พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนอะไร
 หิ่งห้อยน้อย   25 ธ.ค. 2553

 
..... เทวทหสูตร

หมู่ภิกษุ มากรูป ได้ปรารถนา
สู่ปัจฉา ภูมิชนบท ด้วยทั้งสิ้น
เพื่อปฏิบัติ ตามศาสดา เป็นอาจิณ
รวมกันสิ้น เข้าเฝ้าฯ พระศาสดา

ได้ตรัสตอบ เห็นชอบ ทรงอนุญาต
ก่อนจักปราศ พบพี่ใหญ่ เพื่อสิกขา
ฟังโอวาท ก่อนไป ในพนา
เพิ่มปัญญา เป็นเสบียง เพื่อเลี้ยงตัว

พี่ใหญ่คือ มหาเถระ สารีบุตร
ผู้โกมุท บานไสว ไม่สลัว
สิ้นกิเลส ตัณหา ไม่พันพัว
ดุจดอกบัว น้ำมิเกาะ และเบ่งบาน

***************

เจริญในธรรม เจ้าค่ะ
 







ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็เธอทั้งหลายลาสารีบุตรแล้วหรือ?

************
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า
พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์ยังมิได้ลาท่านพระสารีบุตร.

***********************
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงไปลาสารีบุตรเถิด.
สารีบุตรเป็นบัณฑิตอนุเคราะห์เพื่อนพรหมจารี.







หมู่ภิกษุ น้อมวันทา อภิวาท
ลงเบื้องบาท อัครสาวก สารีฯ นั่น
พระเถระ กล่าวรับ ทักโดยพลัน
พวกท่านนั้น ควรทูลลา พระภูมี

เพราะเมื่อท่าน ก้าวไป ในโลกกว้าง
ระหว่างทาง อาจพบ ประสบที่
หมู่บัณฑิต ปรารถนาธรรม พระภูมี
เอ่ยวจี ซักถาม ตามต้องการ

ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสสอนอะไร
จะน้อมใจ น้อมจิต ฟังคำขาน
จะตั้งใจ ด้วยโยนิโสมนสิการ
เมื่อถึงกาล ท่านต้อง วิสัชนา

หมู่ภิกษุ จึงกล่าว และเล่าไป
องค์ภูวไนย ให้มาหา เพื่อสิกขา
ขอพระเถระ จงมี จิตเมตตา
ให้เทศนา แก่พวกข้าฯ เพื่อจดจำ

***************

เจริญในธรรม เจ้าค่ะ








พระศาสดา ตรัสสอน แก่บริษัท
ให้กำจัด ฉันทราคะ ละให้สิ้น
เพราะสถิต อยู่ในจิต เป็นอาจิณ
มิหมดสิ้น แม้นไม่ละ จะพบภัย

จิตของผู้ เข้าถึง อกุศลธรรม
ย่อมถลำ คลุกเคล้า ในทุกข์ใหญ่
ทั้งลำบาก ทั้งคับแค้น ถึงแก่นใจ
เพราะจิตไซร้ คลุกใน ฉันทราคะ


***************

เจริญในธรรม เจ้าค่ะ









ปุจฉา ??

ราคะ .......... คืออะไร
ฉันทราคะ .... คืออะไร

**********************


วิสัชนา...

ราคะ คือ ความกำหนัด ความติดใจ
กามคุณไซร้ ทั้งห้า ที่แผดเผา
ดั่งอัคคี ที่สุมอยู่ ในจิตเรา
พาสู่เขลา สู่มัวเมา สู่อบาย

กามราคะ มีทั้งคุณ คือประโยชน์
และมีโทษ ที่ยิ่งใหญ่ นะสหาย
รู้จักคุณ รู้จักโทษ ก่อนวางวาย
ช่วยจิตคลาย อุปาทาน มีนานมา

แม้ไม่รู้ โทษหรือคุณ ที่หนุนนำ
หรือที่พา จิตถลำ คลำตัณหา
ยากจะถอน จากจิตได้ ไม่นำพา
จึงพกพา กามไป ในวงวัฏฏ์


ฉันทราคะ ความพอใจ ในกามนั้น
ยากจะบั่น ยากจะผละ และกำจัด
เพราะว่าคุณ ฉันทราคะ คือโสมนัส
ทุกสัมผัส ที่พอใจ ให้ติดตรึง

*****************************

เจริญในธรรม เจ้าค่ะ








[๑๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็อะไรเล่า เป็นคุณของกามทั้งหลาย?

...ดูกรภิกษุทั้งหลาย
กามคุณ ๕ ประการนี้
๕ ประการเป็นไฉน? คือ

รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ
น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก
ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสต
น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก
ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ
น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก
ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา
น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก
ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย
น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก
ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
กามคุณ ๕ ประการ เหล่านี้แล

ความสุข ความโสมนัสใดเล่า
อาศัยกามคุณ ๕ เหล่านี้เกิดขึ้น
นี้เป็นคุณของกามทั้งหลาย.

*************************

***************

เจริญในธรรม เจ้าค่ะ









     โทษของกามราคะ

โทษของราคะ มีมากมาย อยู่หลายอย่าง
หนึ่งต้องสร้าง ฐานะให้ ไร้เสื่อมศรี
...ต้องขยัน ตรากตรำ กรำทวี
เพื่อให้มี ให้ได้ ตามต้องการ

เมื่อได้มา ความสุข โสมนัส
ก็ยื่นหัตถ์ คุมจิตไว้ ให้ผสาน
ย่อมขวนขวาย เหนื่อยยากขึ้น ในการงาน
ทรัพย์ศฤงคาร ยศฐาฯ ประดามี

ได้มาแล้ว ไม่แคล้ว ต้องพลัดพราก
ไม่อยากจาก ก็ต้องพราก ตามวิถี
ทุกข์ โศก เศร้า โทมนัส ต่างเกิดมี
ท่วมฤดี จับเจ่าทุกข์ สุขหายไป

บ้างขยัน ขันแข็ง แรงเกือบหมด
ต้องรันทด เพราะไม่ได้ จักทำไฉน
ทุกข์ ก็เข้า มาเยือน ในทันใด
เหตุแจ้งใจ ข้อที่หนึ่ง ซึ้งโทษ..กาม


เจริญในธรรม เจ้าค่ะ








[๑๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็อะไรเล่า เป็นโทษของกามทั้งหลาย?

****************
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
กุลบุตรในโลกนี้ เลี้ยงชีวิตด้วยความขยันประกอบศิลปใด คือ
ด้วยการนับคะแนนก็ดี ด้วยการคำนวณก็ดี ด้วยการนับจำนวนก็ดี
ด้วยการไถก็ดี ด้วยการค้าขายก็ดี ด้วยการเลี้ยงโคก็ดี
ด้วยการยิงธนูก็ดี ด้วยการเป็นราชบุรุษก็ดี ด้วยศิลปอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี

ต้องตรากตรำต่อความหนาว
ต้องตรากตรำต่อความร้อน
งุ่นง่านอยู่ด้วยสัมผัสแต่เหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลาน
ต้องตายด้วยความหิวระหาย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
แม้นี้ ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ที่เห็นๆ กันอยู่
มีกามเป็นเหตุ
มีกามเป็นต้นเค้า
มีกามเป็นตัวบังคับ
เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นขยัน สืบต่อ พยายามอยู่อย่างนี้
โภคะเหล่านั้นก็ไม่สำเร็จผล

เขาย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพัน ตีอก คร่ำครวญ
ถึงความหลงเลือนว่า
ความขยันของเราเป็นโมฆะหนอ
ความพยายามของเราไม่มีผลหนอ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
แม้นี้ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ที่เห็นๆ กันอยู่
มีกามเป็นเหตุ
มีกามเป็นต้นเค้า
มีกามเป็นตัวบังคับ
เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้น



เจริญในธรรม เจ้าค่ะ







ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นขยัน สืบต่อ พยายามอยู่อย่างนี้
โภคะเหล่านั้นก็ไม่สำเร็จผล

เขาย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพัน ตีอก คร่ำครวญ
ถึงความหลงเลือนว่า
ความขยันของเราเป็นโมฆะหนอ
ความพยายามของเราไม่มีผลหนอ

************************************
ปิเยหิ วิปโยโค ทุกโข

อนุโมทนาสาธุธรรมครับ

*************************






สาธุเจ้าค่ะ ...เจต


โทษของกามราคะ (ต่อ)

เมื่อกุลบุตร หามาได้ ในโภคะ
ก็เริ่มจะ ระแวง ในทรัพย์สิน
เกรงโจรร้าย จักหมาย เอาไปสิ้น
ภัยแผ่นดิน ภัยลม น้ำ อีกมากมาย

ย่อมหาทาง ป้องกัน เพื่อฟันฝ่า
ภัยนานา จะทำทัพย์ ใหสูญสลาย
แม้แต่บุตร อาจจ้องผลาญ พาลทำลาย
ความสุขหาย ทุกข์ เศร้า เข้าครอบครอง

เมื่อยามเกิด อัคคีภัย หรือพายุร้าย
กวาดทำลาย ทรัพย์หายไป ให้หม่นหมอง
เกิดความทุกข์ ร่ำพิไร เข้ามาครอง
โทษประการสอง ของกาม ติดตามมา



เจริญในธรรม เจ้าค่ะ







@ กามคุณ ๕ ที่ว่า...น่ารัก !

@ รูปสวยสวย หน้าตา ช่างน่ารัก
ได้ประจักษ์ แก่สายตา พาหลงใหล
ผิวขาวนวล ยวนยั่ว ในหัวใจ
รูปอะไร ไหนเล่า เท่านารี

@ เสียงไพเราะ เพราะพริ้ง ยิ่งสดใส
ฟังเท่าไร ไม่เบื่อ เชื่อไหมนี่
ยิ่งออดอ้อน คะขา วาจาดี
เดี๋ยวเรียกพี่ เรียกป๋า น่ารักจัง

@ กลิ่นหอมหอม โชยมา ยิ่งพาหลง
บอกตรงตรง กลิ่นหอม พร้อมความหวัง
หอมอะไร ใจสั่น หวั่นภวังค์
ทุกทุกครั้ง ได้หอม ย่อมเสียคน

@ ลิ้นลิ้มรส อาหาร จานอร่อย
ยิ่งลิ้มบ่อย ยิ่งติด จิตสับสน
อยากกินโน่น กินนี่ มีหรือจน
ไม่กังวล ขอให้ ข้าได้กิน

@ โผฏฐัพพะ สัมผัส กระหวัดร่าง
กอดรัดอย่าง ตั้งใจ ใฝ่ถวิล
กามรส สัมผัส รัดชีวิน
สัตว์ด่าวดิ้น เพราะหลง ในดงกาม

@ กามคุณ ทั้ง ๕ ถ้าลุ่มหลง
ชีวิตคง หม่นหมอง ไม่ต้องถาม
เพราะรูปเสียง กลิ่นรส ที่งดงาม
เพียงชั่วยาม ชั่วครั้ง ไม่ยั่งยืน

@ รูปที่สวย ไม่นาน ก็พาลเน่า
หน้าที่ขาว เดี๋ยวก็เห็น เป็นอย่างอื่น
หุ่นที่สวย ประเปรียว เดี๋ยวก็คืน
ผิวเป็นคลื่น หน้าเหี่ยวย่น..โอ้ คนเอย...!





สาธุเจ้าค่ะ..... ท่านพุดเดิล

ขอน้อมคำ โมทนา สาธุการ
พุดเดิลจาร กามคุณห้า ที่พาเขลา
ได้ละเอียด ละออยิ่ง เกินจักเกลา
ดุจดังเอา ประสบการณ์ มาจารลง



เจริญในธรรม เจ้าค่ะ










[๑๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็อะไรเล่า เป็นโทษของกามทั้งหลาย?

...*****************

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นขยัน สืบต่อ พยายามอยู่อย่างนี้
โภคะเหล่านั้นทำเร็จผล

เขากลับเสวยทุกข์ โทมนัส
ที่มีการคอยรักษาโภคะเหล่านั้นเป็นตัวบังคับว่า
ทำอย่างไรพระราชาทั้งหลาย ไม่พึงริบโภคะเหล่านั้นไปได้
พวกโจรพึงปล้นไม่ได้ ไฟไม่พึงไหม้ น้ำไม่พึงพัด
ทายาทอัปรีย์พึงนำไปไม่ได้

เมื่อกุลบุตรนั้นคอยรักษาคุ้มครองอยู่อย่างนี้
พระราชาทั้งหลายริบโภคะเหล่านั้นไปเสียก็ดี
พวกโจรปล้นเอาไปเสียก็ดี ไฟไหม้เสียก็ดี น้ำพัดไปเสียก็ดี
ทายาทอัปรีย์นำไปเสียก็ดี

เขาย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพัน ตีอก คร่ำครวญ
ถึงความหลงเลือนว่าสิ่งใดเคยเป็นของเรา แม้สิ่งนั้นก็ไม่เป็นของเรา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
แม้นี้ ก็เป็นโทษของกามทั้งหลาย เป็นกองทุกข์ที่เห็นๆ กันอยู่
มีกามเป็นเหตุ
มีกามเป็นต้นเค้า
มีกามเป็นตัวบังคับ
เกิดเพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายทั้งนั้น.

***********************

เจริญในธรรม เจ้าค่ะ







 เปิดอ่านหน้านี้  4672 

  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย