ช่วยหน่อยครับ ผมเครียด

 laloso   

ผมเป็นอะไรไม่รู้ครับ ตั้งแต่กลับจากงานศพป้า และดูรายการทีวีเกี่ยวกับเรื่องความตาย และได้อ่านหนังสือ เรื่อง เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน...


จากนั้นผมนึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลา คิดถึงเรื่องเหล่านี้เกือบ 1 เดือนมาแล้วครับ คิดโน่น คิดนี่ ว่าถ้าหากตายแล้วจะเป็นยังไง ถ้าหากคนที่เรารักจากเราไปจะทำยังไง เครียดมากครับ...


ผมหาหนังสือธรรมะมาอ่าน ฟังเพลง คุยกับเพื่อน ไปทำบุญ ก็ยังไม่หายนึกถึงความตายเลยครับ เครียดมากครับ....

ผมอายุ25ครับ




เพราะเห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม

เพราะเห็นความตาย จึงบรรลุธรรม

พระพุทธเจ้าตั้งใจไม่ลุกขึ้นจนกว่าจะบรรลุธรรม แม้เลือดและเนื้อจะเหือดแห้ง(ตายเป็นตาย) ในที่สุดก็ตรัสรู้ในคืนนั้น

*************
การนึกถึงความตายเป็นมรณัสสติ เพื่อปล่อยวางตัวตน ยิ่งนึกยิ่งไม่กลัวตาย

แต่กรณีการนึกของคุณ เป็นการยึดมั่นตัวตน ยิ่งนึกยิ่งกลัวตาย

ลองนึกคิดใหม่ เพื่อปล่อยวางสิครับ ทุกคนต้องตายเป็นธรรมดา ๚๛

************



นึกได้ก็ดี

เอามาเจริญมรณานุสสติกรรมฐาน

คนกลัวว่าจะดีนี้ก็แปลก

ลองหาเรื่องเกี่ยวกับการเจริญมรณานุสสติกรรมฐานดู


ตายก็ตายสิ ตายแล้วศพก็เผา ฝัง หรือเน่า หรือไม่เน่า
กลัวตาย กลัวทำไม ตายก็ตายสิ

ที่ควรกลัวคือกลัวการทำชั่ว แก้ด้วยการทำความดี



คนคิดถึงความตาย มีสองจำพวก

๑. คิดแล้วเศร้า นอนไม่หลับ เครียดวิตกกังวล ไม่อยากตาย คนพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน บุญไม่เคยคิด พระไม่เคยเคารพกราบไหว้ วัดไม่เคยเข้า ทาน ศีล ภาวนา ไม่เคยทำ หรือทำก็งั้น ๆ มีชีวิตไปวัน ๆ เอาฮาไว้ก่อน พอจะตายเลยนึกอะไรไม่ออก ตายแล้วไปไหนก็ไม่รู้ กลัวการพลัดพราก ไม่เคยเตรียมตัวตายมาก่อน เลยไม่เป็นอันกินอันนอน

๒. คิดเรื่องตาย แล้วได้สติ เกิดธรรมสังเวชว่า ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก เร่งรีบทำความดี ทำบุญกุศลทุกอย่างทุกชนิด กลัวกรรมไม่ดีที่ทำไว้ในชาติก่อน ๆ ตามมาทัน กลัวตกนรก เร่งทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เร่งทำใจให้ผ่องใส ปลดภาระทุกอย่าง ทำทุกเมื่อเชื่อวัน นานเข้าก็พร้อมที่จะตาย เพราะเชื่อมั่นว่า ตนเองทำดีแล้วตายแล้วไปสุคติแน่นอน


นักปราชญ์ท่านว่า ชีวิตนี้น้อยนัก อย่านึกว่าอายุยังน้อย ยังไม่ตายดอก ไม่เร่งทำความดี เมื่อถึงเวลาตาย ก็ปลงไม่ตก ห่วงนั้นห่วงนี่ ทุคติแน่นอน

ชีวิตนี้เท่านั้นที่เลือกได้ว่า ตายแล้วจะไปไหน
ทำชั่ว ก็ไปทุคติ
ทำดี ก็ไปสุคติ
เลือกให้ดีแล้วกัน


เจริญธรรม



ขอบคุณทุกท่านมากครับ ที่ให้ความกระจ่าง

แต่ว่า การเจริญมรณานุสสติกรรมฐาน คืออะไรครับ


มรณานุสสติกรรมฐาน เอาง่ายๆนะครับ

พิจารณาถึงความตาย เตรียมใจเตรียมพร้อมที่จะตาย ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ให้รู้ว่าความตายเป็นของแน่นอน เกิดเมื่อไหร่ก็ได้ อาจจะตอนที่นั่ง นอน เดิน ยืน อาบน้ำ อ่านหนังสือ กินข้าว อย่างน้อยก่อนนอนว่า เราอาจจะไม่ตื่นก็ได้ อาจจะตายไปเลย



ถ้าหากตายแล้วจะเป็นยังไง ถ้าหากคนที่เรารักจากเราไปจะทำยังไง เครียดมากครับ...

สวัสดีครับ คุณ laloso

ไม่ว่าคนดี คนชั่ว รวยหรือจน ล้วนต้องตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ตายแล้วอะไร ๆ ในโลกนี้ที่เคยยึด เคยหวง ทุกสิ่งก็อยู่ของมันไม่มีใครเอาไปได้ นอกจากความดี ชั่ว เท่านั้นที่คอยติดตามเราไปทุกหนทุกแห่ง ผู้มีปัญญาจึงไม่ควรประมาท รีบสะสมความดี หลีกหนีความชั่ว กรรมหรือการกระทำของตนเองเป็นสิ่งบ่งชี้ที่ยุติธรรมยิ่ง มีคาถาในธรรมบทกล่าวว่า
"คนบางพวกเกิดในครรภ์ คนบางพวกที่ทำกรรมชั่วไปนรก คนบางพวกที่ทำกรรมดีไว้ไปสู่สวรรค์ ส่วนท่านที่หมดกิเลสแล้วทั้งหลายย่อมนิพพาน"
พระพุทธศาสนา เชื่อถือในสังสารวัฏ การเวียนว่ายตายเกิด และถือว่าคนเราทุกคนล้วนเกิดมาแล้วทั้งสิ้นนับชาติไม่ถ้วน และเกิดในภพภูมิที่ดีและไม่ดีบ้างตามกฎแห่งกรรมที่ได้ทำไว้ทั้งดีและชั่ว จิตเป็นตัวสั่งสมบุญและบาป จิตเป็นตัวนำเกิด จิตที่ได้รับการอบรมแล้ว ถ้ายังไม่สิ้นกิเลส ก็ย่อมนำไปเกิดในภพภูมิที่ประณีตและสูงขึ้น แต่ถ้าจิตไม่ได้รับการฝึกอบรม ปล่อยให้สกปรก เศร้าหมอง ก็ย่อมไปเกิดในภพภูมิที่ต่ำทรามลง

...ในอดีตกาลนานมาแล้ว มีตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่งในเมืองพาราณสี บุคคลในตระกูลนั้นมีพราหมณ์ นางพราหมณี บุตร ธิดา บุตรสะใภ้ และนางทาสี ซึ่งล้วนแต่ เจริญอบรมมรณานุสสติ คือ (ระลึกถึงความตายอยู่เป็นนิจ อันจะมาถึงตนเป็นธรรมดา พิจารณาให้ใจสงบจากอกุศลธรรม จนเกิดความไม่ประมาท และไม่หวาดกลัว คิดเร่งขวนขวายบำเพ็ญกิจ และทำความดี ) วันหนึ่งพราหมณ์กับบุตรชายไปไถนา มีงูเห่าได้มากัดบุตรชายตาย เมื่อตายไปได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์ ด้วยอำนาจของการเจริญมรณานุสสติ พราหมณ์ทราบว่าบุตรตาย ก็มิได้โศกเศร้า บุคคลในบ้านก็มิได้โศกเศร้า ครั้นเวลาจะเผาศพก็ไม่มีใครร้องไห้เลย พระอินทร์ซึ่งเป็นบุตรของพราหมณ์ ได้แปลงกายเป็นพราหมณ์ลงมาที่ป่าช้านั้น ได้ถามพราหมณ์บิดาว่า "ท่านเผาเนื้ออยู่หรือจงแบ่งให้เราบ้าง" พราหมณ์บิดาตอบว่า "เราเผาเนื้อมนุษย์" พระอินทร์ก็ถามว่า "งั้นคงเป็นมนุษย์ที่เป็นศัตรูกับท่าน" พราหมณ์บิดาตอบว่า "หามิได้ ผู้ตายเป็นบุตรที่รักของข้าพเจ้า เป็นผู้มีคุณงามความดีมาก" พระอินทร์จึงถามว่า "ถ้าเช่นนั้นเหตุไรท่านจึงมิได้ร้องไห้เศร้าโศก" ซึ่งคำตอบต่าง ๆ มีในอุรคชาดก ดังนี้


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๔. อุรคชาดก

เปรียบคนตายเหมือนงูลอกคราบ

[๗๑๗] บุตรของข้าพเจ้า ละทิ้งร่างกายของตนไป ดุจงูละทิ้งคราบเก่าไป ฉะนั้น เมื่อร่างกายแห่งบุตรของข้าพเจ้าใช้อะไรไม่ได้ เมื่อบุตรของข้าพเจ้ากระทำ
กาละไปแล้วอย่างนี้ บุตรของข้าพเจ้าถูกเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไห้ของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่เศร้าโศกถึงเขา คติของตน มีอย่างใด เขาก็ย่อมไปสู่คติของตน อย่างนั้น.

[๗๑๘] บุตรของดิฉันนี้ ดิฉันมิได้เชื้อเชิญให้เขามาจากปรโลก เขาก็มาเอง แม้เมื่อจะไปจากมนุษยโลกนี้ ดิฉันก็มิได้อนุญาตให้เขาไป เขามาอย่างใด เขาก็ไปอย่างนั้น การปริเทวนาถึงในการที่บุตรของดิฉันไปจาก มนุษยโลกนั้น จะเกิดประโยชน์อะไร บุตรของดิฉันถูกเผาอยู่ ก็ไม่รู้สึกถึงความร่ำไห้ของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่เศร้าโศกถึงเขา คติของตนมีอย่างใด เขาก็ไปสู่คติของตน อย่างนั้น.

[๗๑๙] เมื่อพี่ชายตายแล้ว หากว่า ดิฉันจะพึงร้องไห้ ดิฉันก็จะผ่ายผอม เมื่อดิฉันร้องไห้อยู่ จะมีผลอะไร ความไม่ยินดีจะพึงมีแก่ญาติ มิตร และสหายของดิฉันยิ่งขึ้น พี่ชายของดิฉันถูกเผาอยู่ ก็ไม่รู้สึกถึงความร่ำไห้ของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่เศร้าโศกถึงพี่ชายนั้น คติของตนมีอย่างใด เขาก็ไปสู่คติของตน อย่างนั้น.

[๗๒๐] เด็กร้องไห้ขอพระจันทร์อันโคจรอยู่ในอากาศ ฉันใด การที่บุคคลมาเศร้าโศกถึงผู้ที่ละไปสู่ปรโลกแล้วนี้ ก็มีอุปไมย ฉันนั้น สามีของดิฉันถูกเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไห้ของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่เศร้าโศกถึงสามีนั้น คติของตนมีอย่างใด เขาก็ไปสู่คติของตน อย่างนั้น.

[๗๒๑] หม้อน้ำที่แตกแล้ว เชื่อมให้สนิทอีกไม่ได้ ฉันใด การที่บุคคลมาเศร้าโศกถึงผู้ที่ละไปสู่ปรโลกแล้วนี้ ก็มีอุปไมย ฉันนั้น นายของดิฉันถูกเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไห้ของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่เศร้าโศกถึงนายนั้น คติของตนมีอย่างใด นายของดิฉันก็ไปสู่คติของตน อย่างนั้น.

จบ อุรคชาดกที่ ๔.


หวังว่าคำตอบ (ความคิดเห็น) คงจะมีประโยชน์และให้แง่คิดได้บ้าง

เจริญในธรรมครับ



เพราะในใจนั้นมีอะไรอยู่ มีความกังวลในบาปเก่าๆอยู่ ...คนบาปนั้น ย่อมกลัวตายมากกว่าคนที่หมั่นเจริญบุญ อันที่จริง มรณสตินั้นท่านสรรเสริญนัก แต่ไม่เหมาะกับคนปัญญาน้อย เหมาะสำหรับผู้มีปัญญากล้าเท่านั้น มิฉะนั้น จะเป็นการปรารภความตายด้วยโทสะ อย่างนี้เท่ากับเจริญอกุศล หาความเป็นคุณไม่ได้เลย ไม่หมาะกับท่านผู้ถามในยามนี้ ...เพราะใจยังไม่มั่นคงพอ รอโอกาสหน้าค่อยว่ากันใหม่... หากใจคิดเรื่องความตายก็ให้รู้ว่าจิตตกไปในในอกุศลวิตกเสียแล้ว เพราะแยบคายไม่พอ

จงพอใจ ..มั่นใจในบุญที่ท่านผู้ถามเพียรใหม่อย่างถูกทางในทุกวันนี้ ..จงดำเนินชีวิตไปด้วยสติ..เอาศีลเป็นผู้นำทาง เอาทานเป็นเสบียง แม้เพียงแค่นี้ ก็ย่อมไม่เป็นผู้ตกต่ำเลย

ไม่ควรเจริญมรณสติ ควรหันมานึกถึงศีลที่ดีงามแห่งตนในปัจจุบันเข้าไว้ บุญทั้งหลายที่เพียรอยู่..เอาอย่างง่ายๆอย่างนี้ไว้ก่อน ใจย่อมไม่หมองเพราะความหดหู่ที่มากเกินไป..ดังนั้น อย่าปล่อยใจไหลไป ให้หวนกลับมารู้ตัวแล้วระลึกถึงบุญต่างๆที่ได้ทำไว้แทนที่ทันที เรียกว่าเปลี่ยนอารมณ์ .. บุญจะเกิดอย่างต่อเนื่อง.. เพราะการระลึกถึงความดีที่ตนทำแล้ว ก็ชื่อว่าเป็นบุญครับ



ขอบพระคุณทุกๆ ท่านที่ให้คำแนะนำ ครับ

เว็บนี้ทำให้ผมตาสว่าง ขอบพระคุณอีกครั้งครับ






จงดำเนินชีวิตไปด้วยสติ..เอาศีลเป็นผู้นำทาง เอาทานเป็นเสบียง แม้เพียงแค่นี้ ก็ย่อมไม่เป็นผู้ตกต่ำเลย .....



มองให้เห็นความตายเป็นธรรมดานะคะ เราต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆให้ได้

ถ้าจะคิดในแง่ดี เช่น คนที่รักตายไป ก็แค่ร่างกาย แต่ใจเราก็ยังรักกัน ผูกพันธ์กัน มันก็ไม่เห็นต้องทุกข์นี่คะ เพราะเราไม่สามารถฝืนกฏธรรมชาติได้ อันนี้ต้องยอมรับ ถ้าไม่ยอมรับเราก็ทุกข์นะคะ

ทุกสิ่งอยู่ที่ใจ อย่ามัวแต่ทุกข์เรื่องอนาคตที่ยังไม่ถึงเลยค่ะ จะทำให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์นะคะ

ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ทำดีต่อคนที่เรารัก สร้างกุศลมากๆ ความตายจะมาเมื่อไร่เราก็ไม่ต้องกลัว เพราะเราทำวันนี้ดีที่สุดแล้ว ถึงตายก็ไปที่ดีนะคะ ไม่ต้องกังวลไปมากค่ะ

เป็นกำลังใจให้นะคะ

วันนี้อยู่ก็อยู่อย่างมีความสุข และอย่าลืมทำความดีในทุกวันนะคะ ^^


ท่านอ่าน ท่านฟัง ล้วนเป็นกิริยาทางปริยัติ ท่านควรไปหาครูบาอาจารย์สักหนึ่งองค์ให้ท่านสอนการปฏิบัติธรรมให้ วันหนึ่งข้างหน้า เมื่อท่านเจริญศีล สมาธิ ปัญญา ได้ดีกว่าปัจจุบัน ความเครียดท่านจะหายไปเอง รวดเร็วตามลำดับภูมิธรรม


(ขออนุญาตเพิ่มเติม) เครียดมาก ก็เพราะปรุงแต่งมากนั่นเอง โดยมีอัตตาเป็นฐานกำหนด


สาธุกับทุกคำแนะนำด้วยเจ้าค่ะ


ดิฉันพ่อแม่ตายหมดห่างกัน 8 เดือนตอนนี้ทำใจได้แล้วกับความตายเพราะทุกคนต้องจากเราไปทั้งนั้นจึงคิดว่าเราอาจตายได้ทุกวัน

อย่าไปยึดกับสิ่งต่าง ๆ


สาธุ อนุโมทนาบุญ


 เปิดอ่านหน้านี้  2786 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย