เมื่อเข้าใจนิยามของคำว่า "ตาย" ในพุทธศาสนา ก็จะเข้าใจทันทีว่า วิญญาธาตุและวิญญาณขันธ์เป็นค

 godama    

เมื่อหลายท่านในเว็บนี้และอีกหลายเว็บยืนยันกับผมว่า วิญญาณธาตุกับวิญญาณขันธ์เป็นตัวเดียวกัน พอผมถามไปให้เขาอธิบายว่า ตายคืออะไร? แต่พวกเขาก็ไม่ยอมตอบ เพราะหลักฐานว่าวิญญาณธาตุกับวิญญาณขันธ์เป็นคนละตัวกัน มันอยู่ในนิยามของคำว่า "ตาย" ในพุทธศาสนานั่นเอง

ตายในความหมายของศาสนาพุทธ

 ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค  ให้ความหมายของความตายไว้ ๒ อย่าง คือ ๑. ความตาย หมายถึงการขาดไปแห่งชีวิตที่นับเนื่องในภพหนึ่ง[1] ๒. ความตาย หมายถึงความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายในภพทั้งปวง หรือความก้าวไป(เคลื่อนไป) สู่ร่างอื่นแห่งสัตว์

 ในอรรถกถาแห่งคัมภีร์สังยุตตนิกาย นิทานวรรค  ได้อธิบายความหมายของคำว่า ความแตกแห่งขันธ์เป็นต้นไว้ดังนี้ “เมื่อกล่าวโดยปรมัตถ์ ขันธ์เท่านั้นย่อมแตก ไม่มีสัตว์ไรๆ ตาย แต่เมื่อขันธ์ทั้งหลายแตก สัตว์ก็ย่อมตาย จึงมีโวหารว่า เมื่อขันธ์ทั้งหลายแตกแล้ว สัตว์ก็ชื่อว่าตาย

 พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)  ได้ให้ความหมายของความตายไว้ว่า ความตาย หมายถึงความสลายแห่งขันธ์ ความขาดชีวิตินทรีย์ หรือความเสื่อมกับความสลายแห่งธรรมต่างๆ เหล่านั้นๆ

ความสิ้นไปแห่งอนุบาลธรรม ๓ ประการ

๑. ความสิ้นไปแห่งอายุ คือ กัมมชรูป

๒. ความสิ้นไปซึ่งธาตุไฟ (อุตุ) ที่ให้ความอบอุ่น

๓. ความสิ้นไปแห่งวิญญาณคือภวังคจิต ภวังคจิต


จะเห็นว่า ตายในความหมายของศาสนาพุทธ คือ ความแตกหรือความสิ้นไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย(ขันธ์ 5)ในภพ ซึ่งรวมถึงวิญญาณขันธ์ ด้วย ด้วยเหตุนี้  ถ้าวิญญาณขันธ์เป็นตัวเดียวกับวิญญาณธาตุแล้ว ก็เท่ากับเมื่อคุณหรือผมตายก็ต้องเข้านิพพานแน่ เพราะรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สังขารขันธ์ สัญญาขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ขั้นทั้ง 5 ได้ดับหมดแล้ว 

แต่เพราะว่า วิญญาณขันธ์เป็นคนละตัวกับวิญญาณธาตุ(เจตภูต, อทิสสมานกาย, กายทิพย์, ปฏิสนธิวิญญาณ) เมื่อเราตายไปแล้ว วิญญาณธาตุก็ยังสืบต่อกรรมของเราไปยังภพภูมิใหม่ ในสวรรค์ ในอบายภูมิ หรือในพรหมโลก หรือไม่ก็เกิดเป็นมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานอยู่ในโลก


 หลวงวิจิตรวาทการ  กล่าวว่า ความตาย คือ การที่ชีวิตและวิญญาณออกจากสังขารหนึ่งเพื่อไปหาสังขารใหม่ ความตายไม่ใช่ความสูญ ไม่ใช่ความเสื่อม เป็นการเปลี่ยนสภาพเท่านั้น

 การที่ชีวิตและวิญญาณออกจากสังขารหนึ่งเพื่อไปหาสังขารใหม่ ตัวที่เป็นชีวิตและวิญญาณ และออกจากสังขารหนึ่งเพื่อไปหาสังขารใหม่ ตัวนี้คือ วิญญาณธาตุ ส่วนชีวิตและวิญญาณที่ตายไปก็คือ วิญญาณขันธ์ 




ปฏิบัติธรรมให้สม่ำเสมอ อย่างต่อเนื่อง จะเป็นอานาปานสติก็ได้ ไม่นานจะรู้ด้วยตนเอง


วิญญาณธาตุ กับ วิญญาณขันธ์

ท่านgodama ตีกันตายชะแล้ว

ท่านสอนมาอย่างก็ไปตีความอย่าง

เราเป็นผู้แสดงก็ได้เป็นผู้ดูก็ดี

แต่อย่าไปเขียนเพิ่มเติมบทสิครับท่านgodama

มาสว่างอยู่แท้ๆไงจบลงแบบมืดๆละครับ

ท่านก็บอกไว้อยู่แล้ว รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน รวมเป็นขันห์ห้า


การตายที่เรียกว่า สมมุติมรณะ
คือตายเป็นศพเอาไปเผา
ก็เพราะความสิ้นไปแห่งอนุบาลธรรม 3 ประการ คือ

1. ความสิ้นไปแห่งกัมมชรูป
คือหมดกรรมอันให้ผลรักษาหล่อเลี้ยงรูปให้ดำรงอยู่ตามอายุ

2. ความสิ้นไปแห่งอุสมาเตโช
คือหมดไปซึ่งธาตุไฟที่หล่อเลี้ยงรักษาชีวิต

3. ความสิ้นไปแห่งภวังคจิต
คือหมดกรรมอันให้ผลให้ภวังคจิตสืบต่อดำรงรักษาภพชาตินั้นไว้...สิ้นสุดลง


สำหรับลักษณะของความตายที่อุบัติขึ้นนั้น
มี 4 ประการ คือ

1. อายุกขยมรณะ
ตายเพราะหมดอายุขัย
ร่างกายได้ดำรงอยู่นานจนถึงกาลอันควร
ย่อมเสื่อมสลายไม่สามารถประชุมรวมกันได้อีก
หมดกรรมอันให้ผลหล่อเลี้ยงรักษารูปนั้นให้ดำรงอยู่ตามอายุขัย
สำหรับในยุคปัจจุบันอายุขัยของมนุษย์เฉลี่ยอยู่ที่ 75 ปีอ่ะนะคับ
ซึ่อายุขัยอาจจะยืนยาวหรือลดทอนกว่านี้
เป็นไปตามกำลังของกรรมที่ผู้นั้นได้กระทำ

2. กัมมักขยมรณะ
ตายเพราะสิ้นกรรมอันให้ผลที่ต้องรับหรืออุปถัมภ์ในภพชาตินั้น
บางคนตายแต่เด็ก หรือยังหนุ่มยังสาว
เพราะหมดกรรมอันให้ผลที่ต้องรับหรืออุปถัมภ์เพียงเท่านี้
แล้วก็เกิดในภพชาติใหม่เพื่อรับผลของกรรมในชาติภพใหม่
หรือบางคนอายุยืนยาวมาก เช่น 90 ปี 100 ปี
เพราะกรรมอันให้ผลที่ต้องรับในชาตินี้ยังไม่หมดวาระ
ยังอุปถัมภ์ให้รับผลกรรมนั้นๆ จนกว่าจะหมดวาระน่ะคับ

3. อุภยักขยมรณะ
ตายเพราะสิ้นทั้งอายุขัยและสิ้นกรรม
คือหมดวาระของกรรมอันให้ผลหล่อเลี้ยงให้ดำรงอยู่ตามอายุขัย
และหมดกรรมอันให้ผลที่ต้องรับหรืออุปถัมภ์ในภพชาตินี้....ประจวบพอดีกันคับ

4. อุปัจเฉทกมรณะ
ตายเพราะมีกรรมอื่นมาตัดรอน
คือยังไม่หมดอายุขัยและกรรมอันให้ผลที่ต้องรับในชาตินั้น
แต่กรรมอื่นมีกำลังให้ผลเข้าตัดรอนให้สิ้นชีวิต
เช่น ประสบอันตราย เหตุร้าย หรือ อุบัติเหตุ ฯลฯ
ทำให้สิ้นชีวิตไป เป็นต้น

ประการที่ 1-3 เป็น กาลมรณะ คือ เป็นการตายที่มาถึงตามกาล
ประการที่ 4 เป็น อกาลมรณะ คือ เป็นการตายที่มาถึงก่อนกาล

http://www.watkoh.com/forum/index.php?topic=482.0


ขอถามเกี่ยวกับ อกาลมรณะครับ
ถ้าเป็นเช่นนั้น การตายที่มาถึงก่อนกาล จะทำให้ไปเกิดใหม่เลยหรือไหมครับ


คุณ 8q ครับ



มาสว่างอยู่แท้ๆไงจบลงแบบมืดๆละครับ
ท่านก็บอกไว้อยู่แล้ว รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน รวมเป็นขันห์ห้า



ตอบ....ผมน่ะสว่างอยู่ตลอดครับ แต่คุณยังมืดอยู่ ผมเคยอธิบายไปแล้วว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน รวมเป็นขันห์ห้า เป็นนามรูปบนโลก

แต่ภพภมิหลังตาย มันก็มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน เหมือนกัน แต่เรียกว่า ขันธ์ 4 เพราะว่าตัววิญญาณธาตุ นั้นเป็นนามที่มีรูปหรือกายด้วย จึงเรียกว่า นามกาย ด้วยเหตุนี้ รูปกับวิญญาณ จึงเป็นหนึ่งเดียวกัน เรียกว่า กายทิพย์(อทิสมานกาย)

ใน กายทิพย์(รูปกับวิญญาณ ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน) นั้นก็มีเวทนา สัญญา สังขาร ของมันด้วย จึงเรียกว่าขันธ์ 4

ลองดูหนังช่อง 3 วันศุกร์เสาร์อาทิตย์ตอน 3-4 ทุ่มบ้างซิครับ เรื่องเพลิงพลาย ผีปรายรุ้งนั่นแหละคือ กายทิพย์(อทิสมานกาย) เป็นนามกาย เธอก็มีเวทนา สัญญา สังขาร รวมเป็นขันธ์ 4 แต่ตอนเธอเป็นมนุษย์รูปกับวิญญาณขันธ์ของเธอแยกกันอยู่ และเธอก็มีเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ จึงเรียกว่าขันธ์ 5


คุณ bigboytu ครับ



ถ้าเป็นเช่นนั้น การตายที่มาถึงก่อนกาล จะทำให้ไปเกิดใหม่เลยหรือไหมครับ

พวกตายแบบกาลมรณะตายไปแล้ว เสวยผลกรรมทันที

แต่พวกที่ตายแบบอกาลมรณะนี้ตายแล้วยังไม่ไปเสวยผลกรรมทันที ต้องไปเป็นสัมภเวสี แสวงหาที่เกิดก่อน คือรอกาลที่จะถึงกาลมรณะก่อน เมื่อถึงเวลาแล้วจึงจะได้รับผลกรรมดีและกรรมชั่วที่ทำไว้ ขณะที่ยังไม่ได้รับผลกรรมที่ทำไว้นั้น ต้องลำบากในเรื่องอาหารและที่อยู่ ท่องเที่ยวไปตามความต้องการ พวกตายแบบอกาลมรณะนี้ ที่ชาวโลกนิยมเรียกว่า ตายโหงนั้นเอง เช่น ถูกฆ่าตาย คลอดลูกตาย รถทับตาย ฟ้าผ่าตาย ฆ่าตัวตาย งูกัดตาย รวมความว่า ตายแบบผิดปกติ


ครับท่านbigboytu


ทันทีที่เราทุกคนตาย
จะต้องเกิดทันทีคับ
สุดแล้วแต่ว่าจะเกิดในภพภูมิใด สถานะใด
จะเป็น เทวดา เปรต อสุรกาย สัตว์ในนรก
ดิรัจฉาน หรือเกิดเป็นมนุษย์อีก
ก็สุดแล้วแต่กรรมใดจะเป็นชนกกรรมนำเกิดไม่ว่าจะตายแบบไหนครับต้อง

เกิดทันที่ใน31ภพภูมินี้


ส่วนที่เราเรียกว่า วิญญาณ นั้น
ก็คือ จิต นั่นเอง
และในภพภูมิที่มีขันธ์ 5
รูปกาย กับ วิญญาณ (จิต) จะต้องเกิดร่วมกันเสมอ
ไม่ได้มีวิญญาณเปล่าๆ ไปล่องลอยเคว้งคว้างแต่อย่างใด
อย่างที่เราเคยเห็นในหนัง ในละคร




การที่ใครคนหนึ่งต้องตายไป
ให้ทราบว่าเพราะหมดกรรมของเค้าเองที่หล่อเลี้ยงให้ดำรงอยู่
จะด้วยหมดตามวาระ หรือ ด้วยเพราะกรรมใดเข้าเบียดเบียน ตัดรอน ก็ตาม
ทั้งหมดล้วนเป็นผลจากกรรมของเค้าเองทั้งสิ้นน่ะคับ

สำหรับการตายที่เกิดขึ้นโดยมีอีกบุคคลหนึ่งมาฆ่าทำลายนี้ก็เช่นกัน
ถ้าบุคคลนั้นยังมีกรรมต่างๆ อุปถัมภ์หล่อเลี้ยงอยู่
ใครก็ทำให้เค้าตายไม่ได้ จะพยายามฆ่าให้ตายยังไงก็ไม่ได้
แต่หากหมดกรรมที่ทำให้ดำรงอยู่
ใครก็ยื้อยุดยืดชีวิตไว้ต่อไปไม่ได้เหมือนกันอ่ะคับ
และแม้ไม่ต้องมีใครมาฆ่า เค้าก็ต้องตายอยู่ดีตามผลกรรมของเค้า

ดังนั้น ต้องแยกเป็นสองส่วน
ผู้ฆ่าก็ส่วนนึง...ผู้ใดที่กระทำการฆ่า
ผู้นั้นกำลังกระทำอกุศลกรรมอันเป็นปานาติบาต
ซึ่งผู้ที่กระทำการฆ่าก็ย่อมต้องรับผลกรรมนี้ที่ตนเองได้กระทำ...เมื่อถึงวาระ

ส่วนผู้ตายนี้ก็ส่วนนึง
เพราะผู้นั้นหมดวาระ หรือ เพราะผลของกรรมที่เข้าเบียดเบียนตัดรอน
จะด้วยมีบุคคลอื่นมาเกี่ยวข้อง (ฆ่า) หรือไม่มีบุคคลอื่นมาเกี่ยวข้องก็ตาม
เค้าย่อมต้องสิ้นชีวิตไปในที่สุดน่ะคับ

ทั้งนี้ สัตว์โลกในสังสารวัฏ
ก็ย่อมเคยสัมพันธ์กันมาในสถานะใดสถานะหนึ่ง
ตามกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ได้เคยกระทำต่อกันมาคับ





ว่างๆเชิญทุกท่านสนทนาธรรมกันนะครับ

1ทุ่มพอประมาน

http://www.watkoh.com/chat/


ขอถามเกี่ยวกับ อกาลมรณะครับ
ถ้าเป็นเช่นนั้น การตายที่มาถึงก่อนกาล จะทำให้ไปเกิดใหม่เลยหรือไหมครับ

bigboytu DT09574 [10 ก.ค. 2552 22:06 น.] คำตอบที่ 4



การที่ใครคนหนึ่งต้องตายไป
ให้ทราบว่าเพราะหมดกรรมของเค้าเองที่หล่อเลี้ยงให้ดำรงอยู่
จะด้วยหมดตามวาระ หรือ ด้วยเพราะกรรมใดเข้าเบียดเบียน ตัดรอน ก็ตาม
ทั้งหมดล้วนเป็นผลจากกรรมของเค้าเองทั้งสิ้นน่ะคับ


ทั้งนี้ สัตว์โลกในสังสารวัฏ
ก็ย่อมเคยสัมพันธ์กันมาในสถานะใดสถานะหนึ่ง
ตามกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ได้เคยกระทำต่อกันมาคับ


*8q* DT07501 [11 ก.ค. 2552 08:39 น.] คำตอบที่ 8






สาธุเจ้าค่ะ


เมื่อถึงมรณกาล จิตทุกดวงเมื่อจุติ ก็จะปฏิสนธิทันที ตามกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม ที่ผู้นั้นกระทำ

ดังนั้นการตายก่อนวัยอันควร (วัย ที่ปุถุชนเข้าใจกันเองว่าต้องเท่านั้นเท่านี้)
ก็เป็นเรื่องของกุศลวิบาก (ผลแห่งกรรมดี) และอกุศลวิบาก (ผลแห่งกรรมชั่ว)
ที่บุคคลนั้น จิตนั้นได้สะสม ได้ทำมาในกาลก่อนค่ะ





ส่วนที่เรียกว่า
ชนกกรรม (กรรมแต่งให้เกิด กรรมส่งให้เกิด)
อุปัตถัมภกกรรม (กรรมสนับสนุน)
อุปปีฬกกรรม (กรรมบีบคั้น)
อุปฆาตกกรรม (กรรมตัดรอน)
อโหสิิกรรม (กรรมเลิกให้ผล)

ฯลฯ สารพัดกรรม ฯลฯ

มิได้มีในบาลี มีในพระไตรปิฎกค่ะ อยู่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งท่าน พระพุทธโฆษาจารย์
ได้เรียบเรียง แต่งขึ้นมาในภายหลังค่ะ


http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=%AA%B9%A1%A1%C3%C3%C1&detail=on


http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%AA%B9%A1%A1%C3%C3%C1&detail=on


สำหรับเรื่องกรรมที่จะเป็นวิบากส่งให้ไปปฏิสนธิในภพต่างๆนั้น
ถ้าจิตของผู้ถึงมรณกาล สมาทานแล้วในเวลาจะตายอยู่ในกรรมใด เป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม
ก็จะส่งไปตามกำลังของกรรมนั้นค่ะ อ่านได้ใน มหากัมมวิภังคสูตร จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=14&A=7799&Z=8027






[๖๑๒] ดูกรอานนท์ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลที่เป็น
ผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง
มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
มักประพฤติผิดในกาม
มักพูดเท็จ มักพูดส่อเสียด มักพูดคำหยาบ มักเจรจาเพ้อเจ้อ
มากด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท

มีความเห็นผิดในโลกนี้
ตายไปแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก นี้

เป็นอันว่า เขาทำกรรมชั่วที่ให้ผลเป็นทุกข์ไว้ในกาลก่อน
หรือในกาลภายหลัง หรือว่ามีมิจฉาทิฐิพรั่งพร้อม
สมาทานแล้วในเวลาจะตาย

เพราะฉะนั้น เขาตายไป จึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ก็แหละบุคคลที่เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
มักประพฤติผิดในกาม มักพูดเท็จ มักพูดส่อเสียด มักพูดคำหยาบ มักเจรจาเพ้อเจ้อ
มากด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท

มีความเห็นผิดในโลกนี้นั้น
เขาย่อมเสวยวิบากของกรรมนั้นในชาตินี้ หรือในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป ฯ





[๖๑๓] ดูกรอานนท์ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น
บุคคลที่เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง
                  ฯลฯ
มีความเห็นผิดในโลกนี้ ตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์นี้

เป็นอันว่า เขาทำกรรมดีที่ให้ผลเป็นสุขไว้ในกาลก่อนๆ
หรือในกาลภายหลัง หรือว่ามีสัมมาทิฐิพรั่งพร้อม
สมาทานแล้วในเวลาจะตาย

เพราะฉะนั้น เขาตายไปจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
ก็แหละบุคคลที่เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง
                  ฯลฯ
มีความเห็นผิดในโลกนี้นั้น
เขาย่อมเสวยวิบากของกรรมนั้นในชาตินี้ หรือในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป ฯ




[๖๑๔] ดูกรอานนท์ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น
บุคคลที่เว้นขาดจากปาณาติบาต
                  ฯลฯ
มีความเห็นชอบในโลกนี้
ตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์นี้

เป็นอันว่า เขาทำกรรมดีที่ให้ผลเป็นสุขไว้ในกาลก่อนๆ
หรือในกาลภายหลัง หรือว่ามีสัมมาทิฐิพรั่งพร้อม
สมาทานแล้วในเวลาจะตาย

เพราะฉะนั้น เขาตายไป จึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
ก็แหละบุคคลที่เว้นขาดจากปาณาติบาต
                  ฯลฯ
มีความเห็นชอบในโลกนี้นั้น
เขาย่อมเสวยวิบากของกรรมนั้นในชาตินี้ หรือในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป ฯ




[๖๑๕] ดูกรอานนท์ ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น
บุคคลที่เว้นขาดจากปาณาติบาต
                  ฯลฯ
มีความเห็นชอบในโลกนี้
ตายไปแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี้

เป็นอันว่า เขาทำกรรมชั่วที่ให้ผลเป็นทุกข์ไว้ในกาลก่อนๆ
หรือในกาลภายหลัง หรือว่ามีมิจฉาทิฐิพรั่งพร้อม
สมาทานแล้วในเวลาจะตาย

เพราะฉะนั้น เขาตายไปจึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ก็แหละบุคคลที่เว้นขาดจากปาณาติบาต
                  ฯลฯ
มีความเห็นชอบในโลกนี้นั้น
เขาย่อมเสวยวิบาก ของกรรมนั้นในชาตินี้ หรือในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป ฯ





[๖๑๖] ดูกรอานนท์ ด้วยประการนี้แล
กรรมไม่ควร
ส่องให้เห็นว่าไม่ควรก็มี ให้เห็นว่าควรก็มี

และกรรมที่ควรแท้ๆ
ส่องให้เห็นว่าควรก็มี ให้เห็นว่าไม่ควรก็มี ฯ



http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=14&A=7799&Z=8027



เจริญในธรรมเจ้าค่ะ



     


[๖๑๖] ดูกรอานนท์ ด้วยประการนี้แล

กรรมไม่ควร ส่องให้เห็นว่าไม่ควรก็มี ให้เห็นว่าควรก็มี

และกรรมที่ควรแท้ๆ ส่องให้เห็นว่าควรก็มี ให้เห็นว่าไม่ควรก็มี ฯ--หิ่งห้อยน้อย


สาธุๆ อนุโมทามิครับคุณแม่หิ่งห้อยน้อย




ที่ผมได้อ่านคำตอบส่วนใหญ่แสดงว่า ผี วิณญาณเร่ร่อนไม่มีใช่ไหมครับ
ผมสามารถลบหลู่และบอกกล่าวให้บุลคลที่กำลังยึดถือบูชามีสติปัญญาเพิ่มขึ้นได้ใช่ไหมครับ

ห้ามตอบว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะเพราะผมอยากจะลบหลู่สิ่งพวกนี้เต็มที
และอยากให้ชาวพุทธแท้ทั้งหลายมาช่วยกันลบหลู่

ไม่เช่นนั้นจะเกิดสิ่งที่น่าลบหลู่ออกมาอีกเยอะเพื่อหลอกลวงคนไม่รู้
เช่น สักยัน ตัดกรรม ตั้งชื่อมงคล ทรงเจ้าเข้าผี เสริมบารมีต่างต่าง และอื่นอื่นอีกมากมาย

ช่วยตอบให้ผมได้ลบหลู่สิ่งเหล่านี้อย่างมั่นใจด้วยครับ


ทำใจให้เป็นกลางเถิดท่านช่าง

สิ่งทีมองไม่เห็นหรือสิ่งที่มองเห็นได้ก็ไม่ควรประมาทครับ


 เปิดอ่านหน้านี้  3398 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย