ขอเชิญร่วมปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ 4-8 ธันวาคมนี้ มูลนิธินิธิกรบางปู สมุทรปราการ เยื้องวัดอโศการาม
 UMP   27 พ.ย. 2556

1. ผู้นำปฏิบัติ  : 
   แม่ชีเกณฑ์ นิลพันธ์ จาก วัดป่าเจดีย์เทวธรรม(สำนักวิปัสสนากรรมฐานขุนศึกเทพพญา)  ติดตามรายละเอียดของท่านได้ที่ แม่ชีเกณฑ์ วัดป่าเจดีย์ | Facebook     https://www.facebook.com/profile.php?id=100006281232950&ref=ts&fref=ts  

ประวัติของท่าน                  
คุณแม่ชีเริ่มสนใจศึกษาพระธรรมมาตั้งแต่ยังเด็ก จนกระทั่งอายุได้ 14 ปี คุณแม่ชีได้มีโอกาสฟังธรรมจากหลวงปู่ศรี มหาวีโร แห่งวัดป่ากุง จังหวัดร้อยเอ็ด ท่านบอกว่า มนุษย์เกิดมามีแต่ความอยาก มีแล้วก็อยากมีอีก คนฟังธรรม 100 คน ฟังแล้วหลุดพ้นได้มีไม่กี่คน ต้นไม้ที่มีรากก็จะสามารถออกดอก ออกผล มีลูก ต่อยอดไปไม่มีวันจบสิ้น เปรียบกับมนุษย์ที่...มีครอบครัว ก็มีทั้งลูก หลาน ญาติ พี่น้อง หากใครต้องการหลุดพ้น ต้องออกจากการมีครอบครัว ด้วยการตัดช่องน้อยแต่พอตัว หลังจากได้ฟังหลวงปู่ศรีแล้วนั้นท่านแม่ชีก็ตั้งใจปฏิบัติ เดินทางไปฟังเทศน์จากหลวงปู่ และใส่บาตรกับหลวงปู่อยู่เป็นประจำ จนกระทั่งอายุ 18 จึงตัดสินใจบวชชี เพราะต้องการหลุดพ้น คุณแม่ชีได้ออกบวชตั้งแต่ท่านอายุ 18 ปี ที่วัดบูรพาพิราม และได้เดินทางมากรุงเทพ มาปฏิบัติธรรมที่วัดบุญศรีมณีกรณ์ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้ตั้งเป็นวัดเป็นเพียงสำนักปฏิบัติธรรม เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยมีหลวงปู่เลื่อนจากวัดถ้ำผ้าห่อ จ.นครศรีธรรมราช เป็นวิปัสสนาจารย์และเป็นผู้สอบอารมณ์                   
ในการปฏิบัติ คุณแม่ชีได้มองเห็นเหตุแห่งการเกิดทุกข์ เห็นทางพ้นทุกข์ เป็นอย่างไร หลังจากนั้นท่านได้เดินทางไปอยู่ที่วัดร่ำเปิง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ประมาณ 16 ปี โดยทำหน้าที่เป็นผู้สอบอารมณ์แก่ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่นั่น และไปอยู่ที่อื่นๆรวมระยะเวลาที่อยู่ทางเหนือประมาณ 20 ปีหลังจากนั้นจึงได้กลับมาอยู่ที่ จ.ร้อยเอ็ด                
ตลอดระยะเวลา 36 ปี แห่งการบวชชีเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนา ท่านแม่ชีได้พบและเรียนรู้คำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ท่านแม่ชีจีงต้องการถ่ายทอดคำสอนของพระพุทธองค์ให้กับผู้ที่สนใจได้รู้และนำไปปฏิบัติ สิ่งที่ท่านแม่ชีสอนคือแนวทางการปฏิบ้ติสติปัฎฐานสี่ เบื้องต้น เพื่อให้รู้กาย รู้จิต รู้สติ รู้ลมหายใจ เพื่อให้เกิดปัญญา.....                
ปัจจุบันท่านเป็นผู้อบรมและเป็นผู้สอบอารมณ์ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าเจดีย์เทวธรรม จ.ร้อยเอ็ด และเคยมาเปิดอบรมการปฏิบัติธรรมที่สมุทรปราการเมื่อเดือน กย. ที่ผ่านมา

ที่มา : มูลนิธินิธิกร

DT012174

UMP

27 พ.ย. 2556





2. สถานที่ปฏิบัติธรรม              
มูลนิธินิธิกร บนถนนเส้นบางปู สมุทรปราการ เยื้องวัดอโศการาม ตรงข้ามกับสวางคนิเวศสถานที่สร้างแบบสถาปัตยกรรมของคนจีน ติดถนน ด้านหน้าจะมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ เนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ สามารถจุคนได้เป็นหมื่น ภายในมีสวนสวยจัดไว้อย่างดี พร้อมต้นไม้ใหญ่ กว้างพอที่จะให้หามุมสงบเดินคนเดียวโดยไม่เห็นใครก็ได้ ผู้ที่เคยไปบอกว่าบรรยากาศของที่นั่นราวกับอยู่บนวิมาน ไม่น่าเชื่อว่าจะมีสถานที่สวยงามเช่นนี้อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ห้องน้ำ ที่นอน มีเพียงพอ เลือกนอนได้ทั้งในห้อง หรือศาลาใหญ่ กลางวันมีลมพัดเย็นสบายเพราะอยู่ใกล้ทะเล
********ที่นี่เป็นสถานที่ส่วนบุคคลซึ่งจะเปิดให้ใช้ปฏิบัติธรรมเฉพาะตอนจัดอบรมปฏิบัติธรรมเท่านั้น เวลาอื่นจะปิดและห้ามเข้า โดยปกติแม่ชีเกณฑ์จะอยู่ประจำที่วัดป่าเจดีย์เทวธรรม จ.ร้อยเอ็ด จะมาที่นี่เฉพาะตอนจัดอบรมเท่านั้น หลายท่านเข้าใจว่าท่านอยู่ที่นี่ ต้องขออภัยที่ทำให้เข้าใจผิด แต่สามารถไปปฏิบัติธรรมกับท่านที่ร้อยเอ็ด เดินทางไม่ลำบากมากนักเพราะอยู่ใน อ.เมือง มีรถทัวร์ไปถึง****** ท่านจะเดินทางมาถึงช่วงบ่ายวันที่ 3 ธ.ค. 56 สามารถเข้าไปได้ตั้งแต่วันนั้น แต่ก่อนเดินทางไปทุกท่านต้องอย่าลืมแจ้งชื่อลงทะเบียน เพราะทางแม่ครัวจะได้คำนวณอาหารให้เพียงพอ

*******สอบถามเส้นทางไปมูลนิธินิธิกร สถานที่เปิดปฏิบัติธรรม ช่วงวันที่ 4-8 ธันวาคม 2556 อย่างละเอียดได้ที่คุณมยุรี 0864551814 (ทีโอที) , 0813447570 (ดีแทค) ท่านแม่ชีเกณฑ์บอกเส้นทางในกรุงเทพฯได้ไม่ละเอียดมากเท่ากับคนในพื้นที่จึงขอรบกวนสอบถามเส้นทางได้ที่คุณมยุรีค่ะ















































3.แนวทางการสอน                       

แนวสติปัฎฐานสี่(เน้นดูกาย ใจ) ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าและอรหันต์เจ้าทุกพระองค์ ได้ปฎิบัติมาโดยเดินทางสายกลางให้ถึงมรรคถึงผล สามารถตัดภพ ตัดชาติได้เป้าหมายคือ 1. ให้เห็นเหตุที่เกิดทุกข์ 2. ให้ถึงความดับทุกข์ 3. ให้เห็นแจ้งในมรรค 4. ถึงความพ้นทุกข์คือพระนิพพาน... โดยเดินทางสายกลางเจริญด้วยมรรคมีองค์ 8 สามารถล้างกรรมที่ทำในปัจจุบันและอดีตชาติได้                                                 
ท่านจะไม่บังคับให้ทำแนวใดแนวหนึ่ง ท่านจะถามก่อน เคยปฎิบัติมาแบบไหน เช่น พุทโธก็ได้ หนอก็ได้ หรือไม่มีอะไรเลยก็ได้ ท่านจะดูผู้ปฏิบัติเป็นหลัก หากทำแบบเดิมดีท่านก็จะให้ทำแบบเดิมแต่จะบอกจุดให้ดูว่าให้ดูตรงนั้นตรงนี้โดยภาวนาแบบเดิมก็ได้ หรือบางคนที่ยังหาตัวเองไม่เจอว่าเหมาะกับแบบใดท่านก็จะบอกหนทางให้ โดยที่ทุกคนจะมีโอกาสได้ส่งอารมณ์กับท่านหลังจากปฏิบัติ ซึ่งจะท่านจะช่วยแก้ในจุดที่เราติดขัดอยู่ได้ ท่านบอกว่าหากผู้ปฏิบัติใหม่มีโอกาสได้สอบอารมณ์ขณะปฏิบัติธรรมจะทำให้การปฏิบัติธรรมนั้นก้าวหน้าไม่ติดขัด                                                      
ผลจากผู้ปฏิบัติธรรมที่มาอบรมกับท่านเมื่อเดือนที่แล้วเพียงแค่ 3 วัน หนึ่งในนั้นบอกว่าเขาไปมาหลายที่แล้ว เขาเพียงแต่เป็นผู้ได้ฟัง ไม่มีโอกาสได้ถามเพราะผู้คนมากมาย แต่ที่นี่ท่านไขข้อข้องใจและชี้จุดบอดให้กับเขาได้ เขาพบจุดบอดในตัวเขาแล้ว และอีกผู้หนึ่งเขานั่งสมาธิแล้วตกภวังค์ ง่วงอยู่ตลอดแก้ไม่เคยหาย ท่านบอกให้นั่ง 5 นาที ลุกเดิน 5 นาที เมื่อดีขึ้นท่านก็ให้เพิ่มเวลาขึ้นจนอาการนั้นหายไป เขาทำตามที่ท่านบอก ก่อนจะกลับเขามากราบเท้าท่านว่า เขามีโอกาสได้เห็นการเกิดดับแล้ว เขาขอบพระคุณแม่มาก                                                       
ท่านเน้นให้ดูกายที่เคลื่อนไหวและทุกความรู้สึกที่เข้ามากระทบใจ ปฏิบัติกับท่านมีความสนุกไม่มีเหงาแม้จะไปคนเดียวก็เหมือนไม่ได้ไปคนเดียว  บางคนบอกท่านว่ายิ่งมาปฎิบัติยิ่งคิดมากกว่าเก่าเสียอีก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ท่านบอกว่าเพราะเรามีเวลาดูจิตดูใจเรามากขึ้น ไม่มีงานหรือเรื่องอื่นมาบดบังเป็นเรื่องดีเสียอีกเราจะได้รู้ว่ามีสิ่งใดหรือเรื่องใดติดค้างในใจเราอยู่ เรื่องที่ขึ้นมานั้นไม่ใช่ขึ้นมาให้เราทุกข์แต่ขึ้นมาให้เราถอนต่างหาก ท่านให้กำลังใจผู้มาปฏิบัติใหม่เสมอ

ตารางการปฏิบัติสมาธิภาวนา ครั้งที่ 4   
พุธที่ 4 ธ.ค.56 ผู้มาปฏิบัติทยอยเดินทางเข้าที่พัก (วันแรก)
- 18.00 น. ผู้ปฏิบัติรวมกันที่ศาลาเพื่อสวดมนต์ทำวัตรเย็น และรับศีล 
- 19.00 - 22.00 น. เริ่มต้นการอบรมการปฏิบัติธรรม   
 วันพฤหัสที่ 5 – เสาร์ที่ 7 ธันวาคม 56
- 4.30 น. ถึงห้องอบรมเพื่อเตรียมตัวทำวัตรเช้า
 - 5.00 ทำวัตรเช้า
- 7.00 รับประทานข้าวต้ม 
- 9.00 ฟังบรรยายการฝึกปฏิบัติพร้อมตอบคำถาม โดยแม่ชีเกณฑ์
- 11.00 รับประทานอาหาร 
- 13.00 ฝึกการปฏิบัติ (อาจมีพักเบรค /พักผ่อนอิริยาบท)
- 15.30 – 17.00 น. เน้นการสอบอารมณ์กับแม่ชีเกณฑ์
 - 16.30 น. น้ำปานะ + รับประทานอาหาร (สำหรับผู้ถือศีล 5 และผู้ที่ต้องทานยา)
- 18.00 - 22.00 น. ทำวัตรเย็น และฝึกปฏิบัติอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม (วันสุดท้ายของการปฏิบัติ)
- 4.30 น. ถึงห้องอบรมเพื่อเตรียมตัวทำวัตรเช้า 
- 5.00 ทำวัตรเช้า
- 7.00 รับประทานข้าวต้ม 
- 9.00 ฟังบรรยายการฝึกปฏิบัติพร้อมตอบคำถาม โดยแม่ชีเกณฑ์
- 11.00 รับประทานอาหาร
 - 13.00 ฝึกการปฏิบัติ (อาจมีพักเบรค /พักผ่อนอิริยาบท)
- 15.00 น. ลาสิกขา ปิดการอบรมปฏิบัติธรรม



4. สถานที่ติดต่อ               

สามารถเข้าไปดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ใน Face book  แม่ชีเกณฑ์ วัดป่าเจดีย์ ท่านผู้ใดสนใจจะไปร่วมปฏิบัติธรรมกรุณาแจ้งชื่อได้ที่  คุณ แก้ว เบอร์ 085-2310550  gooddao@gmail.com   หรือสอบถามได้ที่คุณแม่ชีเกณฑ์ เบอร์  086-8540049 (ดีแทค) ,086-1009373(วันทูคอล)
ต้องรบกวนทุกท่านแจ้งชื่อเพื่อแม่ครัวจะได้คำนวณปริมาณอาหารให้เพียงพอสำหรับผู้ปฎิบัติธรรมทุกท่านค่ะ  ถ้าหากท่านใดที่เคยปฎิบัติมาบ้างแล้วมีความข้องขัดในอารมณ์ของการปฏิบัติ หรือไม่เคยปฏิบัติมาเลย สามารถโทรมาปรึกษา(หรือสอบอารมณ์)กับคุณแม่ชีได้ที่เบอร์ที่แจ้งไว้ รอบที่แล้วมีผู้มาปฎิบัติธรรมไม่มากนัก นอนที่นั่นประมาณ 30 คน ท่านบอกว่าแม้กระทั่งวันสุดท้ายก็ยังมีคนมาเพราะเขาเพิ่งเปิดเจอ บางคนเป็นแม่ค้าขายของอยู่แถวนั้น หรือบางคนทำงานในนิคม กลางวันมากลางคืนกลับไปเข้ากะ............ขอบคุณค่ะที่ให้ความสนใจ ขอให้ทุกท่านโชคดีนะค่ะ

สิ่งที่อาจต้องเตรียมไป : ที่นี่เปิดปฏิบัติธรรมเฉพาะกิจ ของใช้บางส่วนต้องเตรียมไปเอง หมอนนิ่มๆ เพราะที่มีเป็นหมอนแข็งแบบทางอีสาน ผ้าห่มอาจเป็นผ้าคลุมบางๆหรือผ้าขนหนูผืนใหญ่ก็ได้ ผ้าปูนอน เสื่อพอจะมีหรือใครมีรถสามารถนำติดไปได้  มุ้งมีให้ประมาณ 30 หลัง หากไม่พอมีบริการขายหลังละ 250-300 กว่าบาท ถ้ามีนำติดไปด้วยได้ค่ะ หากใครมีเต้นท์สามารถนำไปกางนอนได้เลย สามารถซักผ้าได้แต่ต้องนำไม้แขวนไปเอง ห้องนอนมีประมาณ 20 กว่าห้องในห้องนอนมีห้องน้ำ และสามารถนอนในศาลาใหญ่โล่งๆได้หากใครชอบลมเย็นๆ กาแฟมีให้บริการ อุปกรณ์กันยุงแบบฉีด ธูปยุง ไฟแช็ค และหากใครนำพัดลมติดรถไปด้วยจะยิ่งดีค่ะ  สำหรับชุดหากท่านใดไม่มีชุดขาวสามารถโทรไปขอยืมกับท่านแม่ชีได้ ท่านจะนำมาจากร้อยเอ็ด หรือใช้เสื้อผ้าสีอ่อนเช่นขาว ครีม หรือเป็นเสื้อขาวกับกางเกงดำก็ได้







รวมเรื่องเล่าอารมณ์ใจจากผู้ปฏิบัติธรรมทั้งที่วัดและส่งอารมณ์กับท่านทางโทรศัพท์ติดตามอ่านได้ที่

1. แม่ชีเกณฑ์ วัดป่าเจดีย์ ข้อมูลส่วนตัว | Facebook
2. http://pantip.com/topic/30892856
3.http://pantip.com/topic/31216382/comment15

1.    บทความจากแม่ชีนัน ผู้ซึ่งตามหาสถานที่ที่ใช่สำหรับการออกบวช ตอนที่ 1               
แม่ชีนันเดินทางมาจากจังหวัดชลบุรี เข้ามาปฏิบัติธรรมที่วัดเมื่อประมาณครึ่งเดือนที่ผ่านมาและได้ตัดสินใจออกบวชที่นี่ นี่เป็นเรื่องราวจากการเล่าของแม่ชีนัน                  
เคยไปปฏิบัติที่อื่นมาประมาณ 3 เดือนแล้วและเพิ่งเข้ามาอยู่ที่ร้อยเอ็ดนี้ได้ประมาณครึ่งเดือน ที่ผ่านมาไม่ได้เน้นตลอดเวลาที่อยู่วัด วันพระจะไปสักอาทิตย์นึงแล้วกลับ สุดท้ายก็ไม่ได้อะไร แม่ชีคนหนึ่งแนะนำให้มาที่นี่ วันแรกที่มาทำใจไม่ได้เลยเพราะไม่เคยอยู่ลำบากแบบนี้ เคยเป็นเด็กอยู่ในตลาดชลบุรี ขี้วัว ขี้ควาย ขี้ไก่รับไม่ได้ในวัดมีทั้งนั้น เวลาไปบินฑบาตรต้องเจอกับขี้วัว ขี้ควายบนถนน ต้องเหยียบโดนอยู่แล้ว แต่มาอยู่ที่นี่สามารถผ่านไปได้โดยที่เราไม่รังเกียจ ตัดทิ้งได้ วางได้ ซึ่งไม่ใช่คนอย่างนี้ และมีความรู้สึกว่าการมาฝึกที่นี่ทำให้จิตใจมีสมาธิสงบเงียบ ทำให้ได้ศึกษาธรรมะที่แท้จริง                    ท่านแม่ชีมาสอบอารมณ์ทุกวัน เคยไปปฏิบัติที่อื่นเราจะต้องรู้เองว่าเราต้องเดินเข้าหาครูบาอาจารย์ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่กล้า แต่ท่านแม่ชีเป็นกันเองมากสอนแม้กระทั่งการกราบซึ่งที่อื่นถ้าไม่ใฝ่รู้ก็จะไม่ได้อะไร แม่ชีเกณฑ์ท่านจะสอนตัวต่อตัวและมาสอบอารมณ์ทุกวัน ตรงไหนที่ยังไม่ผ่านท่านจะช่วยแก้ให้ รู้สึกว่าตัวเองมาเจอธรรมะที่นี่ มาฝึกจนมีสติ สมาธิและ ปัญญาได้ก็จากที่นี่ ซึ่งแต่ก่อนไปมาสวดมนต์ก็สวดตามเขาไปแบบนกแก้วนกขุนทองจิตใจไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่มาที่นี่แม่ชีท่านสอนให้รู้ทุกอย่าง และเวลาเดินวิปัสสนาแม่ชีท่านสอนให้ทำถูกต้องทุกอย่าง ตั้งแต่ระยะที่ 1 ไปจนถึงระยะที่ 6 ท่านแนะนำเราจนผ่านแต่ละขั้นมาได้ ตอนนี้มีจิตใจที่ดีขึ้น มีสติ ทิฐิหายไป แต่ก่อนเป็นคนที่มีทิฐิแรงมาก ไม่ว่ากับพี่กับน้อง แต่พอได้มาสอบอารมณ์ มานั่งปฏิบัติ มันมีสติ ให้สติเตือนเราว่ารู้แล้วหนอ สิ่งที่รู้เราก็ปล่อยวาง มีปัญญาเกิดขึ้น รู้แล้วว่าการไปทะเลาะกัน การเข่นฆ่า ไปตีกัน มันมีแต่โทษ ทำให้จิตใจเราต่ำลง เมื่อระลึกได้ก็ปล่อยวางได้จากสติตัวนี้                      ใช่เราจับอารมณ์ตรงนี้ได้มีสติห้ามได้ ก็เกิดปัญญาขึ้นมา ตรงนี้สมควรทำ ตรงนี้ไม่สมควรทำ และอีกอย่างหนึ่งสิ่งที่เคยผิดพลาดมาแม้เรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่นเคยตีและเอาไฟเผาตะขาบตัวใหญ่ เขามาให้เห็นขณะเดินจงกรม มาเพื่อบอกและมาเตือนว่าเราเป็นคนทำเขา มีสติทันรีบแผ่เมตตาออกไปเขาก็หายไป ที่ผ่านมาเวลาเดินก็ปวดเวลานั่งก็ปวดเข่าและขามาก เรายึดติดมันเกินไปก็ปวดมาก แม่ชีท่านมาสอบอารมณ์ก็ให้ข้อคิดและเราก็ปล่อยวางมีสติเท่าทันมัน สามารถกำหนดมันได้ วางมันได้ ไม่ใช่มายึดมาติดและมันทำให้เราไม่ปวด เจ็บมันไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา มันเจ็บได้มันก็หายได้ ก็เหมือนกับเราทานอะไรลงไปแล้วไม่ถ่ายออกมันก็ท้องแตกอยู่ดี เรามีสมาธิขึ้นจิตใจสงบเย็นลง                  เวลานั่งสมาธิระลึกถึงว่าเมื่อก่อนเราเคยทำไม่ดี เคยทำอย่างโน้น เคยทำอย่างนี้ ตอนนี้เรามีสติที่จะพิจารณา เราเคยทำไม่ดีกับพ่อกับแม่เราไว้ เราทำได้อย่างไร ก็มีสติขึ้นคือมองเห็น รู้จักมองเห็นโทษ รู้ว่าเราทำให้ท่านเสียใจ ชีวิตเปลี่ยนไปจากคนที่ร้ายและไม่ยอมใคร มีทิฐิมานะ เคยเป็นใหญ่อยู่ในบ้านรู้สึกว่าตัวเองจะต้องใหญ่มาอยู่ที่นี่ทำให้เปลี่ยนไปทุกอย่าง สามารถถอดรองเท้าเดินอยู่ในวัดได้แม้จะต้องเหยียบขี้ไก่ก็บอกตัวเองได้ว่าเดี๋ยวมันก็หายไปมันไม่ได้มาติดขาเราอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยต้องมากวาดอะไรก็ทำได้ ในระหว่างที่กวาดก็กำหนดไป เวลากินก็กำหนดได้ นี่เคี้ยวนะ นี่เรากลืนนะ มาใหม่ๆทานอะไรไม่ได้เลยเพราะเป็นคนภาคกลางอยู่ดีทานดีมาตลอด ทุกวันนี้อาหารอะไรที่ไม่เคยทานก็ทานได้ แม้น้ำพริกปลาร้าก็ทานได้เพราะว่าเราทานให้มันอิ่มให้มันอยู่ได้ทานอะไรเข้าไปมันก็อิ่มทั้งนั้น อยู่ชลบุรีเคยกินหอยจ้ออยู่ที่นี่กินผัดเต้าหู้ก็อยู่ได้                 เข้ามาเถอะค่ะ เข้ามาอยู่ในธรรมะดีกว่า เข้ามาปฏิบัติเอาธรรมะเข้ามาอยู่ในจิตใจของเรา เข้ามาปฏิบัติแล้วจะทำให้เราละเลิกได้หลายอย่างเคยยึดไว้ทุกอย่างแต่เดี๋ยวนี้สามารถปล่อยได้เพราะมันไม่ได้เป็นของเรา 



2...........บทความจากเรื่องเล่าแม่ชีนัน ตอนที่ 2              
เช้าวันนี้เจอตัวทดสอบ เป็นคนรักลูกชายมากตั้งแต่ออกมาปฏิบัติ 3 เดือนจะต้องโทรไปปลุกลูกชายไปโรงเรียนทุกเช้า ทั้งที่เขา 18 ปีแล้ว เราสองคนแม่ลูกอยู่ด้วยกันมาตลอด เมื่อเช้านี้แม่ชีเกณฑ์ท่านบอกว่าลูกเขาโตแล้วให้เขาดูแลชีวิตตัวเขาเองไม่ต้องโทรไปปลุก ถ้าเป็นแต่ก่อนแตกกันไปแล้วจะไม่ยอม แต่เมื่อเช้ากลับมองว่าท่านมาให้สติเรา ลูกก็โตแล้วเราจะไปยึดอะไรกับเขา เขาก็ต้องมีชีวิตของเขา แต่ถ้าเป็นสมัยก่อนไม่ใช่อย่างนี้ พอแม่เกณฑ์พูดปุ๊บแว่บหนึ่งมันเหมือนจะระเบิดแต่มีสติทัน รู้หนอ รู้หนอ ได้คำนี้ขึ้นมาละได้เลยดีใจจริงๆ มีสติคิดได้ว่าลูกโตแล้วอย่างที่ท่านว่าจริงๆ มีสติเตือนให้เรารับรู้ที่ท่านเตือนไม่อย่างนั้นจะมีความรู้สึกน้อยใจว่า เรามาปฏิบัติทำไมต้องมาห้าม                แม่เกณฑ์บอกคำหนึ่งว่า ถ้าแบบนี้ไม่ได้นะ ท่านจะยึดโทรศัพท์ เหมือนมีเข็มแหลมๆมาทิ่มที่หัวใจ มีแว่บนึงเข้ามาว่าไม่บวชก็ได้ทำไมต้องมาบังคับเรา เราไม่ได้สร้างปัญหาอะไร นี่ลูกเรานะ อนาคตของลูก อนาคตของเรา เราไม่บวชก็ได้ แต่ลูกไม่ได้ มันแว่บขึ้นมาแต่ก็หยุดได้ฟังแม่เกณฑ์พูดแล้วมีสติขึ้นมาทันทีปัญญาเกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น ไม่อย่างนั้นคงสะพายกระเป๋ากลับบ้านไปแล้วเพราะรักลูกมาก ลูกก็ดีกับแม่บอกว่าแม่ไปปฏิบัติธรรมเถอะ ไม่ต้องห่วง ผมอยู่ได้                ลูกมักจะตื่นไม่ทัน โทรไปแล้วไม่ตื่นมารับสายก็จะมีอารมณ์ พอแม่เกณฑ์มาพูดก็มีสติ ไม่ทันก็ไม่ทันเราต้องปล่อยให้เขาเรียนรู้เองก็เลยไม่ได้โทรไปปลุกลูกอีก พรุ่งนี้ก็ไม่คิดจะโทรไปเพราะเขาโตแล้ว เขาจะต้องอยู่ในโลกของเขา เราไม่สามารถจะอยู่กับเขาได้ตลอดเวลา ถ้าเราเป็นอะไรไปเขาก็ต้องยืนต่อสู้ด้วยตัวของเขาเอง อยู่อย่างนี้แล้วมีความสุข เราอยู่ในธรรมะ ความสุขก็เกิดกับเรา               ระยะเวลาที่เปลี่ยนตัวเองได้ประมาณ 10 กว่าวัน ช่วงแรกยังไม่โกนผม ตั้งใจจะโกนผมตั้งแต่แรกแล้วแต่ขอลองปฏิบัติธรรมดูก่อน ทุกที่เหมือนกันลองไปปฏิบัติธรรมดูก่อน คิดว่าถ้าที่นี่ใช่ก็จะโกนผม ไปมาหลายที่มาสงบเอาที่นี่ ก็เลยตัดสินใจบวช แต่ก่อนมีความทุกข์ใจหลายอย่าง พอเข้ามาศึกษาธรรมะทำให้จิตใจสงบ อยากให้บั้นปลายของชีวิตได้อยู่ในนี้เพราะเห็นทางสว่างในทางนี้ นิพพานมีจริงแต่เราจะทำได้ไหมแค่นั้นเอง ตอนแรกมาต้องฝืนตัวเองมาก ขนาดที่ว่าไม่ยอมถอดรองเท้าเดินเลย ต้องมาปฏิบัติเองจึงจะรู้หลายอย่าง ปัจจุบันสามารถเดินถอดรองเท้าได้ ที่นี่ยุงมาก แต่สงบอยู่ที่ใจ ที่บ้านนอนห้องแอร์ก็จริงแต่มันวุ่นวายในหัวใจ พอมาอยู่ที่นี่ยุงเยอะแต่ก็ไม่หวั่นไหว พอได้ยินเสียง ก็ได้ยินเสียงแล้วหนอ ไม่ได้ไปยึดติดตรงนั้น จิตใจเราก็สงบ ตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่ถ้าทำได้ จะขอเผยแพร่ให้น้องๆลูกๆหลานๆได้เข้ามาปฏิบัติธรรมในนี้ อย่างน้อยๆตอนนี้แม้จะเพิ่งบวขแต่สามารถสอนโยคีที่เข้ามาใหม่ถึงวิธีการไหว้ วิธีการเดิน หลักการเดิน นั่งวิปัสสนาต้องนั่งท่าไหน ต้องทำยังไง เดินระยะที่ 1 ระยะที่ 2 เป็นยังไง วิธีกราบอย่างมีสติทำอย่างไร ใครที่เข้ามาศึกษาธรรมะก็ยินดีเต็มใจสอน                แม่ชีเกณฑ์ท่านเสริมว่า เห็นไหมความรักที่แม่มีต่อลูก มันแสนห่วงแสนอาลัย แม้ที่ใครจะมาพรากก็เหมือนเอามีดมากรีดดวงใจ เมื่อมีใครก็ตามที่ห้ามจะไม่ให้พบลูก ห้ามที่จะติดต่อกับลูก ความรักความห่วงใยมันน่าอนาถ นี่ละที่จะทำให้เวียนว่ายตายเกิดเกาะแล้วเกาะเล่าเดี๋ยวเธอเป็นแม่เดี๋ยวเธอเป็นลูก ความรักหัวอกของพ่อของแม่ก็เป็นเช่นนี้หนอ



3..........บทความจากคุณมยุรี ผู้ปฏิบัติธรรมที่บ้านและโทรมาส่งอารมณ์กับท่านแม่ชี ตอนที่ 1               
ขอแบ่งปันเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้รับคำชี้แนะจากท่านแม่ชีเกณฑ์ ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมแนวสติปัฏฐาน4 ตัวเราเองเป็นคนใฝ่ธรรมมาตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ แต่บางช่วงของชีวิตก็หลงโลก ผ่านการฝึกปฏิบัติธรรมมาหลายที่ เรารู้สึกลึกๆมาตลอดว่ามีบางสิ่งติดค้างอยู่ในใจ และการปฏิบัติไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร จนวันนึงได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับท่านแม่ชีเกณฑ์ ท่านตอบคำถามที่ค้างคาใจ และถามเรากลับด้วยคำถามว่า "ลมหายใจเข้ากับลมหายใจออกเป็นขณะเดียวกันหรือคนละขณะ" เราตอบ "คนละขณะค่ะ" ท่านถาม "แล้วจิตที่เข้าไปรับรู้ลมหายใจเข้ากับลมหายใจออกเป็นดวงเดียวกันหรือคนละดวง" เราตอบ "ดวงเดียวกันจากที่รู้สึกจริง แต่ถ้าตามตำราต้องตอบว่าคนละดวง"ท่านแนะนำเราให้เดินจงกรม 6 จังหวะ เดินช้าๆ และแต่ละจังหวะของเท้าคั่นด้วย"หนอ" ท่านบอกคนที่เดินช้าได้ใจจะเย็นบางคนคิดว่าเดินช้าไม่ทันใจ นั่นแหละจะทำให้กลายเป็นคนใจร้อน เอาแต่จะเดินตามใจตัวเอง                         การฝึกปฏิบัติต้องฝืนเพื่อฝึกใจดวงนี้เสียใหม่ เพราะใจดวงนี้นี่แหละที่พาเราทุกข์ แต่ผ่านไปเพียง 4-5 วัน เราก็ได้เห็นจิตที่เข้าไปรับรู้การเคลื่อนไหวของเท้าเป็นจิตคนละดวง ขณะกำหนด"หนอ" ก็เป็นจิตคนละดวงกับจิตที่เข้าไปรับรู้การเคลื่อนไหวของเท้า เราเห็นจิตเกิด-ดับเป็นแว๊บๆตลอด ทำให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่ท่านแม่ชีสอน เป็นอุบายเพื่อตัด"ตัวรู้"นั่นเอง.......เราจึงถึงบางอ้อ                      แล้วคำถามใหม่ก็มาถึง "หูมาหาเสียง หรือ เสียงมาหาหู" เรารู้สึกสนุกกับวิธีการสอนของท่านแม่ชีมาก ถึงแม้ว่าท่านจะให้เราฝึกด้วยการ กินน้อย พูดน้อย นอนน้อย ก็ตาม เราสังเกตดูแล้วตอบกลับไปว่า "หูไปหาเสียง" พร้อมยกสิ่งที่เราเห็นเข้าไปประกอบให้ดูขลังขึ้น ท่านให้เรากลับไปสังเกตใหม่พร้อมเฉลยว่า "เสียงมาหาหู" หูเป็นส่วนประกอบของกาย(รูป) มันจะไปไหนได้ ให้นั่งหลับตาสบายๆ ฟังเสียงโดยให้จิตรับรู้อยู่ที่หู ดูว่าเสียงที่ผ่านมา เราสกัดกั้นให้ไม่ได้ยินได้ไหม แล้วเราก็พบว่า เมื่อเสียงมากระทบหู เป็นธรรมดาที่จิตจะรับรู้ทำให้เกิดการได้ยินขึ้น และเสียงทุกเสียงดับไปไม่เหลือค้างอยู่ที่หูเลย.............มันไปค้างอยู่ที่ใจ                            เราพบจุดที่ทำให้เราทุกข์แล้ว ท่านแม่ชีบอก ถ้าจิตละเอียด จะได้ยินเสียงดับเป็นขณะๆ จากนั้นท่านให้เราสังเกตดูใจตนเอง ทุกๆครั้งที่มีการกระทบระหว่างอายตนะภายนอกกับภายใน(รูป-ตา,เสียง-หู เป็นต้น) ให้ดูว่ายังมีความยินดีหรือยินร้ายเกิดขึ้นไหม จนกลายเป็นว่า เมื่อการกระทบเกิดขึ้น มักจะระลึกขึ้นมาเองว่า "ยังยินดีอยู่หรือ หรือบางครั้ง ยังยินร้ายอยูหรือ" แล้วมันก็วาง ใจกลับมาเป็นปกติ เราถนัดกลับมารู้ลมหายใจ ท่านย้ำให้รู้แล้ววางเร็วๆ รู้แล้ววางนั่นคือต้องมีสติเท่าทันขณะกระทบ เพราะไม่เช่นนั้นจะเกิดการปรุงแต่งเป็นยินดี-ยินร้ายขึ้นมา............อ้าว!ท่านแม่ชีสอนให้เราเห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยินนี่เอง เมื่อมีการกระทบไม่ว่าตา หู ฯลฯ ซึ่งเป็นประตูสู่ใจ มันจะจบแค่การเห็นหรือได้ยิน ไม่สะเทือนไปถึงใจ                      การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องยากของเราอีกต่อไป เพียงแต่ต้องฝึกสติให้เร็วเท่าทันการกระทบ สำหรับเราแล้ว มันเป็นการฝึกที่มีความสุขและคุ้มค่า เพราะใจเราไม่ขึ้นๆลงๆมากเหมือนเมื่อก่อน ท่านสรุปให้เราฟังว่า สิ่งสำคัญคือรักษาใจ ให้อยู่กับอุเบกขานานที่สุดหลังจากนั้นท่านเริ่มให้เราอธิษฐาน ซึ่งท่านบอกว่าแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน แล้วแต่บารมีและวิบากของตนเองที่สั่งสมมา ว่าจะปรากฎสภาวธรรมอย่างไร วันแรกของการอธิษฐาน "ธรรมะวิเศษใดยังไม่บังเกิด ขอให้เกิดขึ้น ส่วนธรรมะวิเศษใดบังเกิดแล้ว ไม่ต้องบังเกิดอีก" ภายใน 1 ชั่วโมงของการทำความเพียรนี้ ขณะเดินจงกรมเราเห็นรูปเกิด-ดับ จิตเข้าไปรับรู้เกิด-ดับ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแต่ปัจจุบันธรรมที่เกิด-ดับสืบต่อ ไม่มีเรา ไม่มีใครอยู่ในนั้น และขณะเดินมีช่วงนึงนานพอควร ไม่มีความคิดผุดขึ้นมาเลย คงเหลือแต่ความรู้สึกที่จิตเข้าไปรับรู้เท่านั้น...........ความจริงที่ปรากฎมีเท่านี้เองไร้การปรุงแต่ง เมื่อนั่งสมาธิเรารู้สึกเหมือนมีแมลงไต่ที่หน้า แล้วข้างในมันก็โพล่งออกมาว่า"สัตว์เล็กๆกับตัวเราที่โตๆ เกิดจากจิตโง่ที่พาเกิดดวงเดียวเหมือนกัน" ความเมตตาเกิดขึ้นในใจและไหลออกมา เราแผ่ไปทั่วอนันตจักรวาล                 วันต่อมาอธิษฐาน...............................จงบังเกิดขึ้น ขณะเดินอยู่มันรู้สึกขึ้นมาว่า ไม่มีดี ไม่มีชั่ว ไม่มีถูก ไม่มีผิด มีแต่ความรู้สึกล้วนๆที่ปรากฎ ท่านแม่ชีบอกว่ามันมีแต่อาการที่จิตเข้าไปรับรู้ และเราเริ่มเบื่อที่จะบริกรรม ยกส้น ยก ย่าง ลง ถูก เหยียบ จิตมันไม่เอาคำบริกรรมแล้ว ท่านก็บอกว่าต่อไปไม่ต้องบริกรรมใดๆอีก ข้างในใจเราเงียบมาก......นี่หรือคือจิตเงียบ เคยอ่านหนังสือเจอแต่ไม่เคยเข้าใจ                              วันต่อมาอธิษฐาน.......................................จงบังเกิดขึ้น นั่งสมาธิปุ๊บ จิตปักแน่นไม่หวั่นไหว มีความคิดเกิดแต่อยู่ข้างนอก ไม่เข้ามาถึงใจ ความคิดเกิดรับรู้แล้ววาง ใจว่างเปล่า มีครั้งนึงความคิดเกิดขึ้นแล้วดับลง เราเพิ่งเห็น ก็เกิดความรู้ขึ้นว่า"สังขารความคิดปรุงแต่งทั้งหลายมันไม่มีตัวตน มันเป็นสิ่งเกิด-ดับ ไม่มีตัวตนถาวรจริงๆ" เราเริ่มรู้สึกถึงความจืดของใจ ที่ผ่านมามันปรุงแต่งทุกอย่าง มันถึงเอร็ดอร่อย ติดอกติดใจจนหลงไป                          วันต่อมาอธิษฐาน....................................จงบังเกิดขึ้นเราเห็น ลมหายใจ เข้า ทีละนิด ทีละนิด ไม่ใช่เข้ารวดเดียวอย่างที่เราเคยรู้สึก,---------------------- ออก--------- ----------- -------ออก------------------------------------------ ท้อง พอง -------- ----------- -------พอง------------------------------------------ ท้อง ยุบ -------- ----------- --------ยุบ ---------------------------------ร่างกายทุกส่วนเกิด-ดับจุดโน้น จุดนี้ ทั่วร่างกายไปหมดเหมือนไฟกระพริบ เราเริ่มรู้ความจริงของขันธ์ 5 นี้มากขึ้น ท่านแม่ชีจะแนะให้พิจารณาเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้มาก                          วันต่อมาอธิษฐาน.........................................จงบังเกิดขึ้นเราเข้าถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ช่วงที่ขันธ์ 5 นี้จะจบลง หายใจไม่มีอากาศเข้าไป หัวใจเริ่มหยุดเต้น ท้องพอง-ยุบเพื่อช่วยลมแล้วหยุรด เราเริ่มวูบเหมือนคนจะเป็นลม ความตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัวอีกต่อไป ท่านบอกช่วงสำคัญก่อนจะทิ้งขันธ์ ถ้าใจห่วงหรือกังวลสิ่งใด ก็จะไปเกิดกับสิ่งนั้น แต่ถ้าใจไม่เกาะเกี่ยวสิ่งใดเลย ก็ไม่มีภพชาติให้ไปเกิด                          วันต่อมาอธิษฐาน........................................จงบังเกิดขึ้นเดินปุ๊บ ขาเป๋ปั๊บ เราทนเดินจนครบ 1 ชั่วโมง ถ้าขาเป๋ไปตลอดจะยินร้ายไหม ใจมันรับได้ เราเข้าใจว่าใจมันเห็นความไม่เที่ยงบ่อยขึ้น และเมื่อนั่งก็ปวดขา ปวดก้นมาก อยู่ๆข้างในก็โพล่งว่า"เรื่อง ไม่ใช่เรื่องกู" ความปวดหายเป็นปลิดทิ้ง ท่านบอกว่าเกิดปัญญารู้เท่าทัน จิตมันไม่ยึดกาย หลังจากนั้น กายเราโปร่ง ไม่ทึบ ไม่ตัน และมีการเกิด-ดับ อยู่ภายในตลอดเวลา ข้างในมันอุทานว่า "รูปนาม เป็นเพียงสิ่งที่เกิด-ดับ อยู่ในความว่าง "



4.............เรื่องเล่าจากคุณมยุรี ตอนที่ 2                         
 วันต่อมาอธิษฐาน.....................................จงบังเกิดขึ้นเราเห็นเกิด-ดับถี่ๆแล้วทั้งหมดก็ดับลง ทุกอย่างเดินทางไปสู่ความดับ ปวดขา ปวดก้น เขาก็กระจายตัวเป็นเกิด-ดับถี่ๆ แล้วความปวดก็ดับลง ความรู้สึกเมตตาต่อรูปนามนี้เกิดขึ้น เราแผ่เมตตาให้รูปนามนี้ เหมือนรูปนามนี้ไม่ใช่เรา ถามตัวเองว่าที่ผ่านมามันยึดอะไร ไม่มีอะไรให้ยึด                         วันต่อมาอธิษฐาน...........................................จงบังเกิดขึ้นเรานั่งมีอาการจุกที่กลางอก หายใจเจ็บแต่ไม่มาก พอทนได้ อยู่ๆมันโพล่งออกมาว่า กายใจเหมือนพระจันทร์ในน้ำ ของจริงไม่ได้ติดกันมันแค่สะท้อนภาพ เราเข้าใจแล้วว่าการเกิดมามีขันธ์ลำบากอย่างนี้เอง                         วันต่อมาอธิษฐาน...............................................จงบังเกิดขึ้นเรานั่งขาแข็ง หลังแข็ง หัวใจเต้นอยู่แล้วหยุดไป 2 ครั้ง จิตมันสอนจิตว่า เกิดมากี่ชาติก็มีแต่ทุกข์ เสียน้ำตามามากกว่ามหาสมุทร น้ำตามันจะไหลออกมาจริงๆ รู้ปุ๊บเหมือนน้ำตามันย้อนกลับเข้าไปในตา วันนี้เราตัดสินใจตัดผมสั้นเลยหูนิดนึง ทั้งๆที่ไว้ผมยาวประมาณกลางหลังมาเกือบ 15 ปี ท่านแม่ชีสอนว่า "เห็นทุกข์ เห็นโทษมากๆยังอยากเกิดอยู่ไหม" เราตอบท่านว่า"เรากลัวการเกิด"                         วันต่อมาอธิษฐาน..........................................จงบังเกิดขึ้นหัวใจเต้นรัวตลอดเวลา แล้วเจ็บหัวใจกระตุกขึ้นมา เราขอถวายกายนี้เป็นพุทธบูชา พระพุทธองค์กว่าท่านจะตรัสรู้ลำบากกว่านี้ ทุกอย่างผ่านไป เราเบื่อการเกิด เพราะเกิดมามันก็ต้องทุกข์ เราหิวต้องกิน กินแล้วต้องถ่าย ถ่ายแล้วต้องกิน เราเบื่อ แล้วอยู่ๆใจรู้สึกถึงความเป็นมิตรภาพกับทุกคน ทุกคนหัวอกเดียวกัน                               วันต่อมาอธิษฐาน........................................จงบังเกิดขึ้นวันนี้เราเดินจงกรมหรือเดินทำอะไร เท้าเบาเหมือนลอย สติและความรู้ตัวยังชัด กายเบาจิตเบาเป็นเช่นนี้เองท่านแม่ชีบอกว่า" ความไม่มีตัวตน เท้าจะเบาเหมือนนุ่น" แม้แต่ตอนนั่งสมาธิ กายเราโปร่งจนทะลุได้ ท่านบอกว่า"จิตที่ไม่เกาะเกี่ยวจะไปเกิดไม่ได้ จะทุกข์ไม่ได้"                         บางครั้งหลังจากอธิษฐานเราจะง่วงมาก ทำอะไรก็ง่วง แต่เราต้องทนเดินแรงๆ ลงส้นเท้าหนักๆ ยืนแกว่งแขนบ้าง ทำท่ายืดตัวบ้าง พยายามรู้สึกตัวกระตุ้นให้จิตตื่น ทนให้ครบ 1 ชั่วโมงตามที่อธิษฐาน แม่ชีท่านบอกถูกต้องแล้วอย่ายอม มันเป็นนิวรณ์ แม่ชีท่านเหนื่อยกับเรามาก เพราะใจเรายังติดหลายเรื่องที่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงความจริง เช่น ท่านสอนให้เราอยู่กับปัจจุบัน เพราะเราชอบเล่าเรื่องอดีต หรือเวลาได้ฟังอะไรหรือมีความรู้ผุดขึ้นในจิต เราจะขนลุก บางทีน้ำตาไหล เป็นบ่อยมากๆ ซึ่งเราคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี ท่านบอกเป็นปิติ ต้องรู้แล้ววางเร็วๆ ไม่ให้ติดปิติหรือติดสุข เพราะเป็นการก่อภพชาติเหมือนกัน ให้เห็นว่าแม้ปิติเองก็เป็นไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีตัวตนถาวรเช่นกัน และบ่อยครั้งที่สติเราอ่อน มีอารมณ์โผล่ขึ้นมาแล้วค่อยเห็น ท่านก็บอกว่าให้ตั้งใจฝึกอย่าประมาท สติจะต้องหนาแน่นเหมือนกำแพงปูนที่ไม่มีรูเลย ถ้าสติแน่นเป็นเช่นผิวหนังยังใช้ไม่ได้ เพราะมีรูขุมขน สติเป็นตัวระลึกรู้ทำการสกัดกั้นอารมณ์ ร่วมกับสมาธิทำให้จิตสงบตั้งมั่น เกิดปัญญาใคร่ครวญสามารถละและวางได้ ใจก็จะว่าง เมื่อสติ สมาธิและปัญญาสมบูรณ์ ความปรุงแต่งซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ความทุกข์ก็ไม่มี                          ท่านบอกการฝึกนี้มีเป้าหมาย ให้เรารู้เหตุเกิดทุกข์ ท้ายสุดเข้าถึงพระนิพพานได้นั่นเอง เรารู้สึกถึงสิ่งที่ท่านสอน เป็นสติปัฏฐาน4 ครบถ้วนอย่างสมบูรณ์ ทั้งกายในกาย, เวทนาในเวทนา, จิตในจิต, ธรรมในธรรม(ธรรมารมณ์) เพราะสิ่งที่ท่านสอนทำให้เรามีสติครบทั้ง 4 ฐานนั่นเอง ท่านปั้นใจเราเหมือนช่างปั้นหม้อ ให้มันเป็นภาชนะที่พอจะรองรับธรรมะได้ เป็นบุญของเราเหลือเกินที่มีโอกาสได้เรียนกับท่านแม่ชี ทุกวันนี้ใจเราเริ่มมีช่วงที่สงบเย็นมากขึ้น บางครั้งมีการกระทบสติทัน แต่บางครั้งเผลอ ใจก็จะมีการกระเพื่อมบ้าง ก็ต้องตามรู้อีกที แต่ที่เรารู้สึกได้เลย คือความทุกข์มันน้อยลงมาก เมื่อก่อนเราเป็นคนใจเร็ว กระทบปุ๊บเกิดอารมณ์ แล้วค่อยเกิดสติ กว่าใจจะกลับมาปรกติก็ต้องใช้เวลา แต่เดี๋ยวนี้ถ้าเผลอมีอารมณ์น้อยๆ สติทันปัญญาเกิด ใจก็จะวางลง จนบางครั้งรู้สึกเหมือนใจมันไม่เอาเรื่องกับอะไรเหมือนเมื่อก่อน ถึงรู้ว่าที่ผ่านมาเราหาทุกข์เข้ามาใส่เราเอง เราทุกข์ด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่คนอื่นทำให้เราทุกข์ และเราทุกข์เพราะเราไม่รู้ ตอนนี้เรารู้ทางออกจากทุกข์แล้ว เพราะใจที่ไม่เกาะ ไม่เกี่ยว ไม่ยึด กับสิ่งที่เป็นทุกข์ จะทุกข์ได้อย่างไร ท่านแม่ชีเมตตาสอนเราผู้ซึ่งมีศรัทธา แต่ปัญญาน้อย (ท่านแม่ชีเคยบอกสิ่งที่เราติดขัดเพราะขาดไหวพริบ) ท่านใช้เวลาเพียงไม่กี่วันสอนใจคนคนนึง ให้สามารถเข้าถึงธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสอน ใจเราเปลี่ยนไปมาก ท่านแม่ชีสอนเราด้วยคำพูดง่ายๆ เช่นว่า ใจเป็นแบบนี้ตายไปเกิดเป็นอะไร ทำให้เราเข้าใจเรื่องของภพชาติ ท่านทำให้เราเห็นทางเดินที่จะทำให้เราถึงซึ่งความพ้นทุกข์ ท่านบอกว่าต่อไปเหลือเพียงความเพียรที่เราจะต้องใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ปัญญาก็จะเพิ่มขึ้นเอง เราเคยสารภาพกับท่านว่า" สิ่งที่ท่านสอนเรานำมาเทียบกับพุทธวจนะ เพราะเราไม่อยากหลงทาง" ท่านไม่เพียงไม่ต่อว่า กลับชมว่าผู้มีปัญญาต้องอย่าฟังปุ๊บเชื่อปั๊บ แถมท่านยังนำคำพุทธพจน์มาอธิบายให้เราฟังเพิ่มเติม เราสัมผัสได้ถึงความเป็นผู้ให้ของท่าน ให้อย่างไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ให้อย่างบริสุทธิ์ใจ ให้ด้วยสงสารในจิตโง่ที่งมหาทางรอด                          เราพบผู้เป็นผู้ให้ที่แท้จริง เราเล่าเรื่องนี้เพราะว่าถ้าใครที่เป็นเหมือนเรา คือไม่ได้เฉลียวฉลาด ไม่สามารถเดินปัญญาด้วยตนเองได้ ไม่มีความรู้พิเศษ เป็นคนธรรมดามากๆ แต่มีศรัทธาและความเพียรที่ไม่ท้อถอย เราเชื่อว่า ถ้าเขาคนนั้นได้คุยกับท่านแม่ชี เขาก็จะเห็นทางออกจากทุกข์ได้เหมือนเรา ถึงตอนนี้ เราขอยืนยันอีกครั้งว่า การปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ ไม่ใช่เรื่องยากเกินเอื้อมถึงจริงๆท่านใดสนใจหรือมีเรื่องอยากปรึกษาท่านแม่ชี สามารถติดต่อได้ตามนี้dtac 086 8540049 ais 086 1009373 ตั้งแต่10.30น เป็นต้นไปและหากท่านใดสนใจเข้าปฏิบัติธรรม ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่4-8 ธันวาคม 2556 สถานที่ สมุทรปราการ ตรงข้างวัดอโศการาม ก็สามารถแจ้งชื่อไว้ได้ เพื่อสะดวกในการเตรียมอาหาร



5................บทความจากคุณญ. ผู้ปฏิบัติธรรมที่บ้านและโทรมาส่งอารมณ์กับท่านแม่ชี                

  เดือนที่ 7 ของการปฎิบัติ เราบอกท่านว่ายังไม่มีปัญญาพอจะพิจารณาให้แตกฉาน ท่านจึงให้อธิฐาน โดยท่านไม่ได้บอกความหมายและไม่บอกว่าให้ทำเพื่ออะไร ที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มต้นก่อนปฏิบัติท่านจะให้อธิฐานว่า ธรรมะวิเศษใดที่ได้บังเกิดขึ้นแล้วขออย่าได้พึงบังเกิดขึ้นอีก ธรรมะวิเศษใดที่ยังไม่บังเกิดขอได้บังเกิดขึ้นกับข้าพเจ้า เราทำตามที่ท่านบอกทุกครั้ง และเคยถามท่านว่าธรรมะวิเศษที่ท่านว่าหมายถึงทั้งสิ่งไม่ดีและดีใช่ไหม เพราะที่ผ่านมาเราเห็นทั้งสิ่งดีและไม่ดีในตัวเอง รวมทั้งเจอเรื่องดีและไม่ดี                   ครั้งนี้ท่านบอกว่าก่อนปฏิบัติให้อธิฐาน.................ได้บังเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าในหนึ่งชม.นี้ เราไม่รู้หรอกว่าคำนี้หมายถึงอะไร ผลปรากฏว่าเกินจงกรมวันนั้นเราบอกท่านว่าวุ่นวาย ทั้งความคิด ทั้งเสียง ทุกสิ่งที่รับรู้มาแล้วก็ไป เยอะมากกว่าทุกวัน ท่านบอกว่าอธิฐานเช่นนี้ก็ต้องเห็นอย่างนั้น                     วันถัดมาท่านบอกคราวนี้ให้อธิฐาน....................ได้บังเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าในหนึ่งชม.นี้ เราไปเดินจงกรมช้าๆ 6 จังหวะตามปกติ วันนี้รู้สึกปวดไปทั้งตัว ปวดทุกย่างเก้า ช่วงบ่ายทุกอย่างเหมือนเดิมไม่มีอะไร เมื่อกลับมาบ้านนั่งตักอาหารใส่ถุง ต้องใช้เวลาต่อเนื่องกันเกือบชม.จู่ๆเรื่องทุกข์ใจย้อนกลับขึ้นมาให้ทุกข์อีก ทุกข์จนจะทนไม่ไหว ใจบอกกับตัวเองว่าเราไม่อยากทุกข์อย่างนี้อีก รู้สึกขยาดจริงๆแม้แค่คิดถึงชื่อก็กลัวจับใจ ไม่เอาแล้ว เราบอกท่านว่าวันนี้แย่ยิ่งกว่าเก่า เรื่องมาให้ทุกข์อีก ไม่เอาแล้วกับทุกข์แบบนี้ เข็ดแล้วจริงๆ                     วันถัดมาท่านให้อธิฐาน.................บังเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าในหนึ่งชม.นี้ เย็นมาบอกท่านว่ายังไม่มีอะไร ท่านถามว่านั่งสมาธิบ่อยไหมและนานแค่ไหน เราบอกท่านว่าไม่ค่อยบ่อยคือตอนบ่ายที่วัดเท่านั้นและไม่นาน 10 นาที 20 นาทีบ้างไม่เคยเกินครึ่งชม. ท่านบอกว่ายังขาดความต่อเนื่องจึงไม่เห็นผลท่านจึงใหอธิฐานอย่างเดิม แต่คราวนี้ท่านกำกับว่าลองนั่งให้ถึงหนึ่งชม. วางโทรศัพท์จากท่านคืนนั้น ตั้งใจนั่งสมาธิให้ถึงหนึ่งชม. ผ่านครึ่งชม.แรกไปเริ่มเกิดอาการปวดหลังมากทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ปวดมากจนนั่งหลังตรงไม่ได้และปวดขาปวดเข่ามากแต่ยังฝืนทนนั่งไม่ยอมเอนพิงขอบประตูหรือลุกขึ้น                    เห็นจิตดิ้นรนมากไม่มีอะไรให้ยึดได้แล้ว ลมก็ยึดไม่ได้ คำภาวนาก็ไม่เอาแล้ว กายนี้ก็ยึดไม่ได้แล้ว ไม่ได้ฟุ้งซ่าน ไม่ง่วง มีสติอยู่ครบถ้วน ทุกอย่างล้วนเกิดเป็นอาการ ไม่ได้เป็นคำพูดออกมา จิตมันดิ้นจะไปให้พ้นท่าเดียว สุดท้ายเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรเอาเขาอยู่ เราเป็นได้เพียงผู้ดูทำอะไรหรือบอกอะไรเขาไม่ได้เลย จึงค่อยๆผ่อนลมหายใจและนับลม ลมเข้าออกนับ 1 นับไปเรื่อยๆ จนครบชม. อาการทุกอย่างก็หายไป แม่ชีเกณฑ์ท่านบอกว่าเวลาคนจะตายจิตมันก็ดิ้นรนแบบนี้เพื่อออกจากร่าง ท่านถามเคยเห็นไหมเวลาบางคนตายตัวจะกระตุกอย่างรุนแรงก่อนจะไป ความเจ็บแค่นี้จิตยังดิ้นรนขนาดนี้แล้วเวลาตายปวดมากกว่านี้หลายเท่ามันไม่ยิ่งดิ้นกว่านี้หรือ                     วันถัดมาท่านให้อธิฐาน...............ได้บังเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าในหนึ่งชม.นี้ ยังคงเข้าไปเดินจงกรมในวัดตามปกติ สิ่งที่เกิดไม่ได้เกิดในวัดแต่เริ่มสังเกตตัวเอง ไม่หิว กินน้อยมาก เวลาเห็นกับข้าวในตู้เย็นอยากจะอาเจียนออกมา แค่คิดว่าจะกินอะไรก็เกิดอาการ อาหารบนจานต้องรีบกินและรีบล้างหากยังเห็นอยู่ก็อยากจะอาเจียน ผ่านร้านอาหารที่เคยกินมองไม่ได้เป็นอย่างนี้อยู่ 3 วัน เงินแทบจะไม่ออกจากกระเป๋าเลยไม่คิดที่จะซื้ออะไรกิน บอกท่านว่าเรารู้สึกว่ากินอาหารซ้ำๆแบบนี้มาไม่รู้กี่ชาติแล้ว เบื่อจนอยากจะอาเจียนออกมา หากไม่ต้องกินได้ยิ่งดี ท่านบอกว่าอย่างไรก็ต้องฝืนกิน เรายังต้องอาศัยเขาอยู่ ท่านบอกว่าใครที่ได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจริงๆ จะไม่ย้อนคืนกลับมาชอบมาอยากอีก ให้สังเกตว่าต่อไปจะอยากกลับมากินอีกไหม ตอนนี้ก็กินนะไม่อาเจียนแล้วแต่ความอยากหายไป เจออะไรก็กินอันนั้น ให้มีครบทั้งผักบ้างเนื้อบ้างน้ำบ้าง กิน 3 ครั้งจบ ขนม กาแฟไม่แตะเลย แม้ส้มที่ชอบหากไม่พากินก็ไม่คิดจะกินเลย ว่างจากเรื่องกินใช้ชีวิตง่ายขึ้นและมีเวลามากกว่าเก่า ซื้อทีเดียวสำหรับ 2 วันและไม่คิดอยากจะทำกับข้าวเองเลย                     วันถัดมาท่านให้อธิฐาน..................ได้บังเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าในหนึ่งชม.นี้ สิ่งที่เห็นกลับมาเกิดขึ้นที่บ้านอีกครั้ง ช่วงเย็นกลับมาจากวัดขณะถูบ้าน เรื่องของคนเดิมในอดีตย้อนขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เป็นเรื่องในมุมที่เราไม่เคยคิดมาก่อน มีคนถามเสมอทำไมไม่พูดกับเขา ไม่เคยตอบใครว่าเพราะอะไร ตัวเจ้าของเองก็ยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่าทำไม ขณะถูพื้นเรื่องย้อนขึ้นมา จนเราเห็นว่าเพราะเหตุนี้นี่เองที่ทำให้ไม่พูดกับเขา แปลกแทนที่จะทุกข์ใจอย่างเดิมแต่กลับโล่งใจ สบายใจขึ้นเห็นตัวเองชัดแล้ว บอกกับแม่ชีเกณฑ์ท่านว่าวันนี้แย่กว่าเก่าเรื่องคนในอดีตย้อนขึ้นมาอีก และบอกท่านว่าวันนี้รู้สาเหตุที่แท้จริงแล้วที่ไม่พูดกับเขา วันถัดมาท่านให้อธิฐาน............ได้บังเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าในหนึ่งชม.นี้ เช่นเดิมเรื่องกลับมาเกิดขึ้นขณะทำงานบ้าน เรื่องเดิมกลับมาเกิดให้เห็นอีกแต่คราวนี้ทวนย้อนเรื่องทั้งหมดขึ้นมา ในเมื่อเราได้พิสูจน์ใจของตัวเองแล้ว สุดท้ายมันตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ปล่อยให้ย้อนกลับมาทำให้ทุกข์อีก เราถอนเข็มแห่งความทุกข์ใจนี้ออกมาได้แล้ว ท่านบอกว่าเรื่องที่ย้อนขึ้นมาให้เห็นนั้นไม่ใช่มาให้ทุกข์แต่ให้ถอนต่างหาก วันถัดมาท่านให้อธิฐาน...................ได้บังเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าในหนึ่งชม.นี้ พอเรื่องคาใจถูกถอนออก ใจโล่งเบาสบาย ก่อนเข้าไปปฏิบัติในป่าจะจุดถังควันขึ้นไปด้วย วันนี้อัดเศษไม้เข้าไปจนแน่น พอไปถึงไม่มีแววว่าควันจะพอสำหรับไล่ยุง จึงเทออกมา แล้วก่อไฟใหม่ คราวนี้ทำแบบใช้ปัญญามากขึ้น ทำแบบปลวมๆพอดี ไม่นานเกินรอควันก็มากพอที่ไล่ยุง กลับไปเดินต่อ มีครั้งหนึ่งที่สายตามองมาที่ถังควัน เราพิจารณาถังควัน ความพอดีนี่เองที่ทำให้ไฟติด แน่นเกินไฟก็ไม่ติด ใช่เหมือนการปฏิบัติธรรมหากตั้งใจมากจนเกิดเป็นความอยากก็ไม่ได้ผลอะไร กลับรู้สึกอึดอัดแทนที่จะปล่อยวาง เรารู้แล้วว่าความพอดีหรือความเป็นกลางๆนี่เองจึงจะเกิดผล ไม่แน่นและไม่หลวมจนเกินไป แม่ชีเกณฑ์ท่านถามว่าอะไรล่ะคือความเป็นกลางความไม่ยินดียินร้ายนั่นไง มารู้ตัวอีกทีนี่เราเห็นทางสายกลางในถังควัน นึกถึงทางสายกลางที่พระพุทธองค์ท่านทรงดำริไว้ให้พวกเราเดิน                     ในวันถัดไปท่านให้อธิฐาน.........................ได้บังเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าในหนึ่งชม.นี้ ขณะไปเดินจงกรมอธิฐานตามที่ท่านบอก ฝนตกทำให้ต้องเดินอยู่บนระเบียงแคบๆหน้ากุฏิ เดินช้าๆ 6 จังหวะตามที่ท่านสอนแต่ไม่ออกเสียงและไม่มีคำบริกรรมเหลือเพียงแต่จังหวะของเท้า เราเห็นเท้าเริ่มต้นขึ้นยกส้นแล้วจบลงที่เหยียบจากข้างขวาก็เปลี่ยนเป็นข้างซ้าย แล้วคำหนึ่งเกิดขึ้นขณะเดิน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ใช่เท้าที่กำลังก้าวเดินแสดงภาวะนี้ให้เราเห็น มองออกไปเราเห็นฝนเริ่มตกสักพักก็หยุด แสงแดดส่องเข้ามาไม่นานก็หายไปเพราะเมฆมาบัง ทุกอย่างไม่เที่ยงจริงๆหนอ มองไปความจริงนี้มีอยู่ในทุกสิ่งในธรรมชาติ ตัวเราก็เป็นเช่นนี้เกิดขึ้นมาสักวันก็ต้องจากไปเป็นธรรมดา คนที่เรารักก็ต้องจากไปเป็นเรื่องธรรมดา รถจะพังหรือบ้านจะเก่าก็เป็นเรื่องธรรมดา แล้วเราจะไปคิดอะไรมากทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแต่เป็นไปตามธรรมชาติ คืนนี้คำถามแรกที่ถามท่านสิ่งที่ท่านให้อธิฐานหมายความว่าอย่างไร ท่านไม่ตอบแต่กลับให้เล่าให้ฟัง ที่ถามท่านเช่นนี้เพราะไม่เคยพิจาณาสิ่งรอบข้างให้ละเอียดเช่นนี้                     วันถัดมาท่านให้อธิฐาน..................จงบังเกิดขึ้นใน 5 นาที ครั้งนี้ท่านให้อธิฐานแล้วนั่งสมาธิ 5 นาทีต่อมาก็เพิ่มเป็น 10 นาที แล้วก็เพิ่มเป็น 15 นาที ทำตามที่ท่านบอก เราบอกท่านว่าเรารู้สึกว่าข้างในใจเหมือนกล่องที่ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย มีเพียงแต่อากาศที่หายใจเข้าไป ลมหายใจออกเย็นเหมือนไอน้ำแข็ง แม้จะไปเดินจงกรมก็เหมือนเดินอยู่บนยอดดอย หายใจออกมาเป็นไอเย็น ท่านบอกว่าใจที่ว่างจากการปรุงแต่งเป็นเช่นนั้นเอง ท่านถามหากใจเป็นแบบนี้ไปจนตายแล้วเราจะมีภพชาติอีกไหม ถามท่านว่าทำไมจึงหายใจออกมาเย็น ท่านบอกว่าเวลาเราตายร่างกายก็จะเป็นแบบนั้น ความร้อนหายไป เย็นเหมือนน้ำแข็งอย่างนั้นแหละ สิ่งหนึ่งที่ตามมาหลังจากวันนั้นเวลานั่งสมาธิ นั่งได้ไม่ถึง 5 นาทีก็หลับไปแล้ว แต่ไม่นานแค่เสี้ยววินาที ตัวก็จะกระตุกคืนสติมาอีกครั้ง พยายามจับลมก็เป็นแบบนี้อีก ไม่หาวไม่ง่วง ไม่ฟุ้ง พยายามแล้วพยามยามอีกแต่ก็เอาไม่อยู่ แม้เวลาจะนอนจับลมได้ไม่นานก็หลับหายไปเลย พอท่านเปลี่ยนคำอธิฐานอาการนี้ก็ค่อยหายไป ก่อนท่านไปสมุทรปราการ ท่านบอกว่าไม่ต้องอธิฐาน ให้ลองย้อนดูตั้งแต่วันแรกเห็นอารมณ์อะไรบ้าง นึกย้อนดูอารมณ์ตั้งแต่วันแรกเห็นความทุกข์ใจ ความทุกข์ที่กาย เห็นเหตุของความทุกข์ใจ แล้วก็วางความทุกข์ใจนั้นลงได้ สุดท้ายเราเห็นทางสว่างที่บอกว่าเราควรเดินไปเช่นไร ใจรู้ขึ้นมาทันทีนี่ท่านสอนให้เรารู้จักอริยสัจ 4 หรือนี่ ท่านบอกให้ทำสิ่งอื่นแต่ในนั้นมีสิ่งนี้เป็นหัวใจ หลายวันกว่าจะได้ส่งคำตอบกับท่าน ท่านถามว่ารู้ด้วยตัวเองต่างจากหนังสือไหม ตอบท่านในทันทีสิ่งที่รู้จากหนังสือไม่อาจช่วยให้หายทุกข์ใจได้แต่สิ่งที่พบด้วยตัวเองทำให้คลายจากความยึดมั่นนั้นได้ ถามท่านว่าทำไมการอธิฐานจึงเกิดผล ท่านบอกว่าแล้วแต่บุญวาสนาของแต่ละคนที่สั่งสมมา และที่สำคัญคือความต่อเนื่องในการฝึกสติปัญญา ท่านบอกว่าไม่ใช่ทุกคนจะอธิฐานกันได้ คนใดที่ถึงเวลาก็จะเกิดผลในคนนั้น ในคนที่มีความต่อเนื่องมากกว่านี้จะเห็นผลชัดขึ้นไปอีกตัดขาดไปเลยไม่ย้อนกลับมา แต่นี่อย่าได้ประมาทมันอาจจะย้อนมาอีกหากเราเผลอตัว หลังจากวันนั้นมีเหตุให้ต้องเข้าเมืองหลวง หลายปีแล้วที่ไม่ได้ไปในเมือง แทนที่จะประหม่าเราเห็นความมั่นใจของตัวเอง ขับรถทางไกลโดยไม่กินกาแฟ ไม่ฟัง ไม่คุย ไม่ง่วง มีสติคอยระวังตัวตลอด การไปครั้งนี้เราเห็นใจตัวเองได้ชัดนัก ขากลับบอกกับท่านว่าใจของเราพร้อมที่จะออกจากเรือนแล้ว เราไม่ต้องการสิ่งใดแล้วในโลกนี้ เราไม่ต้องการที่จะกลับมาเกิดอีก เพียงแต่ตอนนี้ภาระหน้าที่ที่ต้องทำยังมีอยู่ ท่านบอกว่าการเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังต้องระวัง เขาอาจไปทำตามได้ หากไม่มีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดคนนั้นจะหลงไปได้                     ช่วงระยะ 8 เดือนที่ผ่านมาจากใจที่ถูกปรุงแต่งตลอดเวลากลายเป็นใจที่ว่างจากความปรุงแต่ง แต่ก็ยังไม่ทุกขณะ ยามใดที่เผลอยังมีอารมณ์เกิดขึ้นได้ ท่านบอกเสมออย่าได้ประมาท ท่านแนะว่าผู้ใดที่ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง 5-6 เดือนแล้ว ให้ลองอธิฐานว่าธรรมะวิเศษใดที่ได้บังเกิดขึ้นแล้วขออย่าได้บังเกิดขึ้นอีก ธรรมะวิเศษใดที่ยังไม่บังเกิดขอได้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าใน.....(เวลา)........นี้ด้วยเถิด และถ้าพบอารมณ์ใดหรือมีข้อข้องใจสามารถโทรมาคุยกับท่านได้เสมอ(คุณแม่ชีเกณฑ์ เบอร์ 086-8540049 dtac ,086-1009373 ais ) ท่านบอกเสมอว่าสัจธรรมธรรมะที่แท้จริงนั้น อยู่ที่นี่ในใจของเราไม่ต้องไปถามหาที่ไหนและไม่เคยกำหนดว่าใครหรือเพศใดจะเข้าถึงได้ ใครที่คิดว่าตัวเองแย่ ฟุ้งซ่านไม่ดีไม่เก่ง หากมีความเพียรไม่ลดละ มีความตั้งใจจริงและได้พบกับผู้ที่ชักนำไปได้อย่างถูกทางสิ่งอัศจรรย์นี้ก็จะเกิดขึ้นกับคนนั้นได้



6...............บทความจากคุณญ.                   

 ใจของเราหยุดแล้ว หยุดอยาก หยุดโกรธ หยุดเศร้า หยุดคิด หยุดรัก หยุดเมื่อได้เจอกับท่าน ก่อนหน้านั้นเล่มนี้ดีแผ่นนี้ดีแบบนี้ดีและเป็นครั้งแรกในชีวิตที่หยุดเดินทางยาวนานเช่นนี้เพื่อทำความเพียร ทำสิ่งเดิมๆทุกวันโดยไม่เคยเบื่อ ใจหยุดดิ้นรนที่จะแสวงหาทุกสิ่ง ทำไมหนอเราจึงหยุดได้เมื่อมาเจอท่าน ใช่เราเห็นแจ้งในคำสอนของพระพุทธองค์ผ่านท่าน เราพบแล้วเราจึงหยุด สิ่งที่หยุดนั้นคือใจ ท่านบอกกับเราว่าผู้ที่จะพาเราหลุดพ้นได้หาใช่ท่านหรือพระพุทธองค์ แต่สติปัญญาและความเพียรของเราต่างหาก ท่านเป็นเพียงผู้บอกทาง เราผู้ซึ่งไม่มีฤทธิ์ ไม่มีความรู้ในตำรา ไม่มีเวลา ไม่มีเงิน มีเพียงความเพียร เราทิ้งทุกอย่างแต่ไม่เคยทิ้งการปฏิบัติ ไม่เคยให้ทีวีโทรศัพท์และผู้คนมาฉกฉวยเวลาไป แม้เริ่มต้นความคิดความจำอารมณ์ความง่วงความปวดจะทะลักออกมาแต่ไม่เคยหยุด แม้จะล้มและต้องลุกเดินใหม่ทุกวันก็ไม่เคยท้อ ผ่านมาเกินครึ่งปี ความไม่เคยหยุดกลับทำให้ใจของเราหยุดได้ ฝนตกแดดออกไม่สบายเราบากบั่นไปทำความเพียรวัดใกล้บ้านเกือบทุกวัน วันละชม. บางครั้งทำที่บ้าน โดยส่งอารมณ์กับท่านทางโทรศัพท์เกือบทุกวัน ไม่ดีก็บอก เบื่อก็บอก ง่วงฟุ้งก็บอก ทนไม่ไหวก็บอก หลับก็ยังบอก ไม่เคยตกแต่งให้ดูดี เราคิดว่าตัวเองคงหมดวาสนาเพียงแค่นี้ ปัญญาไม่เคยเกิด สติก็น้อย นั่งก็ฟุ้ง เดินก็ฟุ้ง เพราะความคิดเช่นนั้นจึงทำบ้างหยุดบ้าง แต่เมื่อไม่เคยหยุดความเพียรและมีแม่ชีเกณฑ์ท่านเป็นผู้สอบอารมณ์ คนที่คิดว่าตัวเองด้อยวาสนานั่งสมาธิไม่เคยได้นานกลับได้พบธรรมะที่แท้จริง เรารู้แล้วว่าแค่รู้นั้นเป็นอย่างไร รู้ด้วยใจไม่ใช่จำ ใจที่รู้สึกขาดและไขว่คว้า กลายเป็นใจที่อิ่มพอไม่เอาทั้งบุญและบาป มีน้อยก็ใช้น้อย มีมากก็เก็บออม เราบอกกับแม่ชีเกณฑ์ท่านว่าผู้ใดที่รู้แจ้งในอริยสัจสี่ เขาจะทิ้งจะละจะวางเองโดยที่ไม่ต้องบอก ท่านบอกใช่ที่ผ่านมาท่านเพียงแต่ชี้แนะเท่านั้น แต่คนที่ละที่วางเองนั้นคือเรา และท่านบอกอย่าประมาทหากเผลอสติเมื่อใดความมีตัวตนก็จะเข้ามาครอบงำ หากใจเป็นเช่นนี้จนถึงขณะตายภพชาติก็จะน้อยลง เราบอกได้อย่างเต็มใจว่าเราไม่ปราถนาในภพชาติอีก ขอทุกท่านอย่าได้ละความเพียร วันที่เราไม่ฟุ้ง ไม่ง่วง ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่อยากนั้นมีจริง แม่ชีเกณฑ์ท่านเน้นเสมอให้ทำที่บ้านก็ได้ ท่านยินดีที่จะเป็นเพื่อนรับฟังและให้คำชี้แนะ โดยไม่คิดหวังสิ่งใด ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านใครไม่รู้ไม่เป็นไรรู้เพียงใจของเราก็พอแล้ว ท่านถามทิ้งท้ายการดูจิตกับการสวดมนต์อย่างไหนดีกว่ากัน เราตอบท่านได้แล้ว คำตอบนี้ต้องหาด้วยตัวของคุณเอง



7..............."ใบมะขาม"                     

แม่ชีเกณฑ์ท่านถามว่าใบมะขามขังน้ำได้ไหม ด้วยความที่ไม่ค่อยได้เห็นใบมะขามจึงนึกอยู่นานและตอบท่านไปว่าใบมะขามไม่มีขอบจะขังน้ำได้อย่างไร ท่านก็บอกว่าเหมือนจิตที่เป็นอุเบกขาอยู่เป็นกลางมันจะขังอารมณ์ได้อย่างไร เมื่อมีอะไรมากระทบทางอายตนะทั้ง 6 มันรู้แล้วก็วางไม่เข้าไปสัมผัสถึงใจเหมือนกับน้ำที่อยู่บนใบบัวขังน้ำไม่ได้ ดุจดังใบมะขามก็ไม่สามารถขังน้ำได้มีแต่จะไหลผ่านไม่ได้แทรกซึมเข้าไปในเนื้อใบมะขามเลย ถามท่านว่าอุเบกขาทางโลกกับอุเบกขาทางธรรมต่างกันอย่างไรท่านยกตัวอย่างให้ฟังเช่นลูกดื้อไม่ยอมฟังเตือนก็แล้วจะทิ้งไปเลยก็ไม่ได้ จะเปลี่ยนเขาก็ทำไม่ได้ก็ต้องอุเบกขาคือวางแบบยังมีความยินดียินร้ายอยู่ ต้องบังคับให้ตัวเองวางทั้งที่ใจยังไม่วาง วางแบบยังมีอารมณ์ปนอยู่ วางแบบนี้ยังไม่ใช่อุเบกขาที่แท้จริง วางเพราะความจำยอมแต่ใจเขายังไม่ยอม เพราะอย่างนั้นเมื่อใดที่สติอ่อนความไม่อุเบกขาจึงยังแสดงตัวอยู่ อุเบกขาที่แท้จริงนั้นคือการวางที่ไม่ต้องบังคับใจไม่มีแม้อารมณ์ใดเจือปนรู้แล้วก็วางลงทันทีในขณะนั้น แต่ทุกอย่างก็ไม่เที่ยงวันใดที่ทิ้งการดูแลใจของตัวเองอารมณ์ก็เกิดขึ้นมาอีก แม่ชีเกณฑ์ท่านจึงบอกเสมออย่าได้ประมาทเราเผลอเมื่อใดมันก็ขึ้นมาเมื่อนั้น ประมาทไม่ได้ไปจนวินาทีสุดท้ายที่สิ้นลม ท่านถามว่าแล้วอย่างนี้เราจะทิ้งการปฏิบัติได้หรือ การปฏิบัติไม่ใช่แค่นั่งหรือเดินวันละชม.แต่หมายถึงทุกลมหายใจเข้าออก ในแต่ละวันหากเราไม่ได้ปฏิบัติแบบเต็มรูปแบบ อย่างน้อยๆเราต้องรู้ทุกขณะว่าใจเราเป็นเช่นไร



8..........เรื่องเล่าจากผู้ที่ปฏิบัติเองที่บ้านและส่งอารมณ์กับท่านทางโทรศัพท์                                    

แม่ชีเกณฑ์ท่านสอนให้เราคลายทุกข์ด้วยวิธีง่ายๆคือชี้ให้เห็นการเกิดดับ เราเดินจงกรมตามปกติไม่มีคำบริกรรมท่านสอนเดินให้ช้าลง ขายกขึ้นแล้วหยุด ไปต่อแล้วหยุด ท่านเน้นให้การรับรู้การหยุดและการไปของขาเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน เราเห็นความคิดเกิดขึ้นแล้วดับไป ใจที่สั่งให้ไปเกิดขึ้นแล้วดับ เรารอให้คำสั่งดับไปก่อนแล้วเราจึงก้าวขาเพื่อให้การรับรู้กับขาที่ก้าวเกิดขึ้นพร้อมๆกัน เราเห็นการรับรู้เกิดขึ้นขณะก้าวเท้าแล้วดับลงขณะที่หยุดเท้าในแต่ละจังหวะ เกิดดับๆอยู่อย่างนั้น ใจรู้สึกเย็นขณะที่เท้าหยุดพอความคิดเกิดขึ้นเราหยุดค้างไว้เราเห็นความคิดดับ เราลืมเรื่องทุกข์ใจหมดเสียสิ้นขณะเดินจงกรม ค่อยๆถอนวันละนิดจนเหลือน้อยมาก                           ท่านมีคำถามให้เราฉุกคิดด้วย ท่านถามว่าเสียงมาหาหูหรือหูไปหาเสียง ตั้งแต่นั้นเราสังเกตการได้ยินเสียงของหูเพื่อหาคำตอบนี้ให้แน่ใจโดยที่เราไม่รู้ตัวเองเลยว่าลืมเรื่องที่ทุกข์ใจอยู่ เราตอบท่านว่าพอได้ยินเสียงใจก็วิ่งไปที่เสียงนั้นท่านบอกให้กลับไปดูให้ดี เรากลับไปดูใหม่แล้วพบว่าหูเป็นแค่ทางผ่านของเสียงไม่อาจเลือกฟังแต่เสียงที่ถูกใจได้ เราพบว่าใจนี่แหละเป็นผู้ที่เข้าไปรับรู้ การได้ยินเกิดขึ้นที่หูรับรู้แล้วก็ดับ ไปรับรู้เสียงใหม่อีกไม่มีเสียงไหนค้างอยู่ได้นานเสียงทุกเสียงเกิดแล้วดับอยู่อย่างนั้น เรารู้แล้วว่าการได้ยินเกิดขึ้นที่หูไม่ต้องส่งใจไปไว้ที่ต้นกำเนิดเสียงให้เหนื่อย เอาแค่ที่หูนี้ก็พอแล้ว ภาพที่เห็น จมูกที่ได้กลิ่น ผิวที่เย็นล้วนแต่เกิดในบ้านไม่ต้องวิ่งออกไปก็ได้ แต่ต้องฝืนไม่ส่งใจออกไปรับรู้นอกบ้าน                  เราพบว่าเสียงเขามาแล้วเขาก็ไปไม่มีเสียงไหนตกค้างอยู่ได้เลยมันเกิดขึ้นแล้วก็ดับในขณะนั้น ท่านก็ถามอีกว่าเสียงที่เขาว่าเขาตำหนิมันเกิดแล้วมันก็ดับไปแล้วแล้วอะไรมันจะเหลืออยู่ เราจะเอามานั่งคิดอยู่อีกทำไมมันดับลงไปตั้งนานแล้ว เราคิดตามอืมใช่เสียงเขาดับไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แล้วอะไรล่ะที่มันดังอยู่ในใจเราไม่ใช่เสียงเขานี่เสียงของความคิดของเราต่างหาก คนที่ทำให้เราทุกข์ตอนนี้ไม่ใช่เขาแต่เป็นตัวของเราเองที่ทำให้ทุกข์ เราเริ่มหาเหตุที่ตัวเองทุกข์ใจได้แล้วติดตามอ่านรวมเรื่องเล่าจากผู้ปฎิบัติธรรมท่านอื่นๆที่เคยนำมาลงแล้วได้ที่   http://pantip.com/topic/30892856    ขอบคุณค่ะ



9............คัดมาจากบางส่วนการตอบคำถามทางอีเมมล์                        

3.ที่นั่งสมาธิตัวหายแต่ข้างในรู้อยู่ การนั่งสมาธิที่ดีต้องมีสติรับรู้กายอยู่ครบถ้วน รู้ว่ายังมีร่างกายอยู่ รู้สิ่งที่เข้ามาสัมผัสกาย รู้ความรู้สึกที่เกิดกับร่างกายทุกๆส่วน ที่นั่งแล้วหายไปจิตไปจดจ่ออยู่ที่สมาธิมากเกิน นั่งแล้วจะรู้สึกสงบเย็นจะกลายเป็นติดสุขไป เราต้องนั่งให้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ทำไมต้องให้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาเพราะเราจะได้เห็นความจริงที่เกิดขึ้นกับกายนี้ ความปวดที่เกิดจากการนั่งนาน เห็นการเกิดดับทั้งความคิดที่จรเข้ามาและการรับรู้ทางกาย เห็นทั้งความทุกข์ความไม่เที่ยงเพราะทุกสิ่งที่เกิดมีแต่เกิดแล้วดับเห็นความเป็นอนัตตาเพราะทุกสิ่งแสดงให้เราเห็นแล้วว่ามันบังคับไม่ได้ ขาห้ามปวดก็ไม่ได้ ความคิดห้ามเกิดก็ไม่ได้ การรับรู้ห้ามรู้ก็ไม่ได้ ความง่วงก็ยังห้ามไม่ได้เลย นั่งแบบรู้ทุกอย่างกับนั่งแล้วตัวหายสงบเย็นอย่างไหนจะได้ประโยชน์กว่ากัน ความจริงนี้ไม่ใช่หรือที่จะพาเราพ้นทุกข์ได้                                หากนั่งแล้วเกิดภาวะเช่นนี้ให้ถอยออกมารู้ตัว ยืดหลังให้ตรง ตั้งสติใหม่ หรือยังเป็นอีกเมื่อเกิดภาวะเช่นนี้ให้ลุกเดิน หากเป็นทุกครั้งที่นั่งให้ลองเดิน 5 นาที นั่ง 5 นาที สลับไปมาอย่างนี้ เป็นการกระตุ้นการรู้ตัวให้ต่อเนื่องไม่ขาดตอน พอเลิกปฏิบัติเราจะรับรู้ถึงความหนักแน่นของจิตใจ ใจจะมีพลังมากกว่าการนั่งแล้วตัวหายไป พอดีขึ้นเราก็ขยับเวลาขึ้นไปอีก                       4. จะฝึกแบบช้าหรือเร็วก็ลงที่จุดเดียวกันคือการรู้ตาม ช้าเราก็รู้จะเร็วเราก็รู้ เพียงแต่ให้เราสังเกตตัวเอง หากแบบตามรู้เฉยๆมันค่อนข้างเร็วกว่าแบบตามรู้ทีละจุดใจของเราเป็นอย่างไร มันร้อนหรือมันเย็น แล้วพออารมณ์มันเกิดขึ้นเราเอามันทันไหม ใจมันดิ้นไหมเมื่อเจอเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจเช่นเวลาขับรถ หากสติเรายังไม่ทันกับใจ เราก็ต้องฝึกให้สติให้ทันกับใจและก็ต้องหาวิธีการดึงใจให้มันช้าลง                                           การฝึกแบบช้าๆเป็นการฝึกความทนได้ของใจ ให้ทนกับไฟที่มาเผาใจ เมื่อเราเย็นลงแล้วมีความทนได้ต่อทุกเหตุการณ์ใจเขาก็จะวางลงเอง ไม่ต้องไปจับจ้องทุกจุดอย่างตั้งใจ แต่เขาจะรับรู้ของเขาเองทุกจุดเพราะชำนาญแล้ว สุดท้ายเขาก็จะตามรู้เฉยๆโดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวแต่ว่าจะได้กำไรอีกนิด เขาจะตามรู้อย่างละเอียดเพราะเขาเคยผ่านการฝึกการตามรู้แบบละเอียดช้าๆทีละจุดมาแล้ว ทุกวิธีสุดท้ายก็ลงที่จุดเดียวกันขึ้นกับการพลิกแพลงของเราจะใช้วิธีใดก่อนให้เหมาะสมกับเหตุการณ์                                    อย่างเช่นเดินแล้วคิดแล้วคิดอีกเรื่องเดิมไม่ยอมหยุด เราก็ต้องเดินให้ช้าลง เพิ่มจุดรับรู้ให้ถี่ขึ้น หรือจะบริกรรมไปด้วยเช่นการหนอ เช่น เดิน 6 จังหวะถ้าฟุ้งมากก็ออกเสียงดังหรืออกเสียงในใจหรือไม่มีคำเรียกเหลือเพียงแต่จังหวะ ยกส้นแล้วหยุดค้างไว้ดูใจตัวเอง มันดิ้นไหม หรือมันสั่งให้ไปต่อ พอมันดับเราก็ยกเท้าแล้วหยุดค้างไว้กลับไปดูใจอีก ทำอย่างนี้ทุกจังหวะ ต่อให้คิดพันเรื่องมันก็ต้องหยุดเพราะมันเข้ามารับรู้เวทนาที่เกิดขึ้นที่เท้าที่ค้างไว้ ขาที่เกิดอาการเกร็ง มันต้องเข้ามาดูใจที่มันดิ้นเพราะมันทนไม่ไหว                                           ยิ่งใจดิ้นทนไม่ได้เรายิ่งต้องฝืน ก็เพราะเราฝืนมันดิ้นไม่ได้ไม่ใช่หรือที่ทำเรื่องเดือดร้อนใจให้เรา มันหยุดดิ้นเมื่อไหร่หรือเลิกฟุ้งหนักๆเราก็กลับมาเดินตามรู้ตามปกติก็ได้ สิ่งสำคัญให้ใจรับรู้ทันปัจจุบันกับจังหวะของเท้า การเห็นทันปัจจุบันคือสิ่งที่สำคัญ เพราะเราจะเห็นทันเขาเกิดขึ้นและดับลง การเห็นการเกิดดับคือจุดเริ่มต้นของการวิปัสสนา หากเย็นลงเราไม่ต้องค้างนานก็ได้ให้เหลือแต่จังหวะเพื่อให้มีการรับรู้ถี่ขึ้น แล้วเราจะเห็นความคิดโผล่มาแล้วก็ดับลงไปทั้งๆที่เรายังรับรู้จังหวะของเท้าอยู่เลยทำ                                       วิธีไหนก็ไม่ผิดขึ้นกับปัญญาของเราว่าจะใช้อาวุธไหนเมื่อใด หลายคนบอกว่ายิ่งเดินแบบนี้ยิ่งไม่สงบเพราะใจมันดิ้นที่ถูกขัดใจ ยิ่งดิ้นยิ่งไม่สงบเลยสรุปไปว่าแบบนี้ไม่เหมาะกับตัวเองไม่สงบ ไปหาวิธีที่ใจชอบพอมันไม่ดิ้นเราก็เลยรู้สึกสงบแต่จริงๆแล้วเท่ากับเราเลี้ยงใจที่จอมดื้อเอาไว้ ใจมันดิ้นได้มันก็ดับได้ มันเกิดดับอยู่ทุกขณะ ลองสักพักใจมันเริ่มชินมันก็จะหยุดดิ้นเอง พอไปเจอเหตุการณ์ที่มันเคยดิ้นมันกลับไม่ดิ้นเพราะมันถูกฝึกให้ทนได้มาแล้ว เมื่อใจหายพยศแล้วใครล่ะจะสร้างความเดือดร้อนให้เรา                      สิ่งหนึ่งที่อยากจะแนะให้ทำในช่วงที่ได้เริ่มปฏิบัติทุกวันให้เพลาการอ่านหนังสือลงสักระยะหนึ่งหรือหยุดไปเลยเพราะในช่วงแรกนั้นการมองการเห็นสิ่งต่างๆในธรรมชาติเราจะขาดความเป็นตัวของตัวเอง จะคิดอ่านอะไรให้เป็นธรรมะก็ยังรู้สึกติดๆขัดๆต้องแบบนั้นแบบนี้ตามตำรา ต่อให้ออกมาดีแต่ก็ยังไม่โดนใจเราจริงๆ หรือเดินไปก็จะมีประโยคนั้นคำนี้ขึ้นมาในหัวซึ่งเป็นคำที่ได้อ่านมาได้ยินมา สัญญาความจำมักจะออกมาตอนเราเดินจงกรมกว่าจะหมดก็เกือบสองเดือน ให้เราหันมาอ่านใจตัวเองมาฟังเสียงใจของตัวเองดีกว่า ดูมันทั้งวันมันคิดอะไร มันอยากอะไร มันบอกอะไรเรา เมื่อเรารู้จักใจตัวเองความเป็นธรรมชาติเป็นตัวของตัวเองที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้นกับเรา จะคิดจะอ่านก็เป็นในแบบฉบับของเรา ถึงแม้เริ่มแรกยังดูขัดๆแต่นานไปเขาจะเข้าที่เข้าทางของเขาเอง วางสักช่วงหนึ่งแล้วค่อยกลับมาอ่านเราจะอ่านโดยเข้าถึงมากกว่าทุกวันนี้



10............เล่าประสบการณ์ตรงจากผู้ที่ป่วยเป็นโรคร้าย                        

เราพบก้อนที่เต้านมซ้ายและบางเวลามีอาการเจ็บแต่ไม่มาก  ตัดสินใจเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล หลังจากทำแมมโมแกรมและอุลตร้าซาวด์แล้ว หมอเชื่อว่าน่าจะเป็นมะเร็ง แต่ต้องยืนยันด้วยการเจาะเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ ขณะที่ได้ยินเสียงคุณหมอ ใจเราไม่มีอาการตกใจ กังวล หรือสะดุ้งสะเทือนใดๆเลย เหมือนฟังหมอพูดถึงอาการป่วยของคนอื่น เราตัดสินใจไม่ทำการรักษาแผนปัจจุบันต่อ โดยเลือกที่จะใช้สมุนไพรร่วมกับการปฏิบัติธรรมแทน                            ขณะนั่งรอชำระเงิน ท่านแม่ชีที่นับถือมากโทรมาถามข่าวคราวพอดี เรากราบเรียนตามที่หมอพูดและเล่าถึงความตั้งใจในการรักษา พร้อมทั้งกราบเรียนท่านว่าความรู้สึกเหมือนถ้าอยู่แล้วเกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่นเราก็อยากอยู่ แต่ถ้าอยู่แล้วไม่เกิดประโยชน์เลยเราก็พร้อมจะไป เพราะไม่ไปวันนี้ก็ต้องไปวันหน้าอยู่ดี ท่านแนะให้อธิษฐาน "หากโรคหายก็ขอถึงซึ่งคุณพระรัตนตรัยตลอดชีวิต และขอทำงานรับใช้พระศาสนา นำพาผู้คนเข้าทางธรรม"  เรากราบเรียนท่านแม่ชีว่า "ถ้าโรคร้ายเขาจะอยู่ หนูก็จะไปเอง" ข้างในใจสบายเหมือนความตายเป็นเรื่องธรรมดา                          ย้อนกลับไปเพียงไม่กี่วันก่อนที่จะรู้ว่าป่วย ท่านแม่ชีชี้แนะและให้อุบายในการปฏิบัติ ทำให้เราเห็นแล้วว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอนในเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นอย่างไร ทุกสิ่งเป็นเพียงสิ่งเกิด-ดับ ไม่มีตัวตนถาวร ไม่มีเรา ไม่มีใคร  แล้วหลังจากนั้นใจเราก็เปลี่ยนไปมาก มารู้ว่าใจเปลี่ยนไปมากจริงๆ ก็ตอนที่มาตรวจแล้วหมอคาดว่าน่าจะเป็นมะเร็งนี่แหละ  ไม่มีเรื่องใหญ่โตจนทำให้ใจดวงนี้ทุกข์มากอีกแล้ว                            ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราวันนี้เกิดเร็วขึ้นกว่านี้ วันที่ใจยังยึดมั่นถือมั่นอย่างเหนียวแน่น เราก็ต้องทุกข์มาก และสมมุติว่าเรามีเงินเป็น100ล้าน1000ล้านก็ตาม เราก็ต้องทุกข์มากอยู่ดี แต่มันจะไม่ใช่เพียงเท่านั้น คนรอบข้าง คนใกล้ชิดต้องทุกข์ไปกับเราหมด ถึงแม้เราจะปิดบังไม่ให้รู้ก็ตาม เพราะความทุกข์ของเรา ความซึมเศร้าของเราที่มันจะต้องโชยออกมาให้คนใกล้ชิดได้รับรู้ เราจะเหมือนคนตายทั้งเป็นทั้งที่ยังไม่ตาย ตายทางอารมณ์อย่างสนิท ไร้เรียวแรงที่จะทำอะไร แต่วันนี้ สำหรับเราแล้วไม่มีวันพิเศษ ไม่มีวันเลวร้าย มีแต่ทุกขณะที่เราจะทำประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านอย่างเต็มกำลังเท่าที่เราจะทำได้                           เรายังคงเป็นลูกที่ดูแลแม่ยามไม่สบาย หน้าที่เราเป็นคนพาไปหาหมอ เรายังคงรดนำต้นไม้ ทำงานจุกจิกตามหน้าที่เหมือนเดิม โดยมีสติตามรู้และหากเผลอมีความยินดียินร้ายเกิดขึ้น ก็มีสติให้รู้เท่าทัน เพื่อให้ใจกลับมาเป็นปรกติ สงบเย็น เป็นสิ่งที่เราถือว่าเป็นประโยชน์ตนที่เราจะยังใช้ชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท และเราก็นำตัวเองเป็นแบบอย่างของความไม่เที่ยง แบ่งปันประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมให้กับผู้ที่สนใจ ให้คนที่เรารู้จักหันมามองอีกมุมนึงของชีวิตกันบ้าง ซึ่งเป็นมุมที่ทุกคนต้องเจอไม่วันใดก็วันนึง เป็นสิ่งที่เราถือว่าเราได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นบ้าง                           ใจเรามาถึงวันนี้ได้ เกิดจากการแบ่งปันจากหลายๆท่าน เรารู้สึกมันเป็นความสวยงามของโลกใบนี้ ที่ยังไงเราก็เกิดมาแล้ว เราจึงอยากจะแบ่งปันเรื่องราวของเราด้วยเช่นกัน เผื่อว่าบางคนที่เขายังทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เขาจะได้รู้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องทุกข์ไปตลอดชีวิต มีทางออกจากทุกข์นี้ตามที่พระพุทธองค์ท่านทรงสอน เพื่อที่ว่าเขาจะยังคงอยู่กับโลกใบนี้ได้อย่างสงบเย็นในทุกๆขณะ เท่าที่เวลาในชีวิตนี้ของแต่ละคนจะเอื้ออำนวย        



11........."ความฉลาดอยู่ที่ไหน"                  

บอกกับแม่ชีเกณฑ์ท่านว่าตอนนี้ใจรู้สึกพอแล้ว ท่านถามว่าพอกับอะไรพอกับการปฏิบัติหรือ เรารีบตอบในทันทีว่าไม่ใช่การปฏิบัติ แต่เราพอเราไม่ต้องการฉลาดไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่คิดอยากจะไปหาหนังสืออ่านเพื่อทำให้ตนเองฉลาดขึ้น ท่านถามขึ้นว่าแล้วคิดว่าความฉลาดอยู่ตรงไหน เราตอบไปภาษาซื่อว่าก็อยู่ในตัวของเรา ท่านบอกว่ายังไม่ใช่ให้ตอบให้ตรงคำถาม เราคิดคำตอบใหม่เราคิดว่าความฉลาดอยู่ที่หนังสือเพราะคิดว่าถ้าไปอ่านหนังสือแล้วจะฉลาดขึ้น ท่านก็ยังคงตอบว่าไม่ใช่ เราจึงตอบไปใหม่ว่าความฉลาดอยู่ที่จิตอยู่ในตัวของเราอยู่ที่ความมีไหวพริบ ท่านก็ยังคงตอบว่าไม่ใช่ แล้วถามกลับว่าแล้วความฉลาดอยู่ตรงไหนในตัวของเรา ครั้งนี้เราไม่ตอบแต่ถามกลับท่านว่าแล้วท่านคิดว่าความฉลาดอยู่ตรงไหน ท่านบอกหากให้ท่านตอบท่านจะตอบว่าความฉลาดอยู่ที่รู้เท่าทันปัจจุบัน ได้ยินเพียงแค่นี้เราลงให้กับคำตอบของท่านอย่างหมดใจ                                ใช่มองย้อนกลับไปความฉลาดหาใช่อยู่กับการอ่านมาก เราเคยอ่านมามากแต่หาช่วยตัวเองได้เมื่อมีความทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส แต่สิ่งที่ท่านสอนคือให้รู้เท่าทันปัจจุบันอยู่ทุกขณะต่อเนื่องให้นานที่สุด รู้ให้ทันปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งที่กายและที่ใจ ทั้งดีและไม่ดี รู้แล้ววาง รู้แล้วละ รู้แล้วอย่าไปปรุงต่อ รู้แล้วอย่าไปคิดต่อ รู้แล้วดับลงทุกขณะจิต สิ่งนี้ต่างหากที่พาเราพ้นจากกองทุกข์นั้นมาได้ คำตอบของท่านทำให้การใช้ชีวิตในวันนี้มีความตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง ใจเราอยู่กับทุกการเคลื่อนไหวของกายและใจ เรารู้สึกสนุกกับทุกย่างก้าวในบ้านแม้จะเป็นบ้านแคบๆ ไม่ได้เดินจงกรมแต่กลับรู้สึกเหมือนอยู่บนทางจงกรม 



12........."คำถามลองใจ"             
 แม่ชีเกณฑ์ท่านเล่าให้ฟังว่าขณะที่ท่านไปอยู่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ขณะนั้นวัดพระพุทธบาทป่างแฟนอยู่กำลังสร้างวิหาร ขึ้นเสาไว้แล้วแต่ยังไม่มีหลังคา มีพระองค์หนึ่งเดินทางมาจากกรุงเทพฯเข้ามาพบท่านและบอกว่าท่านมีเวลาไม่มากนักท่านหาวัดที่จะทำบุญด้วย รู้มาว่าที่นี่มีแม่ชีผู้ปฏิบัติดีอยู่ ท่านมีคำถามสั้นๆให้ตอบหากตอบได้ท่านจะเป็นเจ้าภาพหลังคา                                              ท่านถามว่า 84,000 พระธรรมขันธ์ ย่อลงมาให้ตอบแค่ 2 ข้อและให้อธิบายสั้นๆ แม่ชีเกณฑ์ท่านตอบว่า 84,000 พระธรรมขันธ์ อธิบายย่อๆแค่ 2 ข้อคือสิ่งที่เที่ยงกับสิ่งที่ไม่เที่ยง สิ่งที่เที่ยงคือพระนิพพาน สิ่งที่ไม่เที่ยงคือทุกข์ขัง อนิจจัง อนัตตามีแต่ความแปรปรวน ย่อลงมาเหลือเท่านี้ พระรูปนั้นพอใจในคำตอบของท่านและให้ไปสั่งของที่ร้านได้เลย แล้วท่านก็จากไป



14.............  "โกรธวันละ 100 ครั้ง"                

บอกกับท่านแม่ชีเกณฑ์ว่าปฏิบัติมาตั้งหลายเดือนแล้วแต่ยังโกรธอยู่ เวลาออกนอกบ้าน เวลาเจอเหตุฉุกเฉินก็เอาไม่อยู่ ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ท่านจึงเล่าเรื่องหนึ่งขึ้นมาผู้ปฏิบัติธรรม: แม่ชีค่ะ ดิฉันอยากจะปรึกษาคุณแม่ว่า ดิฉันมีความท้อถอย ไม่อยากจะปฏิบัติเลย ดิฉันปฏิบัติมานานแล้ว ไม่มีความหวัง เวลาดิฉันโกรธ ดิฉันมีอารมณ์ร้ายมาก น้องๆเขาก็ว่าทำไม ดิฉันไปวัดบ่อย ทำไมถึงยังโกรธอยู่ ดิฉันไม่รู้จะเอาคำตอบไหนไปตอบน้องๆเขา ดิฉันอายเขาจนดิฉันท้อถอย ดิฉันไม่มีคำตอบ ไม่อยากปฏิบัติแล้วแม่ชีเกณฑ์ : ให้คุณไปบอกน้องๆนะ คำตอบของคุณเขาจะไม่ว่าอะไรเลย  ให้คุณไปบอกว่า เพราะพี่มันเป็นคนที่มีโมหะ มีอัตตา มีตัวตน มีทิฐิมานะ มีความโกรธอันแรงกล้ามาก่อน ด้วยจิตอันหยาบคายมาก่อน ไม่เหมือนพวกเธอ พวกเธอมีพื้นฐานมาดี ได้สะสมมาดี ได้เอาออกมาแล้ว แต่พี่ไม่เคยเอาออกเลย เพิ่งเอาออกชาตินี้ละมั้ง ก็เลยต้องไปวัดบ่อย ไปแล้วก็พยายามที่จะไปลดไปละ มันโกรธวันละ 100 ครั้ง ก็จะให้มันเหลือ 99 ครั้ง มันโกรธ 99 ครั้งก็พยายามจะลดมันทีละเล็กทีละน้อยจนมันขาดสะบั้น พี่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ตราบใดที่พี่ยังไม่เป็นอรหันต์ พี่ก็จะโกรธพวกเธออย่างนี้ร่ำไป                     เขาบอกท่านว่าอยากออกมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ถามท่านว่าใช้เวลานานไหม ท่านตอบว่า "ใช้เวลา 3 เดือนจึงจะฆ่าอัตตาตัวตนที่คุณเห็นได้ ถ้าคุณไม่เดือดร้อนคุณก็ออกมาเสีย ถ้าคุณแก่แล้วอายุ 60 คุณจะเดินจะนั่งได้ไหม ถ้าคุณตายวันนี้ คืนนี้จะได้ปฏิบัติไหมนั่น" เขาเลยออกจากงานมาปฏิบัติกับแม่ชีเกณฑ์ ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 49 ปี และเขาก็ลดทิฐิมานะอัตตาตัวตนลงได้ เห็นความร้อนของตนเอง ลดจิตที่ร้อนเป็นโทสะลงได้                                      แม่ชีเกณฑ์ท่านบอกเสมอว่าอย่าประมาท ถ้าเผลอสติไม่รู้เท่าทัน ปัญญาไม่ทันก็จะถูกครอบงำความมีตัวตนจะเกิดขึ้นได้อีก ให้สติต่อเนื่องและหนาแน่นเหมือนกำแพงปูนหนาๆไม่ใช่เท่ารูขุมขนเพราะมันยังมีรูให้ความมีตัวตนแทรกขึ้นมาได้ ยามใดที่ขาดความเพียรแม้มันจะหายไปจนเราชะล่าใจ วันดีคืนดีมันก็กลับขึ้นมาได้อีก



15...........การเดินทางตอนที่ 4                   

เมื่อเริ่มต้นไปวัดทุกวัน เกิดความมานะพยายามรีบทำงานทุกอย่างให้เสร็จเพื่อไปวัดให้ทันในตอนบ่าย ยิ่งออกมาเดินนอกศาลายิ่งชอบบรรยากาศในวัด  ขณะนั้นเดินจงกรมแบบพุทโธไปด้วย เดินแบบปกติทางจงกรมยาวประมาณ 20 ก้าว นานวันยิ่งกลับพบว่ายิ่งเดินเร็วใจยิ่งร้อนไม่เห็นจะเย็นได้เลย                                เดินเร็วก็เกิดความเบื่อแม้จะพุทโธไปด้วยเหมือนไม่ช่วยอะไรเลย เดินตั้งหลายรอบแล้วยังไม่ถึงครึ่งชม.เลย คิดหาวิธีให้ตัวเองหายเบื่อด้วยการเดินไม่ให้เหยียบใบไม้บ้าง ตอนที่เดินในศาลาบอกว่าแคบเดินไม่ได้ พอออกมาข้างนอกบอกว่าแคบอีก ขยายเส้นทางเดินกว้างออกไปอีก ขนาดนั้นยังหยุดความอยากของใจไม่ได้ ทำอย่างไรก็ยังรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้า เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงชม.สักที                                     สุดท้ายเดินแบบนับรอบจงกรมให้ได้ 20 รอบและเดินพุทโธช้าๆเพื่อฆ่าเวลา พบว่าการเดินช้าขึ้นกลับทำให้ใจเย็นลงได้ ใจไม่ไปพะวงกับเรื่องเวลา หลวงพ่อและคนอื่นๆบอกให้เดินตามปกติแต่เรารู้สึกอย่างนี้ หลวงพ่อท่านบอกว่าในชีวิตจริงเราเดินแบบปกติก็ต้องฝึกสติในท่าเดินจริงๆ การเดินแบบไหนเหมาะกับเรา เราคิดถูกหรือผิด ใครหนอจะให้คำตอบเราได้  คิดถึงแม่ชีเกณฑ์แต่ช่วงนั้นยังติดต่อท่านไม่ได้                                     ครึ่งเดือนแรกคิดว่าท่านคงไม่ว่างเพราะต้องไปกรุงเทพฯ ท่านกลับมาแล้วจึงโทรหา เริ่มแรกที่คุยไม่พูดอะไรมากถามท่านตรงประเด็นเลยว่าตัวเองรู้สึกว่าการเดินช้าทำให้ใจเย็นลง และเหมาะกับการเดินแบบไหน ขอคำชี้แนะจากท่าน                              ท่านตอบว่าการเดินช้าๆเป็นการขัดกิเลส และท่านถามต่อว่าเดินแบบไหนพุทโธหรือไม่มีอะไรเลย บอกท่านว่าบริกรรมพุทโธ  ท่านบอกให้สังเกตเวลาเดิน เท้ายกขึ้น คำว่าพุทกับการรับรู้ที่เท้ายกขึ้นให้เกิดขึ้นพร้อมๆกัน และก่อนเท้าจะลงให้หยุดไว้ก่อน จะเห็นคำว่าโธผุดขึ้นในใจให้มันดับไปก่อนแล้วค่อยเอาเท้าลงพร้อมคำว่าโธ ให้การรับรู้ทั้งที่เท้าและคำว่าโธเกิดขึ้นพร้อมๆกัน                                     ทำตามที่ท่านบอกเห็นคำว่าโธผุดขึ้นก่อนที่เท้าจะลงเสียอีก ไม่ทำตามมัน ค้างเท้าไว้แล้วเราเห็นคำว่าโธดับลงไป แล้วจึงเอาเท้าลงพร้อมคำว่าโธที่ตั้งใจเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งเพื่อให้เกิดดขึ้นพร้อมๆกัน เราเห็นใจที่มันสั่งให้ไปข้างหน้าแต่เราไม่ทำตามมัน แล้วมันก็ดับลง ตอนเย็นท่านโทรมาสอบอารมณ์ทุกวัน ท่านบอกต่อว่าถ้าความคิดเกิดขณะยกเท้าให้หยุดค้างไว้หรือความปวดเกิดขึ้นก็ให้หยุดค้างไว้ ท่านไม่บอกว่าทำไม  พอเริ่มเดินช้าไม่เหมือนคนอื่นจึงพาตัวเองไปเดินไกลๆ ได้ทำเลเหมาะเป็นฮวงซุ้ยของคนจีนอยู่บนเนินเขาติดกับชายป่าห่างศาลาวัดเข้าไปอีก ไม่มีความรู้สึกว่าที่นี่น่ากลัวแต่กลับเย็นเพราะมีไอเย็นออกมาจากป่า ไม่มีใครจะเดินท่าไหนใครก็คงไม่ถาม                                   เริ่มเดินอย่างที่ท่านบอกพอมีความคิดเกิดขึ้นหยุดค้างไว้เราเห็นความคิดดับลง เราไม่กลัวมันแล้วเป็นครั้งแรกที่ไม่กลัวความคิดเกิด พอปวดขาก็หยุดค้างไว้เราเห็นความปวดดับลงไป ปวดมันไม่ได้อยู่กับเราตลอดมันก็มีช่องว่างเหมือนกัน แม่ชีเกณฑ์ท่านบอกว่าการเห็นการเกิดดับนี่ละ เป็นต้นทางของการวิปัสสนา



18......คำถามจากผู้ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่งทางอินเตอร์เนต                       

  "นั่งสมาธิแล้วสั่นแบบเจ้าเข้า" 

คือผมมีปัญหานั่งสมาธิแล้วเกิดอาการสั่นนะครับ ก่อนหน้านี้ ผมไม่ได้จริงจังกับการนั่งสมาธิมากนัก ...แต่ผมพึ่งมาฝึกนั่งจริง ๆ จัง ๆ ระยะหลังมานี้เอง เบ็ดเสร็จก็ผ่านมา 1 ปี เห็นจะได้ แต่ปัญหาคือ นั่งแล้วเกิดอาการสั่นแบบเจ้าเข้านะซิครับอาการมีดังนี้ครับ... แขนสองขาจะสั่นแรงมาก ๆ ... แต่หน้าไม่สั่น... บางครั้งมือทั้งสองข้างก็สบัดขึ้นมาตบเข่าซะงั้น... บางครั้งขามันก็ร่วมสั่นกับเขาด้วย เรียกว่ามันสั่น จนตีกับพื้นเสียงดังเชียว... นึกถึงภาพเวลาคนทรงเจ้าเข้าผี อาการสั่นป็นอย่างนั้นเลยครับ... แม้กระทั่งตอนนั่งสมาธิแล้วกำลังสั่น ๆ ผมลองลืมตาขึ้นมาดูตัวเอง ก็ยังเห็นแขนตัวเองสั่นอยู่เลย ...งงเลย... บางครั้งสวดมนต์ไป โดยไม่ได้หลับตาแต่ประการใด ... พอเกิดสมาธิขึ้นมา ร่างกายผมก็สั่นแล้วครับ... หรือบางครั้งอยู่ในท่ายืน หรือแม้แต่ท่านั่ง แค่ลองรวมสมาธิเล่น ๆ ... มันก็สั่นได้ง่าย ๆ แล้วครับ... แถมเวลาสั่นนี้ห้ามเอาสติไปข่มให้มันหยุด ... มิฉะนั้นจะสั่นแรงกว่าเดิม... อาการปิติเหล่านี้มีใครเป็นบ้างครับนี้คืออาการเมื่อก่อนผมเลยต้องใช้วิธี สั่นก็ช่างมัน ไม่สนใจ ปล่อยมันไป... ทุกวันนี้ก็ดีขึ้นครับ... แต่มันก็ยังสั่นอยู่ดี ....ยังไม่หายซักที ... แต่ความแรงของการสั่น มันเบากว่าเมื่อก่อนเยอะ... คือมันจะสั่นได้ซักพัก ... เดี่ยวก็หยุดไป ... แต่อยู่ดี ๆ ก็จะสั่นขึ้นมาอีก ... ไม่รู้มันจะสั่นเมื่อไร เวลาใด ไม่สามารถบอกได้... เท่าที่สังเกตอาการสั่นของตัวเอง จะเริ่มมาช่วงท้าย ๆ ของการนั่งสมาธิ... เพราะช่วงท้าย ๆ ของการนั่งสมาธิ ผมจะเริ่มคุมสติไม่อยู่ ...ไม่รู้เกี่ยวกันหรือป่าว... อาการปิติจากการนั่งสมาธิ ไม่ว่า จะเหน็บชา ปวดแข็ง ปวดขา นั่งแล้วหลับ ตกภวังค์ น้ำลายไหล เห็นนิมิต เห็นแสงสี รู้สึกเหมือนแขนขาหายไป ขนลุกซู่ คันตามเนื้อตามตัว ผมก็ผ่านมาหมด... เหลือเจ้าอาการสั่นนี้แหละ ทำยังไง มันไม่หายซักทีรบกวนผู้ทรงความรู้ในห้องนี้ช่วงชี้แนะหน่อยครับอาการปีติแบบนี้ มันเกิดจากอะไร และช่วยชี้ทางแก้ที่ถูกวิธีหน่อยครับ สำหรับวิธีการฝึกขอเล่าอย่างละเอียด จะได้เป็นข้อมูลประกอบ... ผมจะสวดมนต์ก่อนนั่งสมาธิทุกครั้ง ... บทสวดประจำก็คือ อิติปิโส กับ ชินบัญชร (หันหน้าไปทิศตะวันตก)... จะนั่งขัดสมาธิธรรมดาบนพื้นกระเบื้องนี้แหละ... ใช้มือซ้ายและขวา วางผาดไปบนขา ... ไม่ได้ใช้วิธีวางมือขวาทับมือซ้าย แต่ประการใด...เมื่อก่อนพยายามฝึกแบบเพ่งกสิณแต่ไม่ถูกจริต... เลยใช้วิธีดูลมหายใจเข้าออกไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้มีคำ ภาวนา แต่อย่างใด... จากเริ่มแรกนั่งได้เต็มที่ 20 นาที ค่อย ๆ พัฒนาขึ้น จนทุกวันนี้นั่งได้ 2 ชั่วโมง... ไม่ว่าจะกลางดึก หลังเที่ยงคืน ตอนเช้าตรู่ ตอนเที่ยง ตอนบ่าย นั่งได้ทุกเวลา แล้วแต่ความสะดวก... ผมฝึกนั่งเองไม่มีใครสอนตั้งแต่ไหนแต่ไรครับ... พอออกจากสมาธิ ก็จะรีบอธิษฐาน อุทิศส่วนบุญกุศลทุกครั้งขอบพระคุณทุกท่านที่เข้ามาตอบครับ สารภาพนะครับ ผมอ่านทุกความเห็น ...ที่มาตอบทุกกระทู้เพื่อหาสาเหตุและแก้ไขอาการนั่งสมาธิแล้วเกิดสั่นบอกตามตรงผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรอุปมาเหมือนคนโน่นคนนี้ บอกว่าทานยาโน่นดี ทานยาตัวนี้ซิดี ... แต่มันก็แก้ไม่ตรงจุดแต่พอคุณพี่อธิบาย เหมือนชี้ทางสว่างมาก ๆ ครับขอบพระคุณมากครับ

คำตอบจากท่านแม่ชีเกณฑ์

ท่านแม่ชีเกณฑ์บอกว่าเป็นนิวรณ์ผสมด้วยวิบากของคุณ ทำให้มีอาการเช่นนั้น สติคุณอ่อน คุณต้องเจริญสติจนเป็นมหาสติจนข้ามพ้นมันได้ ให้เดิน 5 นาที นั่ง 5 นาที จนสติมีกำลังอย่าเพิ่งเพิ่มเวลา ถ้าหากว่า 5 นาทียังเป็นอีกให้ลดเวลาลงจนเหลือ 2 นาที ให้สติถี่ยิบและต่อเนื่องให้นานที่สุด พอกำลังจะเกิดอาการเช่นนั้นให้เปลี่ยนอิริยาบถทันที อย่าไปฝืนจมแช่อยู่เช่นนั้น คุณนั่งสมาธินานไปจมแช่อยู่ในสมาธิจนสติอ่อน ถ้าเรามีสติมากพอมันจะรู้ความเจ็บความปวดที่เกิดจากการนั่งนาน ต้องฝึกจนมีสติให้รู้ทันก่อนที่อาการจะเกิด ถึงมันจะเกิดขึ้นมาอย่าไปยินดียินร้ายกับมัน สติเท่านั้นที่จะแก้มันได้ คุณปล่อยให้เป็นนานเกินไป หากมีผู้แก้อารมณ์ให้ตั้งแต่เริ่มต้นจะไม่เป็นนานขนาดนี้ บางคนเป็นมากกว่านี้เช่นเอาหัวโขกพื้นหรือเอามือตบหน้าผาก ก็เพราะสติอ่อนและด้วยวิบาก แต่ไม่ต้องไปสนใจว่าวิบากอะไร อาการเหล่านี้มันไม่เที่ยงมันก็หายได้ สติเท่านั้นที่จะช่วยได้ ที่นั่งจะนั่งอย่างไรก็ได้จะลืมตานั่งก็ได้ถ้าอยากให้มีสติมากขึ้นส่วนเรื่องสวดมนต์หยุดไว้ก่อนแค่สั้นๆก็พอบางคนติดปิติ นิมิต สุข ฌาน มาเป็น 10 ปีไปหาผู้ที่จะช่วยได้มาทั่วประเทศก็ยังแก้ไม่ได้ ท่านก็บอกให้แก้ด้วยวิธีนี้ ให้หยุดสวดมนต์ยาวๆและนั่งสมาธินานๆก่อนเพราะจะทำให้จมในสมาธิอาการก็ไม่หาย ให้สวดมนต์สั้นๆบูชาพระรัตนตรัยและแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรแค่นั้นพอ ให้รู้ตัวในอิริยาบถย่อยต่างๆ ลมมากระทบกายก็รู้สึก หูได้ยินเสียงก็รู้ ท่านฝากคำถามให้คุณหาคำตอบว่า
1.ลมหายใจเข้ากับลมหายใจออกเป็นขณะเดียวกันหรือคนละขณะ
2. พอมันเข้าแล้วก่อนจะออกมามันหยุดก่อนหรือออกมาทีเดียวเลย 
3.เสียงมาหาหูหรือหูไปหาเสียง กลิ่นมาหาจมูกหรือจมูกไปหากลิ่น ภาพมาหาตาหรือตามาหาภาพ
 ทุกคำถามที่ให้หาคำตอบเป็นวิธีการฝึกสติให้อยู่กับปัจจุบันและอยู่กับตัว บางคนใช้เวลานานถึง 3 เดือน บางคนแค่ 15 วันหรือ 1 เดือนก็หาย ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมเวลานั่งนั่งให้ตัวตรงหลังตรง คุณขาดสติหนักสมาธิและจมแช่อยู่นานเลยมีอาการเช่นนั้น



19.เรื่องเล่าจากผู้ปฏิบัติธรรมทางบ้าน

"วิธีแก้อาการโงกง่วงโยกไปโยกมา"

เริ่มแรกของการปฏิบัติเมื่อผ่านเรื่องการเดินจงกรมมาได้แล้ว เหลือเพียงเรื่องการนั่งสมาธิที่ยังไม่ดีนัก เริ่มแรกนั่งแล้วเงียบหาย ตัวก็หาย สถานที่ก็หาย ตอนแรกคิดว่าดีเพราะไม่ฟุ้งซ่าน แต่รู้สึกไม่มั่นใจ ถามแม่ชีเกณฑ์ท่านว่านั่งแบบนี้ถูกไหม ท่านบอกว่าไม่ได้แล้ว หายเงียบไปแบบนั้นหาใช่ดีไม่ การนั่งสมาธิที่ดีต้องมีสติรู้กายรู้ใจอยู่ครบถ้วน ต้องตื่นอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่หายไปไหน ท่านบอกว่าขณะกำลังเกิดภาวะเช่นนั้น ให้แก้ด้วยการลุกเดิน อย่าปล่อยให้ดิ่งหายไปแบบนี้ เมื่อไม่หายไปไหนกลับมาเจออีกภาวะหนึ่งคือโงกง่วงโยกไปโยกมา น่าอายมากหากใครมาเห็น แม่ชีเกณฑ์ท่านบอกว่าเพราะสติมันอ่อนเลยทำให้เสียการทรงตัว ให้เราสำรวจว่าเป็นเพราะร่างกายเราเหนื่อยอ่อนเพลียไหม หรือจะเป็นนิวรณ์ไม่เหนื่อยไม่เพลีย แต่พอเริ่มนั่งก็เริ่มง่วง อันนี้เป็นนิวรณ์แล้ว กลับมาดูตัวเองอาจจะใช่ปกติแล้วเวลาบ่าย 2 ของทุกวัน เราจะงีบหลับ แต่นี่เราไม่ได้นอน และพบว่าหลังอาหารเที่ยง เราจะรู้สึกง่วงอย่างหนัก เมื่อเริ่มเห็นจุดที่จะแก้การโงกง่วงของตัวเองได้แล้ว จึงเปลี่ยนเวลาการกินอาหารให้เสร็จก่อนเที่ยง ประมาณบ่ายโมงเขาจะง่วงพอดี นอนเสียครึ่งชม.ก่อนไปปฏิบัติธรรม ทำให้อาการโงกง่วงหายไปและท่านยังบอกอีกว่าอย่าปล่อยให้เป็นอย่างนั้นมันจะติดเป็นนิสัย เราต้องขัดมัน ถ้ามันโงกง่วงให้เราลุกเดินทันที อย่านั่งต่อต้องฝืนลุกขึ้นมา เมื่อผ่านอาการโงกง่วงมาแล้ว หากนั่งนานเกินไปจะมีการจมแช่อยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ระยะหลังท่านให้นั่ง 5 นาที เดิน 5 นาที เพื่อไม่ให้จมแช่ทั้งขณะเดินและขณะนั่ง นั่ง 5 นาทียังไม่ทันง่วงและไม่จมในความคิด เดิน 5 นาทีก็ยังไม่ทันออกนอกวัด ทำแบบนี้แล้วทำให้มีความรู้สึกตัวต่อเนื่องไม่ขาดตอน แต่กว่าจะแก้ได้ไม่ใช่แค่วันเดียวนะ เราใช้เวลาร่วมๆ 3 เดือนกว่าจะแก้ได้ เมื่อดีขึ้นท่านก็ให้เพิ่มเวลาเป็น อย่างละ 10 นาที 15 นาที แล้วครึ่งชม.ให้เราดูตามความเหมาะสมด้วยตัวเราเองหรือช่วงไหนที่ไม่ไหวจริงๆนั่งแล้วจมและง่วง ถามท่านว่าเดินอย่างเดียวได้ไหม ท่านบอกว่าได้ ผ่านไปเป็นอาทิตย์กลับมานั่งก็เริ่มมีสติขึ้นไม่หายไปไหนและไม่โงกง่วง ถามท่านว่านั่งสมาธิลืมตาได้หรือไม่เพราะหลับตาแล้วจะพาหลับ ท่านบอกว่าจะลืมตาก็ได้ขอให้มีสติรู้ตัวอยู่ เราก็เลยนั่งหลังตรงและลืมตา หากวันไหนง่วงทั้งเดินและนั่งจนเอาไม่อยู่ จะด้วยสภาพร่างกายหรือสภาพอากาศเราแก้ด้วยการจับไม้กวาดกวาดใบไม้ไปจนหมดชม. ดีกว่าทนนั่งง่วงเดินง่วงอยู่อย่างนั้น ถามแม่ชีเกณฑ์ท่านว่ามีความคิดเกิดขึ้นมากขณะเดินและนั่ง บางทีคิดไปข้างหน้า บางทีคิดไปข้างหลัง แม่ท่านบอกว่าพอมีความคิดเกิดขึ้นก็ให้หยุดเช่นกำลังจะก้าวเท้าลงหากเห็นมันก็หยุดคาอยู่อย่างนั้น เราทำตามที่ท่านบอกแล้วเราก็เห็นมันดับลงไป และอีกวิธีหนึ่งที่ท่านแนะนำเวลาที่ฟุ้งมากๆให้กำหนดไปเลยคิดหนอ คิดหนอ หลายๆครั้ง หรืออยากหนอ อยากหนอ ถ้ามันอยากขึ้นมา จะช่วยให้หายฟุ้งได้ แม้ขณะนี้จะไม่ดีเลิศมากนักแต่เบาบางจากความฟุ้งซ่านไปมาก เสียงข้างในเงียบขึ้นมากเหลือเพียงแต่เสียงภายนอก แม่ชีเกณฑ์ท่านบอกว่าผู้ใดไปร่วมปฏิบัติธรรมไม่ได้ หากมีปัญหาอารมณ์ใจท่านยินดีจะให้คำแนะนำผ่านทางโทรศัพท์



"แท้งเด็กหนึ่งคนเท่ากับฆ่าผู้มีกิเลส 100 คน" 

แม่ชีเกณฑ์ท่านเล่าถึงพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง ท่านไม่ได้เจอพี่คนนี้มา 10 กว่าปีแล้ว เมื่อสักเดือนที่ผ่านมาเขาไปเห็นชื่อและรูปของท่านในเฟสบุคที่เขียนเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์การเปิดอบรมที่สมุทรปราการ เขาเปิดเข้าไปดูเห็นชื่อของท่าน วัดที่ท่านอยู่ แล้วเขาก็จำได้ว่าท่านคือผู้ที่ชุบชีวิตใหม่ให้กับเขา เขาคิดว่าท่านไม่ได้อยู่ที่ร้อยเอ็ดแล้วเพราะตอนนั้นท่านบอกว่าจะอยู่เพียงแค่ปีเดียว เขาไปกราบท่านและเล่าเรื่องราวทั้งหมดหลังจากนั้นให้ท่านฟัง เขาบอกว่ายินดีที่จะเปิดเผยเรื่องของตัวเองให้ผู้อื่นได้อ่านเป็นเรื่องสอนใจ ย้อนหลังไปปี 2537 มีคนพาผู้หญิงคนหนึ่งมาจากอำเภออื่นในร้อยเอ็ดเพื่อมาปฏิบัติธรรมกับท่าน เขามาด้วยหน้าตาดำเศร้าหมอง ท่านพานั่งพาเดินจนจิตของเขาสงบขึ้น แล้วเขาก็แสดงอาการปวดท้องออกมาอย่างหนักจนเหยื่อยางตายออก ท่านจึงถามว่าเธอเคยทำแท้งมาไหม เขาจึงบอกท่านว่าเขาเพิ่งไปทำแท้งมาได้สัก 1 เดือนก่อนจะมาที่นี่ และเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เขาอยู่กับแฟนที่ยังไม่ได้แต่งงานกัน ผู้ชายไปมีคนอื่น ทำให้เขาทุกข์ใจมากทั้งในท้องก็มีลูกน้อย เขาตัดสินใจทำแท้งลูกเพราะตนเองยังไม่พร้อม หลังจากนั้นชีวิตราวกับดิ่งลงเหว หลังจากทำแท้งเจ็บปวดอยู่เกือบตาย เขาทุกข์มากทั้งทางกายทางใจ ทำสิ่งใดมีแต่อุปสรรคขัดขวาง เขาเคยกินยาฆ่าตัวตายแต่ช่วยไว้ทัน เขาอยู่ด้วยสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ราวกับคนเสียสติ เขามาปฏิบัติกับท่านอยู่1 เดือน เจ็บหนักมากอยู่ 3 วัน เจ็บนิดๆหน่อยๆกว่าจะหายก็ 7 วัน เขาไม่ได้กินยาแก้ปวดและไปหาหมอ ท่านบอกว่าเป็นกรรมทำเขาไว้ก็ต้องชดใช้ พอเจ็บปวดก็รู้ก็แผ่เมตตาไปให้กับเด็ก กำหนดไป จากหน้าดำคร่ำเครียด ชำระได้ ใจก็สบายขึ้น จิตก็สงบขึ้น ปล่อยวางได้ หน้าตาก็แจ่มใสขึ้น ได้ชีวิตใหม่ไป สิ้นวิบาก ทำอะไรก็สำเร็จไปได้ง่าย และมีสัมผัสพิเศษเกิดขึ้น ชีวิตหลังจากนั้นสามารถสอบบรรจุครูได้และเรียนต่อจนจบปริญญาโท เขาอยากจะขอเตือนเพื่อนๆใครที่ยังไม่ทำหรือกำลังคิดจะทำจะสร้างกรรมใหญ่ กรรมนี้จะขวางกั้นการปฏิบัติทุกอย่าง ตั้งแต่ทำแท้งมาชีวิตของเขาไม่เคยมีความสุข มีแต่อุปสรรคจะทำอะไรก็ถูกขัดขวาง ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ทุกข์ทั้งทางกายและทุกข์ทั้งทางใจ ไม่มีอะไรดีขึ้นด้วยกรรมที่ทำมา แต่เขายังไม่ปล่อย ยังตามตัวเองไปเรื่อยๆแผ่เมตตาให้เขาไป ไม่ทุกข์ไม่ขวางไม่เศร้าหมองทำอะไรก็รุ่งโรจน์ไปได้ง่าย แม่ชีเกณฑ์ท่านบอกว่าคนที่ทำแท้งแล้วโอกาสที่จะดีขึ้นคือต้องมาปฏิบัติอย่างเดียว อุทิศให้เขาอย่างเดียว แล้วก็ทำบุญทำทานให้เขาด้วย ชดใช้วิบาก การบวชนี่ล่ะที่จะช่วยให้พ้นทุกข์ได้อย่างน้อย 15 วันหรือทำไปเรื่อยๆ แต่ต้องปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง เดินนั่ง เดินนั่ง อยู่อย่างนั้น 15 วันเขาก็ปล่อย แต่ก็ขึ้นกับความแค้นของเด็กแต่ละคน ปฏิบัติไปเรื่อยๆเขาก็จะปล่อยของเขาเอง คนที่พลาดแล้วอย่าได้คิดฆ่าเขาถ้าบอกใครไม่ได้หากไม่อยากเลี้ยงดูก็ไปฝากไว้ที่บ้านเด็กกำพร้าหรือที่วัดที่มีผู้ดูแลหรือญาติพี่น้อง หรือคุณจะเลี้ยงดูเองก็จะเป็นบุญของคุณ ดีกว่าไปฆ่าเขาชีวิตจะตกต่ำมาก ในพระไตรปิฎกพระพุทธองค์กล่าวถึงจิตของเด็กที่มาเกิดเหมือนเทวดาที่ไม่มีกิเลสมาปรุงแต่งอะไรเลย ยอมรับแล้วก็เลี้ยง เลี้ยงไม่ได้ก็ต้องไปไว้บ้านอนาถาดีกว่าจะฆ่า เมื่อพาเด็กไปก็ต้องขออโหสิกกรรมอย่าได้เป็นเวรเป็นกรรมแก่กันและกันเลย แล้วให้ชีวิตของเรารุ่งเรืองขึ้นไป ให้เธอมีจิตใจเมตตา ตัวเองมีชีวิตดีขึ้นถ้าลูกยังอยู่ที่นี่จะมาเยี่ยมเยียน มีเงินก็จะเอามาให้ที่นี่ ให้อธิฐานอย่างนี้แล้วชีวิตตัวเองจะได้ดีขึ้นแต่ต้องทำตามสัจจะชีวิตจะได้ไม่มีอุปสรรคนานาประการ นี่คือทางออกที่ดีที่สุด ท่านบอกว่าดวงจิตที่มาเกิดเป็นเด็กในท้องเป็นดวงจิตที่บริสุทธิ์ไม่เศร้าหมองเหมือนเรา หากเราฆ่าเด็กในท้องบาปกรรมเท่ากับการฆ่าผู้มีกิเลส 100 คน ซึ่งในพระไตรปิฎกก็มีกล่าวถึงสิ่งนี้ไว้ จึงไม่ต้องแปลกใจกับวิบากที่เราจะได้รับว่ามากมายขนาดไหน จึงควรหาทางออกที่ดีที่สุดให้ได้ มันไม่คุ้มกันเลยกับความทุกข์ทรมานไปชั่วชีวิตอย่างไม่มีวันหยุด


 เปิดอ่านหน้านี้  1653 

แนะนำสถานปฏิบัติธรรม



  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย