ถ้าเราได้เกิดเป็นเทวดาในชาติหน้าจะสามารถจำคนที่อยู่ในชาติปัจจุบันได้ไหมครับ

 ช่าง พอ MBK   

ถ้าเราทำความดีในชาติปัจจุบันแล้วได้ไปเกิดเป็นเทวดาในชาติหน้าจะสามารถจดจำคนที่เรารัก ญาติพี่น้อง หรือคนที่อยู่ในชาติปัจจุบันได้ไหมครับ บางท่านว่าไม่ได้ บางท่านว่าได้ อยากทราบจากผู้รู้ทุกท่านครับหรือว่าในพระไตรปิฎกมีกล่าวไว้หรือไม่ครับ




คนเราเกิดมาหลายภพชาติแล้วครับเป็นมาทุกอย่าง

เราก็ไม่อาจรู้ได้

เว้นพระพุทธเจ้าครับเพราะท่านเป็นสัพภัญญู


จิตที่ไปเกิดก็เป็นจิตที่สืบต่อจากจิตปัจจุบันครับ
เรื่องราวทุกเรื่องจะถูกเก็บไว้เป็นสัญญาขันธ์
เรื่องที่เราต้องการจำหรือตั้งสติไว้แล้วจึงจำ จะติดจิตไปได้มาก
ส่วนเรื่องที่เราไม่ค่อยสนใจหรือไม่ได้ใช้สติจดจำ เรื่องนั้นก็อาจถูกลืมไปได้ง่าย ๆ

เราสามารถรับรู้เรื่องราวทุกอย่างที่เราจดจำได้เมื่อเราเป็นเทวดาครับ
ใครที่เราชอบไม่ชอบเราจะจำได้หมด เว้นคนที่เราลืม ๆ ไป ไม่ได้ใส่ใจจำก็จะลืมได้ครับ



ถ้าเราทำความดีในชาติปัจจุบันแล้วได้ไปเกิดเป็นเทวดาในชาติหน้าจะสามารถจดจำ คนที่เรารัก ญาติพี่น้อง หรือคนที่อยู่ในชาติปัจจุบันได้ไหมครับ บางท่านว่าไม่ได้ บางท่านว่าได้ อยากทราบจากผู้รู้ทุกท่านครับหรือว่าในพระไตรปิฎกมีกล่าวไว้หรือไม่ครับ

จำได้ก็มี จำไม่ได้ก็มี ...ที่จำได้ก็เช่นตัวอย่างเรื่องในพระไตรปิฎกมีอยู่หลายเรื่อง ยกมาพอเป็นตัวอย่าง๑เรื่องดังนี้ครับ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค๑


เรื่องตปุสสะภัลลิกะ ๒ พ่อค้า [๖] ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้น แล้วเสด็จจากควงไม้ มุจจลินท์ เข้าไปยังต้นไม้ราชายตนะ แล้วประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้ราชายตนะ ตลอด ๗ วัน. ก็สมัยนั้น พ่อค้าชื่อตปุสสะ ๑ ภัลลิกะ ๑ เดินทางไกลจากอุกกลชนบท ถึงตำบลนั้น. ครั้งนั้น เป็นเทพยดาผู้เป็นญาติสาโลหิตของตปุสสะ ภัลลิกะ ๒ พ่อค้า ได้กล่าวคำนี้กะ ๒ พ่อค้านั้น ว่า ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้แรกตรัสรู้ ประทับอยู่ ณ ควงไม้ราชายตนะ ท่าน ทั้งสองจงไปบูชาพระผู้มีพระภาคนั้น ด้วยสัตตุผง และ สัตตุก้อน การบูชาของท่านทั้งสองนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่ท่านทั้งหลายตลอดกาลนาน. ครั้งนั้น พ่อค้าชื่อตปุสสะ และภัลลิกะ ถือสัตตุผงและสัตตุก้อนเข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคแล้วถวายบังคม ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. สองพ่อค้านั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่งแล้ว ครั้นแล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคจง ทรงรับสัตตุผงสัตตุก้อนของข้าพระพุทธเจ้าทั้งสอง ซึ่งจะเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนาน. ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงปริวิตกว่า พระตถาคต ทั้งหลาย ไม่รับวัตถุด้วยมือ เราจะพึงรับสัตตุผง และสัตตุก้อนด้วยอะไรหนอ ลำดับนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ องค์ทรงทราบพระปริวิตกแห่งจิตของพระผู้มีพระภาค ด้วย ใจของตนแล้ว เสด็จมาจาก ๔ ทิศ ทรงนำบาตรที่สำเร็จด้วยศิลา ๔ ใบเข้าไปถวายพระผู้มี พระภาค กราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับสัตตุผงและสัตตุก้อนด้วยบาตรนี้ พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคทรงใช้บาตรสำเร็จด้วยศิลาอันใหม่เอี่ยม รับสัตตุผงและสัตตุก้อน แล้วเสวย. ครั้งนั้น พ่อค้าตปุสสะและภัลลิกะ ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคและพระธรรมว่า เป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาค จงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป. ก็นายพาณิชสองคนนั้น ได้เป็นอุบาสกกล่าวอ้าง ๒ รัตนะ เป็นชุดแรกในโลก.

http://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=04&A=116&Z=208


 เปิดอ่านหน้านี้  2719 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย