คำขยายความของ "ลัทธิกรรมเก่า"

 คืนถิ่น   4 พ.ค. 2554

ได้อ่านในหนังสือพระท่านบอกว่า พระพุทธเจ้าสอนว่าลัทธินอกพระพุทธศาสนามีสามลัทธิ
สนใจในข้อหนึ่งที่ท่านกล่าวว่า "ลัทธิกรรมเก่า" ผมไม่เคยรู้ตรงจุดนี้มาก่อนว่า่มีคำอธิบายขยายความว่าอย่างไร
เนื่องจากเคยทราบจากการอ่านมาว่า การจุติ(ตาย)และการกำเนิดของสัตว์เป็นไปตามอำนาจกรรม เลยคิดว่าทุกสิ่งในชีวิตเราขึ้นอยู่กับ "อดีตกรรม" จึงมาหาคำขยายความของคำว่า "ลัทธิกรรมเก่า" รู้ความหมายแล้วก็ไม่อยากรู้คนเดียว อยากนำมาให้ท่านอื่นๆได้อ่านด้วย จึง ก็อบปี้ คำอธิบายตามที่ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ได้อธิบายไว้ในปี 2552 มาโพสท์ครับ


กรรมใหม่สำหรับทำ กรรมเก่าสำหรับรู้ -พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต)

จุดสังเกตสำคัญที่อยากจะเน้น คือ ใครก็ตามที่ปลงว่า แล้วแต่กรรม(เก่า) นั้น เขากำลังทำบาปใหม่ที่เกิดจากโมหะความหลงงมงาย คือ เขากำลังทำความประมาท ที่จะมีผลร้ายต่อไป


พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ามีลัทธิเดียรถีย์(ติตถายตนะ) ผิดหลักพุทธศาสนา เพราะเป็นไปเพื่อการไม่กระทำ (พุทธศาสนาถือหลักการกระทำ)อยู่ ๓ ลัทธิ คือ
๑. ลัทธิกรรมเก่า
เรียกสั้นๆ ว่า ปุพเพกตวาท สุข-ทุกข์หรือไม่ ย่อมเป็นตามกรรมที่ได้ทำไว้แต่ปางก่กน
๒. พวกลัทธิพระเป็นเจ้าบันดาล
เรียกสั้นๆ ว่า อิศวรนิรมิตวาท สุข-ทุกข์หรือไม่ แล้วแต่เทพเจ้าดลบันดาล
๓. ลัทธิแล้วแต่โชค
เรียกสั้นๆ ว่า อเหตุวาท สุข-ทุกข์หรือไม่ ย่อมเป็นไปเอง

เรื่องกรรมที่เชื่อกันในแง่กรรมเก่านี้ มีจุดพลาดอยู่ ๒ แง่ คือ

๑. ไปจับเอาส่วนเดียวเฉพาะอดีต
ทั้งที่กรรมนั้นเป็นกลางๆ ไม่จำกัด ถ้าแยกตามกาลเวลาก็ต้องมี ๓ กรรม ต้องมองให้ครบ คือ
กรรมเก่า (ในอดีต)
กรรมใหม่ (ในปัจจุบัน)
กรรมข้างหน้า (ในอนาคต)
๒. มองแบบแยกขาดตัดตอน
ไม่มองให้เห็นความเป็นไปของเหตุปัจจัยที่ต่อเนื่องกันมาโดยตลอด
คือไม่มองเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา เลยไปมองเหมือน
กับว่ากรรมเก่าเป็นอะไรก้อนหนึ่งที่ลอยตามเรามาจากชาติก่อน
แล้วมารอทำอะไรกับเราอยู่เรื่อยๆ

จุดสังเกตในการทำความเข้าใจ
• หนึ่ง กรรมเก่าที่ทำทั้งหมด คือกรรมที่ได้ทำไปแล้ว ส่วนกรรมใหม่(ในปัจจุบัน) คือที่กำลังทำๆ อีกต่อไปก็จะกลายเป็นกรรมเก่า กรรมข้างหน้าก็ยังมาไม่ถึง เช่น ถ้าจะศึกษาหรือตัดสินคน ก็ดูจากกรรมเก่าย้อนหลังไปก็ใช้เป็นประโยชน์ได้
• สอง กรรมเก่านั้นสำคัญยิ่งต่อเราทุกคน เพราะเราแต่ละคนที่เป็นอยู่ขณะนี้ ก็คือผลรวมจากกรรมที่สะสมมา กรรมเก่านี้ก็ให้ผลแก่เราเต็มที่อยู่ เช่น เรามีวิสัยขีดความสามารถทางกาย วาจา ทางจิตใจ และปัญญาเท่าไร และจะทำอะไรต่อไปได้แค่ไหน ก็อยู่ที่กรรมเก่าดังว่า
• สาม แม้กรรมเก่าจะสำคัญมาก ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปสยบยอมต่อมัน แต่ตรงข้าม เรามีหน้าที่พัฒนากรรมเก่านั้นให้ดีขึ้น

สรุปวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องต่อกรรมทั้ง ๓ ส่วนว่า
กรรมใหม่ (ในปัจจุบัน) คือกรรมที่เราทำได้ และจะต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุด
กรรมเก่า (ในอดีต) เราทำไม่ได้ แต่เราควรรู้ เอาความรู้จักนั้นมาใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปรับปรุงกรรมใหม่ให้ดียิ่งขึ้น
กรรมข้างหน้า (ในอนาคต) เรายังทำมันไม่ได้ แต่สามารถเตรียมหรือวางแผนเพื่อจะทำกรรมที่ดีที่สุด ด้วยการทำกรรมปัจจุบันที่จะพัฒนาเราให้ดีงามและงอกงามยิ่งขึ้น เมื่อเวลานั้นมาถึงเราก็จะสามารถทำกรรมที่เป็นกุศลอย่างเยี่ยมยอด

ขอย้ำอีกครั้งว่า กรรม ใหม่สำหรับทำ กรรมเก่าสำหรับรู้ อย่ามัวรอกรรมเก่าที่เราทำอะไรมันไม่ได้แล้ว แต่หาความรู้จากกรรมเก่านั้น เพื่อเอามาปรับปรุงการทำกรรมปัจจุบัน จะได้พัฒนาตัวเราให้สามารถทำกรรมอย่างเลิศประเสริฐได้ในอนาคต

ผมต้องพิมพ์ไว้อ่านก่อนน่ะครับ เพราะเคยเชื่อ(ตามๆกันมา) ในสิ่งที่ท่านสอนว่าเป็นจุดผิดพลาด เลยต้องนำไปพิจารณาว่าเราเคยพลาดตรงจุดไหน เลยถือโอกาสนำมาโพสท์ให้ท่านอื่นๆได้อ่านด้วยน่ะครับ




ที่ชาวพุทธไม่เข้าใจเรื่องกรรมและการให้ผลกรรม เพราะไม่เรียนอภิธรรม จิต เจตสิก รูป นิพพาน ปัจจยต่างๆ ก็เลยคิดเอาเองอย่างนั้นอย่างนี้ข้างเดียวแบบสุดโต่งบ้าง (นานๆจะเข้ามาที )


ขนาดผมเคยเรียนมาบ้างยังไม่นำความรู้ที่ได้จากการเรียนมาพิจารณาเลยครับ เพราะเวลาอยู่ในสังคมเราก็จะยึดติดกับสิ่งเก่าๆที่เชื่อๆตามกันมาเรื่องกรรมก็ไปคิดว่า เวลาใกล้ตายต้องคิดอะไรดีๆจะได้เป็นชนกกรรมฝ่ายดีนำเกิดในที่ดีๆ แต่ลืมจตุกะนี้เสียสิ้น(ลืมนำมาใช้น่ะครับไม่ถึงขนาดจำไม่ได้) ที่บอกว่ามีกรรมที่ให้ผลตามกาลอยู่ด้วย

อีกเรื่องนึงคือ "ตายแล้วมีดวงวิญญาณล่องลอยไปเกิด" อันนี้ยิ่งเป็นความฝังใจที่ยิ่งไปกว่าเรื่อง "อดีตกรรม" พอดีได้มาอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ท่านผู้ที่เข้าใจเช่นนี้ถึงขนาดถูกพระพุทธองค์ตำหนิอย่างแรงว่า "โมฆะบุรุษ" ซึ่งสมัยนี้คำคำนี้ผมจะไม่ค่อยรู้สึก ต้องประมาณ "เกิดมาเสียชาติเกิด" หรือ "เสียเวลาเปล่า" ถึงจะรู้สึกน่ะครับ คือเคยค้นคว้าดูแล้ว ท่านกล่าวประมาณว่า ถ้าคิดแบบนี้จะส่งเสริมความคิดในเรื่องของอัตตาตัวตนซึ่งตรงข้ามกับที่ให้ปล่อยวางน่ะครับ และกล่าวว่า วิญญาณจะเกิดขึ้นที่ใดนั้นแล้วแต่เหตุและปัจจัย ตาเห็นรูปก็เกิด จักขุวิญญาณ หูได้ยินเสียงก็เกิด โสตวิญญาณ ฯลฯ ทั้งหมดนี้จะเกี่ยวกับเรื่องของ พระสาติเกวัฏบุตรน่ะครับ ผมก็อปปี้มา

ภิกษุสาติ ผู้เกวัฏฏบุตร อันภิกษุเหล่านั้น ซักไซ้ ไล่เลียง สอบสวน
อยู่อย่างนี้ ก็ยังยึดมั่นถือทิฏฐิอันลามกนั้นรุนแรง และกล่าวอยู่ว่า ดูก่อน
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ข้าพเจ้าย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยวแล่นไปไม่ใช่อื่น ดังนี้.


ว่าด้วยสาติภิกษุมีทิฏฐิลามก



[๔๔๑] เมื่อภิกษุเหล่านั้น ไม่อาจปลดเปลื้องสาติภิกษุ ผู้เกวัฏฏบุตร
จากทิฏฐิลามกนั้นได้ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายอภิวาทแล้วนั่ง
อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สาติภิกษุมีทิฏฐิ
อันลามกเห็นปานนี้ เกิดขึ้นว่า เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาค
เจ้าทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น ครั้ง
นั้นพวกข้าพระองค์เข้าไปหาสาติภิกษุ แล้วถามว่า ดูก่อนท่านสาติ ได้ยิน
ว่า ท่านมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้
มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยวไป แล่น
ไป มิใช่อื่น ดังนี้ จริงหรือ เมื่อพวกข้าพระองค์ถามอย่างนี้ สาติภิกษุ
ได้บอกพวกข้าพระองค์ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ข้าพเจ้าย่อมรู้ทั่วถึง
ธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่อง
เที่ยว แล่นไป มิใช่อื่น ดังนี้จริง ในลำดับนั้น พวกข้าพระองค์ปรารถนาจะ
ปลดเปลื้องสาติภิกษุจากทิฏฐิอันลามกนั้น จึงซักไซ้ ไล่เลียง สอบสวน
ว่า ดูก่อนท่านสาติ ท่านอย่าได้กล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค
เจ้า การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า
มิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูก่อนท่านสาติ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิด
ขึ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณ
เว้นจากปัจจัยมิได้มี ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สาติภิกษุอันพวกข้าพระองค์ซัก
ไซ้ไล่เลียงสอบสวน อยู่แม้อย่างนี้ ก็ยังยึดมั่น ถือมั่นทิฏฐิอันลามกนั้นรุน
แรง และกล่าวอยู่ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ข้าพเจ้าย่อมรู้ทั่วถึงธรรม
ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมท่อง
เที่ยว แล่นไป มิใช่อื่น ดังนี้ จริง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพวกข้าพระองค์
ไม่อาจปลดเปลื้องสาติภิกษุจากทิฏฐิอันลามกนั้น จึงมากราบทูลเรื่องนี้
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
[๔๔๒] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุรูปหนึ่ง มาแล้ว
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุเธอจงมา เธอจงเรียกสาติภิกษุ ผู้เกวัฏฏบุตร ตามคำของ
เราว่า ดูก่อนท่านสาติ พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน ภิกษุนั้นทูลรับพระผู้
มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงเข้าไปหาสาติภิกษุ แล้วบอกว่า ดูก่อนท่านสาติ พระ
ศาสดารับสั่งให้หาท่าน.
สาติภิกษุรับคำภิกษุนั้นแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง
ที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว จึงนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนสาติ ได้ยินว่า เธอมีทิฏฐิอัน
ลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาค
เจ้าทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยวแล่นไป ไม่ใช่อื่น ดัง
นี้ จริงหรือ.
สาติภิกษุทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงธรรม
ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่อง
เที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น ดังนี้ จริง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนสาติ วิญญาณนั้นเป็นอย่าง
ไร.
สาติภิกษุทูลว่า สภาวะที่พูดได้ รับรู้ได้ ย่อมเสวยวิบากของกรรมทั้ง
หลาย ทั้งส่วนดีทั้งส่วนชั่วในที่นั้น ๆ นั่นเป็นวิญญาณ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนโมฆบุรุษ เธอรู้ธรรมอย่างนี้ที่เรา
แสดงแก่ใครเล่า ดูก่อนโมฆบุรุษ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิด
ขึ้น เรากล่าวแล้วโดยปริยายเป็นอเนกมิใช่หรือ ความเกิดแห่งวิญญาณ
เว้นจากปัจจัย มิได้มี ดูก่อนโมฆบุรุษ ก็เมื่อเป็นดังนั้น เธอกล่าวตู่เราด้วยขุด
ตนเสียด้วย จะประสบบาปมิใช่บุญมากด้วย เพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้ว
ดูก่อนโมฆบุรุษ ก็ความเห็นนั้นของเธอจักเป็นไปเพื่อโทษไม่เป็นประ
โยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน.

ตรัสสอบถามเรื่องสาติภิกษุผู้มีความเห็นผิดนั้น



[๔๔๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความนั้นเป็นไฉน สาติภิกษุผู้เกวัฏฏ-
บุตร จะเป็นผู้ทำความเจริญในพระธรรมวินัยนี้บ้างหรือไม่.
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้อนี้มีได้อย่างไร ข้อนี้มีไม่ได้เลย
พระพุทธเจ้าข้า.
เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลอย่างนี้แล้ว สาติภิกษุ ผู้เกวัฏฏบุตร นั่งนิ่ง
กระดาก คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า สาติภิกษุ ผู้เกวัฏฏ-
บุตร มีความเป็นดังนั้นแล้วจึงตรัสกะเธอว่า ดูก่อนโมฆบุรุษ เธอจัก
ปรากฏด้วยทิฏฐิอันลามกของตนนั้น เราจักสอบถามภิกษุทั้งหลายในที่นี้
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย พวกเธอย่อมรู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้วเหมือนสาติภิกษุ กล่าวตู่เรา


เรื่อง"ตายแล้ววิญญาณลอยไปเกิด"นั้น ฝังใจในสังคมไทยยิ่งกว่า "ลัทธิอดีตกรรม" ชนิด 95 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปคิดเช่นนี้(ผมพูดเองน่ะครับ) จึงคิดว่าเรื่องนี้ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากคำสอนของพระพุทธองค์มีอยู่มากโข(ถึงขนาดตรงกันข้าม อัตตากับอนัตตา)
แต่ผมยังหาคำอธิบายให้ตรงตามคำสอนไม่ได้อยู่อย่างนึงน่ะครับ คือ เมื่อจุติเกิดปฏิสนธิจิตจะเกิดต่อทันทีโดยไม่มีระหว่างขั้นดังนั้นการเปลี่ยนภพภูมิจะเกิดขึ้นทันทีจะไม่มีช่วงลอยไปไหน คำว่า "สัมภเวสี" ก็หมายถึงผู้แสวงหาภพซึ่งมนุษย์ที่ยังหวังการเกิดอยู่ก็ใช่

เรื่องที่ยังงงอยู่ก็คือ ที่มีหมู่บ้านหนึ่งมีคนระลึกชาติได้มากมาย บางคนบอกว่าพอตายวิญญาณก็อยู่แถวๆนั้น เวลากินอาหารก็หาเอาพวกเครื่องเซ่นที่เขามาวางไว้ตามทางแต่มักจะแย่งไม่ทันพวกสุนัข พอเจอหญิงคนหนึ่งซึ่งเคยรู้จักก็ตามมาแล้วก็วูบไปเลย(หญิงคนนั้นเป็นแม่ในชาติถัดมาของเขา) ผมเลยอยากรู้ว่า ชีวิตนี้ผ่านมากี่ชาติแล้ว ผมว่าน่า่จะสามชาตินะครับ ที่อ้างว่าเป็นวิญญาณอยู่แถวๆนั้นน่าจะเป็นการเกิดในชาติใหม่แล้วในลักษณะของโอปปาติกะกำเนิดแต่ยังติดสัญญาในภพภูมิเดิมอาจเป็น"ภุมเทวา"หรือ"เปรตพิสัย" แต่ก็งงที่ต้องไปแย่งอาหารกับสุนัข เพราะโอปปาติกะ จะกินอาหารแบบเป็นก้อนๆในมนุษยภูมิได้หรือ ? ส่วนที่วูบไปตอนตามผู้หญิงกลับบ้านนั้น ตามที่เคยอ่านมาการปฏิสนธิจะเกิดขึ้นได้ ต้องเกิดจาก 1.บิดามารดาอยู่ด้วยกัน 2.มารดามีระดู 3.มีสัตว์มาเกิด แต่ที่เคยอ่านหนังสือมาคำอธิบายบางอย่างมีทำนองว่า สัตว์ไม่ต้องอยั่งลงสู่นามรูปใหม่ตั้งแต่แรก ในกรณีที่ไม่มีสัตว์ที่มีบุญกรรมสัมพันธ์กับผู้ที่จะเป็นบิดามารดามาเกิดก็แท้งไป(กรณีทำแท้งนั่นมีวิญญาณจะมาเกิดแต่ไปทำให้นามรูปที่จะมารองรับตกล่วงไปในลักษณะของการฆ่า) พอเกิดมาระลึกชาติได้จึงนึกว่าชีวิตเริ่มต้นในชาติแรกในจำนวนสามชาติ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ผมว่าน่าจะเคยเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้วแต่อาจจะจำไม่ได้น่ะ ตรงนี้ผมว่าแฝงความคิดความเชื่อในเรื่อง "อัตตา" ให้ชาวพุทธหลังกึ่งพุทธกาลแทบจะเรียกได้ว่าแต่อ้อนแต่ออกซึ่งถ้าไม่เคยอ่านเรื่องของ "พระสาติเกวัฏ" แทบจะเรียกได้ว่าเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ของชาวพุทธคิดว่า ตายแล้วมีดวงวิญญาณลอยไปเกิด(ถ้ามันลอยไปเกิดได้ผมอาจจะลอยไปเฉพาะบ้านคนรวย) ตอนแรกผมเชื่อเช่นนี้จริงๆ จนกระทั่งได้อ่านเรื่องพระสาติเกวัฏเลยเปลี่ยนความคิด พุทธศาสนาไม่ได้สอนว่ามี waiting period นี่นา จุติจิตเกิดปฏิสนธิเกิดต่อทันทีโดยไม่มีระหว่างขั้น

บางที่แม่ผมพูดถึงคนที่ตายไปนานแล้วว่า ป่านนี้ไปเกิดแล้วล่ะ ผมยังบอกว่า เกิดตั้งแต่ตายแล้วล่ะแม่(แต่อาจระลึกชาติไม่ได้หรือเกิดในภพภูมิอื่นที่ไม่ใช่ภพเดิม) แต่ไปพูดอะไรมากก็ไม่ได้เพราะแทบทุกคนรอบตัวเชื่อว่าตายแล้วมีดวงวิญญาณลอยไปเกิดหมดเลย ก็ คงต้อง วางเฉย(อุเบกขา) เพราะผมก็ไม่ได้มีอิทธิพลมากมายถึงขนาดไปเปลี่ยนความคิดใครได้ บางทียังคิดว่า พรหมวิหาร มี 4 ข้อนะ เมื่อ เมตตา กรุณา มุทิตา ไม่ได้แล้วก็ต้องอุเบกขา(ใช้สิทธิ์ข้อ4เป็นคำตอบสุดท้าย) แต่จริงๆไม่อยากให้ท่านผู้มาอ่านฟังผมพูดเท่าไหร่เพราะพลาดบ่อย อยากให้ลองค้นดูในกูเกิ้ลโดยใช้คีย์เวิร์ดว่า "พระสาติเกวัฏบุตร" แล้วพิจารณาตามคำอธิบายจากหลายๆแหล่งด้วยตัวเองดีกว่าครับ

ปล.พระนางรุจาเทวี อลาตะอำมาตย์ วิชีกทาส ในชาดก การบำเพ็ญบารมีอันยิ่งชาติที่พระโพธิสัตยว์เสวยพระชาติเป็น "พระนารทพรหม" ก็ระลึกชาติได้ครับ แต่ในเรื่องนั้นบอกไว้ว่าถ้าระลึกได้ชาติเดียวยากที่จะตามรู้เรื่องผลของบุญบาป เพราะบางท่านบอกว่าชาติที่แล้วตัวเองประพฤติตัวดีคบกัลญาณมิตรชาตินี้ยังมาเกิดเป็นทาส บางท่านบอกว่าชาติที่แล้วเป็นคนฆ่าโคกระบือ ชาตินี้ยังมาเกิดเป็นอำมาตย์เลย บุญบาปและผลของบุึญบาปไม่มีหรอก(มิจฉาทิฏฐิ)เพราะระลึกได้แค่ชาติเดียว ผลที่ประสบในปัจจุบันเป็นผลของบุญกรรมจากชาติก่อนหน้าแต่ระลึกไม่ได้ ส่วนพระนางรุจาเทวีไม่พลาด(สัมมาทิฏฐิ)เพราะชาติสุดท้ายพระองค์คือ "พระอานนท์"



ตามที่คุณ ศร กล่าวมา ผมว่าเรื่องของ จิต กับ เรื่องของ วิญญาณ เป็นต่างเรื่องกัน เพราะจิต
เจตสิก รูป นั้น ครอบคลุมทั้งรูปขันธ์นามขันธ์ทั้งหมด แต่วิญญาณก็เป็นเพียง วิญญาณขันธ์
1 ในขันธ์ 5 เท่านั้นเอง แม้ "ปฏิสนธิวิญญาณ" ผมก็คิดว่าเป็นกลไก ของการเปลี่ยนภพที่ทำงานโดยวิญญาณขันธ์แค่นั้น ตัวของวิญญาณเป็นทางผ่านแห่งการรับรู้(ของสัญญาขันธ์)ที่ เหตุปัจจัยหมดวิญญาณก็ดับไป ลอยไปไหนไม่ได้เหมือนเวลาตื่นกับเวลาหลับ ที่จิตที่เกิดจะเป็น ภวังคจิต ตื่นขึ้นมาเริ่มแรกเป็น ปัญจทวารวัชนจิต หลังจากนั้น แหะ แหะ พูดต่อกลัวผิดน่ะครับ สวัสดีและเจริญในธรรมครับ


ปล. อีกครั้งครับ เกวัฏฏบุตร หมายถึง บุตรของชาวประมงครับ


จิต ก็จิต
ไม่ใช่สัมภเวสีครับ

จิต เมื่อเปลี่ยนภพ ก็อาจเปลี่ยนเป็นสัมภเวสีได้ หรือเป็นเทวดา ก็ได้ หรือกลับมาเป็นมนุษย์ หรือสัตว์เดรัจฉานก็ได้ไงครับ แล้วแต่กรรมใคร กรรมมัน

สัมภเวสี คือ วิญญาณเร่ร่อน บนโลก เรานี่แหละ(เป็นคำที่ใช้กว้างมาก รวมหลายอย่าง) อาจรอการไปเกิด หรือตายก่อนแก่ เช่น อุบัติเหตุ ตายโหง ประมาณนี้อ่ะครับ ซึ่งเขาเหล่านั้น ยังไม่หมดเวรกรรม เพราะอายุขัยจริง อาจ 70 ปี แต่ดันตายตอน 20 ดังนั้นก็อาจเป็นสัมเวสีไป 50 ปีครับ
หรือต้องชดใช้กรรม เช่น เปรต
คือยังไม่สามารถเปลี่ยนภพต่อไปได้ จนกว่าหมดกรรมถึงได้มีโอกาสกลับมาเกิดอีกครั้ง
แต่ไม่รู้นะว่าเกิดเป็นอะไร อาจเป็นคน สุนัข แมว ก็ได้ ตามกรรม


 เปิดอ่านหน้านี้  4020 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย