วิญญาณกับวิทยาศาสตร์
 playboyavatar   6 ก.ค. 2555

กระผมได้อ่านหนังสือหลายเล่ม ที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณ พบว่า
น้อยมากที่พูดถึงในแง่วิทยาศาสตร์ กระผมรวบรวมข้อมูล
และวิเคราะห์ออกมา เป็นภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจ
บางเรื่องกระผมสอนแทรกข้อคิดเห็นส่วนตัว
กระผมเน้นเขียนเฉพาะในเรื่องที่น่าจะเป็นจริงที่สุด จึงเลี่ยงไม่ได้
ที่จะต้องเอาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศาสนามาเขียน
ไม่มีเจตนาลบหลู่แม้แต่น้อยเลย หากมีจุดไหนที่ไม่น่าเป็นไปได้
ขอท่านผู้อ่านใช้ปากกา วงกลมไว้ และขออภัยท่านผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วย
ก่อนอื่นกระผมขอนำ เสนอในรูปการให้คำนิยามศัพท์ครับ
1)สิ่งที่มีอยู่ คือ สิ่งทั้งปวงที่ดำรงอยู่ในรูปแบบของมัน
บางชนิดตัวเราสัมผัสได้ บางชนิด สัมผัสไม่ได้
สิ่งที่มีอยู่บางชนิดจะดำรงอยู่แม้ตัวเราตาย เช่นวิญญาณของเรา บาปบุณของเรา
สิ่งที่มีอยู่บางชนิดจะปรากฏขึ้นหรือจางหายไปตามกาลเวลาในตอนที่เรามีชีวิตอยู่
เช่น อารมณ์ ความรู้ ความทรงจำ เป็นต้น สิ่งที่มีอยู่ มี 4 ประเภท คือ
สสาร ,อสสาร,วิญญาณและพระเจ้า
2)วิญญาณ คือ ตัวเชื่อมระหว่างสสารกับอสสาร มนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลายจะสำนึก
มีตัวตนได้ ต้องอาศัยวิญญาณ
3)อสสาร คือ สิ่งที่มีอยู่ประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่กินเนื้อที่ในช่องว่างของเอกภพ
หรือขนาด เป็นศูนย์นั่นเอง อสสาร มีหลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น อารมณ์
ความทรงจำหรือความรู้ ความรู้สึก สมาธิ สติ นิพพาน บาป บุญ
ความสำนึกมีตัวตน กาลเวลา ฯลฯ เป็นต้น
4)สสาร คือ สิ่งที่มีอยู่ทั้งหลายที่ไม่ใช่ทั้งอสสารและวิญญาณ ได้แก่
ดิน น้ำ อากาศ ไม้ ร่างกายคน โลก ดวงอาทิตย์ ดาวนิวตรอน หลุมดำ เป็นต้น
เป็นได้ทั้งของแข็ง ของเหลวและก๊าซ ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความดัน
สสารนั้นประกอบจากหน่วยเล็กๆ หนึ่งชื่อว่า อนุภาค อนุภาคมีหลายชนิด
ที่มนุษย์ค้นพบแล้วเช่น อนุภาคอิเล็คตรอน อนุภาค โปรตรอน อนุภาคนิวตรอน
อนุภาคโฟตรอน อนุภาคนิวตริโน อนุภาค เตคีออน เป็นต้น
และยังมีอนุภาคอื่นอีกมากมายที่มนุษย์ยังค้นหาไม่พบ
อนุภาคต่างชนิดมีคุณสมบัติต่างกัน การกำหนดคุณสมบัติของอนุภาคนั้น
ถูกกำหนดโดยพระเจ้า อนุภาคนั้นถึงแม้จะเล็กมาก แต่ก็ยังกินพื้นที่ในเอกภพ
หรือขนาดไม่เป็นศูนย์ ดังนั้นจึงถือเป็น สสาร
5)นิพพาน คืออสสารรูปหนึ่ง ศาสนาพุทธสอนว่า ประเสริฐที่สุด
โดยมนุษย์ถือเป็นสิ่งมีชีวิต มีเพียงส่วนน้อยมากๆที่จะเข้าใจเข้าถึง
ลักษณะของผู้สำเร็จนิพพานที่เด่นคือ จะมีอิทธิฤทธิ์แต่จะไม่แสดงออก
เพราะพวกเขาถือว่าอิทธิฤทธิ์ต่างๆนั้นไม่ใช่สิ่งน่ายกย่อง หลังจากพวกเขาตายไป
พระเจ้าจะให้พวกเขาไปจุติ เป็นสิ่งประเสริฐสูงสุด ตามความปรารถนา
ที่วิญญาณนั้นๆ และดำรงสุขชั่วนิรันดร
6)มนุษย์ คือ สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง เป็นเผ่าพันธ์ที่มีสติปัญญาสูง มักตกอยู่
ภายใต้อำนาจเงิน, กาม ฯลฯ อาศัยที่ดาวเคราะห์ที่ห่างจากดวงอาทิตย์
เป็นอันดับที่สามในระบบสุริยะ
7)มนุษย์ต่างดาว คือเผ่าพันธ์อีกเผ่าพันธ์ที่มีสติปัญญาสูง อยู่ในดาวเคราะห์
ดวงอื่น มีอยู่เป็นล้านล้านเผ่าพันธ์ กระจายกันอยู่ในเอกภพ มนุษย์ต่างดาว
แต่ละเผ่าพันธ์จะมีระดับสติปัญญาแตกต่างกันไป แต่ละเผ่าพันธ์มีอัตรา
การสำเร็จนิพพานของประชากรมากน้อยต่างกันไป
8)สัตว์ต่างดาว คือเผ่าพันธ์มีสติปัญญาน้อย ไม่ถึงขั้นได้เป็นมนุษย์ต่างดาว
ยกตัวอย่างเช่น แมวกับ สุนัข ถือเป็นสัตว์ต่างดาวในมุมมองของมนุษย์ต่างดาว
จำนวนเผ่าพันธ์ของสัตว์ต่างดาว เมื่อเที่ยบกับมนุษย์ต่างดาวแล้ว
มีมากเป็นล้านเท่า ดาวเคราะห์ส่วนมากจะมีแต่สัตว์ต่างดาว
โดยไม่มีมนุษย์ต่างดาว
9)ระบบสุริยะ คือ ที่ตั้งของดวงอาทิตย์และบรรดาเคราะห์ต่างๆ
รวมทั้งดาวเคราะห์โลก ปัจจุบันที่ค้นพบมีดาวเนปจูนอยู่ไกลที่สุด
จากดวงอาทิตย์โดยเฉลี่ย 4.54 พันล้านกิโลเมตร (ประมาณ 30
เท่าระยะทาวจาก โลกถึงดวงอาทิตย์) หากย่อระยะทางจากดวงอาทิตย์
ถึงดาวเนปจูนลงเหลือ1มิลลิเมตร ดาวฤกษ์ที่ใกล้ที่สุดเท่าที่ค้นพบ
จะห่างออกไปประมาณ 9 กิโลเมตร นั่นคือดาวฤกษ์ที่ชื่อ พรอกซิมา เซนทอรี่
ทั้งระบบสุริยะของเรา และของดาวฤกษ์พรอกซิมา เซนทอรี่
อยู่ในระบบดาราจักรเดียวกันชื่อ ดาราจักรแห่งทางช้างเผือก
ดาราจักรแห่งทางช้างเผือก มีรูปร่างคล้ายจานข้าว2จานประกบกัน
มีเส้นผ่าศูนย์กลางเป็น เป็น 2หมื่นเท่าของระยะทางระหว่างดวงอาทิตย์
กับดาวฤกษ์ที่ชื่อ พรอกซิมา เซนทอรี่ ดาราจักรมีมากมาย
ถูกค้นพบว่ามีมากกว่าล้านดาราจักร ดาราจักรทางช้างเผือกเป็นหนึ่งใน
บรรดาจำนวนหลักล้านนั้น ทุกดารจักรอยู่ในช่องว่างเดียวกัน
เรียกว่า เอกภพ ทุกสรรสิ่งในเอกภพอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า
โลกของมนุษย์นั้นถือว่า เป็นเพียงธุลี ของธุลีเท่านั้น ด้วยพระเมตตาของ
พระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ พระองค์จึงได้พยายามที่จะชี้นำมนุษย์มาหลายหมื่นปีแล้ว
โดยได้ผ่านศาสนทูตแต่ละท่าน ที่รู้จักกันดีเช่น พระเยชูกับนบีมูฮัมมัด
และที่บางคนไม่ รู้จัก เช่น โมเสสกับโนอาเป็นต้น
10)อารมณ์ เป็นอสสารประเภทหนึ่งของ มีหลายประเภทเช่น
ความโกรธ ความเกลียด ความโลภ ความอิจฉา ความใคร่ ความรัก
ความเมตตา ความกรุณา ความปล่อยวาง ความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเราของเรา
ฯลฯ อารมณ์นั้นเป็น สิ่งที่มีอยู่ แต่เป็น สิ่งที่มีอยู่ที่ไม่กิน
พื้นที่ช่องว่างของเอกภพ ดังนั้นจึงเข้าลักษณะของอสสาร
11)พระเจ้า คือ สิ่งที่มีอยู่ชนิดหนึ่ง อยู่ทุกที่ทุกเวลาแต่ไม่มีร่างกายเป็น
แบบนั้นแบบนี้ เป็นผู้สร้างกฏธรรมชาติ และจากกฎธรรมชาติก่อกำเนิดเอกภพ
และกาลเวลา เป็นผู้จัดสรรวิญญาณ ผู้พยายามชี้นำมนุษย์ จากอวิชชา
และความงมงาย แต่ด้วยมนุษย์มีสติปัญญา ธรรมะ ความยึดมั่น
แบ่งพรรคแบ่งพวก ปัจจัยอุปสรรคแตกต่างกันมาก ทำให้ก่อเกิด
ศาสนาท่านศาสนาเรา เช่น ศาสนายูดาย ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ฯลฯ
ทั้งที่พระเจ้า โดยเจตนาเดิมไม่ประสงค์ให้ทะเลาะกัน
12)อำนาจของพระเจ้านั้น มหาศาลมาก สามารถ รอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ได้ในเวลาเดียวกัน พระองค์บอกมาในอัลกุรอ่านว่า ไม่มีใบไม้ใบไหน
ร่วงลงโดยที่ตูข้าไม่รู้ ความดีความชั่วของสูเจ้า แม้เพียงเล็กน้อยตูข้ารู้
และตระหนักยิ่ง แต่พระองค์ไม่สามารถบังคับควบคุมร่างกายของมนุษย์
แม้แต่สักคนเดียวให้ทำแต่ความดี หรือบังคับจิตใจของมนุษย์ แม้แต่สักคนเดียว
ให้แต่งงานกับคนนั้น มีลูกเป็นคนนี้ พระองค์จึงมีฐานะเป็นผู้ตาม มีหน้าที่
เอาวิญญาณตัวเราไปจุติไว้ในครรภ์ เมื่อตัวอ่อนมนุษย์มีอายุ3เดือน
ตามเกรดหรือ ความเหมาะสมของวิญญาณของตัวท่าน จนกว่าวิญญาณ
ของตัวท่านได้ขัดเกลาจนถึงขั้น นิพพาน จึงจะหลุดจากการถูกจัดสรร
ศาสนาพุทธเรียกสิ่งนี้ว่า การเวียนว่ายตายเกิดและ กฎแห่งกรรม
13)อวิชา คือความไม่รู้ ความคิดเองเออเอง เช่นคิดว่าตัวเองหายตัวหรือเหาะได้
ทั้งที่ในความเป็น จริง ตนเองไม่มีความสามารถถึงขนาดนั้น
การเข้าใจในลักษณะเอกภพ เข้าใจว่าตนเองมีตัวเพราะอะไร แล้วเพื่ออะไร
รวมทั้งการเข้าใจพระเจ้า เป็นธรรมะหนึ่ง เป็นบันไดขึ้นสู่นิพพาน
แท้จริงการมุ่งเน้นตัดกามนั้นเป็นแค่บันไดขั้นหนึ่ง ในบันไดหลายขั้นนับไม่ถ้วน
ถึงแม้เราจะตัดกามได้เด็ดขาด แต่ก็ยังอีกไกลนัก ที่จะเข้าถึงนิพพาน
การเข้าถึงนิพพานได้นั้นจะต้องพึ่งตนเอง อีกทั้งบังคับอารมณ์ได้ ไม่ปล่อยให้
อารมณ์บังคับตนได้ดังพุทธสุภาษิตว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน พระเจ้าคอยให้กำลังใจ
ดังเช่นพระเจ้าเคยให้กำลังใจพระพุทธเจ้าโดยให้จานข้าวลอยทวนน้ำมาแล้ว ครั้น
สมัยพุทธกาล
14)ศาสนา คือ ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีพิธีกรรมเป็นเครื่องปรุงแต่ง
15)พิธีกรรม คือ กิจกรรมที่ศาสนากำหนดขึ้น เพื่อดึงให้มนุษย์เห็นความสำคัญ
ของศาสนา แต่มีมนุษย์ส่วนหนึ่ง หาประโยชน์เป็นทรัพย์จากพิธีกรรม
ใช้อวิชชาปั้นน้ำเป็นตัว เช่นสมมติ สอนว่า ถ้าบริจาคเงินให้ศาสนาแล้วจะ
ได้บุญมากกว่า การเอาเงินจำนวนเท่ากัน ไปเลี้ยงดูพ่อแม่ที่แก่ชราเป็นต้น
มนุษย์ส่วนมากเข้าใจคุณค่าของพิธีกรรมไม่ตรงใจพระเจ้า เช่นเข้าใจว่า
มีตัวตนเพื่อทำพิธีกรรมนั้นถูกต้องที่สุด จนทำแต่พิธีกรรม ไม่สนใจ
ทำงานหาเลี้ยงชีพหรือไม่ดูแลลูกเมีย หรือการทำกุรีบันฆ่าแพะแล้วจะได้บุญ
แท้จริงพระองค์อยากให้ เป็นสัญลักษณ์แสดงการขออนุญาตและ
เมตตาต่อแพะขอเนื้อมันมาเป็นอาหารเพื่อประทังชีพหรือแจกคนยากไร้
ไม่ใช่เพื่อหวังบุญให้ตนเองจากการประกอบพิธีกรรมฆ่าแพะ
มนุษย์ผู้ไม่เข้าใจธรรมะถูก ความโลภจากการอยากได้บุญครอบงำ
และหลงอยู่ในอวิชา เช่นนี้จึงห่างไกลจากนิพพาน
พระเจ้านั้นชื่นชมมนุษย์ผู้ใช้สติปัญญา คิดดีทำดี ใฝ่ธรรมมะ มากกว่ามนุษย์
ที่ทำการสักการะพระองค์เพื่อหวังบุญ ยกอุทาหรณ์เช่น ชื่นชมมนุษย์ที่
สร้างสรรค์วิชาการทางการแพทย์ มากกว่าผู้งอมืองอเท้าเอาแต่สวดภาวนา
ให้ตนหายจากโรค พระเจ้าใช้ประโยชน์จากพิธีกรรมเป็นวิธีสุดท้ายดึง
ความสนใจของมนุษย์ให้มนุษย์เข้าใจ อบอุ่นใจและเชื่อฟังพระองค์
การทดลองเรื่องการมีอยู่ของวิญญาณในแนววิทยาศาสตร์ โดยใช้สติปัญญา
เอาวิชาตรรกศาสตร์มาช่วย ทำการทดลองในสมอง
เป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้
1 การตั้งคำถามของการทดลองที่หนึ่ง
1.1เราเป็นตัวเราทำไม
1.2เราเป็นตัวเราเพื่ออะไร
1.3ถ้าพ่อแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น ตัวเราจะมีตัวตนไหม
1.4ถ้าแม่แต่งงานกับผู้ชายคนอื่น ตัวเราจะมีตัวตนไหม
1.5ถ้าปู่แต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น พ่อเราจะมีตัวตนไหม
1.6ถ้าย่าแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น พ่อเราจะมีตัวตนไหม
1.7ถ้าพ่อเราไม่มีตัวตน ตัวเราจะมีตัวตนไหม
1.8ถ้าตาแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น แม่เราจะมีตัวตนไหม
1.9ถ้ายายแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น แม่เราจะมีตัวตนไหม
1.10ถ้าแม่เราไม่มีตัวตน ตัวเราจะมีตัวตนไหม
2 ตั้งสมมุติฐานของการทดลองที่หนึ่ง
หากพ่อหรือแม่ทางสายเลือดเป็นคนละคนกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
พ่อเราได้ผู้หญิงคนอื่น แม่เราได้ผู้ชายคนอื่น แล้วมีลูก
ตัวเราจะสำนึกมีตัวตนเป็นลูกของพ่อที่แท้จริงกับผู้หญิงคนอื่น
หรือเป็นลูกของแม่ที่แท้จริงกับผู้ชายคนอื่น โดยรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปครึ่งหนึ่ง
หากว่า พ่อที่แท้จริง แม่ที่แท้จริง แต่งงานกับคนอื่นแล้วมีลูก
ลูกคนที่เท่าไหร่ของพ่อที่แท้จริง หรือ ของแม่ที่แท้จริงจึงจะเป็นตัวเรา
ในเมื่อการหาคู่นี้ พระเจ้าไม่มีอำนาจบังคับได้ ดังนั้นตัวของท่าน
ต้องเป็นสิ่งที่พึ่งจัดสรรขึ้นมาใหม่ โดยพระเจ้าพิจารณาจากระดับธรรมะ
บุญกรรม เป็นต้น ว่าจะส่งไปให้พ่อแม่แบบไหนเลี้ยงดู พระเจ้าเปิดเผย
แก่มุสลิมว่า หลังจากไข่กับอสุจิ ปฏิสนธิกัน พระเจ้าจะยังไม่ส่งวิญญาณ
ไปจุติในตัวอ่อนทารกนั้นทันที แต่จะรอจนระยะเวลา ประมาณ 3 เดือน
จึงจะนำวิญญาณของเราไปบรรจุไว้ในร่างกายทารกนั้น เพราะฉะนั้น
พ่อแม่ของทารกผู้นั้น ถ้าท้องยังไม่ถึง3เดือน ยังสามารถขอพรให้วิญญาณที่ดี
เช่นวิญญาณที่มีความกตัญญูสูง มา สิงสถิตในร่างตัวอ่อนทารกได้อยู่
สิ่งที่ใช้ในการทดลองที่หนึ่ง 1 ฝ่ามือ 2 ดวงตา 3 เรี่ยวแรงกำมือ
การทดลองที่สอง ขอท่านผู้อ่านหงายฝ่ามือของท่านทั้งสองขึ้น
มองไปที่ฝ่ามือทั้งสอง กำแล้วแบ ๆๆ ซ้ำไป ซ้ำมา ตอนนี้ตัวเรารู้สำนึกมีตัวตน
ชัดเจนขึ้น หลังจากนั้นให้มองไปที่มนุษย์รอบๆ
วิเคราะห์การทดลองที่สอง ท่านผู้อ่านจะสามารถอนุมานว่าผู้ที่ท่านเห็นนั้น
เขาต่างจากก้อนหิน สามารถทำการสำนึกมีตัวตนชัดเจนขึ้นเหมือนตัวท่าน
สรุปผลการทดลองที่สอง พวกเขาต้องมีความรู้สึก ร้อน หนาว หิว เจ็บ ง่วง
หลับ ได้เช่นเดียวกับตัวท่านผู้อ่าน โปรดติดตามตอนต่อไป


ที่มา : ใบไม่ในป่า

DT012910

playboyavatar

6 ก.ค. 2555
 เปิดอ่านหน้านี้  3656 

  ความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย