มีปัญหาในการทำสมาธิ ช่วยแนะนำหน่อยคะ

    

ตอนนี้ดิฉันกำลังฝึกทำสมาธิอยู่ ฝึกมาได้ก็ประมาณ 1 เดือนแล้วค่ะ ฝึกนั่งได้นานที่สุดคือ 45 นาที แต่ดิฉันมีปัญหาคือ อาการปวดขา ปวดมากแทบจะขาดออกจากร่างกายเลย เมื่อมีอาการปวดดิฉันก็กำหนดใจไปที่ขาส่วนที่ปวดว่า ปวดหนอ ปวดหนอ ปวดหนอ แรกๆ อาการปวดเหมือนจะเบาลง จนดิฉันนึกว่าจะหายไป แต่สักพักอาการปวดกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น แต่ก็กำหนดปวดหนอ ปวดหนอ เหมือนเดิม แต่อาการปวดก็ไม่หายไปสักที ปวดมากจนต้องออกจากการทำสมาธิ ดิฉันอยากทราบว่า ในการนั่งสมาธินั้นเมื่อเรามีอาการปวดขา อาการปวดนี้จะเป็นอยู่นานเท่าไรคะ ถึงจะหายไป เพราะดิฉันเคยอ่านในหนังสือการทำสมาธิของอาจารณ์หลายท่านมา ท่านก็บอกว่าอาการปวดดังกล่าวนั้นจะหายไปเองเมื่อเรากำหนดจิตเราอยู่กับเวทนาที่กำลังรู้สึกอยู่ กรุณาช่วยให้คำแนะนำหน่อยเถอะคะ




สวัสดีค่ะ ที่จริงเราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องนี้โดยตรงนะแต่เราคิดว่าจากที่เราอ่านมานั้นที่เราปวดขาเพราะว่าจิตเรายังไม่นิ่งเค้าบอกกันว่าเมื่อเราจะทำความดีจะมีมารมาผจญอยู่แต่เราก็ไม่แน่ใจนะว่าอาการปวดขานี้จะเป็นมารอย่างที่เค้าว่าหรือป่าว แต่ถ้าเราตั้งใจจิตว่างไม่คิดอะไรความเจ็บปวดคงจะหายไปนะ.......


ก็ไปย้ำว่าปวดหนอ ๆ ก็ยิ่งปวดซิ

การฝึกสมาธิ ไม่ใช่การทรมานร่างกาย เราฝึกที่จิต ให้จิตอยู่ในกองกุศล
จิตจึงจะเป็นสมาธิได้ ความสุข ความสงบ เป็นผลของสมาธิ แต่สำคัญที่
การทำจิตให้เป็นกุศล มีความไม่หวั่นไหวในสิ่งที่มากระทบ ละนิวรณ์๕ได้

ถ้าปวด ก็นั่งเก้าอี้ ให้เท้าวางราบกับพื้นได้ แล้วจึงภาวนาพุทโธ ๆๆ
เวลาเกิดความคิดอกุศล หรือเกิดเวทนา ก็ไม่ต้อง หนอๆ ตามที่คิด หรือ
ตามเวทนาที่เกิด เพราะนั่นเป็นการย้ำ เป็นการไปจดจำ(สัญญา)
จะเป็นโมหะเสียมากกว่า


ท่านก็บอกว่าอาการปวดดังกล่าวนั้นจะหายไปเองเมื่อเรากำหนดจิตเราอยู่กับเวทนาที่กำลังรู้สึกอยู่
ถูกแล้วครับ.





การเจริญสมาธิวิปัสสนาเป็นการบำเพ็ญกุศล
สร้างกุศลจิตที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น สั่งสมกุศลจิตที่เกิดขึ้นแล้วนั้นให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์

กุศลผลบุญ ให้ผลเป็นสุขเจ้าค่ะ


ถ้าให้ผลเป็นทุกข์คือปวดขาตามที่เล่ามานั้น แสดงว่าปฏิบัติผิดทางผิดวิธีเจ้าค่ะ
จิตในขณะนั้นเป็นอกุศลจิตและ/หรืออกุศลวิบากจิตเจ้าค่ะ
ไม่ใช่กุศลจิตเจ้าค่ะ กุศลจิตนั้นต้องให้ผลสุขกายสุขใจเจ้าค่ะ


หายใจแรง ๆ ให้สม่ำเสมอแล้วบริกรรมว่าพุทโธ ๆๆๆๆ เร็ว ๆ
ตามที่ท่านทัมใจ - 58.9.93.100 [24 ก.ค. 2551 20:38 น.] คำตอบที่ 2 แนะนำ
ลองดูสิเจ้าค่ะไม่เกิน 20 นาทีปีติสุขก็จะบังเกิดขึ้นไม่เจ็บไม่ปวดไม่เมื่อย มีความสุขเบาสบายในร่างกายอิ่มใจเจ้าค่ะ


สัมมาสมาธิเป็นไฉน ?
ก็ภิกษุผู้อริยะบุคคลในศาสนานี้ ปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน มีสติปรากฏไม่เผลอเรอ มีกายสงบระงับ ไม่กระวนกระวาย มีใจตั้งมั่น มีอารมณ์อันเดียว ไม่ยินดียินร้าย ต่อรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธัมมารมณ์ และใจเรานั้นก็สงัดจากกาม สงัดจาก อกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว

จิตเป็นสมาธิ บรรลุปฐมฌาน มีวิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกคาตารมณ์

ละวิตก วิจาร เข้าสู่ทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะ
วิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติ สุข และเอกคตารมณ์

เธอมี อุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยทั้งหลาย สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข และเอกคตารมณ์

เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ . มีเอกคตารมณ์ เสวยอุเบกขาอยู่เป็นอารมณ์เดียว

อันนี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ ฯ
.


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ



ดิฉันเคยปฎิบัติและมีอาการเช่นเดียวกับคุณและได้กำหนดความรู้สึกรู้ ว่า ปวดหนอ ปวดหนอ เพื่อให้รู้เวทนาขณะนั้น ซึ่งในตอนแรกก็เป็นเหมือนคุณคือรู้สึกว่ามันแทบจะทนไม่ได้ แต่เมื่อได้ตั้งใจไว้เมื่อก่อนนั่งแล้วว่าจะนั่งให้ได้ตามระยะเวลาคือ 1 ชั่วโมงโดยไม่ขยับอิริยาบทเลย(นั่งขัดสมาธิ) ปรากฎว่าอาการขาที่ปวดแทบจะฉีกออกไปนั้น ก็จะหายไปจนปัจจุบันนี้ก็จะสามารถ นั่งได้นาน ๆค่ะ และผลที่ได้จากการฝึกดังกล่าว ทำให้เป็นคนอดทนต่อหลายสิ่งหลายอย่างได้ อยากขอให้คุณลองปฏิบัติดูใหม่นะคะ อดทน อดทน อดทนค่ะ ผ่านด่านนี้แน่นอนค่ะ



ก็ไปย้ำว่าปวดหนอ ๆ ก็ยิ่งปวดซิ

การฝึกสมาธิ ไม่ใช่การทรมานร่างกาย เราฝึกที่จิต ให้จิตอยู่ในกองกุศล
จิตจึงจะเป็นสมาธิได้ ความสุข ความสงบ เป็นผลของสมาธิ แต่สำคัญที่
การทำจิตให้เป็นกุศล มีความไม่หวั่นไหวในสิ่งที่มากระทบ ละนิวรณ์๕ได้

ถ้าปวด ก็นั่งเก้าอี้ ให้เท้าวางราบกับพื้นได้ แล้วจึงภาวนาพุทโธ ๆๆ
เวลาเกิดความคิดอกุศล หรือเกิดเวทนา ก็ไม่ต้อง หนอๆ ตามที่คิด หรือ
ตามเวทนาที่เกิด เพราะนั่นเป็นการย้ำ เป็นการไปจดจำ(สัญญา)
จะเป็นโมหะเสียมากกว่า

ทัมใจ - 58.9.93.100 [24 ก.ค. 2551 20:38 น.] คำตอบที่ 2

***///***


ถ้าภิกษุใด เดินก็ตาม ยืนก็ตาม นั่งหรือนอนก็ตาม ย่อม
ตรึกถึงวิตกอันลามกอิงอาศัยกิเลส ภิกษุผู้เช่นนั้น เป็นผู้
ดำเนินไปสู่ทางผิด หมกมุ่นแล้วในอารมณ์ อันยังความ
ลุ่มหลงให้เกิด เป็นผู้ไม่ควรเพื่อบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม
แต่ถ้าภิกษุใดเดินก็ตาม ยืนก็ตาม นั่งหรือนอนก็ตาม ยังวิตก
ให้สงบแล้ว ยินดีในธรรม เป็นที่สงบวิตก ภิกษุเช่นนั้น
เป็นผู้ควรเพื่อบรรลุซึ่งสัมโพธิญาณอันอุดม ฯ


ภิกษุพึงเดินตามสบาย พึงยืนตามสบาย พึงนั่งตามสบาย พึง
นอนตามสบาย พึงคู้ตามสบาย พึงเหยียดตามสบาย ตลอด
คติของโลก ทั้งเบื้องบน ท่ามกลาง และเบื้องต่ำ และพิจารณา
ตลอดความเกิด และความเสื่อมไปแห่งธรรม และขันธ์
ทั้งหลาย นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวภิกษุอย่างนั้น ผู้มีสติทุก
เมื่อ ศึกษาปฏิปทาอันสมควรแก่ความสงบใจเสมอ ว่ามีใจ
เด็ดเดี่ยว ฯ

คัดมาจาก
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต




" ความรู้เรื่องสมาธิ และปัญญา " "


สมาธิเป็นชื่อของจิตประเภทหนึ่ง มีหลายลักษณะ มีหลายคุณภาพแตกต่างกัน


สมาธินั้นมี 2 อย่าง

1.มิจฉาสมาธิ คือสภาวะของจิตปุถุชน ที่ยังพัวพันอยู่ในกามหรือยังประกอบอยู่ด้วยอกุศลธรรม
2.สัมมาสมาธิ คือสภาวะที่จิตนั้นสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย

เรียกจิตที่เป็นสัมมาสมาธิว่า จิตพรหมจรรย์


1.มิจฉาสมาธิ ไม่ได้หมายถึงสมาธิที่ไม่ดีเสมอไป เป็นสมาธิที่ดีก็มีเช่นสมาธิในการเขียนหนังสือตัวบรรจง
สมาธิในการขับรถ สมาธิในการทำงานของปุถุชน สมาธิในการร้องเพลง สมาธิในการอ่านหนังสือ...ฯลฯ..

สมาธิเหล่านี้เป็นสมาธิที่ดีของปุถุชน มีประโยชน์ต่อปุถุชน แต่จิตนั้นยังประกอบด้วยกามยังประกอบด้วยอกุศลธรรมคือราคะ โทสะ โมหะ จึงจัดเป็นมิจฉาสมาธิ เพราะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์



2.สัมมาสมาธิ หรือจิตพรหมจรรย์ คือสภาวะที่จิตนั้นสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ได้แก่ฌานสมาบัติ 8 และมัคค 4 ผล 4

สัมมามสมาธินั้นมี 2 อย่าง

2.1.สัมมาสมาธิที่เป็นเหตุ เรียกว่ากุศล
สัมมาสมาธิที่เป็นเหตุ ก็แบ่งเป็น 2 อย่าง
2.1.1.สัมมาสมาธิที่เป็นเหตุ ที่เป็นโลกียะ
ได้แก่รูปาวจรกุศลจิต ในจตุถฌาน หรือปัญจมฌาน
และอรูปาวจรกุศลจิต ในอรูปฌาน 4
แม้รูปฌาน และอรูปฌานจะได้ชื่อว่าโลกียะก็จริงอยู่ แต่คุณสมบัติของจิตเหล่านั้นเป็นจิตที่สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงเป็นจิตพรหมจรรย์

2.1.2.สัมมาสมาธิที่เป็นเหตุ ที่เป็นโลกุตตระ
ได้แก่ โสดาปัตติมัคค สกทาคามีมัคค อนาคามีมัคค และอรหัตตมัคค
อริยมัคคทั้ง 4 นี้ เป็นสภาวะธรรมที่จิตประกอบด้วยองค์ฌานเดียวกันแต่ปัญญาเครื่องทำลายกิเลสต่างกัน

โสดาปัตติมัคค ประกอบด้วยปฐมฌาน ( หรือฌาน 1-4 )และปัญญารู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ 4 ในการละสักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลพตปรามาส

สกทาคามีมัคค ประกอบด้วยปฐมฌาน ( หรือฌาน 1-4 ) และปัญญารู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ 4 ในการละสักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพตปรามาส และความสามารถในการ ทำกามราคะและพยาบาทให้บางเบา

อนาคามีมัคค ประกอบด้วยปฐมฌาน ( หรือฌาน 1-4 ) และปัญญารู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ 4 ในการละสักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพตปรามาส กามราคะและ ปฏิฆะ ได้หมดสิ้น

อรหัตตมัคค ประกอบด้วยปฐมฌาน ( หรือฌาน 1-4 ) และปัญญารู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ 4 ในการละสักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชาได้หมดสิ้น

สัมมาสมาธิในมรรคมีองค์ 8 ในฌาน 1 - 4 คือสัมมาสมาธิที่เป็นเหตุ และเป็นโลกุตตระฌาน โลกุตตระกุศล


การบรรลุธรรมโดยไม่เอาฌาน ไม่เอาเหตุ ไม่ทำจิตให้สงัดจากกาม จิตไม่สงัดจากอกุศลธรรม ไม่ปฏิบัติไปตามแนวทางแห่งมรรคมีองค์ 8 ให้ครบถ้วน แล้วกล่าวว่าตนบรรลุธรรมย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะองค์ธรรมคือปัญญาต้องเกิดร่วมเกิดพร้อมกับสัมมาสมาธิคือฌานเท่านั้น

ปัญญาวิมุติก็ต้องมีฌานเป็นบาทฐาน เช่นเดียวกันกับเจโตวิมุติ



2.2.สัมมาสมาธิที่เป็นผล เรียกว่ากุศลวิบาก
สัมมาสมาธิที่เป็นผล ก็แบ่งเป็น 2 อย่าง

2.2.1.สัมมาสมาธิที่เป็นผล ที่เป็นโลกียะ
ได้แก่ผลจากการบรรลุจตุตตถฌาน หรือปัญจมฌาน ในรูปฌาน เรียกว่า รูปาวจรกุศลวิบาก
และผลจากการบรรลุอรูปฌาน 4 เรียกว่า อรูปาวจรกุศลวิบาก


2.2.2.สัมมาสมาธิที่เป็นผล ที่เป็นโลกุตตระ

ได้แก่ โสดาปัตติผล สกทาคามีผล อนาคามีผล และอรหัตตผล
อริยผลทั้ง 4 นี้ เป็นสภาวะธรรมที่จิตประกอบด้วยองค์ฌาน ต่างกันแต่ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส เหมือนกัน

โสดาปัตติผล ประกอบด้วยปฐมฌานหรือ ทุติยฌานหรือ ตติยฌานหรือ จตุตถฌานหรือ (ฌาน 1 - 5 )ในปัญจมฌาน ฌานใดฌานหนึ่งก็ได้เป็นบาท แต่มีปัญญาในการละสักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลพตปรามาสได้เหมือนกัน

สกทาคามีผล ประกอบด้วยปฐมฌานหรือ ทุติยฌานหรือ ตติยฌานหรือ จตุตถฌานหรือ (ฌาน 1 - 5 )ในปัญจมฌาน ฌานใดฌานหนึ่งก็ได้เป็นบาท แต่มีปัญญาในการละสักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลพตปรามาสและความสามารถในการ ทำกามราคะและพยาบาทให้บางเบาได้เหมือนกัน

อนาคามีผล ประกอบด้วยปฐมฌานหรือ ทุติยฌานหรือ ตติยฌานหรือ จตุตถฌานหรือ (ฌาน 1 - 5 )ในปัญจมฌาน ฌานใดฌานหนึ่งก็ได้เป็นบาท แต่มีปัญญาในการละสักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลพตปรามาส กามราคะและ ปฏิฆะ ได้หมดสิ้นได้เหมือนกัน

อรหัตตผล ประกอบด้วยปฐมฌานหรือ ทุติยฌานหรือ ตติยฌานหรือ จตุตถฌานหรือ (ฌาน 1 - 5 )ในปัญจมฌาน ฌานใดฌานหนึ่งก็ได้เป็นบาท แต่มีปัญญาในการละสักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชาได้หมดสิ้นได้เหมือนกัน



คนที่บรรลุธรรมก็คือคนที่จิตสงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมคือราคะ โทสะ โมหะ
จิตที่สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมคือราคะ โทสะ โมหะ ก็เรียกว่าจิตนั้นเป็นสัมมาสมาธิและเป็นฌานตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปเป็นบาทฐาน

การเจริญวิปัสสนาให้ได้ปัญญาญาณต่าง ๆ จึงต้องใช้สัมมาสมาธิคือฌานเป็นเหตุหรือเป็นบาท
เพราะปัญญาญาณย่อมเกิดในจิตที่เป็นกุศลเท่านั้นและเป็นจิตพรหมจรรย์ด้วย
ถ้าไม่เป็นฌานไม่เป็นสัมมาสมาธิญาณปัญญาทางธรรมย่อมไม่สามารถบังเกิดขึ้นได้.



มีหลาย ๆ คนที่ปฏิบัติธรรมผิดแนวทางสืบ ๆ กันมา โดยไม่ได้เรียนปริยัติควบคู่กันไปด้วย เพราะ

1.เชื่อผิดเข้าใจผิดคิดว่าสมาธิไม่ใช่ฌาน ฌานไม่ใช่สมาธิ
แต่ความจริงสมาธิคือชื่อเรียก รวม ๆ ของฌาน ฌานเป็นความละเอียดอ่อนที่แตกต่างกันของสมาธิแต่ละชั้นแต่ละระดับนั่นเอง
เหมือนกับคำว่า ป.1 ป.2 เป็นชื่อของความต่างของเด็ก นักเรียนเป็นชื่อรวมของเด็กที่ได้รับการศึกษาชั้นต่าง ๆ

2.เชื่อผิดเข้าใจผิดคิดว่าสมาธิ ไม่ใช่คุณภาพจิตที่เปลี่ยนแปลงไป ตามหลักไตรลักษณ์
แต่เข้าผิดคิดว่าสมาธิ คือสภาวะธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ต้องมีการเข้าการออก

ความจริงคือ สมาธิคือคุณภาพจิตที่สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นจิตที่เป็นกุศลหรือกุศลวิบาก

การออกจากสมาธิ ก็คือการเปลี่ยนคุณภาพจิตที่เป็นกุศลให้กลับมาสู่จิตที่เลวคือพัวพันในกามหรือพัวพันในอกุศลธรรม ซึ่งสอนขัดแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ว่า....
จงละบาปอกุศลทั้งปวง
จงยังกุศลให้ถึงพร้อม
จงทำจิตใจให้ผ่องแผ้วจากกิเลส

เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ได้ฌานแล้ว เป็นกุศลแล้วต้องรักษาเอาอย่าให้เสื่อมเพราะกุศลจิตนั้นเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่จะต้องรักษาเอาไว้

ส่วนการออกจากสมาธิของพระอริยเจ้านั้นหมายถึง การออกจากสมาธิชั้นละเอียดมาทรงอยู่ในสมาธิระดับหยาบคือฌาน 1 - 2 เท่านั้น

3.ต้องการบรรลุธรรมโดยไม่ปฏิบัตติไปในแนวทางแห่งมรรคมีองค์ 8
เช่น ไม่เอาฌานในสัมมาสมาธิ ไม่ทำจิตให้ตั้งในกุศล ไม่ทำจิตให้สงัดจากกาม และอกุศลธรรม
แต่คิดค้นวิธีปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาตามความเชื่อความเห็นของตน ไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมบรรลุธรรมจริง ๆ ไม่ได้


ปฏิบัติไปด้วยศึกษาพระไตรปิฎกไปด้วยควบคู่กันไปครับ
แล้วท่านจะได้รู้จักเหตุที่ถูกต้อง และผลที่ถูกต้องว่าเป็นอย่างไร

ด้วยความเป็นกัลยาณมิตรครับ


เจริญในธรรมครับ


อภิปัญโญ ภิกขุ
" ความรู้เรื่องสมาธิ และปัญญา " " 1.มิจฉาสมาธิ 2.สัมมาสมาธิ


สาธุครับ


ในเวลาที่เราปวด ให้ภาวนาว่าปวดหนอ ๆ ๆ นั้น หมายความว่า
จิตต้องอยู่ที่คำภาวนา ไม่ใช่อยู่ที่ ความเจ็บปวด
เมื่อจิตอยู่ที่คำภาวนา "จิตก็ไม่รู้ถึงอาการปวด"
(ที่ว่า อาการปวดจะหายไปเอง ความจริงมันไม่ได้หายไป แต่หากสมาธิคุณอยู่กับคำภาวนาจริงๆ มันจะไม่รู้ถึงอาการปวดนั้น ซึ่งเรามักจะพบในพระไตรปิฏกว่าพระอริยะเจ้าหรือแม้แต่พระพุทธองค์เอง ก็จะระงับอาการเจ็บป่วย โดยอาศัย ฌาน )
ที่เราปวด เพราะจิตของเราไปจดจ้องอยู่กับอาการปวด มันจึงยิ่งปวดมากขึ้น
ตั้งจิตให้ถูกที่
จุดนี้เป็นการบอกให้เรารู้ว่า ร่างกายของเรา ที่มีได้ เพราะมีจิตรู้
หากจิตไม่รับรู้ มันก็ไม่มี
ส่วนอาการปวดนั้น เมื่อฝึกไปนานๆ มันก็จะชินไปเอง มันก็จะค่อยๆปวดน้อยลง จนไม่ปวดในที่สุด
ทุกข์ แปลว่า ทนไม่ได้ เมื่อทนได้ ก็ไม่ทุกข์




 เปิดอ่านหน้านี้  2796 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย