโลก
มันมีความบริสุทธิ์ใจอย่างนี้จริงๆ ไม่มีเจตนาฆ่า เพชฌฆาตคนนี้ไม่ขาดศีลปาณาติบาต มันต้องมีเจตนาจะฆ่า เช่น
เราจะซื้อปลากระป๋องมากินอย่างนี้ แล้วจะมาปรับให้เราเป็นบาปเพราะว่าเขาต้องฆ่า หรือมีส่วนให้เขาฆ่ามากขึ้น
อย่างนี้ไม่มีเหตุผล

การไปซื้อปลากระป๋องมากิน ไม่ใช่มีเจตนาจะฆ่า ถ้าเทียบเท่านี้ปรับให้เป็นบาปละก็ไม่ต้องกินอะไรกันละ กินข้าวก็ต้องบาป
เพราะว่าการกินข้าวนั้น ทำให้ต้องมีการไถนา เมื่อมีการไถในระหว่างรอยไถนั้น มันแดงฉานไปด้วยเลือดของสัตว์มากมาย
คือมันต้องตายจะตายมากกว่าที่ไปฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ทีละตัวเสียด้วยซ้ำไป ตัวเล็กตัวน้อย ไส้เดือน ตัวอะไรนิดๆ
หน่อยๆ มันตายมากมายในรอยไถ แล้วคนกินข้าว กินข้าวสารที่เขาทำขาย จะต้องพลอยเป็นบาป เพราะสัตว์ตายในรอยไถ
แล้วคนที่กินข้าว กินข้าวสารที่เขาทำขายจะต้องพลอยเป็นบาป เพราะสัตว์ตายในรอยไถหรือไม่? คนกินข้าวมันไม่มี
เจตนาจะฆ่าสัตว์เช่นเดียวกับคนซื้อปลากระป๋องมากิน ก็ไม่ได้เจตนาจะฆ่าสัตว์ มันก็ไม่ผิดศีลข้อปาณาติบาต ถ้ามี
ความบริสุทธิ์ใจจริงๆ มันก็ไม่ด่างไม่พร้อยอะไรเลย เว้นแต่เขาจะอุตริ จะเกิดสงสัยขึ้นมามีจิตหม่นหมอง ก็คงจะด่างพร้อยไปบ้าง

อนึ่ง ถ้าว่ามีเจตนาอย่างอื่น ไม่ใช่เจตนาฆ่าก็ไม่บาปด้วยปาณาติบาต หรือไม่ขาดศีล เรายังต้องทำอะไรหลายอย่างที่
ทำให้สัตว์ตายโดยไม่ต้องเจตนา เช่น เป็นพวกตัวพยาธิกินยาถ่าย ถ้ากินเพียงเพื่อรักษาชีวิต ป้องกันตัวเองมันก็ไม่มี
เจตนาฆ่า ก็ไม่ต้องบาป แต่ว่าบางคนมันโกรธ โกรธตัวพยาธิกินยาเจตนาฆ่าตัวพยาธิจริงๆ มันก็ต้องขาดศีลเพราะมันเจตนา
ฆ่าตัวพยาธิในท้อง ไส้เดือนก็ดี ตัวตืดก็ดี ต้องทำใจให้ดีๆ นะ ไม่เช่นนั้นจะขาดศีล

ถ้ามีเจตนาโกรธแค้น กูจะฆ่ามึง นี่มันก็ต้องขาดศีล แต่ถ้าเจตนาตั้งไว้บริสุทธิ์ เพียงเพื่อต่อสู้ป้องกันชีวิตตนเองอย่างนี้
พระเจ้า พระสงฆ์ก็กิน แม้แต่พระอรหันต์ก็ฉันยาถ่าย ซึ่งทำให้พยาธิในท้องต้องตายไปไม่มากก็น้อย

ที่จะเป็นปัญหามากก็เช่นว่า แมวเห็นหนูก็จะตะครุบกิน นี่พวกที่เถรตรงก็ว่าแมวบาป แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็บาป อย่างนี้
เราก็มีความเห็นด้วยไม่ได้ แมวไม่มีเจตนาฆ่าหนู มันจะกินเท่านั้น แต่พวกอาจารย์บางพวก บางกลุ่มเขาจัดให้แมวนี้เป็น
บาป เป็นเวรตกนรก ผูกพันกันกับหนูกลับไปกลับมา เรียกว่า มันขาดศีล แต่อาตมาเห็นว่า แมวไม่มีเจตนาฆ่า มันมีความ
รู้สึกแต่จะกินเท่านั้นแหละ เห็นหนูก็คือเห็นอาหาร เป็นอาหารก็กินเท่านั้นแหละ แต่ความหมายของคำว่า "ฆ่า" ฆ่าให้ตา
ด้วยความโกรธนั้นมันไม่มี นี่ไปคิดดูเถิดว่า การทำให้ตายโดยไม่มีเจตนานั่นนะไม่เป็นบาป ไม่ขาดศีลปาณาติบาต นี้เราทำ
อะไรได้ ที่ทำให้สัตว์ตายโดยไม่เจตนานั้นมันทำได้

ลองเช็คได้เลยคะที่
ปุจฉา-วิสัชนา1

พระเถือนผู้ไม่เคารพปฎิบัติในกฏกติกาพระธรรมวินัย

พุทธทาส:-"เป็นพระเถื่อนเหมือนนกวิหคหงส์
ย่อมบินตรงไปได้ทิศไหนไหน
เป็นอิสระอยากผละสังคมใด
ก็ผละได้ทันใจไม่อัดแอ
เอ็นดูฉันขอให้ฉันเป็นพระเถื่อน
มีหมู่ไม้เป็นเพื่อนทุกกระแส
มดแมลงแสดงธรรมอยู่จำเจ
ไพเราะแท้ไม่มีเบื่อเหลือกล่าวเอย


 เปิดอ่านหน้านี้  4634 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย