สิ่งที่ข้าพเจ้าเข้าไปสัมผัสได้อย่างเบาบางมากในพุทธศาสนาคือสมาธิช่วยชี้แนะด้วยครับ

 ช่าง พอ MBK   

ข้าพเจ้าเริ่มศึกษาธรรมมะมาประมาณสองปี
พอที่จะมีสติปัญญา(น้อยนิด)ติดตัวเพื่อที่จะทำชีวิตให้มีความสุขขึ้นมาได้บ้าง
แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าเข้าไปสัมผัสได้อย่างเบาบางมากในพุทธศาสนาคือสมาธิ(ปฐมฌานขึ้นไป)
ช่วยชี้แนะด้วยครับ
(พยายามแล้วแต่อาจไม่ถูกวิธี)




คงต้องรอผู้รู้จริงมาให้คำแนะนำนะครับ ขออนุโมทนาในความเพียร ขอให้ก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไปครับ




ปฐมฌานมี 2 ประเภท คือ
1.โลกียะปฐมฌาน
2.โลกุตตระปฐมฌาน

นมัสการท่านพระอาจารย์อิทธิฯ เจ้าค่ะ ขออนุญาตใช้วิธีการฝึกตามที่ท่านฝึกให้ลูกศิษย์ท่านนะเจ้าคะ

1.โลกียะปฐมฌาน
ให้ฝึกอย่างนี้เจ้าค่ะ
หาที่นั่งพอสบาย นั่งท่าไหนก็ได้ แล้วนั่งตัวตรงหลับตา หายใจลึก ๆ เต็มปอดให้สม่ำเสมอ มองไปข้างหน้าฝ่าความมืด เอาแสงสว่างเรื่อ ๆ ที่พอมองเห็นในวงหน้าเป็นอารมณ์ หายใจเข้าก็บริกรรมว่า สว่าง ๆๆๆๆๆๆ หายใจออกก็บริกรรมว่าสว่าง ๆๆๆๆๆ ไปเรื่อย ๆ ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปฏิบัติอย่างจริงจัง

การหายใจลึก ๆ เต็มปอดให้สม่ำเสมอแล้วบริกรรมว่าสว่าง ๆๆๆๆๆๆ อย่างนี้เรียกว่า มีวิตก วิจาร

การหายใจลึก ๆ เต็มปอดให้สม่ำเสมอแล้วบริกรรมว่าสว่าง ๆๆๆๆๆๆ และมีอาการเย็นซาบซ่าน ขนลุก หรือน้ำตาไหล หรือตัวสูงตัวพองตัวใหญ่ หรือตัวโยกตัวโคลงตัวสั่น ตัวแน่นตัวคับเหมือนใครจับมัด หรือตัวหมุน หรือลอย อย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏหรือว่าหลาย ๆ อย่างก็ได้ปรากฏพร้อมกัน อย่างนี้เรียกว่ามีปีติ

การหายใจลึก ๆ เต็มปอดให้สม่ำเสมอแล้วบริกรรมว่าสว่าง ๆๆๆๆๆๆ และมีปีติแล้ว เกิดเบาสบายในร่างกายอิ่มใจ ปลาบปลื้มใจสบายใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่เจ็บไม่ปวดไม่เมื่อย อย่างนี้เรียกว่ามีความสุข

สภาวะธรรม 4 อย่างนี้ คือวิตก วิจาร ปีติ และสุข เกิดพร้อมกันดับไปพร้อมกัน แล้วเกิดดับใหม่พร้อมกันอีกอย่างต่อเนื่อง อย่างนี้เรียกว่า เอกคตารมณ์ องค์ธรรมที่เป็นกุศลสามัคคีกัน เป็นความดำรงอยู่แห่งจิต

ถ้าทำได้มีวิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกคตารมณ์ พร้อมกับเห็นนิมิตกลมใสสว่างในวงหน้า อย่างนี้เรียกว่าท่านบรรลุปฐมฌานชนิดโลกียะฌานในรูปฌาน 4



2.โลกุตตระปฐมฌาน
เมื่อทำได้ตามข้อ 1 แล้วให้ละความสนใจในนิมิตกลมใสสว่างนั้นเสีย ไม่สนใจนิมิตเครื่องหมายใด ๆ ละความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงว่าตัวว่าตนว่าเราว่าของเรา อบรมจิตด้วยบทอรหัตตมัคคที่ชอบสักบทหนึ่ง เช่น

เรายังไม่เห็นความสวัสดีจักมีแก่สัตว์ทั้งหลาย
นอกจากปัญญาและความเพียร
นอกจากความสำรวมอินทรีย์
และความสละวางทุกสิ่งทุกอย่าง


อบรมจิตด้วยบทอรหัตตมัคคบทนี้ มีวิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกคตารมณ์ในบทอรหัตตมัคคบทนี้ ซ้ำ ๆ เนืองเป็นร้อยเที่ยวพันเที่ยว ไม่มีนิมิตเครื่องหมายใด ๆ ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นใส่ใจในนามรูป เจริญปัญญา อบรมจิตด้วยบทอรหัตตมัคคบทนี้ เพียงอย่างเดียวเพื่อละกิเลสสังโยชน์ให้เหือดแห้งหายไปตามบทนี้ ถ้ากิเลสเหือดแห้งหายไปได้เรียกว่าท่านบรรลุปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระฌานเจ้า ค่ะ

ทดลองปฏิบัติตามดูนะเจ้าคะ

เจริญในธรรมเจ้าค่ะ

     



นมัสการท่านพระอาจารย์อิทธิฯ เจ้าค่ะ ขออนุญาตใช้วิธีการฝึกตามที่ท่านฝึกให้ลูกศิษย์ท่านนะเจ้าคะ

น้ำเค็ม DT02176 [12 ก.ค. 2552 09:21 น.] คำตอบที่ 2







สาธุเจ้าค่ะ ท่านน้ำเค็ม

ขอเพิ่มอรหัตมัคค ให้เลือกในการภาวนานะเจ้าคะ


กิเลสเครื่องกังวลใดมีอยู่ในกาลก่อน
เธอจงยังกิเลสเครื่องกังวลนั้น
ให้เหือดแห้งหายไป
กิเลสเครื่องกังวลใด
จงอย่ามีแก่เธอในภายหลัง
ถ้าเธอจักไม่ยึดถือขันธ์ในท่ามกลาง
ก็จักเป็นมุนีผู้สงบระงับแล้วเที่ยวไป....ดังนี้





จิตที่ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวดั่งภูเขาศิลา
ไม่กำหนัดในอารมณ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
ไม่โกรธในอารมณ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ
จิตของบุคคลใด อบรมได้ดั่งนี้
ความทุกข์จะมีมาแต่ที่ใดเล่า



ผู้มีปีติในธรรมมีใจผ่องใส แล้วย่อมอยู่เป็นสุข
บัณฑิตย่อมยินดีในธรรมที่พระอริยะเจ้าประกาศแล้วทุกเมื่อ


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ




สาธุ สาธุ สาธุ กับการพยายามปฏิบัติของท่านด้วย

ผมก็ไม่มีฌาณเหมือนกัน

แต่ครูบาอาจารย์บอกว่า ถ้าจะให้เกิดง่ายขึ้นก็ต้อง

"ตัดความห่วงกังวลทิ้งด้วย"

ที่ท่านเรียกว่า ปลิโพธิน่ะครับ ... แล้วทำตามวิธีที่ท่านอื่นๆแนะนำด้านบน ก็น่าจะเกิดขึ้นมาง่ายขึ้นครับ ...

**********************************************************

ปลิโพธิ 10ประการ คือการละความห่วงกังวลใจ 10 ประการคือ

1. คลายความห่วงที่อยู่อาศัยของตน คือบ้านของตน
2. คลายความห่วงบริวาร ผู้อุปถัมภ์ คนใกล้ชิด
3. คลายความห่วงรายได้เงินเดือน ผลประโยชน์ต่างๆ
4. คลายความห่วงพวกพ้อง ศิษย์ สหาย ญาติพี่น้อง
5. คลายความห่วงการงานที่คั่งค้าง งานบ้าน
6. คลายความห่วงการจะต้องติดต่อธุระกิจ การงาน การประโยชน์
7. คลายความห่วงพ่อ แม่ ลูก เมีย ผัว พี่น้อง
8. คลายความห่วงเรื่องสุภาพ ร่างกาย อันจะทำให้สุขภาพเจ็บป่วย
9. คลายความห่วงเรื่องการเรียน การศึกษา การสอบแข่งขัน
10. คลายความห่วงเรื่องการขอโชคลาภ ฤทธิ์ ปาฏิหาริย์และความหวังแห่งผล


***********************************************************

ผิดพลาดประการใดๆ ขออภัยครับ

Prateep

^_^





ต้องใจเย็นๆครับ ของอย่างนี้รีบร้อนไม่ได้


แล้วสมาธิหรือฌาณต่างๆมีความจำเป็นแค่ไหนครับในพุทธศาสนา
ถ้าไม่มีติดตัวหรือมีน้อยจะได้บรรลุโสดาหรือหลุดพ้นไหมครับ


แล้วสมาธิหรือฌาณต่างๆมีความจำเป็นแค่ไหนครับในพุทธศาสนา
ถ้าไม่มีติดตัวหรือมีน้อยจะได้บรรลุโสดาหรือหลุดพ้นไหมครับ

ช่าง พอ MBK DT07775 [15 ก.ค. 2552 16:46 น.] คำตอบที่ 6


สมาธิหรือฌาณต่างๆ คือจิต เป็นองค์ประกอบของจิต จิตสงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมเป็นพรหมจรรย์เมื่อใดเรียกว่าฌาน เรียกว่า สมาธิ บรรลุมัคคผลได้เพราะฌานเพราะสมาธิในมรรคมีองค์ 8 เป็นเหตุเป็นปัจจัยเจ้าค่ะ

ไม่มีฌานไม่มีสมาธิ สำเร็จพรหมจรรย์คือบรรลุโลกุตตระฌานในศาสนานี้ไม่ได้เจ้าค่ะ


เจริญในธรรมเจ้าค่ะ.



 เปิดอ่านหน้านี้  2701 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย