พุทธวิธีชนะความอาย
    

ในทางพุทธศาสนา มีพุทธวิธีชนะความอายอย่างไรบ้าง

เมื่อพระพุทธองค์ ถูกกล่าวหาว่าทำผู้หญิงท้อง (ทั้งที่พระองค์ไม่ได้ทำ เป็นการสร้างเรื่องของพวกเดียร์ถีย์)
พระพุทธองค์ ทรงมีความอายหรือไม่อย่างไร
และทรงมีพุทธวิธีชนะความอายอย่างไรบ้าง

เหตุการณ์ตอนพระพุทธเจ้าเสด็จไปเมืองหนึ่ง แล้วถูกประชาชนว่าทั้งเมือง พระอานนท์พูดกับพระพุทธเจ้าว่า ให้เสด็จไปเมืองอื่นเถิด พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบว่า แล้วถ้าไปเมืองนั้นก็ยังถูกว่าอีกจะทำอย่างไร
พระพุทธองค์ ทรงมีความอายในเหตุการณ์เชนนี้หรือไม่ อย่างไร
และทรงมีพุทธวิธีชนะความอายอย่างไรบ้าง

ถามทุกท่านที่ทราบ
เพราะต้องการนำพุทธวิธีชนะกิเลสความอายไปใช้

ขอบคุณ





ขออนุญาตตอบตามความเข้าใจนะคะ

ตอนที่ถูกกล่าวหาว่าทำผู้หญิงท้องนั้น พระองค์ไม่ทรงต้องอาย เพราะพระองค์รู้อยู่แก่ใจว่าความจริงคืออะไร พระองค์ทรงมีสติและสมาธิที่มั่นคง ไม่หลงไปกับสิ่งแวดล้อมภายนอก พระองค์เพียงแต่ตั้งมั่นอยู่ในสมาธิ และทรงรู้ว่า อีกไม่นานความจริงที่แท้ก็จะถูกเปิดเผย พระองค์จึงไม่อาย และไม่วิตกทุกข์ร้อน

คิดว่า เหตุการณ์นี้พระองค์ไม่ได้เอาชนะความอายนะคะ แต่ทรงเอาชนะการถูกกล่าวร้ายต่างหาก (ศึกษาจากบทสวดพาหุง ชัยมงคลคาถา)


ความอาย แปลความหมายได้สองกรณี คือ ไม่กล้า กลัวการเผชิญหน้า เช่น
๑. ไม่กล้าเผชิญความจริง กลัวคนอื่นรู้ความลับที่ทำชั่วไว้
๒. ไม่กล้าทำชั่ว เพราะกลัวผลของความชั่ว

กระทู้ข้างต้น ตั้งข้อความไม่ถูก เปรียบพระพุทธเจ้าเป็นจำเลย เพราะทำคนท้อง อ่านเลยความรู้สึกไม่ดีเลย

หากตั้งใหม่ต้องว่า “วิธีเอาชนะ การกล่าวร้าย ใส่ร้ายและความมุ่งร้าย”

เห็นด้วยกับ คุณบัวปริ่มน้ำคะ



เห็นด้วยกับ คุณบัวปริ่มน้ำ คุณนิดหน่อย ขออนุญาติเพิ่มเติม ถึงจะมีวงเล็บ
(ทั้งที่พระองค์ไม่ได้ทำ เป็นการสร้างเรื่องของพวกเดียร์ถีย์) ก็รู้สึกว่าไม่ถูกอยู่ดี

ยกตัวอย่างนะครับ
หากเจ้าของกระทู้ ไปทำผิดคิดมิชอบในทางลับ แล้วถูกคนรู้เห็นเข้านำมาประจานต่อสาธารณะ ย่อมเกิดความอาย

หากเจ้าของกระทู้ ไม่ได้ทำผิดทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ถูกคนนำมาพูดว่าได้ทำชั่วอย่างนั้นอย่างนี้ ในที่สาธารณะ ย่อมไม่มีอายทั้งกล้าเผชิญความจริงด้วย

การตั้งข้อความกระทู้ข้างต้นจึงไม่ถูกต้อง อย่างคุณนิดหน่อยว่า หากเปลี่ยนคำว่า "อาย" เป็น "การกล่าวร้าย" นะจะดูดี

เจริญธรรมครับ





พระพุทธเจ้าทรงมี สุจริต ๓ ประการ

คือ กายสุจริต วจีสุจริต และ มโนสุจริต

พระองค์ท่านจึงไม่มี เหตุอะไรที่ต้องอาย


ส่วนคนที่ไม่มีความ สุจริต

ทำกรรมด้วยความทุจริต ถึงต้องอายครับ

เจริญในธรรมครับ






สมเด็จพระมหาสมณโคดมบรมศาสดาอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ทรงละกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวงแล้ว ไม่หวั่นไหวในโลกธรรมทั้งปวง แล้วพระองค์จะทรงอายด้วยเรื่องอันใดละครับ

แม้ว่า สัตว์ทั้งหลายทั่วหมื่นโลกธาตุจะประณาม ด่า ว่า เสียดสี สาปแช่ง พระองค์ก็หาทรงหวั่นไหวไม่ เพราะพระองค์มั่นคง ดุจเขาสิเนรุ หนักแน่นดังแผ่นดิน จึงไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดๆ เหมือนดังขุนเขาที่ไม่หวั่นไหวจะลมที่มาจากทิศทั้ง 4 และแผ่นดินที่ไม่หวั่นไหว แม้บุคคลจะทิ้งของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ลงบนแผ่นดินนี้

พระพุทธเจ้า ทรงไม่หวั่นไหว ทั้งในของอันไม่น่าชอบใจ และในของที่น่าชอบใจ เพราะการที่บุคคลหวั่นไหวในของที่น่าชอบใจ ย่อมอาจจะหวั่นไหวในสิ่งที่ไม่น่าชอบใจด้วย พระองค์ทรงละทั้ง 2 สิ่งแล้ว (ของอันน่าชอบใจ และไม่น่าชอบใจ)

เช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าพระบรมไตรโลกนาถสมณโคดมบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป้นคนหน้าอดหน้าทน เก้อ-ยาก แต่เป็นเพราะพระองค์พ้นแล้วจากมลทินทั้งปวง ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดทั้งสิ้น ดุจเขาพระสุเมรุฉันนั้น


ความอาย ในทีนี้ หมายถึงการไม่กล้าแสดงออก

เคยมีนักจิตวิทยาที่มีชื่อท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า
ท่านปิดอบรมทางจิตวิทยาหลายรายการ แต่และรายการมีคนสมัครมากบ้างน้อยบ้าง
แต่มีอยู่รายการหนึ่ง ไม่มีคนสมัครเลย คือ หลักสูตรการเอาชนะความอาย
เพราะผู้สมัครเป็นพวกขี้อาย จึงอายที่จะมาสมัครหลักสูตรการเอาชนะความอาย



หากแปลอย่างที่ว่า (ไม่กล้าแสดงออก)
ยิ่งไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับพระพุทธองค์

ต้องใช้กับประชาชนคนเดินดินธรรมดา ผู้มีกิเลส เสพกามอยู่
เมื่อนำมาใช้ผิดแทนที่จะยอมรับผิด ยังดึงดันอีก

กลายเป็นว่า "เมื่อพระพุทธเจ้าถูกกล่าวร้าย มักเกิดความอาย ไม่กล้าแสดงออกเสมอ"

เจริญธรรมครับ


ทำไม่ต้องอาย เพราะความจริงไม่เป็นเช่นนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงทราบดี พระองค์เลยไม่มีความวิตกกังวลเรื่องนี้ การสิ้นไปแห่งกิเลส การข้ามบ่วงที่ผูก พระองค์ก็ทรงข้ามพ้นแล้ว ไม่เวียนว่ายตายเกิดแห่งอำนาจ ราคะ โทสะ โมหะ อีก การกลับมาเกิดอีกย่อมไม่มีสำหรับพระองค์


 3,588 

  แสดงความคิดเห็น


RELATED STORIES




จีรัง กรุ๊ป    

 ธรรมะไทย