นิวรณ์ธรรม ..... ปัจจัยที่ทำให้มนต์ไม่แจ่มแจ้ง
 หิ่งห้อยน้อย   12 มิ.ย. 2553


 
ปัจจัยให้มนตร์ไม่แจ่มแจ้ง
 

 
     สคารวะพราหมณ์ เข้าเฝ้า พระสุคต
ผู้งามงด ด้วยปัญญา มหาศาล
ปราศรัยพอ ระลึกถึง กันมานาน
แล้วจึงขาน ปุจฉา แด่ทรงธรรม

หิ่งห้อยน้อย [58.147.121.91] [ วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม 2549 เวลา 07:01 น. ]




 

จาก .... พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค


[๖๐๑] ครั้งนั้น พราหมณ์ชื่อว่าสคารวะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว
จึงนั่งณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า. 





     นำกวี ปีสี่เก้า มาเล่าใหม่
นำธรรมที่ น่าสนใจ ให้ศึกษา
นิวรณ์ธรรม ธรรมที่ให้ มวลมนตรา
ไม่แจ่มแจ้ง ดั่งเจตนา ที่สาธยาย


เจริญในธรรม เจ้าค่ะ
 






โคดมเจ้า...อะไรเล่า เป็นปัจจัย
ที่ทำให้ มนตร์สาธยาย ไม่แจ่มแจ้ง
พระโคดม โปรดเมตตา นำมาแสดง
ให้เห็นแจ้ง สิ่งใดขวาง พรางมนตรา





ดูกรพราหมณ์...

สมัยใด ใจซ่านฟุ้ง ปรุงราคะ
ไม่เห็นอุบาย สลัด ละ กามตัณหา
มิรู้ว่า จิตถูกเหนี่ยว เกี่ยวกามา
ขาดปัญญา ตรองประโยชน์ หรือโทษทัณฑ์

ดุจบุรุษ มีจักษุ มิลุหน้า
น้ำในภาชนะล้น ปนสีสัน
ครั่ง เหลือง เขียว แดงอ่อน ปนคละกัน
ไม่มีวัน เห็นหน้าตน ยลตามจริง


เจริญในธรรม เจ้าค่ะ








[๖๐๒] ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้มนต์แม้ที่บุคคลกระทำการสาธยายไว้นาน
ไม่แจ่มแจ้งในบางคราว ไม่ต้องกล่าวถึงมนต์ที่มิได้กระทำการสาธยาย

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้มนต์แม้ที่มิได้กระทำการสาธยายเป็นเวลานาน
ก็ยังแจ่มแจ้งในบางคราว ไม่ต้องกล่าวถึงมนต์ที่กระทำการสาธยาย.






[๖๐๓] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ดูกรพราหมณ์ สมัยใดแล
บุคคลมีใจฟุ้งซ่าน ด้วยกามราคะ
อันกามราคะเหนี่ยวรั้งไป
และไม่รู้ ไม่เห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งกามราคะที่บังเกิดแล้ว ตามความเป็นจริง

สมัยนั้น เขาไม่รู้ไม่เห็นแม้ซึ่งประโยชน์ตนตามความเป็นจริง
แม้ซึ่งประโยชน์บุคคลอื่นตามความเป็นจริง
แม้ซึ่งประโยชน์ทั้งสองอย่างตามความเป็นจริง
มนต์แม้ที่กระทำการสาธยายไว้นาน ก็ไม่แจ่มแจ้งได้
ไม่ต้องกล่าวถึงมนต์ที่มิได้กระทำการสาธยาย.






[๖๐๔] ดูกรพราหมณ์
เปรียบเหมือนภาชนะใส่น้ำ ซึ่งระคนด้วยสีครั่ง สีเหลือง สีเขียว สีแดงอ่อน

บุรุษผู้มีจักษุ เมื่อมองดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น
ไม่พึงรู้ ไม่พึงเห็นตามความ เป็นจริงได้ ฉันใด

ฉันนั้นเหมือนกัน
สมัยใด บุคคลมีใจฟุ้งซ่านด้วยกามราคะ อันกามราคะเหนี่ยวรั้งไป
และไม่รู้ ไม่เห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออก ซึ่งกามราคะที่บังเกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง

ในสมัยนั้น เขาย่อมไม่รู้ ไม่เห็น
แม้ซึ่งประโยชน์ตนตามความเป็นจริง
แม้ซึ่งประโยชน์บุคคลอื่นตามความเป็นจริง
แม้ซึ่งประโยชน์ทั้งสองนั้นตามความเป็นจริง
มนต์แม้ที่กระทำการสาธยายไว้นาน ก็ไม่แจ่มแจ้งได้
ไม่ต้องกล่าวถึงมนต์ที่มิได้กระทำการสาธยาย.



เจริญในธรรม เจ้าค่ะ










ดูกรพราหมณ์

     สมัยใด บุคคลมีจิต คิดพยาบาท
จิตอาฆาต ครอบงำไว้ ให้หม่นหมอง
มิเห็นธรรม เครื่องสลัดออก นอกครรลอง
จิตจึงหมอง ครองพยาบาท มิรู้คลาย

     สมัยนั้น มิรู้เช่น เห็นประโยชน์
จึงเกิดโทษ ทั้งตนเอง และสหาย
มนตร์ที่เคย ภาวนา สาธยาย
เสื่อมสลาย มิแจ้งชัด ดังเคยมา





ดูกรพราหมณ์

     เปรียบน้ำร้อน กรุ่นอยู่ใน ภาชนะ
ความร้อนจะ ทำน้ำให้ ไอแน่นหนา
คนตาดี อยากพินิจ พิจารณา
จะเห็นหน้า ตนเองชัด ได้อย่างไร





     ทรงเปรียบชน คนที่มี พยาบาท
ความอาฆาต ดุจน้ำ ที่เดือดไซร้
น้ำที่เดือด ย่อมเดือดพล่าน พลุ่งเป็นไอ
มิต่างไป จากพยาบาท พิฆาตตน

     แล้วจะมอง เห็นทุกสิ่ง ได้อย่างไร
เพราะว่าไอ พยาบาทหนา พาสับสน
มองไม่เห็น ประโยชน์ท่าน ประโยชน์ตน
จึงขวางมนต์ ที่สาธยาย ให้หายไป



เจริญในธรรม เจ้าค่ะ








[๖๐๕] ดูกรพราหมณ์
อีกประการหนึ่ง สมัยใดบุคคลมีใจฟุ้งซ่านด้วยพยาบาท
อันพยาบาทเหนี่ยวรั้งไป และย่อมไม่รู้ ไม่เห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออก
ซึ่งพยาบาทที่บังเกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง

ในสมัยนั้น เขาย่อมไม่รู้ ไม่เห็น
แม้ซึ่งประโยชน์ตนตามความเป็นจริง
แม้ซึ่งประโยชน์บุคคลอื่นตามความเป็นจริง
แม้ซึ่งประโยชน์ทั้งสองนั้นตามความเป็นจริง
มนต์แม้ที่กระทำการสาธยายไว้นาน ก็ไม่แจ่มแจ้งได้
ไม่ต้องกล่าวถึงมนต์ที่มิได้กระทำการสาธยาย





[๖๐๖] ดูกรพราหมณ์
เปรียบเหมือนภาชนะใส่น้ำ ซึ่งร้อนเพราะไฟเดือดพล่าน มีไอพลุ่งขึ้น

บุรุษผู้มีจักษุ เมื่อมองดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ไม่พึงรู้ ไม่พึงเห็นตามความเป็นจริงฉันใด

ฉันนั้นเหมือนกัน สมัยใด บุคคลมีใจฟุ้งซ่านด้วยพยาบาท
อันพยาบาทเหนี่ยวรั้งไป และย่อมไม่รู้ ไม่เห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออก
ซึ่งพยาบาทที่บังเกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง
ในสมัยนั้น เขาย่อมไม่รู้
ไม่เห็นแม้ซึ่งประโยชน์ตนตามความเป็นจริง
แม้ซึ่งประโยชน์บุคคลอื่นตามความเป็นจริง
แม้ซึ่งประโยชน์ทั้งสองนั้นตามความเป็นจริง
มนต์แม้ที่กระทำการสาธยายไว้นาน ก็ไม่แจ่มแจ้งได้
ไม่ต้องกล่าวถึงมนต์ที่มิได้กระทำการสาธยาย


เจริญในธรรม เจ้าค่ะ









บุคคลใด ถีนะมิทธ์ ครองจิตอยู่
ใจหดหู่ หม่นหมอง ตรองได้ไฉน
ประโยชน์เรา ประโยชน์เขา ไม่เข้าใจ
มนตร์เคย ได้ ก็เสื่อมสลาย คลายไปพลัน

น้ำใสใน ภาชนะ แก้วที่ใส
ทั้ง จอก แหน แผ่ไป เต็มแก้วนั่น
คนตาดี ก้มดูหน้า พางงงัน
ไม่มีวัน เห็นหน้าตน ให้หม่นใจ

พระผู้มี พระภาคเจ้า ตรัสเปรียบไว้
บุคคลใด ถีนมิทธ์เร้า เคล้าจิตใส
จิตดวงนั้น พลันหมองหม่น ตรอมหทัย
ปัญญาใย จะเห็นจริง สิ่งควรรู้


เจริญในธรรม เจ้าค่ะ







[๖๐๗] ดูกรพราหมณ์
อีกประการหนึ่ง สมัยใด บุคคลมีใจฟุ้งซ่านด้วยถีนมิทธะ อันถีนมิทธะเหนี่ยวรั้งไป
ย่อมไม่รู้ ไม่เห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออก ซึ่งถีนมิทธะที่บังเกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง

สมัยนั้น เขาไม่รู้ไม่เห็น
แม้ซึ่งประโยชน์ตนตามความเป็นจริง
แม้ซึ่งประโยชน์บุคคลอื่นตามความเป็นจริง
แม้ซึ่งประโยชน์ทั้งสองอย่างตามความเป็นจริง
มนต์แม้ที่กระทำการสาธยายไว้นาน ก็ไม่แจ่มแจ้งได้
ไม่ต้องกล่าวถึงมนต์ที่มิได้กระทำการสาธยาย





[๖๐๘] ดูกรพราหมณ์
เปรียบเหมือนภาชนะใส่น้ำ อันสาหร่ายและจอกแหนปกคลุมไว้

บุรุษผู้มีจักษุ เมื่อมองดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ไม่พึงรู้ ไม่พึงเห็นตามความเป็นจริง ฉันใด

ฉันนั้นเหมือนกัน
สมัยใด บุคคลมีใจฟุ้งซ่านด้วยถีนมิทธะ อันถีนมิทธะเหนี่ยวรั้งไป
และย่อมไม่รู้ ไม่เห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออก
ซึ่งถีนมิทธะที่บังเกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง

ในสมัยนั้น เขาย่อมไม่รู้ ไม่เห็น
แม้ซึ่งประโยชน์ตนตามความเป็นจริง
แม้ซึ่งประโยชน์บุคคลอื่นตามความเป็นจริง
แม้ซึ่งประโยชน์ทั้งสองนั้นตามความเป็นจริง
มนต์แม้ที่กระทำการสาธยายไว้นาน ก็ไม่แจ่มแจ้งได้
ไม่ต้องกล่าวถึงมนต์ที่มิได้กระทำการสาธยาย


เจริญในธรรม เจ้าค่ะ









อุทธัจจกุกกุจจะ .....น้ำกระเพื่อมไหว



จิตบุคคล ที่อุทธัจจ์ กลุ้มรุมเร้า
ดุจดั่งเงา พญามาร คอยผลาญทั่ว
จิตผ่องใส กลับหม่น ให้หมองมัว
ริกระรัว ไหวหวาด ขยาดภัย

ดุจน้ำใน ภาชนะ ถูกกรรโชก
ด้วยลมโบก ถูกคลื่นกล้ำ ทำน้ำไหว
ถ้าก้มดู หน้าตา เห็นอย่างไร
คลื่นน้ำไหว ทำให้ ไม่เห็นจริง



คลื่นระลอก กลอกกลับ ระยับยิบ
ดั่งมือมาร มาหยิบ ดั่งผีสิง
ชะโงกมอง หลอนหลอก ดั่งกลอกกลิ้ง
ไร้ความจริง ไม่เห็นสิ่ง ที่ต้องการ


เจริญในธรรม เจ้าค่ะ








[๖๐๗] ดูกรพราหมณ์
อีกประการหนึ่ง สมัยใด บุคคลมีใจฟุ้งซ่านด้วยอุทธัจจกุกกุจจะ
อันอุทธัจจกุกกุจจะเหนี่ยวรั้งไป
ย่อมไม่รู้ ไม่เห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออก
ซึ่งอุทธัจจกุกกุจจะที่บังเกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง

สมัยนั้น เขาไม่รู้ไม่เห็น
แม้ซึ่งประโยชน์ตนตามความเป็นจริง
แม้ซึ่งประโยชน์บุคคลอื่นตามความเป็นจริง
แม้ซึ่งประโยชน์ทั้งสองอย่างตามความเป็นจริง
มนต์แม้ที่กระทำการสาธยายไว้นาน ก็ไม่แจ่มแจ้งได้
ไม่ต้องกล่าวถึงมนต์ที่มิได้กระทำการสาธยาย





[๖๐๘] ดูกรพราหมณ์
เปรียบเหมือนภาชนะใส่น้ำ อันลมพัดต้องแล้ว หวั่นไหวกระเพื่อม เกิดเป็นคลื่น

บุรุษผู้มีจักษุ เมื่อมองดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ไม่พึงรู้ ไม่พึงเห็นตามความเป็นจริง ฉันใด

ฉันนั้นเหมือนกัน
สมัยใด บุคคลมีใจฟุ้งซ่านด้วยอุทธัจจกุกกุจจะ อันอุทธัจจกุกกุจจะเหนี่ยวรั้งไป
และย่อมไม่รู้ ไม่เห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออก
ซึ่งอุทธัจจกุกกุจจะที่บังเกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง

ในสมัยนั้น เขาย่อมไม่รู้ ไม่เห็น
แม้ซึ่งประโยชน์ตนตามความเป็นจริง
แม้ซึ่งประโยชน์บุคคลอื่นตามความเป็นจริง
แม้ซึ่งประโยชน์ทั้งสองนั้นตามความเป็นจริง
มนต์แม้ที่กระทำการสาธยายไว้นาน ก็ไม่แจ่มแจ้งได้
ไม่ต้องกล่าวถึงมนต์ที่มิได้กระทำการสาธยาย


เจริญในธรรม เจ้าค่ะ






ขอบคุณสำหรับข้อมูล ครับได้ความรู้ชัดเจมากเลย ครับ อนุโมทนาด้วยครับ




 เปิดอ่านหน้านี้  4892 

  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย