คะแนนชีวิต (พระไพศาล วิสาโล)




ชีวิตของเราในปีนี้เป็นชีวิตของปีเก่า อีกไม่กี่วันก็จะเข้าปีใหม่แล้ว
จริงอยู่ว่าปีใหม่เราต้องมองไปข้างหน้า
แต่ถ้าจะมองให้ดีก็ต้องเอาประสบการณ์เก่ามาเป็นเครื่องค้ำจุน
เหมือนดั่งการยิงธนูที่เราต้องง้างสายธนูไปข้างหลัง เพื่อให้ลูกธนูพุ่งไปข้างหน้า

คะแนนชีวิต

ท่านให้พวกเราลองให้คะแนนชีวิตตัวเองที่ผ่านมาในปีนี้
หรือจะถอยหลังไปหลายๆ ปีก็ได้ สมมุติมี 5 คะแนน

1. ทุกข์ที่สุด
2. ทุกข์
3. เฉยๆ
4. สุข
5. สุขมาก


หลายคนจะได้คะแนนน้อยๆ
เราพบว่าการนึกถึงเหตุการณ์ที่เป็นสุข ยากกว่านึกถึงเหตุการณ์ที่เป็นทุกข์
ทำไมความสุขจึงนึกได้ยาก ความทุกข์นึกได้ง่าย
มันก็เหมือนกับเวลาใครมาว่าเรา เราจำแม่น
แต่เรื่องที่ได้รับคำชมกลับจำไม่นาน
(คำชมเหมือนหมากฝรั่ง เคี้ยวได้ แต่อย่ากลืน เพราะจะทำให้เรารับคำติไม่ได้)
เรามักฝันถึงความเศร้า ความทุกข์
ทำไมเป็นแบบนั้น เป็นเพราะชีวิตเราไม่มีด้านดีหรือก็เปล่า
เพราะว่าเวลาผู้คนมองชีวิตตนที่ผ่านมา
เรามักมีความโน้มเอียงที่จะมองไปในแง่มุมที่ไม่สมหวัง

กากบาทสีดำ
ครูคนหนึ่งชูแผ่นกระดาษสีขาวที่มีกากบาทที่มุมขวา ให้นักเรียนดู
แล้วถามว่านักเรียนเห็นอะไร ทุกคนตอบว่าเห็นกากบาท
ครูถามว่าพวกเธอไม่เห็นสีขาวหรือ
ชีวิตคน ถ้าเปรียบเป็นกระดาษ
เราอาจมีกากบาทอยู่หลายจุด ก็เป็นธรรมดา
แต่เราก็มักจะเห็นแต่สีดำ
อันนี้อาจเป็นคำตอบว่า ทำไมทุกวันนี้ ทั้งที่เรามีชีวิตที่สุขสบาย
ได้พบสิ่งที่น่าภิรมย์มากกว่าคนสมัยก่อน
มากกว่ารุ่นพ่อแม่ที่ต้องทำมาหากิน ไม่ได้เที่ยว ไม่มีโทรทัศน์ดู
ยิ่งลูกๆ ของเราอยู่บ้านสบาย ได้ประสบการณ์แปลกใหม่มากกว่ารุ่นเรา
แต่ทำไมพวกเรายังทุกข์กันมากเหลือเกิน กี่ปีๆ ผู้คนก็ไม่มีความสุขขึ้นเลย
อันนี้ไม่ใช่ทุกคน แต่ส่วนใหญ่เป็นแบบนี้
จำนวนคนที่พบความสุขลดลง คนทุกข์มากขึ้น

นั่นเพราะความสุขของเราจริงๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งอำนวยความสะดวก
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่น่าภิรมย์ แต่อยู่ที่ใจของเรา
เราต้องวางใจให้ถูก มองให้ถูกมุม

ความสุขไม่ใช่มีให้หา แต่ต้องมองให้เห็น
มันไม่ต้องดิ้นรนหา ดิ้นรนแล้วมันเหนื่อย ม้นทุกข์
มันมีอยู่รอบตัวเราแล้ว บางทีมันอยู่ต่อหน้า
แต่เราไม่เห็นเพราะมัวแต่มองพื้น เพียงถ้าเราเงยหน้าขึ้นมานิดเดียวก็จะมองเห็น

เมื่อแม่ชีและนักเรียนไปเดินธรรมยาตรา
เดินตากแดดทั้งวัน นอนกลางดิน กินกลางทราย
หลายคนทั้งชีวิตไม่เคยเดิน ๑๐ กม.ในหนึ่งวัน
การเดินบนลูกรัง เหนื่อย รอบตัวแห้งแล้ง ต้นไม้เขรอะด้วยฝุ่น
ถ้ามัวแต่เดินก้มหน้าอย่างเดียว ก็จะทุกข์
แต่หากมองไปข้างหน้า เงยนิดหน่อย จะเห็นฟ้า เห็นเมฆ
มันต่างกันมาก จากที่เห็นแต่พื้นแตกระแหง ใจหม่นหมอง
พอเงยหน้าเห็นเมฆเบาๆ ความรู้สึกก็เบาไปด้วย
กลายเป็นคนที่มีความสุขง่าย
เดินพบร่มไม้ก็มีความสุขแล้ว
เจอลมพัดมาเบาๆ ก็มีความสุขแล้ว
จะพบว่าความสุขมันหาง่าย
แม้แดดร้อนก็มีความสุขเพราะได้เดินกับเพื่อน

ก่อนหน้านี้สุขยาก ทุกข์ง่าย
รถติด คอมฯ ช้า เป็นสิว ก็ทุกข์แล้ว
ถ้าเราสุขง่ายชีวิตจะเบา แสวงหาความสุขได้ในทุกที่
การได้อยู่กับครอบครัว สุขภาพดี
มีสิ่งอำนวยความสะดวกตามสมควรก็น่าจะมีความสุขแล้ว
แต่คนเรามักให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรายังไม่มี หรือสิ่งที่เคยมีแต่หายไปแล้ว
สังเกตว่าข้าวของที่มีทั้งหมด ไม่มีความหมายเท่าข้าวของที่วางขาย
อยากได้พอได้มาแล้วก็มีความสุข ดีใจ
แต่พอมันอยู่กับเราได้สักพัก เสน่ห์มันก็จืดเสียแล้ว
จะมารู้ความหมายอีกครั้งก็ตอนมันหายไป

ทำไมเราเลือกให้ความสำคัญกับอดีต กับ อนาคต
ถ้าเราชื่นชมกับปัจจุบัน ชีวิตเราจะมีสีสันขึ้นเยอะ
สุขภาพก็เหมือนกัน ตอนสุขภาพดีเราไม่สนใจ
มัวนึกเรื่องงาน เรื่องข้าวของที่ยังไม่มี
เราไม่ได้คิดว่าการไม่เจ็บป่วยมีความสุข
เราทุกข์เพราะเรายังไม่ได้ของใหม่ ไม่ได้การยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน
แต่พอเราป่วย จึงเห็นคุณค่าของการมีสุขภาพดี เพราะมันหายไป
เรามักซาบซึ้งกับอดีตที่ผ่านไป เราไม่ได้ชื่นชมกับขณะชีวิตตอนนั้น

ความทุกข์ส่วนใหญ่ของคนคือไม่สามารถชื่นชมกับสิ่งที่มีอยู่
ถ้าทำได้เราจะตีโพยตีพายน้อยลง เรียกว่ามีชีวิตพอเพียง
ไม่โหยหาสิ่งที่เรายังไม่มี

การสร้างภาพปรุงแต่งไม่ว่าบวกหรือลบ ทำให้ทนอยู่กับปัจจุบันไม่ได้
การวางใจให้ถูก เป็นเรื่องสำคัญ
ไม่ไปพะวงกับอดีต ไม่ไปกังวลกับอนาคต
ไม่ไปคิดถึงสิ่งที่เรายังไม่มี หรือยังไปไม่ถึง เราก็ไม่ทุกข์
สิ่งที่มันผ่านไปแล้ว ไม่ว่าดีหรือร้ายเราก็ไม่ไปทุกข์กับมัน
เช่นการขับรถอยู่ ทั้งที่เปิดแอร์ ฟังเพลง น่าสบาย
แต่พอติดไฟแดงจะทุกข์
เพราะเราไปสร้างภาพข้างหน้าว่าถ้าไปสายกี่นาทีจะเป็นอย่างไร
ทำให้ไม่ยอมรับปัจจุบัน
หรือไปปรุงแต่งทางบวก เช่น ถ้าไปเร็ว จะได้เห็นได้พบสิ่งดีๆ
พอรถติดก็หงุดหงิด
การสร้างภาพปรุงแต่งไม่ว่าบวกหรือลบ ทำให้ทนอยู่กับปัจจุบันไม่ได้


พรุ่งนี้ กับชาติหน้า อะไรจะมาก่อน
ไม่มีใครตอบได้
สิ่งเดียวที่เป็นของเราคือเดี๋ยวนี้ วันข้างหน้าไม่ใช่ของเรา
เราอาจไม่ได้รับรู้เหมือนวันนี้ถ้าเราเป็นอะไรไป
ชั่วโมงข้างหน้าก็ไม่ใช่ของเรา
ไม่มีใครรับประกันว่านาทีข้างหน้าเราจะคิดอะไร
ไม่เชื่อลองนั่งสมาธิดู นั่งไปแป๊บเดียวฟุ้งแล้ว
ฉะนั้นการให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีอยู่ปัจจุบันนี้สำคัญที่สุด
ไม่ใช่แค่เวลานะ แต่หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามี





ที่มา : http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=35287

DT0329

ลูกโป่ง

 เปิดอ่านหน้านี้  2428 


  ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Facebook


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย