ช่วยด้วยค่ะ โดนพระฟ้องศาลว่า ฉ้อโกง

    

ดิฉันทำงานธุรกิจเครือข่าย หมวดอาหารเสริม ซึ่งทีมงาน(เป็นอดีตพระ)ชักชวนพระมาเป็นสมาชิกอยู่หลายรูป
แต่ท่านก็เพียงแค่ซื้อฉันเอง หรือส่งให้ญาติโยมได้ดูแลสุขภาพ จนวันหนึ่งพระรูปนี้ นามสมมุติว่า ต.
ได้โทรมาขอให้ช่วยเหลือญาติที่กำลังตกงาน ขอให้ได้ร่วมธุรกิจให้สามารถเลี้ยงตัวได้
ดิฉันเป็นคาทอลิค ไม่ทราบเรื่องวินัยสงฆ์ มองอย่างสามัญชนว่า ใครๆก็ย่อมจะห่วงใยญาติพี่น้อง
จึงรับปากว่าจะช่วยสร้างทีมงานให้ซึ่งต้องเดินทางไปช่วยถึง จังหวัดอุดรธานี ภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี ญาติของท่านก็สามารถรับโปรโมชั่นท่องเที่ยวต่างประเทศ และรายได้ 5 หลัก/เดือน
พอสมาชิกกลุ่มของดิฉันประสบปัญหา เปลี่ยนแผนการตลาด ซึ่งทำงานยากขึ้น จึงได้ปรึกษาหารือกับสมาชิกระดับผู้นำที่สนิทกัน ว่าจะต้องวางแผนการทำงานอย่างไร ให้เข้าเป้าหมายที่บริษัทฯ วางไว้
จากนั้นดิฉันก็เริ่มดำเนินการวางสายงานให้ได้รับผลประโยชน์สูงสุด ให้สอดคล้องกับการจ่ายปันผลของบริษัทฯ โดยการรวบรวมคะแนนของสมาชิกที่ซื้อกระจัดกระจาย มารวมเป็นยอดเดียวกัน และลงบิลในชื่อของบุคคลที่เราคิดว่าจะต้องสนับสนุนให้ได้ตำแหน่ง และคุณวุฒิการท่องเที่ยว ซึ่งทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์อย่างยุติธรรมทุกคน มีข้อแม้ว่า เจ้าของบัญชีที่ถูกลงบิลให้ได้รับตำแหน่งนั้น จะต้องคืนเงินโบนัสในส่วนที่ไม่ใช่ของตน คืนแก่กลุ่ม เพื่อจ่ายคืนแก่สมาชิกเจ้าของยอดจริง
ปรากฎว่า พระ ต. ท่านก็ไม่เข้าใจในระบบธุรกิจ พอมีเงินเข้าบัญชี 42,427.- พร้อมด้วยการปรับตำแหน่งที่สูงขึ้น และท่านเป็นหนึ่งในสามคนที่ต้องคืนเงินส่วนต่างที่ไม่ใช่ผลงานของตนให้กับกลุ่มรวม พอท่านได้โอนเงิน เป็นจำนวน 38,000.- ให้แก่ดิฉันตามข้อตกลงเรียบร้อยแล้ว ปรากฎว่าท่านฉุกใจคิดว่า "เอ..ทำไมต้องโอนคืนให้ด้วย ไม่เข้าใจ" หลังจากที่อธิบายกันทางโทรศัพท์อยู่หลายครั้ง ท่านเหมือนจะเข้าใจ แต่แล้วก็โทรกลับมาใหม๋ บอกว่า "นอนไม่หลับเลย เสียดายเงิน มันเข้าบัญชีอาตมาก็ต้องเป็นของอาตมาซิ" ไม่ได้การละ..คงจะต้องชี้แจงต่อหน้าเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ดิฉันก็ยินดีรับนัด เพราะอยากให้ท่านสบายใจ และเข้าใจ แต่ต้องรอให้ออกพรรษาก่อน (2550)
ทางดิฉันก็แจ้งมาทางบริษัทให้เคลียร์เรื่องในเบื้องต้นให้ก่อน เพื่อท่านจะได้ไม่ร้อนรน จนนอนไม่ได้ ..แล้วเรื่องก็เงียบหายไป
พอมาวันที่ 3/5/51 ก็ได้รับหมายศาล ดำเนินคดีอาญา "ฉ้อโกง" โดยอ้างในสำนวนฟ้องว่า ดิฉันเพิกเฉยต่อการคืนเงิน จึงขอความเป็นธรรมจากศาลให้ไต่สวนมูลฟ้อง วันที่ 16/6/2551 ที่หล่มสัก เพชรบูรณ์
ทั้งนี้มีพยานโจทก์ ซึ่งเป็นอดีตอัพไลน์ของดิฉันในธุรกิจ เป็นผู้ยั่วยุ และให้ข้อมูลเป็นเท็จต่อพระ ต. เพื่อล้างแค้นส่วนตัวกับ จำเลยที่2 ซึ่งเป็นเพื่อร่วมธุรกิจของดิฉันอีกท่าน
..................................................
ใครเลยจะเชื่อว่า ช่วยคนแล้วได้ผลลัพธ์แบบนี้ ตลอดเวลาที่ช่วยสร้างสายงานไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากแม่ทีมคนใด พอสายงานโตก็มายุส่งว่า ดิฉันเป็นคนไม่ดี เห็นแก่ตัว เอาเปรียบคน...ทั้งๆ ที่ดิฉันไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่ก็ไม่เคยตอบโต้ เพราะคิดว่า ใครคิดไม่ดีกับเรา เขาก็ย่อมได้สิ่งนั้นตอบแทน
ตลอดเวลาเกือบ 10 ปี ที่รับหน้าที่เป็นวิทยากร ช่วยเหลือบริษัทในทุก ๆ ด้าน แต่กลับมีแม่ทีมที่คอยขโมยยอดซื้อของสายงานไป เมื่อไม่มีทางแก้ไขเขาได้ ดิฉันจึงได้ตัดสินใจลาออก เพื่อให้ขาดจากการสร้างผลประโยชน์ต่อกัน ดิฉันยินดีที่จะเริ่มต้นใหม่กับคนดี มีคุณธรรม และ รักทีมงาน จึงกลายเป็นเรื่องถึงโรงถึงศาล...ที่ไม่ควรจะต้องมาทำให้พระท่านมัวหมอง เพราะ เงินจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ใช่ของท่าน!
...................................................
ไม่ทราบว่า ดิฉันพอจะมีวิธีการใด ที่จะประนอมความ และอธิบายเรื่องทั้งหมด ตามที่เคยรับปากไว้ว่า มีหลักฐานในการลงบิลทุกอย่าง ว่า ความจริงคืออะไร? ทำไมจึงไม่ใช่เงินของท่าน
ขอความเมตตาจากท่านผู้รู้ว่า ควรกระทำการเช่นไร ที่ไม่ทำให้เกิดการบาดหมางต่อกัน




มีหมายศาลเราก็ไปศาล เล่าความจริงให้ศาลฟังให้หลุดประเด็นนี้ก่อน เรื่องอื่นๆ เช่น การบาดหมางกันเป็นประเด็นรอง


ที่ทราบมา พระมีเรื่องฟ้องร้อง หรือทะเลาะกับคฤหัสถ์ต้อง อาบัติ (แต่จำไม่ได้ว่าอาบัติอะไร) ที่ทราบมาว่าห้ามไม่ให้มีคดีความกับชาวบ้าน


ต้องตั้งสติก่อนครับ พิจารณาถึงเหตุและผลก่อนว่า เราเคยทำอะไรผิดไว้ในอดีตหรือไม่
เนื่องจากว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของเวรและกรรมที่เราล้วนเคยก่อไว้แล้ว
ความจริงเป็นสิ่งไม่ตายครับ เล่าความจริงให้ศาลฟัง แต่สุดท้ายศาลจะไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรครับ ให้เราแผ่บุญกุศลให้กับคนที่ทำกับเราให้มากและอธิฐานให้เวรกรรมหลุดจากันโดยเร็ว โดยการทำสมาธิและภาวนาให้มาก ทำทานรักษาศีล อย่างน้อยก็ศีล 5 ครับ

หากว่าเราต้องการจบเรื่องให้เร็วที่สุดก็ให้คืนเขาไปเถอะครับ เรื่องจะได้จบและเราตั้งหลักชีวิตใหม่ก็ยังไม่สายครับ ผมเองมีหนี้หลายล้านบาท ขึ้นศาลเกือบทุกเดือน แต่ผมก็มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกสูงสุด ไม่มีที่พึ่งอื่นใดยิ่งครับ หากเครียดก็โทร.มาคุยได้ครับ 086-3770799 คุณนนท์


ไปร้องเรียนกะไอทีวี พอเป็นเรื่องเป็นราวก้ให้ยกข้อความนี้ขึ้นอ้างเข้าไว้นะครับ
" จริงอยู่ การบอกเจาะตัว ไม่สมควรแม้แก่ภิกษุ. เมื่อภิกษุบอกเจาะ
ตัวอย่างนั้น ทรัพย์ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทำการปรับไหม เป็นภาคหลวงทั้งหมด เป็น
สินใช้ (แก่ภิกษุ). เป็นปาราชิกแก่ภิกษุผู้ให้เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายปรับ
สินไหม โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ฝ่ายภิกษุใด บอกไม่เจาะตัวทั้งที่รู้อยู่ว่า
เจ้าหน้าที่เขาจะทำโทษ. และเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายเหล่านั้น สืบหาตัวมา
ลงโทษจนได้. ไม่มีโทษแก่ภิกษุนั้น(ฉ. มหามกุฏฯ พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ เล่ม ๓ - หน้าที่ 48)".

ถ้าพระภิกษุท่านฟ้องเจาะจงตัวมาอย่างนี้ แล้วเรื่องกลายเป็นฝ่ายเราผิด เราต้องเสียเงินทอง แล้วหล่ะก็ พระจะต้องใช้เงินทองข้าวของที่เราเสียทั้งหมดคืนมา เพราะจัดเป้นเของที่พระจะต้องใช้คืน ถ้าไม่ใช้คืน แล้วของนั้นมีมุลค่าเกินกว่า ๕ มาสก(สมัยนี้น่าจะหลายพัน) พระภิกษุต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ ครับ.


ขอขอบพระคุณในความคิดเห็นและชี้แนะขอทุกท่านค่ะ

คุณวอคะ..ตอนนี้ไม่มี ไอทีวีแล้วนี่คะ
จะให้ไปที่ไหนแทนคะ?
และไม่ค่อยจะเข้าใจภาษาทางพระที่คุณวอ อธิบายสักเท่าไหร่
แต่อย่างไรก็ถือว่า ได้เพิ่มกัลยาณมิตรอีกหลายท่านเลยค่ะ
ขอบพระคุณจากใจอีกครั้งค่ะ


เรียน คุณธนภร

ข้อเท็จจริง
โจทก์ (พระ) ฟ้องว่า จำเลย ฉ้อโกง ด้วยการให้โอนเงิน 38,000 บาท จากยอด 42,427 บาทไปให้ จากบัญชีเงินฝากของโจทก์

ความจริง
เป็นที่ตกลงในทีมธุรกิจขายตรง ที่ต้องสร้างยอดขายและจำนวนเงินให้สูงขึ้น

โดยการยกผู้ร่วมทีมคนใดคนหนึ่ง เป็นผู้บริหาร เพื่อให้ได้ยอดและเงินตามเป้าหมายที่บรืษัทกำหนด และเป็นข้อตกลงกันในกลุ่มว่า

หากบริษัทได้จัดสรรเงินรางวัล(โบนัส) จะต้องนำยอดเงินโบนัสนั้น หลังหักส่วนรายได้ของผู้บริหารนั้นออก ให้นำมาเฉลี่ยกับผลงานของผู้ร่วมทีม ตามสัดส่วนที่สร้างงานขึ้น

ซึ่งเป็นกลยุทธ์การบริหารทีม ที่เป็นปกติของการบริหารงานธุรกิจขายตรง


การต่อสู้คดีอาญาที่ยอมความได้
จำเลยต้องไปศาลตามนัด มิควรต้องเพิกเฉย หรือไปไม่ศาลในวันที่ 16 มิถุนายน ศกนี้
จะเป็นข้อเสียเปรียบให้ศาลพิจารณาไปตามคำฟ้องของโจทก์ฝ่ายเดียว

เมื่อไปศาลจะเป็นนัดไต่สวน หรือนัดไกล่เกลี่ย
ให้ชี้แจง
1. ข้อเท็จจริง
2. นำลูกทีมไปศาลพร้อมกันด้วยก็ได้ เป็นพยานการดำเนินงานทางธุรกิจ
3. ถ้ามีตัวอย่างการแบ่งปันผลประโยชน์ในทีมงาน ควรนำไปเป็นตัวอย่างให้ ผู้พิพากษา หรือ ผู้ทรงคุณวุฒิในการไกล่เกลี่ย พิจารณาในชั้นต้น

หากต้องมีการไกล่เกลี่ย
จำเลยต้องพิจารณาดูว่า โจทก์ควรมีสิทธิได้ในเงินรางวัล 38,000 บาท หรือไม่ ?

หรือควรจะเฉลี่ยคืนให้ได้เท่าไหร่ ?

หรือไม่ควรมีสิทธิ์แมแต่บาทเดียว ?

หรือควรที่จะฟ้องกลับ เพราะทำให้

-เสียชื่อเสียงในการทำธุรกิจขายตรง

-เสียเวลาทำมาหากิน คำนวณวันเวลาต้องมาขึ้นศาล คิดค่าใช้จ่ายเป็นตัวเงิน วันหนึ่งเสียงเงินจากการทำธูรกิจที่ควรได้ วันละเท่าไหร่ ?
เมื่อต้องมาขึ้นศาล เพราะถูกโจทก์ฟ้อง เสียเวลาไปกี่วัน ?
นำจำนวนวัน คูร เข้าไป ขอให้โจทก์ชำระ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จนถึงวันชำระ

ถ้าต้องฟ้องกลับ ควรปรึกษาทนายความผู้มีประสบการณ์ ทนายฝึกหัดไม่เอา

หากนัดหน้าสืบโจทก์,จำเลย,พยาน ก็รอวันเวลาที่ศาลนัด แล้วดูประเด็นที่จะต้องต่อสู้ต่อไป

การทำธุรกิจใด ๆ ต้องมีความจริง
ใครทำการงานใด ก็ควรได้รับผลประโยชน์ตามงานที่เกิดขึ้น
ตามข้อตกลงในกิจการนั้น
หากมีการฉ้อฉล ฉ้อโกง เป็นการผิดต่อกิจการที่ทำ
เป็นบาปผิด
พระผู้เป็นเจ้าไม่สรรเสริญในการกระทำเยี่ยงนั้น.





ขอขอบพระคุณลุงวิทย์มากค่ะ ที่ให้คำชี้แนะ
เหมือนว่าคุณลุงมีประสบการณ์และความเข้าใจระบบขายตรงมากค่ะ
หากไม่เป็นการรบกวน เล็กอยากได้เบอร์โทรปรึกษา แจ้งทางเมล์ได้ไหมคะ
banraksuk@gmail.com / banraksuk@yahoo.com

ขอกราบขอบพระคุณจากใจค่ะ
ธนภร ตั้งชัยสิน


ขอสรุปรายงานการไต่สวนมูลฟ้อง เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2551 ที่ศาลหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์

สิ่งที่ดิฉันมองเห็น และทำให้สะท้อนออกมาเตือนใจตนเองได้ว่า
การจะช่วยเหลือใคร ไม่ว่าปุถุชน หรือแม้แต่สงฆ์ ก็อย่ามองเพียงแค่
สิ่งที่ตามองเห็น สิ่งที่เป็นวัฒนธรรมสืบต่อกันมา เพราะสุดท้าย
ผู้ที่บอกกับสังคมว่า เป็นพระ ถือศีล 227 ข้อ ยังสามารถพูดเท็จ
ต่อหน้าศาลได้..ความไม่รู้จริง ไม่เข้าใจ แล้วพูดเพื่อทำลายผู้อื่น
อาฆาตทั้งในสภาพห่มจีวร..สมควรได้รับการเคารพอีกหรือ?

เหตุการณ์นี้สอนให้รู้และเข้าใจ ในธรรมชาติของ "คน"
ที่ยังเร่าร้อนด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน
ได้พบกัลยาณมิตรเพิ่มขึ้นมากมาย ที่เป็นผู้ให้ความหวัง
และกำลังใจ อีกทั้งร่วมลงทุนจัดสรรทุกอย่างให้
ขอกราบขอบพระคุณผู้พิพากษาสมิต ยอดพรหม ที่มีเมตตาธรรม
ช่วยไกล่เกลี่ยให้ และไต่สวนมูลฟ้อง อย่างยุติธรรม เพราะท่านเพิ่ง
พบคดีเช่นนี้เป็นครั้งแรก
ขอกราบขอบพระคุณทนายความใจดี พี่ต่อพงศ์ สุทธิพร ที่ทำหน้าที่
อย่างสุดฝีมือ และเข้าใจทุกประเด็น

ขอกราบนมัสการพระเอกภัทร วัดธรรมาภิรตาราม บางซื่อ ที่ได้ไขปัญหา
ให้ธรรม ให้ปัญญาและความศรัทธาต่อพระพุทธองค์ ทุกอย่างจบลงโดยง่าย
คนดีย่อมแคล้วคลาดจากภัยพิบัติเสมอ (ท่านยอมแม้แต่จะจ่ายเงินจำนวนนั้น
ให้แก่สงฆ์ที่พยายามจะทำคดีให้ได้เงิน)

บทเรียนครั้งนี้ ทำให้เข้าใจชีวิตมากขึ้นอีกเยอะ
ฝากถึงผู้ที่ทำธุรกิจเครือข่าย อย่ายุ่งเกี่ยวกับสงฆ์
ที่ทำให้ศาสนาต้องมัวหมอง เพราะผู้ที่ห่มผ้าเหลือง
ก็อาจจะมิใช่สงฆ์ ทุกรูปไป...

ขอขอบคุณแรงใจจากทุกท่าน ที่ให้คำชี้แนะ และปลอบใจ
ขอให้เว็บนี้เป็นที่พึ่งของผู้ที่ประสบปัญหา หรือต้องการหาคำตอบ
ต่อไปอีกนานเท่านาน
ด้วยรักและศรัทธา
ในคำสอนและความดี


 เปิดอ่านหน้านี้  3447 

RELATED STORIES


  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย