พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้า พระไตรปิฎก หัวข้อธรรม การปฏิบัติธรรม ศาสนพิธี วันสำคัญทางศาสนา ทำเนียบวัดไทย พระพุทธศาสนาในประเทศไทย
หน้าแรก เว็บบอร์ดธรรมะไทย
Share |
ทำไมโกณทัญญะพราหมถึงได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัทถะจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก
ทำไมโกณทัญญะพราหมถึงได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัทถะจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ หรือนี่เป็นสิ่งยืนยันว่า ทุกสิ่งอย่างล้วนได้ถูกกำหนดไว้ให้เป็นเช่นนั้น

หรือนี่เป็นสิ่งยืนยันว่า ทุกสิ่งอย่างล้วนได้ถูกกำหนดไว้ให้เป็นเช่นนั้น [/color

ความเข้าใจนี้ เป็นความเห็นผิดเพราะเป็นความเข้าใจว่ามีสภาวะใดสภาวะหนึ่งเที่ยงแท้ มั่นคงถาวรไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งขัดแย้งกับพระพุทธพจน์ที่ว่า "สัพเพสังขาราอนิจจา" แปลว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง

ที่ถูกคือธรรมทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัยต่างๆ ที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา (จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ของท่านเจ้าคุณธรรมปิฎก อิ ทัปปัจจยตา หมายถึง "ภาวะที่มีอันนี้ๆเป็นปัจจัย" ความเป็นไปตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย, กระบวนธรรมแห่งเหตุปัจจัย, กฎที่ว่า "เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น;เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี, เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ ก็ดับ" เป็นอีกชื่อหนึ่งของหลัก ปฏิจจสมุปบาท หรือ ปัจจยาการ) เจ้าชายสิทธัตถะ จะได้เป็นศาสดาเอกในโลก เนื่องจากได้ทำเหตุปัจจัยที่สมบูรณ์พร้อมแล้ว คำทำนายของโกณทัญญะจึงถูกต้อง
ddman 6 ก.ย. 2551 20:17 น. โพสต์: 474 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 1

ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้ถูกกำหนดไว้ให้เป็นเช่นนั้นหรอกครับ...

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะดำเนินไปอย่างนั้น.....ต่างหาก

โกญฑัญญะพราหมณ์ ทำนายพระกุมารไว้ว่า ... จะต้องออกบวช เป็นศาสดาเอกของโลก เพียงอย่างเดียว

........ในขณะที่ พราหมณ์ที่เหลือทำนายไว้ 2 อย่าง (1.เป็นเจ้าจักรพรรดิ 2.เป็นศาสดาเอก)


ต่อมา 29 ปี พระกุมารก็ออกบวชจริงๆอย่างที่โกณฑัญญะพราหมณ์ทำนายไว้

นั่นเป็นเครื่องยืนยันความฉลาดสามารถในการพยากรณ์ของโกณฑัญญะพราหมณ์

แต่ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่า ทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูกกำหนดไว้ให้เป็นเช่นนั้น ...

สมัยหนึ่ง พระเจ้าสุปปพุทธะ ปิดทางโคจรของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสทำนายไว้ว่า ... อีก 7 วัน

พระเจ้าสุปปพุทธะจะถูกแผ่นดินสูบที่เชิงบันได ... พระเจ้าสุปปพุทธะคิดหาอุบายที่จะไม่ให้ตนเองต้อง

ย่างกรายเข้าไปใกล้เชิงบันได .... ล่วงไป 7 วัน .... เจ้าสุปปพุทธะก็ถูกแผ่นดินสูบที่เชิงบันไดจริงๆ

แม้จะหาอุบายเครื่องป้องกันไว้เป็นอย่างดีแล้วก็ตาม ....

********************************************

2 เรื่องนี้ ต่างกันตรงไหน ?

ต่างกันตรงที่ว่า .... โกณฑัญญะพราหมณ์ ทำนายด้วยความรู้ในคัมภีร์พระเวทที่ตนเองชำนาญ

ส่วนพระพุทธเจ้าทำนายด้วยทิพพจักษุ (ตาทิพย์) หมายความว่า ... พระองค์ทรงสามารถเห็นอนาคตของ

สรรพสัตว์ได้โดยตลอด ..... มันไม่ได้หมายถึงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูกกำหนดไว้ให้เป็นเช่นนั้น

แต่ทว่า .... ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะดำเนินไปอย่างนั้น..... ดำเนินไปตามที่สมควรแก่เหตุ ...

ที่พระเจ้าสุปปพุทธะ ถูกแผ่นดินสูบ ก็เพราะปิดทางโคจรของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่ปิดทางโคจร ก็ไม่ถูกสูบ ...

เหตุ นำไปสู่ผล

ผล เกิดจากเหตุ

อรุณ 7 ก.ย. 2551 01:45 น. โพสต์: 71 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 2

อรุณ 7 ก.ย. 2551 02:19 น. โพสต์: 71 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 3

คืองี้นะครับ ในสูจิบัตรผมก็นับถือพุทธ แถมยังเคยบวชมาหนึ่งพรรษา แต่ไม่รู้เรื่องอะไรมากหรอก ครับ เอาพอพยุงตัวให้อยู่ในศีล สงบกายและจิตได้เป็นบางครั้ง
เข้าเรื่องเลยแล้วกันนะครับ ไม่รู้ซิครับ ผมกลับคิดว่ามันกำหนดไว้แล้วจริงๆ ก็นั่นแหละครับอย่าง ความเห็นทั้งสองข้อข้างบน มันยืนยันในตัวมันเองอยู่แล้ว แต่ที่บอกว่า.... ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะดำเนินไปอย่างนั้น..... ดำเนินไปตามที่สมควรแก่เหตุ ... แล้วอะไรคือเหตุที่สมควร คนทำดีไม่ได้ดีก็เยอะ คนทำชั่วได้ดีก็แยะ หรืออาจบอกว่ามันเป็นกรรมเก่า แล้วกรรมใหม่ที่เราทำล่ะ ถ้าเป็นกรรมดีที่เราทำในชาตินี้ แล้วมันไปส่งผลเอาชาติหน้า แล้วเราจะรู้มั๊ยว่าเราคือใครในชาติหน้า และในขณะเดียวกันชาตินี้บางคนกลับเป็นทุกข์ตั้งแต่เกิด มันยุติธรรมมั๊ยทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่รู้ว่าในชาติที่แล้วเราทำอาไรผิด ถ้ารู้จะได้ไม่ทำ
แล้วเรื่องชาติภพที่เชื่อว่าเวียนว่ายตายเกิดเป็นวัฏจักร มันเริ่มตรงไหน คือเราเริ่มจากอะไร ถึงเป็น มนุษย์ เริ่มจากสัตวว์เดรัจฉานเหรอ แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วสัตว์เดรัจฉานมาจากไหน หรือจะอธิบายว่ามันเป็นวัฏจักรแบบลูกโซ่ ตราบใดที่ยังไม่บรรลุก็ยังคงติดอยู่ในวัฏจักรนี้ แต่ว่าลูกโซ่มันก็ต้องมีโซ่ข้อแรกเสมอ แล้วอะไรคือจุดเริ่มต้น
แล้วที่ถามมาทั้งหมดก็เนื่องจากเชื่อเช่นกันว่า ผลในปัจจุบันมันเนื่องมาจากการกระทำ แต่การกระทำในอดีตอันไกลย่อมกำหนดการกระทำในอดีตอันใกล้ และการกระทำในอดีตอันใกล้ย่อมกำหนดปัจจุบัน คำว่าอดีตอันไกลอาจหมายถึงชาติภพที่แล้วก็ได้ (ถ้ามีจริงนะ) ดังนั้นทุกอย่างย่อมกำหนดไว้แล้วจากอดีตอันไกล
มาถึงตรงนี้สมมุติว่าเราหาจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่วัฎจักรได้ และสมมุติว่าอดีตอันไกลเป็นชาติภพแรกของมนุษยชาติ ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนเท่ากันหมด แล้วอะไรล่ะทำให้มนุษย์ทุกคนถึงไม่เหมือนกัน
แล้วถ้าถามซ้ำไปอีกว่า แล้วมนุษย์ล่ะมาได้ไง สัตว์ทำไมถึงเกิดเป็นมนุษย์ แล้วอะไรเป็นตัวกำหนดให้สัตว์เดรัจฉานทำเช่นนั้น ซึ่งในที่นี้ใช้ฐานที่ว่าสัตว์ทั้งปวงเท่าเทียมกัน เอาล่ะแล้วถ้าถามอีกว่า สัตว์เดรัจฉานมาได้ไง....
รบกวนตอบหน่อยนะครับ ถามเองก็งงเอง
bunsri 7 ก.ย. 2551 20:20 น. โพสต์: 9 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 4

เข้าเรื่องเลยแล้วกันนะครับ ไม่รู้ซิครับ ผมกลับคิดว่ามันกำหนดไว้แล้วจริงๆ

ไม่มีอะไรถูกกำหนดไว้แล้วหรอกครับ ทุกอย่าง มีทางแยกเสมอ ......... ถ้าทำเหตุนี้ ผลจะ

เป็นอย่างนี้ ..... ถ้าทำเหตุนั้น ผลจะเป็นอย่างนั้น กล่าวอีกอย่างง่าย ๆ ได้ว่า เหตุในปัจจุบัน กำหนดผล

ในอนาคต เช่นว่า ปัจจุบันเรากินข้าว ในอนาคตอีก 10 - 20 นาที เราก็จะอิ่ม แต่ไหนแต่ไร ...ไอ้เจ้า

ความอิ่มที่ว่านี้...มันก็ไม่ได้ถูกกำหนดมาก่อนหรอกครับ จนเมื่อเรากินข้าวนั่นแหละ (ตัวเหตุ) ความอิ่ม

จึงตามมา(ตัวผล) .................... ชาตินี้เราประกอบกรรมดีไว้เป็นส่วนมาก รักษาศีล 5 ได้มั่นคง (ตัว

เหตุ) ชาติหน้า เราก็ย่อมได้เกิดเป็นมนุษย์อีก (ตัวผล)

เมื่อมองมุมกลับ ...... การที่ชาตินี้ เราได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็เพราะเหตุคือการที่เราได้ประกอบกรรมดีไว้เป็น

ส่วนมาก รักษาศีล 5 ได้มั่นคง ในอดีตชาติ นั่นเองครับ

นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า (เป็นแค่บางอย่างที่รอการให้ผล) มัน

เกิดไปตามเหตุปัจจัยน่ะครับ กรรมใหม่ในปัจจุบันนี่แหละครับ เป็นตัวกำหนด เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า

ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะดำเนินไปอย่างนั้น..... ดำเนินไปตามที่สมควรแก่เหตุนั่นเอง


แล้วอะไรคือเหตุที่สมควร คนทำดีไม่ได้ดีก็เยอะ คนทำชั่วได้ดีก็แยะ หรืออาจบอกว่ามันเป็นกรรมเก่า

ทุกๆการกระทำที่เจือด้วยเจตนานั่นแหละครับ เป็นเหตุที่สมควร

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ....... ปาโปปิ ปสฺสตี ภทฺรํ....................ยาว ปาปํ น ปจฺจติ

ยทา จ ปจฺจตี ปาปํ.....................อถ (ปาโป) ปาปานิ ปสฺสสติ เป็นต้น

แปลว่า คนชั่วย่อมเห็นกรรมชั่วว่าดี ตราบเท่าที่กรรมชั่วยังไม่เผล็ดผล

แต่เมื่อใด กรรมชั่วเผล็ดผล เมื่อนั้นเขาย่อมเห็นกรรมชั่วว่าไม่ดี

"คนทำดีไม่ได้ดี คนทำชั่วกลับได้ดี" ............... ไม่มีในโลกหรอกครับ ไม่มีในอดีตกาลที่ผ่านมา

ไม่มีในปัจจุบันกาลที่กำลังดำเนินไป อีกทั้งจักไม่มีในอนาคตกาลข้างหน้า ไม่ว่าจะอีกนานแสนนานสัก

เพียงใด ..................... การที่คุณเห็นว่า คนทำดีไม่ได้ดีก็เยอะ คนทำชั่วได้ดีก็แยะนั้น เป็นเพราะ

ปัจจุบันกาลเขายังเสวยผลแห่งกรรมในอดีตอยู่ ทุก ๆ การกระทำ ย่อมมีผลคอยสนองอยู่เสมอ

เพียงแต่จะช้าหรือเร็วนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง


แล้วกรรมใหม่ที่เราทำล่ะ ถ้าเป็นกรรมดีที่เราทำในชาตินี้ แล้วมันไปส่งผลเอาชาติหน้า แล้วเราจะรู้มั๊ยว่าเรา

คือใครในชาติหน้า

เราไม่รู้หรอกครับว่าเราคือใครในชาติหน้า.... เหมือนอย่างที่เราไม่รู้ว่าเราคือใครในชาติที่แล้ว

และในขณะเดียวกันชาตินี้บางคนกลับเป็นทุกข์ตั้งแต่เกิด มันยุติธรรมมั๊ยทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่รู้ว่าในชาติที่แล้วเรา

ทำอาไรผิด ถ้ารู้จะได้ไม่ทำ

ยุติธรรมสิครับ ยุติธรรมแก่เหตุในอดีตที่ตนได้ทำไว้น่ะครับ อาทิเช่น...เด็กหลายคนเกิดมา

ในครอบครัวที่แตกแยก พ่อไปทาง แม่ไปทาง อีกทั้งยังยากจนข้นแค้น บ้างก็ถูกทิ้งที่กองขยะ บ้างก็ถูก

บังคับให้ไปเป็นขอทาน บ้างก็ถูกขายไปเป็นทาส ถามว่า .... เด็กพวกนั้นทำอะไรผิด ? พวกเขามีความ

ผิดอะไร ? ทำไมชีวิตของพวกเขาจึงได้รันทดเช่นนั้น ? ................... ไม่มีเหตุผลใดที่จะอธิบายเรื่อง

เหล่านี้ได้ดีไปกว่าเรื่องของกรรมหรอกครับ .... (เปิดใจยอมรับซะเถอะ) และที่เราไม่รู้ก็เพราะยังมีอวิชชา

ปกปิดปัญญาอยู่นั่นเอง .........


แล้วเรื่องชาติภพที่เชื่อว่าเวียนว่ายตายเกิดเป็นวัฏจักร มันเริ่มตรงไหน คือเราเริ่มจากอะไร ถึงเป็น มนุษย์

เริ่มจากสัตวว์เดรัจฉานเหรอ แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วสัตว์เดรัจฉานมาจากไหน หรือจะอธิบายว่ามันเป็นวัฏจักร

แบบลูกโซ่ ตราบใดที่ยังไม่บรรลุก็ยังคงติดอยู่ในวัฏจักรนี้ แต่ว่าลูกโซ่มันก็ต้องมีโซ่ข้อแรกเสมอ แล้วอะไร

คือจุดเริ่มต้น

อวิชชาเป็นจุดเริ่มต้นครับ

แล้วที่ถามมาทั้งหมดก็เนื่องจากเชื่อเช่นกันว่า ผลในปัจจุบันมันเนื่องมาจากการกระทำ แต่การกระทำในอดีต

อันไกลย่อมกำหนดการกระทำในอดีตอันใกล้ และการกระทำในอดีตอันใกล้ย่อมกำหนดปัจจุบัน คำว่าอดีต

อันไกลอาจหมายถึงชาติภพที่แล้วก็ได้ (ถ้ามีจริงนะ) ดังนั้นทุกอย่างย่อมกำหนดไว้แล้วจากอดีตอันไกล

ขอให้คุณลองพิจารณาข้อความต่อไปนี้ดูนะครับ .....

.......... การกระทำในอดีตอันไกลย่อมกำหนดผลในอดีตอันใกล้ (อาจรวมถึงอนาคตอันไกลด้วยก็ได้)

และการกระทำในอดีตอันใกล้ย่อมกำหนดผลในปัจจุบัน (อาจรวมถึงอนาคตอันไกลด้วยก็ได้)


คำว่าอดีตอันไกลอาจหมายถึงชาติภพที่แล้วก็ได้ (ถ้ามีจริงนะ)

ดังนั้นทุกอย่างย่อมกำหนดไว้แล้วจากอดีตอันไกล ...............

ทุกอย่างจริงหรือ ???

เป็นแค่บางอย่างเท่านั้นแหละครับ ที่รอการให้ผล หรือจะเรียกว่าถูกกำหนดไว้แล้วก็ได้

แต่ขอยืนยันว่าไม่ใช่ ทุกอย่าง .............เพราะถ้าทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วจากอดีต .....

แสดงว่าปัจจุบันเราจะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องรับผลแห่งการกระทำ กระนั้นหรือ ?


มาถึงตรงนี้สมมุติว่าเราหาจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่วัฎจักรได้ และสมมุติว่าอดีตอันไกลเป็นชาติภพแรก

ของมนุษยชาติ ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนเท่ากันหมด แล้วอะไรล่ะทำให้มนุษย์ทุกคนถึงไม่เหมือนกัน

กรรม คือ การกระทำนั่นไงครับ

แล้วถ้าถามซ้ำไปอีกว่า แล้วมนุษย์ล่ะมาได้ไง สัตว์ทำไมถึงเกิดเป็นมนุษย์ แล้วอะไรเป็นตัวกำหนดให้สัตว์

เดรัจฉานทำเช่นนั้น ซึ่งในที่นี้ใช้ฐานที่ว่าสัตว์ทั้งปวงเท่าเทียมกัน เอาล่ะแล้วถ้าถามอีกว่า สัตว์เดรัจฉานมา

ได้ไง....

รบกวนตอบหน่อยนะครับ ถามเองก็งงเอง

อย่าไปงงเลยครับ.... เรื่องพวกนี้เป็นอจินไตย ไม่ควรไปคิดมัน เดี๋ยวจะเป็นบ้าซะเปล่าๆ......

แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็มิได้ตรัสไว้แน่ชัดถึงกำเนิดแรกเริ่มเดิมทีของสรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่า....

(มิใช่พระองค์ไม่รู้นะครับ ... แต่เป็นเพราะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรในการทำที่สุดแห่งทุกข์........

พระองค์ตรัสว่าธรรมะที่ตถาคตรู้นั้นมีประมาณเท่ากับจำนวนใบไม้ในป่า

แต่ทว่า...ธรรมะที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่การทำที่สุดแห่งทุกข์ซึ่งตถาคตแสดงไว้เพื่อสั่งสอนเวไนย

สัตว์นั้น มีประมาณเท่าใบไม้ในกำมือ.....)

เอาไว้เท่านี้ก่อนนะครับ ....

ใช่ / ไม่ใช่............ถูก / ไม่ถูก............ชอบ / ไม่ชอบ

ขอจงใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองดูเถิดครับ


อรุณ 8 ก.ย. 2551 00:33 น. โพสต์: 71 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 5

สาธุครับคุณอรุณคำตอบแจ่มแจ้งแล้ว

ขอเสริมเรื่องอจิณไตยครับ

อจินไตย แปลว่าสิ่งที่ไม่พึงคิด คือไม่อาจรู้ได้ด้วยการคิด แลถ้าขืนคิดให้รู้ให้ได้ก็จะกลายเป็นผู้มีส่วนแห่งความเครียดเป็นบ้าเสียสติ ไป

อจินไตยมี 4 อย่างคือ

๑. พุทธวิสัย คือความรู้ความสามารถของพระพุทธเจ้านั้นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะหยั่ง ถึง เข้าใจได้ว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงรู้ ทรงเห็น ทรงมีความสามารถมากมายก่ายกอง ผิดจากมนุษย์คนธรรมดาสามัญ

๒. ฌานวิสัย คือเรื่องของฌานสมาบัติ เช่นทำไมคนเราบางคนถึงเข้าฌานนั่งอยู่เฉยๆ ได้เป็นวันๆ โดยที่ไม่ต้องกินข้าวไม่ต้องหลับไม่ต้องนอน สิ่งนี้เป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติเท่านั้นจะรู้ จะเข้าใจได้ ถ้าคนที่ไม่เคยประพฤติปฏิบัติมานั่งคิด นอนคิดยังไงก็ไม่สามารถเข้าใจได้ อย่างพวกเรานี้ เพียงแต่นั่งเฉยๆ แค่ ๑๕ นาที หรือครึ่งชั่วโมงก็จะนั่งกันไม่ได้อยู่แล้ว แล้วทำไมคนบางคนจึงนั่งหลับตานิ่งเฉยอยู่เป็นวันๆได้ นี้คือการเข้าฌานสมาบัติ ซึ่งไม่ใช่เป็นสิ่งที่ปุถุชนคนธรรมดาสามัญจะเข้าใจได้

๓. กรรมวิสัย เรื่องของกรรมนี้เป็นเรื่องที่เหนือวิสัยของมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาจะเข้าใจ ได้ว่า เมื่อทำกรรมอันหนึ่งอันใดไว้แล้ว ผลที่จะตามมานั้นจะเป็นอย่างไร หรือการที่มนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลายที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์หรือเป็นสัตว์ใน โลกนี้นั้น ได้กระทำอะไรมาในอดีต เรื่องนี้เราไม่สามารถที่จะรู้เห็นได้ เพราะเป็นเรื่องข้ามภพข้ามชาติ พวกเราเห็นได้แต่สิ่งที่เป็นอยู่ในชาตินี้เท่านั้นเอง แต่เราไม่รู้ว่าชาติก่อนมีจริงหรือเปล่า ชาติหน้ามีจริงหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถจะรู้ได้จากความนึกคิดของเราเอง แต่เป็นสิ่งที่จะรู้ได้จากการประพฤติปฏิบัติธรรมเท่านั้น คือต้องนั่งสมาธิ เจริญวิปัสสนาเท่านั้น จึงจะเข้าสู่ความจริงอันนี้ได้

๔. โลกวิสัย คือเรื่องของความเป็นมาของโลกนี้ ว่าโลกนี้เป็นมาอย่างไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีใครเป็นคนสร้างมาหรือเปล่า หรือไม่มีคนสร้าง เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่เหนือวิสัยของมนุษย์ที่จะสามารถรู้เห็นได้ เลยกลายเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไปต่างๆนานา บางคนก็ว่ามีพระเจ้าสร้างโลกขึ้นมา บางคนก็บอกว่าไม่มีพระเจ้า ไม่มีใครสร้างโลก เป็นเรื่องของเหตุ เป็นเรื่องของปัจจัย เป็นเรื่องของธาตุทั้ง ๖ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ เมื่อเกิดปฏิกิริยาขึ้นมาก็ทำให้เกิดเป็นโลก เป็นดาว เป็นเดือน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล อย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานาน
ddman 8 ก.ย. 2551 14:15 น. โพสต์: 474 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 6

.อจิณไตย แปลว่าไม่มีประโยชน์ คือรู้ไปก้อไม่มีประโยชน์ รู้ไปก็เท่านั้น เสียสมองเปล่า ๆ ใช้อะไรไม่ได้… ….ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยถูกคนอื่นถามด้วยเรื่องอจิณไตย เช่น…. ….จักรวาลกว้างเท่าไร? มีขอบเขตแค่ไหน?…. ….นรก สวรรค์มีจริงหรือไม่? ถ้ามีตั้งอยู่ที่ไหน?… ….ถ้าสำเร็จพระอรหันต์แล้วจะอยู่ยังไงหลังความตาย?…. ….คนเราตายแล้วจะไปไหน?…. ….พระพุทธองค์ทรงตอบได้ทุกเรื่อง และทรงเมตตาสั่งสอนต่อไปว่า…. ….”ตถาคตทราบดีทุกเรื่องที่ท่านถาม รู้ลึกซึ้งกว่าที่ท่านอยากจะรู้”…. ….”แต่ว่าท่านอยากจะรู้ไปทำไม ในเมื่อท่านรู้แล้วก็ไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์มรรคผลใด ๆ”… ….“เพราะมันมิใช่วิถีทางแห่งการดับอาสวะกิเลส เพื่อทำให้สิ้นทุกข์”… ….”ทุกเรื่องล้วนเป็นอจิณไตย คือท่านรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์”… ….”หากท่านอยากรู้ จงเร่งปฏิบัติให้สิ้นอาสวะกิเลสในตนเถิด แล้วท่านจะสามารถรู้ได้เอง”…. ….หลักการอบรมสั่งสอนของพระพุทธศาสนานั้น คือสอนให้รู้ รู้ลึก รู้รอบ และรู้จริง…. ….สอนให้รู้ด้วยการพิจารณาด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยข้อพิสูจน์… ….ไม่ใช่ให้รู้จากตำรา คัมภีร์ วิธีปฏิบัติ (ทฤษฎี) หรือแค่คำพูด… ….แต่สอนถึงหลักวิธีปฏิบัติจริง ที่สามารถพิสูจน์เหตุผลได้ทางวิทยาศาสตร์… ….ผู้ที่กล่าวถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เป็นพุทธมามะกะตัวจริง จึงปฏิบัติตนในทุกสภาวะโดยธรรม… ….ปฏิบัติในทุกอิริยาบทในการดำรงชีพ ไม่ใช่แค่นุ่งขาวห่มขาวนั่งหลับตาฟังอาจารย์สอนจนหลับใน แล้วเข้าใจว่าบรรลุธรรม… ….”ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา”… ….”ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม”… ….“หากประสงค์จะบูชาเรา จงบูชาด้วยปฏิบัติบูชาเถิด”… ….“อย่าพึงปฏิบัติด้วยอามิสบูชาเลย”….
ddman 8 ก.ย. 2551 14:19 น. โพสต์: 474 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 7

สาธุเช่นกันครับ ..... สาธุ .
อรุณ 8 ก.ย. 2551 15:24 น. โพสต์: 71 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 8

กราบนมัสการและขอบพระคุณทุกท่านมากครับ ผมเป็นพวกชอบคิดมากน่ะครับ อยาก

หาคำตอบไปเรื่อย ๆ มาถึงตรงนี้แล้วก็เลยคิดว่า สิ่งใดรู้ไป ไม่เป็นประโยชน์อย่ารู้ซะดี

กว่า ผมคงต้องศึกษาให้มากกว่านี้ ขอบคุณครับ

จากผู้ตั้งกระทู้
bunsri 8 ก.ย. 2551 19:01 น. โพสต์: 9 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 9

อนุโมทนาสาธุครับคุณ bunsri การมีความสงสัยต่างๆไม่ใช่สิ่งเลวร้ายไร้สาระทีเดียว เพราะเมื่อสงสัยแล้วสอบถามกัลยาณมิตร ก็จะได้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเพิ่มขึ้น เรียกว่าเป็นการประพฤติมงคลข้อหนึ่งในบรรดา มงคล 38 ข้อ นั่นคือ มงคล ข้อที่ 30: สนทนาธรรมตามกาล บาลี: กาเลน ธมฺมสากจฺฉา (กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา) การได้สนทนากันเรื่องธรรม ทำให้ขยายขอบเขตการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนความรู้ และได้รู้ในสิ่งใหม่ ๆ ที่เราอาจนึกไม่ถึง หรือเป็นการเผื่อแผ่ความรู้ที่เรามีให้แก่ผู้อื่นได้ทราบด้วย
และอนุโมทนาสาธุที่สามารถใช้โยนิโสมนัสสิการว่าจะถือเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แท้แก่ตนเอง ขอให้เจริญในธรรมครับ
ddman 8 ก.ย. 2551 22:02 น. โพสต์: 474 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 10

ทุกสิ่งอย่างล้วนได้ถูกกำหนดไว้ให้เป็นเช่นนั้น ไม่ผิดทั้งหมด ถูกแล้วครึ่งหนึ่งครับ

อีกครึ่งหนึ่งก็อยู่ที่การกระทำในตอนนี้ด้วย จะเปลี่ยนแปลงกรรมในอดีตได้
น้ำใส 10 ก.ย. 2551 12:54 น. โพสต์: 15 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 11

ทำไมจึงใช้คำว่า " ถูกกำหนด " ล่ะครับ ?

ที่พูดกันว่า ....." ถูกกำหนด ๆ "..... ขอถามว่า...ใคร ? เป็นคนกำหนดล่ะครับ .
อรุณ 10 ก.ย. 2551 18:14 น. โพสต์: 71 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 12

นั่นสิใครเป็นคนกำหนด

ก็ กรรม ที่เราทำไว้เป็นคนกำหนด เราได้ออกแบบชีวิตไว้เอง

เรามีกำเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
เราทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม เราจักต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

แสดงว่า ที่เราได้ประสบ ทั้งทุกข์ และสุข ก็เพราะเป็นสิ่งที่เราได้ออกแบบไว้เอง
และเราก็กำหนดเอง เราเป็นผู้กำหนด เป็นผู้ออกแบบ

ส่วนเจ้าชายสิทธัตถะนั้น ท่านได้ออกแบบ กำหนดให้ท่านเองเป็น พระพุทธเจ้า

ได้ออกแบบมาเป็น 20 อสงไขยแสนมหากัปป์

เมื่อชาติสุดท้าย มีบารมีเต็มเปี่ยม ท่านมีลักษณะมหาบุรุษ
ทำให้โกณฑัญญะพราหมณ์ ทำนาย ตามคัมภีร์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า

ซึ่งตรงนี้ ถึงแม้โกณฑัญญะพราหมณ์ จะทำนายหรือไม่ก็ตาม
เจ้าชายสิทธัตถะก็จะต้องเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่นอน
เพราะบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว

ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย เหตุอะไร ปัจจัยอะไร ก็กรรมที่ได้ทำไว้นั่นเอง

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว อย่ารอช้าอยู่เลย รีบ ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ใส เร่งสร้างบุญสร้างบารมี
ออกแบบชีวิตให้ตนเองประสบความสุขความสำเร็จในชีวิต และในที่สุดก็จะได้บรรลุธรรมหลุดพ้นจากกิเลสเหมือนดั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันนะ

tung 13 ก.ย. 2551 10:43 น. โพสต์: 1 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 13

สาธุ ... สาธุ... อนุโมทามิ
อรุณ 13 ก.ย. 2551 15:35 น. โพสต์: 71 อนุโมทนา: 0 ได้รับอนุโมทนา: 0 คำตอบที่ 14


ท่านสมาชิกฯ ยังไม่ได้ Login ครับ !  คลิกที่นี่ ล็อกอิน ก่อนโพสต์ครับ 

หน้าหลัก จำนวนคนอ่าน 3353 คน  ปิดหน้านี้


DT07480

bunsri

6 ก.ย. 2551 03:43 น.

โพสต์: 9
อนุโมทนา: 0
ได้รับอนุโมทนา: 0






Dhammathai.org on Mobile
Mobile/Tablet

หน้าแรก
ทีมงานธรรมะไทย
แผนผังเว็บไซต์
ค้นหาข้อมูล
ติดต่อธรรมะไทย
สมุดเยี่ยม
ธรรมะในสวน
เครือข่ายธรรมะ
ศูนย์รวมภาพ
สัญลักษณ์ไทย
สมาชิกธรรมะไทย
กวีธรรมะ
บอร์ดบอกบุญ
สถานปฏิบัติธรรม
สนทนาธรรม
ข่าวธรรมะ
ธรรมะกับเยาวชน
ธรรมะจากหลวงพ่อ
บทความธรรมะ
กรรม
 ทาน
พระไตรปิฏก
เสียงธรรม
วีดีโอธรรมะ
เพลงธรรมะ
ธรรมปฏิบัติ
 คลังแสงแห่งธรรม
 คลังหนังสือธรรมะ
 หลักธรรมนำสุขในยุค๒๐๐๐
 กรรมฐานประจำวันเกิด
 ศีล
 สมาธิ
 วิปัสสนา
พระพุทธศาสนา
พจนานุกรมพุทธศาสน์
หัวข้อธรรม
บทสวดมนต์
มิลินทปัญหา
พระพุทธศาสนาในไทย
ทำเนียบวัดไทย
ศาสนพิธี
อุปสมบทพิธี
วันสำคัญทางศาสนา
การเผยแผ่ศาสนา
 งานปริวาสกรรมทั่วประเทศ
พระพุทธเจ้า
พระพุทธประวัติ
ประวัติพระพุทธสาวก
ทศชาติชาดก
นิทานชาดก
 พุทธวจนในธรรมบท
มงคล ๓๘ ประการ
พุทธศาสนสุภาษิต
นิทานธรรมะบันเทิง
สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
พระพุทธรูปปางต่างๆ
พระพุทธรูปสำคัญ
จีรัง กรุ๊ป
เพจธรรมะไทย
© ธรรมะไทย