กลัวการจากลา

 nk22   

กราบสวัสดีท่านทุกคนคือดิฉันมีเรื่องทุกใจมากดิฉันตอนนี้อยู่อเมริกามีคนรักอยู่ที่เมืองไทยคือดิฉันชอบฝันไม่ดีเกือบทุกคืนตื่นมารู้สึกเหนื่อยเหมือนฝันนั้นจริง ดิฉันมาอยู่กับแม่ที่นี่เพราะพ่อของดิฉันเสียแม่ก็เลยแต่งงานใหม่ แต่ดิฉันมีเรื่องทุกใจคือ ดิฉันกลัวคนที่ดิฉันรักนั้นจะจากไปไม่ว่าจะเป็นแม่ แฟน หรือใครที่ฉันรักจากไปโดยไม่มีวันกลับ เพราะวันที่พ่อดิฉันเสียนั้นดิฉันเห็นแม่ร้องไห้อย่างทรมานและเจ็บปวดมากดิฉันก็เลยกลัวว่าดิฉันจะเจอแบบนั้น ดิฉันนอนไม่ค่อยหลับชอบคิดมาก กลัวมากกลัวคนที่เรารักจากไปและดิฉันอายุได้15ปีเท่านั้น ดิฉันไม่รู้จะทำอย่างไรจึงต้องพึ่งทางธรรม ขอบคุณสำหรับเว็บนี้มากน่ะค่ะที่ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจ และขอบคุณสำหรับคำปรึกษาและวิธีทางแก้ไขมากค่ะ




อันดับแรกผมเขียนเป็นแนวบทความอิงธรรมะบ้างนะครับ ถ้าเรานับถือพุทธศาสนา เราต้องเข้าใจ ก่อนว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไร พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรารู้วัฏจักรความเป็นจริงในโลกครับและสอนให้เราคิดครับ ผมเข้าใจว่าน้องคงพอได้ยินคำว่า "เกิด แก่ เจ็บ ตาย" การที่พระองค์ค้นพบเป็นสัจจะธรรมอย่างนึงของธรรมชาติ ถ้าให้เรานำคำสอนมาใช้ในหมวดสามัญญลักษณะ แบ่งเป็น3อย่าง อนิจจตา/ทุกขตา/อนัตตา ให้แปลง่ายๆคือ
1.อนิจจตา คือความไม่เที่ยงไม่แน่นอน ทุกอย่างมีความเปลี่ยนแปลงเสมอ
2.ทุกขตา คือทุกอย่างที่เราประสบ หรือผลัดพราก ก็เป็นทุกข์
3.อนัตตตา คือ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีจริง ล้วนเป็นสิ่งที่เรากำหนดขึ้นมา
ที่นี่เรารู้ว่าธรรมชาติเป็นเช่นนี้ เราก็นำมาประยุกต์ใช้ครับ การใช้ธรรมะนี่ อันดับแรกเลยต้องมีสติ แล้วก็จะเกิดปัญญาครับ การที่น้องกลัวถึงการผลัดพราก มันเป็นเรื่องปรกติ ที่คนทั่วไปไม่เข้าใจธรรมชาติ ย่อมทำใจไม่ได้ หรือเข้าใจแต่ทำใจไม่ได้ แต่เมื่อเรารู้แล้วว่า ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งไม่แน่นอน ทุกอย่างเรากำหนดเองคิดเอง ผมกำลังจะบอกว่าน้องเป็นทุกข์เพราะน้องคิดเอง ที่ทำใจไม่ได้นี่ก็เพราะไม่รู้จะเอามุมไหนมาคิด ใน3ข้อที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนบอกอะไรครับ??? ทรงบอกให้ทราบว่า เราไม่สามารถยึดติดกับอะไรได้เลย ถ้าเรายึดมั่นถือมั่น มันก็คือทุกข์ครับ ทุกอย่างจิตน้องกำหนดเอง ทั้งนั้น การผูกพันคิดถึง ก็มาจากน้องคิดนี่ล่ะครับ ถ้าน้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง และเริ่มค่อยคิดทำใจให้ได้ว่าทุกอย่างไม่ยั่งยืน คือวันนี้น้องกำลังเขียนว่า น้องกลัวคนที่น้องรักชอบพอจะจากไป น้องรู้ได้งัยครับ ว่าเค้าจะจากน้องไป ในโลกความจริง "น้องจะตายก่อนคนอื่นเลยก็ได้" ชีวิตเรานี่จริงๆ แล้วก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงนะครับ คือตายกันได้เสมอ เมื่ออ่านถึงบรรทัดนี้แล้ว ลองคิดดูครับว่า เหตุที่น้องทุกข์ใจนี่มาจากอะไรกันแน่ แล้วน้องรู้ได้งัย ว่าใครจะตายก่อนใคร ??? จงปล่อยวางครับ ไม่มีใครอยู่กันตลอดไป ไม่วันนี้ หรือวันหน้าก็ต้องจากกันไปครับ มันป็นสัจจะธรรมของโลก ที่แน่ๆทุกวันที่เรามีชีวิตอยู่ ควรทำดี คิดดี กับตนเองและผู้อื่นรวมทั้งบุคคลที่เรารักครับ นี่คือสิ่งที่ควรระลึกถึงเสมอ เพราะความตายเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนครับ เรียนรู้ที่จะอยู่กับสัจจะธรรมของโลกครับ เรากำหนดโลกไม่ได้ แต่เรากำหนดจิตใจเราเองได้ครับ คำแนะนำ เวลาว่างๆลองนั้งสมาธิดูครับ แล้วจะเกิดปัญญา จะสามารถกำหนดจิตใจเราได้ง่ายขึ้น กว่าการไม่ได้นั้งสมาธิครับ ขอให้น้องเจริญในธรรมนะครับ
ปล.ผมเขียนแนวธรรมไม่ค่อยถนัด ขอเขียนแนวบทความแทนครับ


ความตายเป็นการเปลี่ยนสถานะหนึ่งไปเป็นอีกสถานะหนึ่งเท่านั้น
แม้คนที่เรารัก รู้จัก จะตายไป
ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่เจอคนผู้นั้นอีก

เพียงแต่การพบเจอ อาจจะแตกต่างออกไป
เช่น หากน้องมีตาทิพย์ จะสามารถเห็นสิ่งที่มนุษย์
คนอื่น ๆ ไม่เห็นได้ ดังเช่น วิญญาน นรก สวรรค์

การที่เราเกิดมาเจอกัน รู้จักกัน เป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง กัน
เพราะในอดีตชาติ เคยมีกรรมผูกพันกัน อยู่
ดังนั้น ในภายภาคหน้าย่อมจะได้พบกันอีก

แต่อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งมีเกิด ย่อมมีดับ
มีพบ ย่อมมีพราก ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนไปได้
จึงไม่ควรยึดเหนี่ยวอะไรในโลกนี้

สิ่งที่น้องควรยึดเหนี่ยวไว้ คือ พระธรรม คำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้า ครับ ศึกษาให้มาก จะได้รู้จริง เห็นจริง
หมั่นทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์
แล้วน้องจะคลายจากความกลัวได้เองครับ

ปล. อ่านคำตอบที่ 1 ให้เข้าใจนะครับ เพราะนั่นเป็นความจริงของโลกใบนี้ครับ



" การประสบสิ่งที่ไม่น่ารัก ไม่น่าชอบใจ ก็เป็นทุกข์...การพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจ ก็เป็นทุกข์" เรื่องนี้เป็นทุกข์ประจำโลก เรารู้เราเห็น เราได้ยินอย่างที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาเป็นไปอย่างนั้นทุกเมื่อเชื่อวัน...
เราเห็นคนตาย ได้ยินข่าวคนตายทุกๆวัน แต่เราไม่รู้สึกอะไรเพราะเป็นเรื่องของคนอื่น เราก็รู้สึกชินชาไปเสียแล้ว...ถ้าเป็นคนอื่นตาย เรารู้ว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถ้าจะเป็นเราตาย.... หรือคนที่เรารักตาย.... ใจก็ไม่สามารถยอมรับได้เลย ...รู้ทั้งรู้ ....แต่จิตใจนี่ไม่รู้เป็นอย่างไร ไม่สามารถดึงใจออกมาจากความกลัว.... ความเสียดายในอารมณ์ที่น่ารักที่น่าชอบใจนั้นได้ง่ายๆซักที ...บางคนแม้เวลาผ่านไปเท่าไหร่ ความรันทดความกลัวก็ยังปรากฏย่ำรอยเดิมได้ไม่รู้จักจบสิ้นได้เลย....
เป็นเรื่องที่ต้องหันกลับมาพิจารณาให้เห็นความจริงกัน จริงๆ.... เมื่อปัญญาเกิด เขาย่อมผลักใสอารมณ์ที่มายาปกปิดนั้นได้เพราะเห็นว่า หาสาระอะไรไม่ได้เลย....คนที่ตายไปแล้ว ก็ย่อมได้อัตภาพใหม่ทันที.... หากได้ไปเกิดเป็นเทวดา เขาก็ย่อมได้สมบัติทิพย์อันตระการตา ได้รับอารมณ์ที่ดีๆ เขาย่อมไม่คิดถวิลหาอารมณ์ที่เกิดในอดีตที่มีแต่ความทุกข์... เขาย่อมสำราญอยู่ในสวรรค์อย่างแน่นอน....
หากเขาได้เกิดเป็นมนุษย์ เขาก็ย่อมเพลิดเพลินกับพ่อใหม่ แม่ใหม่ ครอบครัวใหม่ พี่น้องใหม่...ใครบ้างหนอจะหวนกลับมาระลึกถึงเราผู้เศร้าโศก..?....หากเขา ได้ไปเกิดในอบายสัตว์ เป็นสัตว์เดรัจฉาน เขาก็ย่อมเพลิดเพลินตามประสาในภูมิของเขา ..หากเขาไปเกิดเป็นเปรต เขาก็ย่อมรอคอยญาติผู้ใกล้ชิดเจริญกุศล แล้วแผ่ให้เขาอนุโมทนาเพื่อดับความทุกข์ของเขาในแต่ละเวลาที่ผ่านไป..
ครั้นดูเราซิ..มัวแต่เศร้าโศก และวิตกด้วยความหวาดกลัวอยู่อย่างนี้ เราก็ไม่ชื่อว่าเป็นผู้ทำประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านให้เกิดเลย....

พยายามคิดในมุมกว้างของสังสารวัฏฏ์ไว้บ้าง แล้วจะเห็นว่าแม้ชีวิตๆหนึ่งของเรา ก็เป็นเพียงจุดเล็กๆของกาลเวลา ที่ย่อมถูกกลืนกินไปทุกขณะๆ...ตายแล้วเกิดๆ เลือกเอาตามชอบใจก็ไม่ได้ ย่อมไปด้วยแรงกรรมเท่านั้น...ความเป็นพ่อเป็นแม่เป็นพี่เป็นน้องนั้นก็ไม่ ได้ติดตามไปทุกภพทุกชาติ เพราะต่างคนต่างกรรม...เราอาจจะได้เจอะได้เจอคนรักคนนี้เพียงชาติชาตินี้ แล้วอีกนานแสนนานในสังสารวัฏฏ์กว่าจะได้กลับมาใกล้ชิดกันอีก...

ที่เราทุกข์มากอย่างนี้ เพราะเหตุที่ว่า ตลอดเวลาในช่วงมีชีวิตอยู่ เขาช่างเป็นที่พึ่งของเราอย่างดี ช่วยเหลือการงานทุกอย่าง เราจึงรักเขามาก รักเพราะเขาทำให้เรามีความสุข ทำให้เราสบาย..เราจึงเสียดายความสุข เสียดายความสบายนั้นเป็นอย่างยิ่ง...

จริงๆแล้วเพราะเรารักตัวเองมากนั่นเอง ....หากเขาเอาแต่ใจร้าย โขกสับเราตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันหรือรู้จักกัน เราคงโปร่งโล่งใจที่เขาจากไปมิใช่หรือ..? อะไรๆก็กลับมาเกี่ยวข้องกับเรานั่นแหละ...ควรหรือที่เรารักตนเองมากอย่างนี้ จะพึงทำร้ายตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน...กรรมแห่งความเศร้าหมองย่อมพาเราไปทุคติ เวลานั้นอย่าว่าแต่คนรักเลย เราไม่มีโอกาสจะคิดถึงใครหรอก เพราะความทุกข์แสนสาหัสในอบายไม่เปิดโอกาสให้ระลึกถึงใครได้เลย มีแต่ทุกข์แล้วทุกข์เล่าเฉพาะหน้าเท่านั้น....จึงเห็นได้ว่า เราปล่อยใจของเราให้หมดสิ้นเปลื้องไปกับความกังวลและความกลัว ที่ไม่มีตัวตน ปล่อยปัจจุบันที่เป็นอยู่ให้ล่วงเลยโดยไม่คิดจะตั้งหลักสู้ที่จะทำที่พึ่ง ของตนเลย...

หากถึงเวลาของเราหรือเขาแล้ว...ไม่มีใครช่วยเราได้หรอก..เรานี่แหละต้องช่วยตัวเอง.... กรรมที่เราสั่งสมนั่นแหละจะเป็นผู้ตัดสินแล้วจะหมายเอาใครมาเป็นที่พึ่งก็ ไม่มีเลย..ดังนั้นเมื่อเข้าใจอย่างนี้ ย่อมยุติความโศกเศร้า และความกลัวของเราเสีย พึ่งกระทำประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านให้เกิด...เจริญกุศลบ่อยๆ แล้วอุทิศให้ญาติผู้ล่วงลับและคนรัก อย่างนี้ยังมีสิทธิ์ได้ทั้งสองฝ่าย..หากปล่อยไปกับความกลัวอย่างนี้ ก็หาประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้เลย...มีแต่เสียกับเสียเท่านั้น....





อนุโมทนากับทุกท่านครับ


1.ผมแนะนำว่าอย่าไปยึดติดมันเลยครับ เราไม่สามารถยึดติดกับอะไรได้ เพราะธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งคือการเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับลง อย่าเอาตัวเองไปกอดกับสายน้ำที่ไหลไม่สิ้นสุดเพราะคุณรู้ดีว่าม่สามารถทำได้ เรื่องการครอบครองก็เหมือนกันคุณไม่สามารถครอบครองอะไรได้ เพราะไม่มีสิ่งไหนเลยที่จะเป็นของคุณถึงแม้คุณจะคิดว่ามันใช่ก็ตาม

2.อยากให้คุณรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญและคุณก็ไม่ได้เป็นเหยื่อของความบังเอิญ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเกิดจากเหตุทั้งนั้น คือการกระทำที่ผ่านมา คุณจะไม่มีทางเข้าใจมันได้หากคุณมองเรื่องต่างๆด้วยมุมมองที่จำกัด เรื่องของความเป็นตายถูกกำหนดไว้แล้ว ดังที่พระพุทธองค์กล่าวว่า "ตถาคตจะเกิดหรือไม่ถูกกำหนดไว้แล้ว"

3.เรื่องของความหวังอยากบอกคุณว่าอย่าหวังอะไรเลย ท่านพุทธทาสเขียนในหนังสือว่า "เราผิดหวังทันทีทุกครั้งที่เราหวังเพราะเมื่อเราหวังเป็นการเตือนตัวเองสิ่งนั้นยังมาไม่ถึง"

4.สิ่งสุดท้ายคือคนรักของคุณไม่เคยจากไปเขาอยู่ใกล้กับเรามากว่าที่เราคิด คืออยู่หว่างกันเท่ากับแค่ความคิดเท่านั้น สิ่งที่เราคิดเขาสามารถรู้สึกได้


 เปิดอ่านหน้านี้  3144 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย