ทำไมนิกาย สันติอโศก ถึงได้ล้ำหน้า คนศรัทธา มากมาย ในหมู่พันธมิตร มากกว่านิกายอื่น

    

สงสัยว่าทำไม สันติอโศก ถึง ได้รับความศัทธา มากมาย ใน พันธมิตร ทั่วประเทศ

มากถึง 20ล้าน คน ที่ดู ASTV

ไม่ทราบ นิกาย มหายาย และ หินยาน ที่มีมาก่อน ขาดความศรัทธา แล้วหรือครับ





สันติอโศก คืออะไร

มหายาน คืออะไร

หินยาน คืออะไร

แล้วพุทธตัวจริง จะเป็นนิกายไหน

พุทธตัวจริง มีพระบรมศาสดาองค์เดียว เขาคงไม่แบ่งแยก




เป้าหมายของเจ้าสำนักสันติอโศกคืออะไร ?

เป้าหมายของคนหัวเกรียนใส่เสื้อหม้อฮ้อมคืออะไร ?

พวกเขาเหล่านั้นที่ทำกันอย่างนั้น เพื่ออะไร ?


มันคืออะไร ?

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6815524/P6815524.html




เสนอท่านเว็บมาสเตอร์ ลบกระทู้นี้ออกเถิดครับ

ไม่อยากจะเห็นถ้อยคำที่เสียดสีกันอย่างที่พันธ์ทิพย์

อยากให้ที่นี่มีความสงบ และขัดเกลากิเลสมากกว่าเสี้ยมกิเลส

ขอบคุณครับ


อย่าหนีความจริงเลย การจะรบกับกิเลสต้องรู้ความจริง มิใช่หลบเข้ามุ้งแผ่เมตตา


สงบอย่างมีปัญญา ไม่ใช่สงบแบบไม่รู้ว่าอะไรผิดถูก ไม่ใช้อารมณ์ ศึกษาพระไตรปิฎกจะได้รู้ว่าใคร สำนักไหน ปฏบัติถูกต้องหรือผิดจากพระธรรมวินัย ใครๆก็อ้างว่าปฏิบัติตามพระธรรมวินัยๆๆ ถามว่าเล่มไหน หน้าไหนอย่างไร อรรถกถาขยายความท่านว่าอย่างไร จะรู้ว่าสิ่งไหนคือธรรมของพระองค์แท้ๆ ก็ด้วยการที่เราศึกษาด้วยตัวของเราเอง อย่าด่วนเชื่อผู้บรรยายทั้งหมด


เอสุการีสูตร

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

เราไม่กล่าวว่าบุคคลจักประเสริฐ หรือ เลวทราม เพราะเกิดในสกุลสูง ,เพราะเกิดในวรรณะสูง,เพราะมีโภคะสมบัติมาก

เพราะว่าบุคคลบางคนแม้ได้เกิดมาเป็นอย่างนั้น ก็ยังเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ โลภอยากได้ของผู้อื่น พยาบาท มีความเห็นผิด

*******************

กกจูปมสูตร

ทางแห่งถ้อยคำที่บุคคลอื่นจักกล่าวมี ๕ ประการคือ

๑. กล่าวในกาลอันสมควรหรือไม่สมควร

๒. กล่าวด้วยเรื่องจริงหรือเรื่องไม่จริง

๓. กล่าวด้วยคำอ่อนหวานหรือคำหยาบคาย

๔. กล่าวด้วยถ้อยคำที่เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์

๕. กล่าวด้วยเมตตาจิตหรือมีโทสะภายใน

***************************************************


พึงระลึกไว้เสมออย่างนี้ว่า จิตเราจักไม่แปรปรวน จักไม่เปล่งวาจาที่ลามก

จักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งอันเป็นประโยชน์ จักมีจิตเมตตา ไม่มีโทสะภายใน จักแผ่เมตตาจิตไปถึงบุคคลนั้น

หากมีโจรเอาเลื่อยมาเลื่อยอวัยวะใหญ่น้อยของพวกเธอ เธอพึงระลึกไว้เสมออย่างนี้ว่า

จิตเราจักไม่แปรปรวน จักไม่เปล่งวาจาที่ลามก จักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งอันเป็นประโยชน์

จักมีจิตเมตตา ไม่มีโทสะภายใน จักแผ่เมตตาจิตไปถึงบุคคลนั้น

พวกเธอจงใส่ใจถึงโอวาทอันเปรียบด้วยเลื่อยนี้อยู่เสมอเป็นเนืองนิตย์เถิด

จักเป็นประโยชน์และความสุขแก่พวกเธอสิ้นกาลนาน

♦ ♦ ♦ ♦ ♦
♦ ♦ ♦
♦




จากคำตอบที่ 2 ของเดินดิน
อย่าไปสนใจเลย ว่าเป้าหมายของเขาคืออะไร

พุทธภาษิตตรัสไว้ว่า
ไม่ควรแส่ไปในกิจของผู้อื่น ว่าเขาทำหรือยังไม่ทำ
ควรมองดูตน กิจของตน ว่าตนเองทำหรือยังไม่ทำเท่านั้น

ธรรมรักษา



การอ่านพุทธวจนะ ควรดูสภาพแวดล้อมของเรื่อง เหตุเกิดที่ให้ตรัสคาถานั้นๆ ว่าพระองค์ตรัสปรารภอะไร ในสถานการณ์เช่นไร ฯลฯ แล้วนำเอาพุทธพจน์นั้นไปใช้ให้ตรงกับสถานการณ์นั้นๆ เรื่องนั้นๆ เหตุการณ์นั้น จึงจะเกิดประโยชน์แก่ตนแก่สังคม ประเทศชาติ รู้เขารู้เรา เป็นต้น อย่างนี้ลักษณะไปไหนมาสามวาสองศอกจึงจะไม่เกิดขึ้น หรือติดตันทางความคิด

พุทธรักษา


คือ อะไร ?

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6815811/P6815811.html


พุทธภาษิตตรัสว่า

ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส นิจฺจ ํ อุชฺฌานสญฺญิโน
อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ อารา โส อาสวกฺขยา

คนที่เห็นแต่โทษผู้อื่น คอยแต่เพ่งโทษนั้น อาสวะก็เพิ่มพูน
เขายังไกลจากความสิ้นอาสวะ

ธรรมรักษา


เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร*

สัญญา ที่สหรคต(ผสม)ด้วย อภิฌชา พยาบาท ความเบียดเบียน
เมื่อเสพแล้ว อกุศลย่อมเจริญยิ่งขึ้น
ทำให้กุศลธรรมเสื่อมไป
สัญญานั้นไม่ควรเสพ

ทิฐิ ความเห็นเมื่อเสพแล้ว ทำให้อกุศลเจริญขึ้น
ทำให้กุศลธรรมเสื่อมไป
ทิฐินั้นไม่ควรเสพ



ผู้ทำเคร่งครัดในหลักทำ

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6818242/P6818242.html




ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส
ข้าพระองค์ทั้งหลายกลับจาก บิณฑบาตภายหลังภัต นั่งประชุมกันที่หอฉัน สนทนาซึ่งดิรัจฉานกถาเป็นอันมาก คือ
สนทนาเรื่องพระราชา เรื่องโจร ฯลฯ เรื่องความเจริญและความเสื่อมพระเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่เธอทั้งหลายสนทนากันถึงดิรัจฉานกถาเป็นอันมาก คือ สนทนาเรื่องพระราชา เรื่องโจร ฯลฯ เรื่องความเจริญและความเสื่อมนี้
ไม่สมควรแก่เธอทั้งหลาย ผู้เป็นกุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธาเลย ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ ๑๐ ประการนี้ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ

อัปปิจฉกถา ๑
(เรื่องความมักน้อย, ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความปรารถนาน้อย ไม่มักมากอยากเด่น )

สันตุฏฐิกถา ๑
(เรื่องความสันโดษ, ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความสันโดษ ไม่ชอบฟุ้งเฟ้อหรือปรนปรอ)

ปวิเวกกถา ๑
(เรื่องความสงัด, ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความสงัดกายใจ)

อสังสัคคกถา ๑
(เรื่องความไม่คลุกคลี, ถ้อยคำที่ชักนำให้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่)

วิริยารัมภกถา ๑
(เรื่องการปรารภความเพียร, ถ้อยคำที่ชักนำให้มุ่งมั่นทำควรเพียร )

สีลกถา ๑
(เรื่องศีล, ถ้อยคำที่ชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล )

สมาธิกถา ๑
(เรื่องสมาธิ, ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำจิตมั่น)

ปัญญากถา ๑
( เรื่องปัญญา, ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดปัญญา)

วิมุตติกถา ๑
(เรื่องวิมุตติ, ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจให้พ้นจากกิเลสและความทุกข์)

วิมุตติญาณทัสสนกถา ๑
(เรื่องความรู้ความเห็นในวิมุตติ, ถ้อยคำที่ชักนำให้สนใจ
และเข้าใจเรื่องความรู้ความเห็นในภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ ๑๐ ประการนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่าเธอทั้งหลายยึดถือเอากถาวัตถุทั้ง ๑๐ ประการนี้แล้ว
กล่าวเป็นกถาไซร้ เธอทั้งหลายพึงครอบงำเดชแม้ของ พระจันทร์และพระอาทิตย์ ผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมาก อย่างนี้ด้วยเดชได้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงปริพาชกอัญญเดียรถีย์ทั้งหลายเล่า ฯ


จาก กถาวัตถุ ๑๐ ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย
ทสก-เอกาทสกนิบาต




ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คำที่เรากล่าวว่า ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน...
คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ ดังนี้ นี้เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยอะไร

บุคคลในโลกนี้ เมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลย่อมรู้อย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้มักทำศีลให้ขาด
มักทำให้ทะลุมักทำให้ด่าง มักทำให้พร้อย ตลอดกาลนานแล ไม่กระทำติดต่อไป ไม่ประพฤติติดต่อในศีลทั้งหลาย ท่านผู้นี้เป็นคนทุศีล หาใช่เป็นคนมีศีลไม่

อนึ่ง บุคคลในโลกนี้ เมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลย่อมรู้อย่างนี้ว่า
ท่านผู้นี้มีปรกติไม่ทำศีลให้ขาด ไม่ทำให้ทะลุ ไม่ทำให้ด่าง ไม่ทำให้พร้อย ตลอดกาลนาน มีปรกติทำติดต่อไป ประพฤติติดต่อในศีลทั้งหลาย ท่านผู้นี้เป็นผู้มีศีล หาใช่เป็นผู้ทุศีล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำที่เรากล่าวว่า ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน...คนมีปัญญา
ทรามหารู้ไม่ ดังนี้ นี้เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้ ฯ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คำที่เรากล่าวว่า ความสะอาดพึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ...
คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ ดังนี้
นี้เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยอะไร บุคคลในโลกนี้สนทนาอยู่กับบุคคลย่อมรู้อย่างนี้ว่า
ท่านผู้นี้พูดกันตัวต่อตัวเป็นอย่างหนึ่ง พูดกันสองต่อสองเป็นอย่างหนึ่ง
พูดกันสามคนเป็นอย่างหนึ่ง พูดกันมากคนเป็นอย่างหนึ่ง
ท่านผู้นี้พูดคำหลังผิดแผกไปจากคำก่อน ท่านผู้นี้มีถ้อยคำไม่บริสุทธิ์ ท่านผู้นี้หามี
ถ้อยคำบริสุทธิ์ไม่

อนึ่ง บุคคลในโลกนี้ เมื่อสนทนาอยู่กับบุคคลย่อมรู้อย่างนี้ว่า
ท่านผู้นี้พูดกันตัวต่อตัวเป็นอย่างไร พูดกันสองคน สามคน มากคน ก็อย่างนั้น
ท่านผู้นี้พูดคำหลังไม่ผิดแผกจากคำก่อน มีถ้อยคำบริสุทธิ์ ท่านผู้นี้หามีถ้อยคำไม่
บริสุทธิ์ไม่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำที่เรากล่าวว่า ความสะอาดพึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ...
คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ ดังนี้ นี้เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้ ฯ


จาก..พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต มหาวรรค๕



ขอแสดงความเห็นด้วยคนน่ะครับ (รู้สึกว่าน่าสนใจดี)

จะนิกายไหนก็ช่างเถอะครับ จะเป้าหมายใดก็ช่างเถอะครับ
เพราะสิ่งสุดท้ายที่จะยึดไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าและสิ่งสุดท้ายที่จะละไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า

สิ่งสุดท้ายที่จะยึดก็คือกายกับใจสิ่งสุดท้ายที่จะละก็คือกายกับใจ แต่การจะละกายละใจได้ต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

การศึกษาธรรมพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ปฏิบัติไม่อาจละกิเลสได้จริง หรือการปฏิบัติที่ผิดก็เช่นเดียวกันผลลัพพ์ก็จะเป็นอย่างที่เราท่านห็นอยู่ทุกวัน

ยิ่งศึกษามากความรู้มากแต่ปัญญาลดลงก็เพราะไม่ได้ปฏิบัติหรือปฏิบัติผิดเพราะว่าความรู้มันไปก่อนปัญญาทำให้ไม่อาจเห็นธรรมตัวจริงได้กิเลสมันมาเกาะอยู่เบื้องหลังทั้งที่ความรู้เรื่องธรรมมีมาก

พูดง่ายๆคือกำลังหลงทางพึงคิดไว้สักนิดว่าหากยิ่งศึกษามากยิ่งปฏิบัติมากแต่กิเลสยิ่งเพิ่ม(ไม่ใช่เห็นกิเลสเพิ่ม)อย่างผิดครับ

ควรมิควรขออภัย เจริญในธรรมทุกท่านครับ


นักบวชทั้งหลาย งามเพราะศีล ศีลครบตามพระพุทธองค์ตรัสไว้ก็งามทั้งนั้น


สาธุธรรม คุณจำใจ

ในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย
ก็แต่ย่อมระงับได้ด้วยความไม่มีเวร

คนมีปัญญาทราม .....หารู้พุทธพจน์ไม่

ธรรมรักษา


ผมก็ติดตามข่าวสารหลายช่อง รวมทั้งทางช่อง ASTV แต่ไม่ทราบเลยว่า สันติอโศก เขามีคนศัทธามากถึงขนาดนั้น แต่อย่างนั้นก็ตามเขาก็คงศัทธาเพราะเป็นหนึ่งในสำนักที่นำคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงประกาศ
เวลาก็ผ่านมานานพอสมควรแล้ว กาลเวลาไม่สามารถทำให้สภาวะธรรมเพี้ยนได้ แต่การถ่ายทอดสืบต่อกันมาของคนเรานั้นผ่านมาหลายต่อหลายรุ่น จะเพี้ยนไปบ้างเป็นธรรมดา (ขนาดเกมส์ที่ให้สื่อความจากหัวแถวไปท้ายแถวสัก 10 คน คนสุดท้ายยังได้ข้อความไม่ตรงกับหัวแถวเลยครับ ประสาอะไรกับระยะเวลา 2,500 กว่าปี กับคนอีกไม่รู้สักกี่รุ่น)
ดังนั้นคนที่มีโอกาสได้รับรู้ในการถ่ายทอดที่ใกล้เคียงกับสภาวะธรรม ก็จะมีโอกาสรู้ว่าคติพุทธนั้นเป็นอย่างไร ก็จะสามารถแยกแยะได้ สบายๆ


คนสมัยหนึ่งเชื่อตามๆกันมาว่าโลกแบน
พอกาลิเลโอมาบอกว่าโลกกลม
ผลคือโดยประชาทัณฑ์ถูกจับติดคุกเป็นสิบๆปี

นี่แหละคือผลร้ายของการเชื่อตามๆกันมา ซึ่งก็อยู่ใน กาลามาสูตร

สันติอโศกหากเลวร้ายจริง คงไม่อยู่มาถึงทุกวันนี้
ท่านเอาความเชื่อของคนอื่นหยุดไว้ก่อน
แล้วท่านลองเข้าไปค้นหาความจริงด้วยใจเป็นกลางจะดีกว่า
การเชื่อตามๆคนอื่น คือผลร้ายแก่ตนเองดังที่ยกมา...




------------------------------------------------------------------


ระวังอาจเข้าข่าย ปรามาสพระรัตนตรัย

ถ้าวิจารณ์ ตามอำนาจกิเลส อันหนาแน่น ด้วยศิล5 ยังไม่รู้ว่าครบหรือเปล่า
จะเกิดอะไรขึ้นครับ ถ้าไปปรามาสท่านเข้า ในกรณีต่าง ๆ ดังนี้

1. เจตนาและไม่เจตนา โดยไม่ทราบว่าท่านเป็นพระอริยะเจ้า ( โสดาบัน, สกิทาคามี, อนาคามี และอรหันต์)
2. เจตนาและไม่เจตนา พระภิกษุที่ทรงศีล 227 ข้อบริสุทธิ์ ทรงกรรมฐาน คล่องในฌานสมาบัติต่าง ๆ แต่ยังไม่ได้เป็นพระอริยะเจ้า ( พระโพธิสัตว์ที่ได้พุทธพยากรณ์แล้ว )
3. เจตนาและไม่เจตนา พระภิกษุที่รักษาศีล 227 ข้อบริสุทธิ์ ไม่มีฌานสมาบัติ ยังไม่ได้เป็นพระอริยะเจ้า
4. เจตนาและไม่เจตนา พระภิกษุที่ต้องอาบัติ สังฆาทิเสทขึ้นไป

ผลจากการปรามาส ได้ศึกษากันแล้วหรือยัง..........
แล้วเราจะเสี่ยงที่ อาจจะปรามาสพระรัตนตรัย เพื่ออะไร.......
พร้อมที่จะยอมรับกรรมนั้นหรือยัง..........


------------------------------------------------------------------


กัมมุนา วัตตตี โลโก. ตายเป็นตาย เจ๊ง เป็นเจ๊ง


http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6825264/P6825264.html



ผู้ร่วมเฮไหนเฮนั่น ปล่อยให้เค้าจูงจมูกไร้สมอง ต้องนั่งร้องไห้ ในเมื่อศาสดาถูกออกหมายจับ นี่คือตัวอย่าง ป. ฉลาดน้อย

บ้านเมืองอยู่ดีๆ ป่วนจนเละ กรรมตามทัน


http://www.prachatai.com/webboard/topic.php?id=702804




อีกตัวอย่างหนึ่ง ของพวกทำลายบ้านเมือง ทำลายสถาบัน

http://www.thairath.co.th/online.php?section=newsthairathonline&content=98066


ที่ให้เขาจูงจมูกคือ พวกไม่รับข่าวสารข้อมูลทั้งสองด้าน
ปิดหู ปิดตา ไม่รับรู้ กับความหลองลวงปลิ้นปล้อนของนักการเมืองโกงกินชาติ
วางแผนทำลายสถาบัน จนจะเสียดินแดนอยู่แล้ว ตื่นเสียทีเถอะ
บ้านเมืองถ้าดีๆอยู่ คนดีๆ คนชั้นกลางผู้มีสถานะความรู้ ใกล้ปืนเที่ยง จะมา
ยอมตากแดด ตากฝนกันหรอกหรือ ตรงดูเถิด


ไม่ดูความเชื่อ่มโยงของเรื่อง ยอมให้แบ๊ะลิ้มหลอก

http://www.prachatai.com/webboard/topic.php?id=703057


ไม่เคารพกฏหมาย

http://www.prachatai.com/webboard/topic.php?id=703048



ประโยชน์ทับซ้อนของนักการเมืองถูกกฏหมายไหม?
ประเทศชาติที่ตนอาศัยถิ่นเกิด ถิ่นอาศัย ถิ่นเลี้ยงชีพทั้งตระกูล เสียผลประโยชน์
เป็นแสนล้าน หมื่นล้าน ทำถูกกฎหมายด้วยการหลีกเลี่ยงแบบแยบคาย

แก้กฎหมายใหม่เพื่อผลประโยชน์ตนเอง ย้ายเงินในกระเป๋าของประเทศ
มาใส่กระเป๋าตัวเอง นี้ก็ถูกกฎหมาย(ที่แก้แล้ว)

หลีกเลี่ยงภาษี จำนวนหลายพันล้าน ด้วยใช้กลไกกฎหมายที่ยังไม่ควบคุมไม่ถึง
นี่ก็ถูกกฎหมาย

ถามว่า ความเสียหาย จำนวนแสนๆล้านที่ประเทศชาติเสียไปกับนักการเมือง
ปล้นชาตินี้ กับความเสียหายในการเดินถนน ไหนเสียหายกว่ากัน ???

เป็นตัวอย่างให้ นักธุรกิจ นักแสวงโชค เข้ามาในทางการเมืองได้อย่างสบายๆ
ในอนาคต นี่ก็ถูกกฎหมาย

ประโยชน์ทับซ้อนที่วางแผนกันมาตั้งแต่สมัยตัวเองเป็นใหญ่ มาจนบัดนี้
ผลปรากฎชัดเจน แต่ ปชช.บางส่วน กลับทำเป็นมองไม่เห็น นี้ตาบอดกันหรือไร?
หรือ รักหลงจน ปิดตา ปิดหู ไม่รับฟังข่าวสาวของคนโกงชาติ

แยกแยะข่าวได้ ไม่จำเป็นต้องไหลไปทางเดียวกันหมดหรอก



ผู้ให้กำเนิดตายยังไม่ร้องไห้ป่านฉะนี้

http://www.prachatai.com/webboard/topic.php?id=703060


รัดทำมะนวย ปี 50

http://www.prachatai.com/webboard/topic.php?id=703046


พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่เธอทั้งหลายสนทนากันถึงดิรัจฉานกถาเป็นอันมาก คือ สนทนาเรื่องพระราชา เรื่องโจร ฯลฯ เรื่องความเจริญและความเสื่อมนี้
ไม่สมควรแก่เธอทั้งหลาย ผู้เป็นกุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธาเลย ฯ

สาธุธรรมอีกครั้งคุณ จำใจ - 58.9.97.181

ก็คนมีปัญญาทราม ในใจมีแต่ความโกรธเกลียด ชิงชัง ย่อมหารู้พุทธพจน์ไม่



ข้าพเจ้าขอนอบน้อมบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระผู้เป็นศาสดาเอกของโลก ทรงเสด็จไปดีแล้ว ทรงมอบพระธรรมวินัยและพระสงฆ์สาวกเพื่อประโยชน์และความสุขของชนหมู่มากในโลก
วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม ศกนี้เป็นวันแรม 8 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันพระแรกแห่งเทศกาลเข้าพรรษาปีนี้ มีแรงบันดาลใจจากข่าวที่สมณะแห่งสันติอโศกถูกอันธพาลบุกเข้ามาทำร้ายถึงในเวทีชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงเป็นเหตุปรารภให้ทำบทความเรื่องนี้
ความจริงในอดีตก็เคยมีความเห็นไม่ตรงไม่ลงรอยกับสำนักสันติอโศกในบางเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการบรรลุธรรมบางประการในพระพุทธศาสนา แต่ครั้นวันเวลาผ่านไปเนิ่นนานเข้า ความดีความงามก็ปรากฏชัดขึ้น ทำให้ความเห็นต้องเปลี่ยนแปลงไป
เหตุเพราะทางสำนักสันติอโศกเองก็ได้เว้นการพูดถึงการบรรลุธรรมขั้นสูงบางประการนั้น แล้วมุ่งมั่นประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรัสสอนไว้อย่างแน่วแน่เด็ดเดี่ยวมั่นคง นั่นเป็นทางหนึ่ง
และอีกทางหนึ่ง วัตรปฏิบัติทั้งหลายของชาวสำนักสันติอโศกที่ได้ตั้งชุมชนพุทธที่เป็นแบบอย่างแห่งการใช้ชีวิตแบบพอเพียงในหลายที่ และที่ได้ประพฤติปฏิบัติประจักษ์ต่อสายตาประชาชนตั้งแต่ครั้งการเคลื่อนไหวปี 2548-2549 ถึงปัจจุบันก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเคร่งครัดอยู่ในพระธรรมวินัยของพระบรมศาสดา
ดังนั้นมาถึงวันนี้จึงสมควรประกาศเรื่อง “สันติอโศกสรรเสริญ” สักครั้งหนึ่ง เพื่อให้เพื่อนพุทธบริษัททั้งหลายได้ทราบ และเมื่อทราบแล้วจะพิจารณาคิดเห็นประการใดก็สุดแท้แต่น้ำใจเถิด
ก่อนอื่นก็ต้องกล่าวว่าชาวสำนักสันติอโศกถูกคนกลุ่มหนึ่งทั้งที่เป็นพระสงฆ์และเป็นฆราวาสพยายามผลักไสไล่ส่งให้ออกไปจากวงการพระพุทธศาสนา กระทั่งพยายามที่จะกลั่นแกล้งดำเนินคดีความทุกรูปแบบ และมาถึงการทำลายข้าวของและทำร้ายร่างกายกันแล้ว
การกระทำเช่นนั้นถูกต้องหรือไม่ เป็นวิสัยของชาวพุทธที่พึงกระทำอย่างนั้นหรือ? นี่คือการละเมิดสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองคุ้มครองหรือไม่?
ในวันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าพระธรรมวินัยอันพระบรมศาสดาได้ตรัสสอนไว้นั้นหาได้เพียงมีอยู่แต่นิกายเดียวหรือสองนิกายดังที่คณะสงฆ์ไทยยึดถืออยู่เท่านั้น หากยังมีอีกหลายนิกายมากมายนัก
บางนิกายก็เหินห่างออกไปจากพระธรรมวินัย เช่น ในรูปแบบภายนอกก็ไม่นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ไม่ยึดถือในศีลและปาติโมกข์ บ้างก็มีภรรยา บ้างก็กระทำธุรกิจได้
แล้วนิกายเหล่านั้นก็เคยเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีและร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนากับชาวพุทธไทยอยู่เสมอ ๆ ดังที่ปรากฏในการประชุมใหญ่บ้าง ในการประชุมเสวนาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนานานาชาติบ้าง
นั่นแสดงให้เห็นว่าแม้เพื่อนชาวพุทธที่ไม่ยึดมั่นในศีล ในพระธรรมวินัย และใกล้เคียงกับความเป็นฆราวาส แต่เราก็ยอมรับนับถือคบหา กระทั่งยอมรับว่าเป็นสงฆ์ในพระพุทธศาสนา
ก็ต้องถามว่าชาวสำนักสันติอโศกไม่ใช่ชาวพุทธหรือ? ไม่ใช่พุทธบริษัทหรือ? ไม่ทรงศีล ทรงธรรม ทรงวินัยตามคำสอนแห่งพระบรมศาสดาหรือ?
ผู้รู้และผู้มีความเป็นธรรมในใจย่อมตอบได้ว่าชาวสำนักสันติอโศกเป็นชาวพุทธ เป็นพุทธบริษัท ทรงศีล ทรงธรรม ทรงวินัย ไม่ได้ด้อยกว่าเพื่อนชาวพุทธนิกายต่างๆ เหล่านั้น
แต่ถ้าจะกล่าวความอันเป็นจริงก็สามารถกล่าวได้โดยไม่ละอายต่อเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายว่าชาวสำนักสันติอโศกทรงศีล ทรงธรรม ทรงวินัยมากกว่าเพื่อนชาวพุทธนิกายเหล่านั้นมากมายนัก
ดังนั้นหากยกเรื่องการเมืองออกเสียอย่างหนึ่งแล้ว ก็เห็นและกล่าวได้อย่างชัดเจนว่าชาวสำนักสันติอโศกเป็นพุทธบริษัทแท้ที่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยแห่งพระบรมศาสดาเป็นเนื้อนาบุญของชาวพุทธในพระพุทธศาสนา
เป็นสงฆ์ที่สามารถกราบไหว้ได้โดยไม่ขัดเขินหรือตะขิดตะขวงใจแม้แต่น้อย
ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้นเล่า? เหตุที่กล่าวดังนี้ก็เพราะว่าความเป็นสงฆ์หรือความเป็นพราหมณ์หรือความเป็นสมณะหรือความเป็นศากยะสมณะศากยะบุตรหรือความเป็นภิกษุนั้นมิได้วัดกันที่การนุ่งห่มผ้าเหลือง แม้ผ้ากาสาวพัสตร์ก็ตาม
แต่วัดกันตรงที่การปฏิบัติตรงและสมบูรณ์พร้อมในศีล ในพระธรรมวินัยแห่งพระตถาคตเจ้านั้นต่างหาก โดยเฉพาะการเข้าถึงซึ่งพระธรรมอันประเสริฐและรู้แจ้งถึงทุกข์และความดับทุกข์นั้นต่างหากเล่า
ตลอดเวลาอันยาวนานมานี้ไม่เคยมีข่าวคราวหรือข้อเท็จจริงใดปรากฏว่าสมณะหรือชาวสำนักสันติอโศกล่วงละเมิดในศีล ไม่ว่าเบญจศีล ศีลอุโบสถ หรือศีลปาติโมกข์ กระทั่งอาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าทั้งจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ล้วนเป็นศีลที่สมณะและชาวสำนักสันติอโศกประพฤติปฏิบัติให้เห็นอย่างเด่นชัด
เพราะศีลนี่เองจึงก่อให้เกิดความเป็นปกติ ก่อให้เกิดความสุข ก่อให้เกิดความสามัคคี ความเป็นระเบียบ ก่อให้เกิดความเรียบร้อย ก่อให้เกิดความสงบ ก่อให้เกิดความร่มเย็น และเป็นบ่อเกิดแห่งความสงบเย็นเป็นที่สุดด้วย
ดังที่พระท่านได้แสดงอานิสงส์ของศีลไว้ว่า ศีลเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข หรือเป็นทางให้ไปดี ศีลเป็นบ่อเกิดแห่งทรัพย์ทุกประเภท แม้อริยทรัพย์ และศีลเป็นบ่อเกิดแห่งพระนิพพาน
เพื่อนชาวพุทธโดยเฉพาะผู้ที่ได้เข้าร่วมชุมนุมตั้งแต่ครั้งปี 2548, 2549 และในปี 2551 นี้ย่อมสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าสมณะแห่งสำนักสันติอโศกและชาวสำนักสันติอโศกมีปกติปฏิบัติธรรม แสดงธรรม การปฏิบัติและการแสดงธรรมนั้นก็คือสิกขาหรือการศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางแห่งพระพุทธศาสนาที่พระตถาคตเจ้าทรงสั่งสอนไว้
ตลอดระยะเวลาอันยาวนานไม่เคยมีข้อเท็จจริงหรือข่าวคราวปรากฏว่าสมณะหรือชาวสำนักสันติอโศกประพฤติผิดพระธรรมวินัย หรือประพฤติในสิ่งที่โลกตำหนิติเตียน ไม่ว่าการเสพเมถุน การลักหรือฉ้อเอาทรัพย์ผู้อื่น การเมาสุรา การเสพยาบ้า การค้าวัตถุมงคล เป็นต้น ในขณะที่ข่าวคราวทำนองนี้เกิดขึ้นอย่างหนาหูหนาตาในสังคมชาวพุทธของบ้านเรา
นั่นอะไรคุ้มครองเอาไว้เล่า? ก็ต้องตอบว่าพระธรรมวินัยแห่งพระบรมศาสดานั่นแล้วที่เป็นเครื่องคุ้มครองสมณะและชาวสำนักสันติอโศก และความคุ้มครองนั้นหาได้คุ้มครองแค่เพียงกาย วาจาไม่ หากซึ้งลึกเข้าไปถึงจิตหรือใจ คุ้มครองจิตให้มีความปกติในศีล ให้ปฏิบัติในธรรม ให้เจริญซึ่งปัญญา
ดังนั้นในวันนี้จึงต้องประกาศว่าสมณะแห่งสำนักสันติอโศกและชาวสำนักสันติอโศกคือชาวพุทธ คือพุทธบริษัท คือสมณะศากยะบุตร ที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลและพระธรรมวินัยของพระบรมศาสดา เป็นเนื้อนาบุญของโลกตามบทสรรเสริญพระสังฆคุณนั้น
ข้าพเจ้าขอประกาศว่าสมณะแห่งสำนักสันติอโศกและชาวสำนักสันติอโศกคือชาวพุทธ คือพุทธบริษัท คือสมณะศากยะบุตร คือเนื้อนาบุญของโลก คือผู้สืบพระพุทธศาสนาแห่งพระตถาคตเจ้า
แล้วข้อกล่าวหาที่ว่าชาวสำนักสันติอโศกเข้ายุ่งเกี่ยวกับการเมืองเล่าเป็นอย่างไร?
อะไรล่ะที่เรียกว่าการเมือง? การเมืองก็คือประชาชน ก็คือผลประโยชน์ของประชาชน ก็คือความสงบสุขของประชาชนและประเทศชาติ ก็คือความมีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรมของมวลมนุษย์
การเมืองไม่ใช่เรื่องเลือกตั้งและยิ่งไม่ใช่เรื่องการโกงการเลือกตั้งเข้ามามีอำนาจ แล้วฉ้อฉลปล้นชาติปล้นประชาชน
พระตถาคตเจ้าเมื่อครั้งยังทรงพระชนม์อยู่ ในคราวที่ทรงส่งพระอรหันต์ 60 รูปแรกไปประกาศพระพุทธศาสนานั้น ทรงมีพุทธดำรัสว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไปเพื่อประกาศพระธรรมวินัยให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยอรรถะและพยัญชนะ ให้งดงามในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุด เพื่อประโยชน์และความสุขของชนหมู่มากในโลก”
พระพุทธดำรัสดังกล่าวนี้หากจะกล่าวเป็นภาษาปัจจุบันก็กล่าวได้ว่านี่คือแนวทางการเมืองที่สำคัญ ที่พระพุทธองค์ทรงมอบหมายให้บรรดาสมณะศากยะบุตรซึ่งเป็นพระอรหันต์ 60 รูปออกไปประกาศพระพุทธศาสนาเป็นชุดแรก
เป้าหมายยิ่งใหญ่ของพระพุทธดำรัสนี้คือ “เพื่อประโยชน์และความสุขของชนหมู่มากในโลก” ไม่ใช่เพื่อประโยชน์หรือเพื่อลาภสักการะหรือเพื่อสมณะศักดิ์หรือเพื่ออามิสใด ๆ สำหรับตน และไม่ใช่เพื่อความสุขส่วนตัวแม้แต่น้อยนิด
พระพุทธองค์มีพุทธดำรัสให้พระอริยสงฆ์สาวกทั้ง 60 รูปนั้นประกาศพระธรรมวินัยเพื่อประโยชน์และความสุขของชนหมู่มากในโลก เช่นเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเปล่งพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
แล้วมาดูกันว่าวัตรปฏิบัติทั้งหลายของสมณะและชาวสำนักสันติอโศกในปัจจุบันนี้ แม้เป็นเวลาหลังจากการมีพุทธดำรัสดังกล่าวนั้นร่วม 2,600 ปี จะเป็นไปในร่องรอยและทางเดียวกันหรือไม่
ในวันนี้ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วไม่ใช่หรือว่ายามประชาชนเป็นทุกข์และเสียสละอย่างกล้าหาญเพื่อพิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวจากเพื่อนชาวพุทธบางกลุ่ม ก็ได้สมณะและชาวสำนักสันติอโศกมาอยู่เป็นเพื่อน สมกับความที่เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายทุกประการ
ในแต่ละวันชาวสำนักสันติอโศกไม่เคยแสวงหารายได้หรือประโยชน์ใด ๆ เพื่อตน ตั้งหน้าทำงานรับใช้ประชาชนทั้งด้านเก็บกวาดขยะ กวาดถนน หุงหาอาหาร ตักอาหารให้เพื่อนมนุษย์ได้รับประทานในยามหิว คอยส่งน้ำส่งท่าเวลากระหาย หรือในเวลาหลังจากรับประทานอาหารแล้ว
ยามแดดร้อนจ้าก็เอาผ้าเต็นท์หรือร่มมาแจก เวลาฝนตกก็เอาเสื้อกันฝนหรือกางร่มให้พี่น้องประชาชน
ยามสายก็ประกาศพระธรรมคำสอนในพระบรมศาสดาให้กับพี่น้องประชาชนได้ทราบได้ประพฤติปฏิบัติตาม
นี่คือการปฏิบัติตามพระพุทธดำรัสเมื่อครั้งทรงส่งพระอริยสงฆ์สาวก 60 รูปออกไปประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรกไม่ใช่หรือ?
หากเปรียบเทียบกับพวกที่แยกตัวเองออกจากสังคมมนุษย์ ไม่ใส่ใจความทุกข์ร้อนของเพื่อนมนุษย์ ทำตนเป็นแต่ผู้รับ และมุ่งแสวงหาแต่โลกธรรมแล้ว อย่างไหนจะซื่อตรงต่อพระธรรมวินัยมากกว่ากันเล่า
เหตุนี้ข้าพเจ้าจึงประกาศสดุดีสรรเสริญพระคุณของสมณะและชาวสำนักสันติอโศกว่าได้ประพฤติปฏิบัติถูกตรงตามพระพุทธดำรัสที่ตรัสกับพระอริยสาวก 60 รูปรุ่นแรกที่ทรงส่งไปประกาศพระศาสนานั้น
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมบูชาพระสงฆ์ที่ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรงตามพระธรรมวินัยแห่งพระตถาคตเจ้าว่าเป็นเนื้อนาบุญของโลก เป็นผู้ควรแก่การเคารพบูชาต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่การถวายของและประพฤติปฏิบัติตาม.


ไม่ว่ารากหญ้าหรือชนชั้นกลาง ไปหลอกเขามาบ้าง ไปจ้างเขามาบ้าง รวมพวกที่มีผลประโยชน์ซึ่งอยู่พวกเดียวกันบ้าง ทนตากแดดตากฝน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนบางคน หรือ ของกลุ่ม ก็สมควรโดน...

http://www.prachatai.com/webboard/topic.php?id=703256



http://www.prachatai.com/webboard/topic.php?id=703230


"ในวันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าพระธรรมวินัยอันพระบรมศาสดาได้ตรัสสอนไว้นั้นหาได้เพียงมีอยู่แต่นิกายเดียวหรือสองนิกายดังที่คณะสงฆ์ไทยยึดถืออยู่เท่านั้น หากยังมีอีกหลายนิกายมากมายนัก

บางนิกายก็เหินห่างออกไปจากพระธรรมวินัย เช่น ในรูปแบบภายนอกก็ไม่นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ไม่ยึดถือในศีลและปาติโมกข์ บ้างก็มีภรรยา บ้างก็กระทำธุรกิจได้
แล้วนิกายเหล่านั้นก็เคยเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีและร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนากับชาวพุทธไทยอยู่เสมอ ๆ ดังที่ปรากฏในการประชุมใหญ่บ้าง ในการประชุมเสวนาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนานานาชาติบ้าง
นั่นแสดงให้เห็นว่าแม้เพื่อนชาวพุทธที่ไม่ยึดมั่นในศีล ในพระธรรมวินัย และใกล้เคียงกับความเป็นฆราวาส แต่เราก็ยอมรับนับถือคบหา กระทั่งยอมรับว่าเป็นสงฆ์ในพระพุทธศาสนา

ก็ต้องถามว่าชาวสำนักสันติอโศกไม่ใช่ชาวพุทธหรือ? ไม่ใช่พุทธบริษัทหรือ? ไม่ทรงศีล ทรงธรรม ทรงวินัยตามคำสอนแห่งพระบรมศาสดาหรือ? "


thai - 58.10.128.14 [25 ก.ค. 2551 08:15 น.] คำตอบที่ 32



****สาธุ****......./|......



"ตลอดเวลาอันยาวนานมานี้ไม่เคยมีข่าวคราวหรือข้อเท็จจริงใดปรากฏว่าสมณะหรือชาวสำนักสันติอโศกล่วงละเมิดในศีล ไม่ว่าเบญจศีล ศีลอุโบสถ หรือศีลปาติโมกข์ กระทั่งอาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าทั้งจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ล้วนเป็นศีลที่สมณะและชาวสำนักสันติอโศกประพฤติปฏิบัติให้เห็นอย่างเด่นชัด

เพราะศีลนี่เองจึงก่อให้เกิดความเป็นปกติ ก่อให้เกิดความสุข ก่อให้เกิดความสามัคคี ความเป็นระเบียบ ก่อให้เกิดความเรียบร้อย ก่อให้เกิดความสงบ ก่อให้เกิดความร่มเย็น และเป็นบ่อเกิดแห่งความสงบเย็นเป็นที่สุดด้วย "


"ตลอดระยะเวลาอันยาวนานไม่เคยมีข้อเท็จจริงหรือข่าวคราวปรากฏว่าสมณะหรือชาวสำนักสันติอโศกประพฤติผิดพระธรรมวินัย หรือประพฤติในสิ่งที่โลกตำหนิติเตียน ไม่ว่าการเสพเมถุน การลักหรือฉ้อเอาทรัพย์ผู้อื่น การเมาสุรา การเสพยาบ้า การค้าวัตถุมงคล เป็นต้น

ในขณะที่ข่าวคราวทำนองนี้เกิดขึ้นอย่างหนาหูหนาตาในสังคมชาวพุทธของบ้านเรา
นั่นอะไรคุ้มครองเอาไว้เล่า?

ก็ต้องตอบว่าพระธรรมวินัยแห่งพระบรมศาสดานั่นแล้วที่เป็นเครื่องคุ้มครองสมณะและชาวสำนักสันติอโศก และความคุ้มครองนั้นหาได้คุ้มครองแค่เพียงกาย วาจาไม่ หากซึ้งลึกเข้าไปถึงจิตหรือใจ คุ้มครองจิตให้มีความปกติในศีล ให้ปฏิบัติในธรรม ให้เจริญซึ่งปัญญา


thai - 58.10.128.14 [25 ก.ค. 2551 08:15 น.] คำตอบที่ 32






****สาธุ*******...../|....




ขอธรรมรักษาสมณะ และท่านทั้งหลาย
ได้พบได้บรรลุธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลเบื้องหน้าเถิด






ตอบ คุณ thai..คำตอบที่32
ชาวสำนักสันติอโศกถูกคนกลุ่มหนึ่งทั้งที่เป็นพระสงฆ์และเป็นฆราวาส
พยายามผลักไสไล่ส่งให้ออกไปจากวงการพระพุทธศาสนา กระทั่งพยายามที่จะกลั่นแกล้งดำเนินคดีความทุกรูปแบบ
และมาถึงการทำลายข้าวของและทำร้ายร่างกายกันแล้ว
การกระทำเช่นนั้นถูกต้องหรือไม่เป็นวิสัยของชาวพุทธ
ที่พึงกระทำอย่างนั้นหรือ? นี่คือการละเมิดสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองคุ้มครองหรือไม่?.......

- ที่สันติอโศก ถูกดำเนินคดี นั้น เพราะ ตั้งตนเป็นอุปัชฌาย์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเถระสมาคม แค่อ้างว่าบวชเกิน ๑๐ พรรษา นั้น อ้างไม่ได้ เพราะนั่นเป็นเพียงเงื่อนไขหนึ่งเท่านั้น ยังมีเงื่อนไขอื่นอีกหลายอย่าง
- และการนำเอาศาสนา ไปเกี่ยวข้องกับการเมือง นั้นก็เป็นความผิด ที่ยิ่งใหญ่แล้ว ผิดธรรมวินัย
ศาสนา ไม่มีการแบ่งแยก ไม่สร้างความแตกแยก
การออกไปเสนอความคิดเห็นทางด้านการเมืองนั้นเป็นการแสดงความเป็น ฝักฝ่ายของความแตกแยก การโต้เถียงกัน และเป็นการกล่าวหาซึ่งกันและกัน
นั้น ไม่ใช่เรื่องของศาสนา
ศาสนาพุทธ ไม่ใช่ ความเป็นคนไทย เพราะมีชาวพุทธที่เป็นคนของประเทศ อื่นๆอีกมากมาย
ไม่ใช่ว่า พระสงฆ์ หรือพุทธศาสนิก จะไม่รักชาติ แต่ ไม่เอาศาสนาไปยุ่งเกี่ยวกับการรักชาตินั้น มันคนละส่วนกัน
ความรักชาติบ้านเมือง กับศาสนา ต้องแยกออกให้ชัดเจน
เช่น ตัวอย่างในเรื่องนี้
ที่คุณเห็นดีเห็นงาม เพราะคุณเห็นด้วยกับฝ่ายพันธมิตร แต่คุณต้องมองในแง่ของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับฝ่ายคุณ หากเป็นตัวคุณเอง คุณจะเห็นศาสนาพุทธ เป็นอย่างไร
ความแตกแยกทางการเมือง มันเหมือนเกมละเล่นของคนแสวงหาอำนาจ
แต่จะเอาศาสนาไปเกี่ยวข้องไม่ได้
ส่วนเรื่องรูปแบบของการปฏิบัตินั้น ที่เห็นอยู่นั้น ก็ไม่ใช่พุทธบัญญัติ ในสมัยพุทธกาล พระเทวทัต ก็เคยเสนอมาแล้ว (ไปศึกษาให้ดีๆ)
พระพุทธองค์ ทรงตรัสไว้ว่า ใครทำได้ก็ดี ควรทำ แต่ไม่ทรงบัญญัติเป็นกฎ
ศีล แปลว่า ปกติ ไม่ใช่รูปแบบว่า จะต้องสำรวมหรือไม่สำรวม
หากยังต้องทำเป็นสำรวมหรือทำให้คนดู นั่นก็ยังต้องนับว่า ทุศีล
วินัย แปลว่า รูปแบบที่ทำให้ดูสวยงาม(แจ้ง) เพื่อความเลื่อมใส ทำให้ศาสนายืนยาว อย่าหลง
วินัยถูก แต่ ทุศีล ก็ได้
ศีล รู้ได้ด้วยการคลุกคลี ปัญญา รู้ได้ด้วยการพูดคุย
ต้องศึกษาคำสอนให้ดีๆ ก่อนแล้วค่อยเชื่อ อย่าดูแต่รูปแบบ
รูปแบบดูดี แต่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองทุกที มันผิดรูปผิดแบบมานานแล้ว
คนดีไม่ต้องใส่ม่อห่อมหรอก คนดีไม่ต้องกินข้าวมื้อเดียวหรอก คนดีไม่ต้องสวดมนต์มากๆ นั่งสมาธิมากๆ นั่มันรูปแบบ



ท่านเคยอ่านประวัติ โคไมนี่ หมครับ
โคไมนี่ ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพราะการอ้างศาสนานั้น เป็รการรวมคนได้ดีที่สุด ดึงคนได้ง่ายที่สุด
สมัย พลตรีหัวเกรียนเป็นผู้ว่า เป็นหัวหน้าพรรค พวกเขาจับมือกัน อีกคนหนึ่งต้องการปกครองอาณาจักร อีกคนหนึ่งต้องการปกครองศาสนจักร แตในที่สุด ก็ไปไม่รอด
แกล้งทำเป็นเคร่ง ในที่สุด น้ำลด ตอก็ผุด สมณะของสันติอโศกไม่ได้เคร่งจริง ทุกๆแห่งที่ไปสร้างสำนัก ล้วนแต่เป็นการทำธุรกิจทั้งนั้น เป็นพระแต่ดันไปจับจอบจับเสียมทำไร่ทำนาหาพรรคพวกจากคนที่ไม่เข้าถึงศาสนาอย่างแท้จริง ที่ปฐมอโศก ถนนนวมินทร์ ที่บักหำน้อยโพธิรักษ์อยู่ เข้าไปจะเจอธุรกิจโรงพิมพ์ พระ(ปลอม)เดินกันให้ควั่กในโรงพิมพ์ มีร้านอาหารขายเป็นล่ำเป็นสัน ตอนนี้เปิดกิจการไปทั้วประเทศแล้ว ก๊ากกกกกก
หนักเข้าไปอีก น้ำลดมากขึ้น ตอผุดมากขึ้น เมื่อสันติอโศกได้พาสาวกที่ไม่รู้จักศาสนาไปประท้วงที่สะพานมัฆวาน นี่หรือหน้าที่ของพระเคร่ง ก๊ากกกกกก บวชเข้ามาทำท่าเคร่ง แต่ในจิตใจยังต้องการอำนาจ ต้องการสนองกิเลสตัวเองอยู่
อย่ามองแค่กิริยาท่าทางภายนอก คนเราเสแสร้งกันได้ ดูอย่างพระเทวทัตสิ ทำเคร่งกว่าพระพุทธเจ้าอีก สุดท้ายก็ไปไม่รอด


คนผู้ที่ ศรัทธา สันติอโศกนั้น เพราะเขาไม่รู้แจ้ง

เขามีโมหะ หลงผิด กำลังเดินผิดทาง ตามไม่รู้ทาง

ถ้าเขาได้ศึกษาพระศาสนาอย่างแท้จริงแล้ว เขาจะรู้ได้ว่า
สิ่งใดพระพุทธองค์ ปรารถนา

การที่ตัดผมสั้นเกรียน อาบน้ำ3ขัน จะทำให้รู้แจ้งหรือ
มันย่อมไม่ใช่ แต่ทางรู้แจ้ง คือ ทาง ที่พระพุทธเจ้าบอกไว้


 เปิดอ่านหน้านี้  3058 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย