ศิล สมาธิ ปัญญามา จากไหนครับ

 ตู่ 1   


ศิล สมาธิ ปัญญา มาจากไหนครับ




คุณได้ยินมาจากไหน ก็มาจากที่นั่นละครับ....

หุหุ..ขอทราบเป้าหมายว่าถามเพื่ออะไร จะได้ตอบถูก....


อะนะ...มาจากจิตครับ คือเดิมมาจากความคิดก่อนนะ...วันนี้เอาไปเท่านี้ก่อนนะ..


อยากทราบแนวทางในการปฎิบัติธรรมครับ


อยากทราบแนวทางในการปฎิบัติธรรมครับ

อนุโมทนากับความตั้งใจครับ

ศิล สมาธิ ปัญญามา จากไหนครับ
มาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าครับ ในศาสนาอื่นอาจมีเพียง ศีลหรือสมาธิเท่านั้น แต่เรื่องปัญญา มีเฉพาะในคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น

พุทธศาสนา (ฺีBuddhism) เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นเพื่อปรับปรุง และแก้ไขสังคมอินเดียในยุคนั้นให้ดีขึ้น จากการกดขี่ของพราหมณ์ จากการเหลื่อมล้ำทางสังคม จากการถือวรรณะจัด จากการนิยมบวงสรวงบูชายัญด้วยสัตว์เป็นจำนวนมาก จากการกดขี่สตรี พุทธศาสนาจึงเป็นเสมือนน้ำทิพย์ชโลมสังคมอินเดียโบราณให้ขาวสะอาดมากขึ้นกว่าเดิม คำสอนของพุทธศาสนาทำให้สังคมโดยทั่วไปสงบร่มเย็น ลักษณะพิเศษหลายประการที่แตกต่างจากศาสนาอื่นๆ ดังนี้

๑.เป็นศาสนาแห่งความรู้และความจริง

พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความรู้ เพราะเป็นศาสนาแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธองค์เอง จากปัญญาของพระองค์ และธรรมที่พระองค์ตรัสรู้คือ อริยสัจ ๔ ก็เป็นความจริงอย่างแท้จริง ทรงตรัสรู้โดยไม่มีใครสั่งสอน นักปราชญ์ทั้งหลายทั้งในอดีตและปัจจุบันจึงกล่าวยกย่องว่า เป็นศาสนาที่ประกาศความเป็นอิสระของมนุษย์ให้ปรากฏแก่โลกยิ่งกว่าศาสนาใดๆ ที่มีมา


๒.เป็นศาสนาแห่งความอิสระเสรีภาพ

พุทธศาสนาแทบจะเป็นศาสนาเดียวที่ไม่ผูกติดกับผู้ดลบันดาลหรือพระผู้เป็นเจ้า ไม่ได้ผูกมัดตัวเองไว้กับพระเจ้า เชื่อในความสามารถของมนุษย์ว่ามีศักยภาพเพียงพอ โดยไม่ต้องพึ่งพาอำนาจใดๆภายนอก เชื่อว่ามนุษย์เองสามารถปลดเปลื้องความทุกข์ได้โดยไม่รอการดลบันดาล พุทธศาสนาไม่มีการบังคับให้คนศรัทธาหรือเชื่อ แต่ให้สามารถพิสูจน์ได้โดยตนเอง


๓.เป็นศาสนาอเทวนิยม

นอกจากศาสนาเชนแล้ว พุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวที่ไม่เชื่อพระเจ้าเป็นผู้บันดาลทุกสิ่ง ผู้สร้างทุกสิ่ง แม้กระทั่งโลก เพราะเหตุว่าพุทธศาสนาไม่เชื่อในอำนาจการดลบันดาลของพระเจ้า จึงเรียกว่าศาสนาฝ่ายอเทวนิยม คือ ศาสนาที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า

๔.เป็นศาสนาแห่งสันติภาพ

ในกระบวนการนักคิดของโลกศาสนา พุทธศาสนาได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่า เป็นศาสนาแห่งสันติภาพอย่างแท้จริง เพราะไม่ปรากฏว่ามีสงครามเกิดขึ้นในนามของศาสนา หรือเผยแผ่ศาสนาโดยการบังคับผู้คนให้นับถือ ให้เสรีภาพในการพิจารณา ให้มีปัญญากำกับการศรัทธา ในขณะที่หลายศาสนากล่าวว่า ศาสนิกต้องมีศรัทธามาก่อนปัญญาเสมอ และต้องมีความภักดีต่อพระเป็นเจ้าสูงสุดจะวิพากษ์จิจารณ์ไม่ได้

http://www.dhammathai.org/buddhism/buddhism4t.php




ศีลคืออะไร คำอธิบายในพระพุทธพจน์ท่านได้ขยายไว้ว่า

- ธรรมชาติใดย่อมกระทำให้กายกรรมก็ดี วจีกรรมก็ดี ตั้งไว้ด้วยดี ธรรมชาตินั้นเรียกว่า ศีล
- ธรรมชาติใดที่ทรงไว้ซึ่งกุศลธรรมมี ศีล สมาธิ ปัญญา มีวิมุติ ธรรมชาตินั้นเรียกว่า ศีล ได้แก่เจตนาเจตสิก


เจตนา คือ การกระทำให้มีการเคลื่อนไหวทางกายให้มีการเคลื่อนไหวทางวาจาที่ดีไม่ให้ อกุศลเกิด
ทานเจตนา คือ เจตนาที่เกี่ยวกับการบริจาคทาน
ศีลเจตนา คือ เจตนาที่เกี่ยวกับการรักษาศีล
สมาธิ ปัญญา และมรรคผล ย่อมต้องอาศัยศีล จึงจะมีเกิดขึ้นได้

ประเภทแห่งศีลมีเท่าไร

มี ๔ ประเภท คือ
๑. ภิกขุศีล คือ ผู้รักษาศีล ๒๒๗ ข้อ ตามในพระปาฏิโมกข์
๒. ภิกขุณีศีล คือ ผู้รักษาศีล ๓๑๑ ข้อ ตามในพระปาฏิโมกข์
๓. สามเณรศีล คือ ผู้รักษาศีล ๑๐ ข้อ ตามในพระปาฏิโมกข์
ข้อ ๑ - ๓ ไม่ต้องสมาทานศีลแล้ว หมายความว่า ทำพิธีบวชพอสำเร็จเป็นพระแล้ว ไม่ต้องสมาทานอีก
๔. คฤหัสถ์ศีล คือ ผู้รักษาศีล ๕ เป็นศีลของผู้ครองเรือน ต้องมีการสมาทานโดยเฉพาะ

ศีลมี ๒ อย่าง คืออะไรบ้าง?

๑. ปรันตศีล คือ ยอมให้ศีลขาดเมื่อมีเหตุปัจจัย เช่น งูเห่าแผ่แม่เบี้ยจะกัดเรา เราก็ตีงูก่อน
๒. อปรันตศีล คือ ไม่ยอมให้ศีลขาดแม้ตัวจะตายก็ยอม (ศีลของพระอริยบุคคล)

ศีล 5 มีความหมายคือ

๑. เว้นจากทำลายชีวิต
๒. เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้
๓. เว้นจากประพฤติผิดในกาม
๔. เว้นจากพูดเท็จ
๕. เว้นจากของเมา คือ สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

ดูรายละเอียดที่นี่ครับ

http://www.geocities.com/TMCHOTE/Thumma/Sila/sl004.htm



สมาธิคืออะไร

สมาธิ ในความหมายของพจนานุกรม แปลว่า ที่ตั้งมั่นแห่งจิต แต่สมาธิในความหมายของการฝึกปฏิบัติ คือการทำใจนิ่งๆ ว่างๆ เฉยๆ ร่างกาย ยิ่งเคลื่อนไหว ยิ่งแข็งแรง แต่จิตใจ หาก หยุด นิ่ง เฉย ได้แล้วจะยิ่งมีพลัง เหมือนการรวมโฟกัสของแสง ให้เป็นจุดเดียวกัน ย่อมมีพลัง ที่จะจุดไฟให้ติดได้ การทำสมาธิมีปรากฏในหลายศาสนา ซึ่งรวมถึง พุทธศาสนา ฮินดู และ เต๋า และยังคงรวมถึงสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา เช่น โยคะ

การทำสมาธิในพุทธศาสนา

การทำสมาธิ ตามหลักของพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ได้แสดงพระธรรมเทศนาไว้ถึง 40 วิธี ทุกวิธีล้วนเป็นไปเพื่อจุดหมายเดียว คือการทำให้จิตใจสงบแต่ที่วิธีการมีเยอะนั้น ในทางพุทธศาสนาเรียกว่า สมถกรรมฐาน เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นฐานนิสัยของแต่ละคน โดยพระพุทธองค์ทรงแบ่งพื้นฐานนิสัยไว้ 6 ประเภท เรียกว่า จริต 6 อาทิเช่น คนที่มีราคะจริต คือหลงไหลในของสวยงามง่าย ควรพิจารณาความไม่งาม(อสุภะ) ความไม่เที่ยง- ความไม่แน่นอนในสังขารต่างๆ(อนิจจัง) เพื่อให้ใจไม่ติดในราคะได้ง่าย จะได้ทำสมาธิได้ง่าย เพราะเมื่อหลับตาทำสมาธิแล้ว ใจเราชอบอะไร คุ้นอะไร ก็จะมีภาพนั้นปรากฏขึ้นมาในใจ
ภาพของท่านโพธิธรรม กำลังนั่งสมาธิ ซาเซน.
ภาพของท่านโพธิธรรม กำลังนั่งสมาธิ ซาเซน.

การทำสมาธิ ไม่ต้องคอยให้ใจสงบ สามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา แต่ถ้าต้องการความต่อเนื่องยาวนาน และให้ได้ผลการปฏิบัติที่ดีนั้น มีหลักการเบื้องต้นและขั้นตอนดังนี้

1. อาบน้ำ ให้เรียบร้อย เตรียมร่างกายให้สะอาด
2. หามุมสงบ ไม่เสียงดัง ไม่อึกทึก ไม่มีการรบกวนจากภายนอกได้ง่าย มีอุณหภูมิพอดีๆ
3. นั่งขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย หรือวางมือตามสะดวกที่อื่นๆ จะเป็นที่หน้าตักก็ได้
4. หลับตาเบาๆ ให้ขนตาชนกัน แต่อย่าเม้มตา
5. ขยับท่าทางให้รู้สึกว่าสบาย
6. สังเกตตัวเองว่ามีการเกร็งไหม ถ้ายังมีให้ทำข้อ 5 ใหม่
7. เมื่อสบายดีแล้ว ให้ภาวนาในใจ
8. จะใช้คำบริกรรมว่า ว่า พุท เมื่อหายใจออกให้กำหนดว่า โธ ก็ได้ หรือจะใช้คำบริกรรมอื่นๆ เช่น สัมมา-อรหัง นะมะ-พะธะ ก็ได้เช่นกัน (วิธีการเหล่านี้ เป็นวิธีการของโบราณจารย์)
9. จะใช้ความรู้สึกจับกับลมหายใจ หายใจเข้าสั้นก็รู้ หายใจออกสั้นก็รู้ หายใจเข้ายาวก็รู้ หายใจออกยาวก็รู้ โดยไม่ต้องใช้คำบริกรรมก็ได้
10. ทำใจให้โล่ง โปร่ง เบา สบาย
11. ในระหว่างการปฏิบัติธรรม จะมีเรื่องฟุ้งซ่านเข้ามาเป็นระยะ อย่าสนใจ เมื่อได้สติ ก็ทำข้อ 7 8 9 ใหม่
12. เมื่อใจเริ่มสงบดีแล้ว จะมีความรู้สึกแปลกๆ ก็ให้ทำเฉยๆไปเรื่อยๆ
13. บางทีคำภาวนาจะหายไป ก็ไม่เป็นไร ให้ทำใจเฉยๆไปเรื่อยๆ
14. เมื่อใจนิ่งได้ระดับนึง จะเริ่มเห็นความสว่างจากภายใน เป็นการเห็นด้วยใจ ก็ให้ทำใจเฉยๆต่อไป
15. ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือสงสัยอะไร ให้ทำใจเฉยๆอย่างเดียว
16. หากมีข้อสงสัย หรือมีคำถาม หรือมีภาพ มีสิ่งผิดปกติ ให้ทำตามข้อ 14

ข้อแนะนำ คือ ต้องทำให้สม่ำเสมอเป็นประจำ ทำเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ไม่เร่ง ไม่บังคับ ทำได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความอยากจนเกินไป จนถึงกับทำให้ใจต้องสูญเสียความเป็นกลาง

ที่มา
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4



ปัญญาคืออะไร

ปัญญา แปลว่า ความรู้ทั่ว คือรู้ทั่วถึงเหตุถึงผล รู้อย่างชัดเจน, รู้เรื่องบาปบุญคุณโทษ, รู้สิ่งที่ควรทำควรเว้น เป็นต้น เป็นธรรมที่คอยกำกับศรัทธา เพื่อให้เชื่อประกอบด้วยเหตุผล ไม่ให้หลงเชื่ออย่างงมงาย

ปัญญา ทำให้เกิดได้ 3 วิธี คือ

1. โดยการสดับตรับฟัง การศึกษาเล่าเรียน (สุตมยปัญญา)
2. โดยการคิดค้น การตรึกตรอง (จินตามยปัญญา)
3. โดยการอบรมจิต การเจริญภาวนา (ภาวนามยปัญญา)
ปัญญาที่เป็นระดับอธิปัญญา
คือปัญญาอย่างสูง จัดเป็นสิกขาข้อหนึ่งใน สิกขา 3 หรือ ไตรสิกขา คือ อธิศีล อธิสมาธิ อธิปัญญา

สิกขา สิกขาบท หมายถึง ข้อที่จะต้องศึกษา ข้อที่ต้องปฏิบัติ ในทางศาสนาหมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา
ในคำไทยนำมาใช้ว่า ศึกษา หมายถึงการเล่าเรียน หรือพูดซ้ำว่า การศึกษาเล่าเรียน

สิกขาบทหมายถึงข้อศีล ข้อวินัย คือศีลแต่ละข้อ วินัยแต่ละข้อ เช่นศีลของสามเณรมี ๑๐ ข้อ เรียกว่ามี ๑๐ สิกขาบท ศีลของพระภิกษุ มี ๒๒๗ ข้อ เรียกว่ามี ๒๒๗ สิกขาบท

ดูเพิ่ม
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B2



มีศิล มีสมาธิ แล้วจะเกิดปัญญาอยู่ในคำสอนสูตรไหนของพระพุทธเจ้าครับ ไม่ใช่ของศาสนาพราหมณ์ หรือครับ ของศาสนาพุทธคือ ปัญญา ศิล สมาธิ ไม่ใช่หรือครับ


มีศิล มีสมาธิ แล้วจะเกิดปัญญาอยู่ในคำสอนสูตรไหนของพระพุทธเจ้าครับ ไม่ใช่ของศาสนาพราหมณ์ หรือครับ ของศาสนาพุทธคือ ปัญญา ศิล สมาธิ ไม่ใช่หรือครับ

คุณตู่ขอรับ ไม่ทราบว่าความรู้นี้ท่านได้มาจากแหล่งใด ผมขออนุญาตขอทราบไว้
เป็นความรู้นะครับ กราบขออภัยหากเป็นการรบกวนนะครับ และ เผื่อผมจะได้ปรับเปลี่ยนความรู้ให้ถูกต้องตามหลักฐาน ที่ถูกต้องครับ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนนะครับ ขอบคุณและอนุโมทนาครับ


อ้อ..นิดนึงครับ ศาสนาฮินดูเอง ไม่มีปัญญาครับเพราะเป็นศาสนาเทวนิยมคือเป็นไปตามบันดาลของพระเจ้า
ไม่สามารถพัฒนาปัญญาเพื่อการหลุดพ้นจากวัฏฏะได้อย่างแท้จริงครับ





ผมมีหนังสือที่กล่าวถึงเรื่อง ศิล สมาธิ ปัญญา อย่างน่าสนใจ ถ้าสนใจบอกที่อยู่ไว้นะครับ ผมจะส่งไปให้ ฟรีครับ หรือถ้าอยู่แถว ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ ก็มาเอาได้ครับผมอยู่ลำพูน


http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=18329


 เปิดอ่านหน้านี้  2840 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย