รวย......จน ทำไมไม่เหมือนกัน

 zx   

เรื่องที่จะถามต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่และพวกเขายังดำเนินชีวิตเป็นปกติอยู่ แต่......

คนที่ 1...มีอาชีพฆ๋าหมูขายวันละหลายตัวหลายชีวิต แต่เท่าที่เห็นๆดูเขามีเงินมีทอง มีรถ มีทรัพย์สินและดูเหมือนยิ่งนานเขายิ่งรวย

คนที่ 2....คนนี้ทำมาหาเลี้ยงชีพตามปกติของคนทั่วไป อาชีพหลักทำนา หาปูหาปลากินไปตามยะถา เขาเป็นคนขยันมากๆเรื่องทำมาหากินถ้าเป็นอาชีพสุจริตนอกจากทำนาแล้วหากมีคนมาจ้างอะไรก็ได้ทำหากเขาทำได้เขาทำหมด พูดง่ายๆขยันมากๆดิ้นรนทำทุกอย่างแต่ทำไมถึงจน รายที่สองนี้ทั้งๆที่ลูกก็ไม่มีหากินเพียง2ปากสองคนผัวเมียเท่านั้น

จากเรื่องจริงที่ทั้งสองกรณีนั้นจึงอยากถามว่า....
- คนแรกฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทำไมถึงรวย
- คนที่สองนั้นอาจจะฆ่าสัตว์บ้าง แค่เพียงฆ่าปู หอย ปลาที่หามาได้เพื่อประทังชีวิตเท่านั้น แต่ทำไมถึงจน

ผู้รู้ช่วยตอบให้หายสงสัยด้วยครับ ขอบคุณครับ




บุญ-บาป ชาติก่อนๆ ส่งผลมาทำให้ชาตินี้เขามีเงิน-ไม่มีเงิน

เรื่องกฎแห่งกรรม หลวงพ่อพุทธทาส ท่านกล่าวไว้ว่า เหมือนกับการวาดรูปบนกระดาษแผ่นเดียว(ถ้าจำไม่ผิดนะ) มันให้ผล ซับซ้อน มากมาย เราเกิดมาหลายชาติแล้ว กฎแห่งกรรม จึงยุ่งเยิง

เราจึงยากที่จะตอบได้ว่าผลแห่งกรรมที่เราทำไปนี้ จะส่งผลถึงเมื่อไหร่

แต่อย่าลืมว่า คนบางคน ฆ่าสัตว์เช่น หมู วัว ตัวเดียว ก็เกิดเหตุไม่ดีกับเขาไปเลย ก็มีเหมือนกัน

ถ้ากรรมเก่าเรายังแรงอยู่ กรรมใหม่ยังไม่มีโอกาสแทรกช่องส่งผล ก็ยังไม่ค่อยเห็นผล
เมื่อไหร่กรรมเก่าเริ่มอ่อนลง กรรมใหม่ก็เข้าัทันที เมื่อนั้นเห็นผล

ดังนั้นควรทำกรรมใหม่ให้ดีๆ เมื่อถึงเวลา ผลก็จะส่งทันที ไม่ชาตินี้ ก็ชาติหน้า ไม่ก็ชาติถัดๆไป

เจริญในธรรมครับ



ลองอ่านดูหน่อยนะครับท่านตอบไว้


กฏแห่งกรรมนั้นยุติธรรมที่สุด
ผู้ใดกระทำกรรมใดไว้ ก็ต้องได้รับผลกรรมนั้นอย่างแน่นอนน่ะคับ
หากแต่การให้ผลของกรรมก็ย่อมเป็นไปตามวาระของกรรมนั้นๆ
ซึ่งทุกคนย่อมกระทำมาแล้วทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว

เราอาจจะเห็นคนที่กระทำกรรมไม่ดีเสมอๆ...แต่เค้าก็ยังสุขสบายดี
เพราะขณะนี้ผลของกรรมดีที่เค้าได้เคยกระทำมา...กำลังให้ผล
ส่วนผลของกรรมชั่วนั้นก็ย่อมต้องให้ผลเมื่อถึงวาระเช่นกัน

กลับกัน เราก็คงเคยเห็นคนที่กระทำความดีมากมาย...แต่ทำไมยังลำบากเหลือเกิน
เพราะขณะนี้ผลของกรรมชั่วที่เค้าได้เคยกระทำมา...กำลังให้ผล
ส่วนผลของกรรมดีนั้นก็ย่อมต้องให้ผลเมื่อถึงวาระเช่นกัน

ดังนั้น จึงไม่ควรท้อถอยในการกระทำกรรมดี
และไม่ควรประมาทในการกระทำกรรมชั่ว
ไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจเมื่อกระทำดีแล้วยังไม่ได้รับผล
ไม่ควรประมาทเมื่อเห็นผู้ที่ทำชั่วแต่ยังเสวยผลที่ดี
ทำดี...ย่อมได้ดี
ทำชั่ว...ย่อมได้ชั่ว
ย่อมเป็นไปตามกฏแห่งกรรมเสมอ
ซึ่งก็คือกฏแห่งเหตุและผลนั่นเองคับ

ลองดูกระทู้ตามลิงค์ที่ให้เพิ่มเติมนะคับ

http://www.watkoh.com/kratoo/forum_posts.asp?TID=1947&KW=%AA%C7%B9%A8%D4%B5


มันก็แล้วแต่ อ่ะ

คนทุกคนก็เหมือนกัน แตกต่างกันตรงไหนเหรอ

มีชีวิต เหมือนกัน มี สังขาร ที่เหมือนกัน มี เวลา 24 ชั่วโมง เท่ากัน
วิญญาณ สังขาร เวทนา รูป สัญญา มีเหมือนๆ กัน

คน รวย คน ไม่ รวย อยู่ที่ความพอใจ แต่คนเรา ไม่ได้ มุ่งหวัง เอาแต่รวย

เป้าที่แท้จริง คืออะไร รวยเยอะๆ เหรอ เคล็ดลับคนรวยอยู่ที่ ว่า ไม่มีคน รวยที่ไหนในโลกที่ อยาก รวย แล้วจะรวย ยิ่งฝัน ใฝ่ ยิ่งอยากรวยกว่าเขา ยิ่งค้นหา ยิ่ง ไม่เจอ ยิ่งห่างไกล คุ้นๆ ไหม

พ่อฆ่าหมูเขารวย เรื่องเขา เอามาเทียบกันทำไม

คนไม่ฆ่า สัตว์ ทำเป็นคนดี ไม่ฆ่าสัตว์ ดีแล้ว แล้ว จะรวยไปทำไม ถ้าคนในโลกนี้ไม่ฆ่าแล้ว รวย คนทั่วโลก คง จะ งดเว้นจากการ ฆ่าสัตว์ไปแล้ว เฮอๆ จริงไหม

คนที่ไม่ฆ่า หมู แต่ไปฆ่า ปู หอย คิดว่าเป็นสัตว์เล็กๆ ไปถามหมูดู กับหอยที่ตาย มีอย่างไหนดีกว่า หมูตาย บนเขียง หอย ตาย ยาก ต้องเผา บางครั้ง จะกินแล้วยังไม่ตาย ทรมาร มากกว่าหมูอีก หมู เห็ด เป็ด ไก่ เป็นอาหารคนรวย คนจนไม่มี ปัญญากินเหรอ

ส่วน กุ้ง หอย ปู่ ปลา มีแต่คนสมัยนี้ ชอบไป กินมัน มันอยูของมันดีๆ ใครใช่ไปให้กิน

อาหารทะเล ในสมัยก่อน ชาวบ้าน คนธรรมดา ที่มีถิ่นอาศัยไม่ติดทะเล ไม่ค่อยได้กิน

คนจน ต้องกินผัก กินผัก กินผักสุขภาพดี มีเงินเหลือเก็บ เหลือใช่

มีความสุข ดีดว่า สุขภาพดี มีคุณธรรม จิตใจเบิกบาน

คนฆ่าเขาก็ทำหน้าที่เขา หมูที่เขาฆ่า ยังต้องขายให้คนอื่นกิน ยังทำเพื่อคนอื่นบ้าง

ส่วน จน ที่ ไม่รู้ จักว่า จน แล้ว ต้องทำอย่างไร วันๆ จะไปนั่ง อิจฉา คนฆ่าหมูทำไม

หันไป ประกอบ อาชีพสุจริต จะได้พ้นจนสักที แล้วไปหาวิธีการ ดำรงชีวิตไหมเถิด

ขอให้คนตั้งคำถามนี้ ประสงค์แต่แสงสว่างมีปัญญาเฉียบแหละ เห็น อริยสัจ และ อริยมรรค์ ในอนาคตกาลเบื้องหน้า นี้เทอญ และ มีกินมีใช้ตลอดไป

อยากน้อยใจ ในชีวิต มีความสุข สำคัญที่ ใจ ศรัทธา


เราทำอาชีพเพราะเราอยากได้ลาภ แต่พระพุทธองค์ทรงตรัสเตือนแล้วว่า อาชีพที่อุบาสกไม่ควรทำ ได้แก่...

๑. ค้ายาพิษ เพราะยาพิษนั้นเขาทำขึ้นมาด้วยเจตนาที่จะทำลาย ฆ่า ดังนั้นผลก็เวลาเกิดก็ต้องรับผลตรงกับเจตนานั่นเอง
๒. ค้าอาวุธ..คนทำอาวุธเวลาเขาทำ เขาไม่ได้คิดว่า ทำเพื่อไว้ดูเล่น ทำเพื่อประดับ ทำเพื่อบูชา..เขาย่อมตั้งเจตนาว่า ขออาวุธที่เราทำนี้จงมีความพินาศให้มากเถิด...มีความสามารถในการฆ่า อย่างกว้างขวางเถิด ทำลายได้ไกล ทำลายได้มากเถิด...ผลเวลาเกิด ก็ตรงตามเจตนานั่นเอง..
๓...การค้าของมึนเมาทุกชนิด ยาเสพติด...คนค้า คนผลิตก็คิดว่า... ดีจริงหนอ... คนติดมากๆจะได้ขายได้มาก..คนผลิตก็คิดว่า ทำอย่างไรจะให้คนมึนเมา..ก็ทำเหตุเพื่อความมึนเมา ขาดสติ.... เวลารับผลก็ต้องได้บริวารเป็นคนบ้า เป็นคนเสียสติ แล้วต้องเสียทรัพย์มากมายกับบริวารอย่างนี้..
ประโยชน์อะไรกับลาภเพียงน้อยนิด แล้วต้องรับทุกข์ รับโทษอันเผ็ดร้อนยาวนาน..เราเห็นได้เยอะเลย คนที่กำลังได้รับผลอย่างนี้....บางคนยังต้องแบกลูกคออ่อนคอพับ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เป็นเด็กไม่รู้สติไปหาหมอ จ่ายค่าบำบัด ค่ารักษาแทบหมดตัว..ต้องถามว่าชอบผลอย่างนี้ไหม..มาแน่ๆ จะชาตินี้หรือชาติไหนก็ไม่อาจจะรู้ได้และที่แน่ๆ ไม่ใช่ชาติเดียว เพราะชวนะจิตที่ทำกรรมนั้นมีมากมาย ตามส่งกันอุตลุด..สังสารวัฏฏ์น่ากลัวมากเพราะอย่างนี้....
๔. ค้าสัตว์ หรือมนุษย์ที่มีชีวิต
๕. ค้าเนื้อสัตว์ที่ต้องทำการฆ่าเช่น โรงฆ่าสัตว์อย่างนี้เป็นต้น....


บุญ-บาปกรรมต่างวาระ ต่างคนต่างส่งผล..

เคยเห็นเศรษฐีอุ้มลูกสมองพิการ เหมือนเป็นคนไม่มีสติ พูดไม่ได้ น้ำลายไหลยืดไปพบแพทย์ เขาขับรถราคาประมาณคันละเกือบสิบล้าน..ถามว่าคุ้มไหม..เขาทำทานมามาก เขาก็ได้เป็นคนมีเงิน แต่บาปที่ทำเกี่ยวกับอาชีพก็มาเบียดเบียนอย่างนี้นี่แหละ..เอาไหมแบบนี้..

เหตุแห่งปาณาติบาต คือ การฆ่าสัตว์นั้น จะส่งผลให้ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร เป็นกรรมหนัก และทำเป็นอาชีพ ทำมานาน อำนาจของกรรมไม่ดีแม้ในชาตินี้ก็สามารถส่งผลได้ ..รวยเเต่อายุสั้นเอาใหมครับ?..หรือเกิดใหม่ก็ต้องตายโหง แล้วๆเล่าๆ ดีตรงใหนครับ?

ทำบุญ บุญก็ส่งในส่วนของบุญ..บาปก็ส่งในเรื่องของบาป เอามาลบล้างกันไม่ได้..คิดหนักหน่อย แต่ผมว่าไม่คุ้มหรอก น่ากลัวจริงๆ

มีเรื่องเล่าว่า มีเศรษฐีผู้หนึ่ง นอนไม่ค่อยหลับเพราะต้องคิดมากเรื่องสมบัติ เรื่องการดูแลรักษา..ตนต้องเดินวนไปวนมาในยามดึกทุกคืนๆ มองไปสุดคฤหาสถ์ ก็เป็นกระท่อมของขอทานคู่หนึ่ง ตกเย็น สามีก็เป่าขลุ่ยให้ภรรยาผู้นอนหนุนตักสามีฟังอย่างมีความสุข แล้ว ไม่นานก็นอนหลับไป เศรษฐีก็สนใจ ...วันหนึ่ง เศรษฐีเข้าไปถามว่า พวกท่านทำการงานอะไร ขอทานก็บอกว่า พวกกระผมเป็นขอทานครับ..เศรษฐีเห็นใจก็เห็นแก่ความสุขทั้งสองก็มอบทรัพย์ จำนวนหนึ่ง ซึ่งนับว่ามากมายในสายตาของขอทานนั้น เพื่อให้ไปซื้อหาข้าวของที่จำเป็นมาใช้สอย จากวันนั้นมา เศรษฐีไม่ได้ยินเสียงขุล่ยของขอทานอีกเลย..วันหนึ่งขอทานผู้สามี ก็เข้ามาหาท่านเศรษฐีแล้วนำเงินมาคืน โดยกล่าวว่า "กระผม คิดว่าจะมีความสุข แต่เปล่าเลย ตั้งแต่ได้ทรัพย์ก้อนใหญ่มา พวกกระผมเดือดร้อน นอนไม่หลับ ไม่มีกระจิตกระใจจะเป่าขุล่ยอีกเลยขอรับ ต้องคอยหวาดระแวง ผมไม่อยากได้อีกแล้ว ท่านจงรับคืนไปเถิด.."

ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่จิตใจ จริงอยู่ ความสะดวกเรื่องทรัพย์ก็สามารถก่อสุขได้ แต่ไม่แน่เสมอไป..แต่คนใจที่ดี ย่อมมีสุขไม่ว่าจะมีทรัพย์มากหรือน้อยก็ตาม..





*************************************************

การให้ผลของกรรมเรียงตามลำดับ ก่อน - หลัง

1. กรรมหนัก
2. กรรมทำใกล้ตาย
3. กรรมทำประจำเสมอๆ
4. กรรมเล็กกรรมน้อยสักว่าทำ


*************************************************

กุศลกรรม - อกุศลกรรม ที่สั่งสมบันทึกไว้ในจิต
พร้อมที่จะให้ผลเมื่อถึงวาระ



ชวนจิต ก็คือ จิตที่เกิดขึ้นเสพไปในอารมณ์เดียวกันซ้ำๆ
ต่อเนื่องกันไปถึง 7 ขณะ (7 ดวง)
บางทีก็เรียกว่า ชวนวิถี หรือ ชวนวิถีจิต

แล้วขณะใดที่เป็นชวนวิถีจิต?
สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ นั้น
ก็คือขณะที่เป็น กุศลจิต หรือ อกุศลจิต นั่นเองคับ

ดังนั้น ขณะใดที่กุศลจิต หรืออกุศลจิต เกิดขึ้น
หรือมีการกระทำกุศลกรรม/อกุศลกรรม
ขณะนั้นไม่ได้มี กุศลจิต หรือ อกุศลจิต ที่เกิดขึ้นเพียงดวงเดียวหรือขณะเดียว
แต่จะเกิดต่อเนื่องกันไปถึง 7 ดวงเลยทีเดียว
จึงเสมือนบันทึก ประทับ หรือตราไว้ในจิตซ้ำๆๆๆ กันไปถึง 7 ดวง
เป็นการสั่งสมทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิด ที่เรากระทำ

กุศลกรรม หรือ อกุศลกรรมต่างๆ ที่ได้กระทำ
และได้ถูกบันทึกตราไว้ในจิตต่อเนื่องกันไปถึง 7 ดวงนี้เอง
รอวาระที่จะให้ผลที่เป็นกุศลวิบากบ้าง อกุศวิบากบ้าง
ตามเหตุที่ได้กระทำไว้

เวลาที่ได้กระทำกุศลกรรม หรือกระทำอกุศลกรรม อย่างใดอย่างหนึ่ง
ชวนจิตที่เกิดขึ้นดวงที่ 1 เป็นปัจจัยที่จะให้ผลของกรรมนั้นในชาตินี้
แต่ถ้าไม่มีโอกาสให้ผลในชาตินี้ ก็จะกลายเป็นอโหสิกรรมไป

ชวนจิตดวงสุดท้าย คือดวงที่ 7 เป็นปัจจัยที่จะให้ผลของกรรมนั้นในชาติหน้า
แต่ถ้าไม่มีโอกาสจะให้ผลในชาติหน้า ก็จะกลายเป็นอโหสิกรรมไป

แต่ว่า...อย่าพึ่งดีใจนะคับ
ว่าแหม...ดวงที่ 1 ก็เป็นอโหสิกรรมไปแล้ว
ดวงที่ 7 ก็เป็นอโหสิกรรมไปแล้ว
เราคงไม่ต้องรับผลของกรรมนั้นเป็นแน่แท้ทีเดียว

เพราะยังมีกุศลชวนจิต หรืออกุศลชวนจิต
ดวงที่ 2-6 ที่ยังเป็นปัจจัยให้ผลได้อยู่ ในชาติอื่นๆ ต่อๆ ไป
ตราบใดที่ยังเวียนว่ายในสังสารวัฏ

ดังนี้แล้ว การให้ผลของกรรมต่างๆ ทั้งดีและชั่ว
ก็ย่อมต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย ตามกำลัง ตามวาระ
ซึ่งไม่มีใครจะไปสั่งหรือบังคับได้
เสมือนปลูกต้นไม้ก็ต้องใช้เวลา
กว่าจะออกดอกผลให้เก็บกินอ่ะคับ


*******************************************************

นอกจากนี้แล้ว
ยังมีปัจจัยที่สนับสนุนหรือตัดรอนการให้ผลของกรรม อันได้แก่


สมบัติ 4
ได้แก่ความถึงพร้อม สมบูรณ์ครบถ้วน
อันเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่การให้ผลของกรรมดี

1. คติสมบัติ คือ เกิดในภพภูมิที่ดี หรือในประเทศที่ดี หรืออยู่ในที่เจริญ
2. อุปธิสมบัติ คือ เกิดมามีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง บุคลิกท่วงท่าดี
3. กาลสมบัติ คือ เกิดมาในยุคสมัยที่เจริญรุ่งเรือง บ้านเมืองสงบสุข
4. ปโยคสมบัติ คือ ประกอบด้วยความเพียร ขยันขันแข็ง มีความรู้ความสามารถ

กุศลกรรมต่างๆ ที่ได้กระทำ
ส่งผลให้ได้รับสมบัติเหล่านี้
มากหรือน้อย ครบถ้วนหรือไม่
ก็ตามกำลังของกุศลนั้นๆ
ซึ่งสมบัติเหล่านี้ก็จะเป็นปัจจัยเกื้อหนุน
ในการประกอบกุศลกรรมยิ่งๆ ขึ้นไป
และอาจปิดกั้นอกุศลกรรมบางอย่าง
ให้ยังไม่ส่งผลในขณะนั้นๆ
จนกว่าจะหมดวาระที่เสวยผลกรรมดี


วิบัติ 4
ได้แก่ความบกพร่อง
อันเป็นปัจจัยที่เป็นอุปสรรค
ไม่เกื้อกูลแก่การให้ผลของกรรมดี
แต่เป็นช่องทางที่เอื้ออำนวย
ในการให้ผลของกรรมไม่ดี
(ตรงข้ามกับ สมบัติ 4)

1. คติวิบัติ คือ เกิดในภพภูมิที่ไม่ดี หรือในประเทศที่ไม่ดี หรืออยู่ในที่ไม่เจริญ
2. อุปธิวิบัติ คือ เกิดมามีร่างกายอ่อนแอ ทุพพลภาพ
3. กาลวิบัติ คือ เกิดมาในยุคสมัยที่ตกต่ำ ข้าวยากหมากแพง รบราฆ่าฟัน
4. ปโยควิบัติ คือ ประกอบด้วยความเพียรน้อย ไม่ใฝ่รู้ หนักไม่เอาเบาไม่สู้

วิบัติทั้ง 4 ได้มาด้วยผลของอกุศลกรรม
จะบกพร่องมากน้อยแค่ไหน
ก็แล้วแต่กำลังของอกุศลกรรมนั้นๆ
และก็เป็นปัจจัยที่ขวางกั้น
ให้กรรมดีบางอย่างยังไม่อาจจะส่งผลได้ในขณะนั้นๆ
จนกว่าจะหมดวาระที่เสวยผลของอกุศลกรรม

ลองพิจารณาประกอบกันนะคับ




เดฟ วัดเกาะครับ



ทุกสิ่งมีเหตุย่อมมีผล สร้างเหตุดีจะกลัวอะไร ตอนนี้ยังไม่ดีเพราะอดีตกี่ชาตินับไม่ถ้วนสร้างเหตุไม่ดีเอาไว้ ผลก็เลยยังทำให้ยากจน แต่คนจนบางคนเค้าก็มีความสุขนะ ถ้ารู้จักวางใจให้ไม่ทุกข์

อนุโมทนาค่ะ ^__^


คนที่ ๑ มีอาชีพฆ่าหมูขายวันละหลายสิบตัว แต่ทำไมเขาจึงรวยเอารวยเอา เขารวยวัตถุในขณะนี้ แต่เขาจนกุศลกรรม พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า กรรมคือทรัพย์สมบัติที่แท้จริงของมนุษย์ เขาทำกรรมคือการฆ่าสัตว์ทุกๆวัน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเลื่อนไปเป็นปี กุศลไม่มาสักที เมื่อมองย้อนกลับไปดูชีวิตของตน เชื่อว่า หาความสุขใจได้ยากและความรวยวัตถุเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น ชีวิตจริงเขาจะมีความสุขหรือไม่ และคนเราต้องการเพียงเงินหรือวัตถุเท่านั้นหรือ ความสุขใจอย่างอื่นมิได้มีคุณค่าเลยหรืออย่างไร และเมื่อถึงเวลาที่กรรมให้ผล เขาจะเป็นเช่นไร ในจูฬกัมมวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ที่มีอายุสั้นเพราะว่าทำกรรมฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไว้ และผู้ที่ฆ่าสัตว์มากๆก็มีผลทำให้เป็นคนขี้โรค เจ็บออดๆแอดๆ หากมีเงินมากๆแล้วขี้โรค การมีเงินมากๆนั้นยังน่าปรารถนาหรือไม่หนอ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ


 เปิดอ่านหน้านี้  3488 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย