ความทุกข์นั้นตอนที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ มันเปรียบเหมือนสะเก็ดไฟ ถ้าปล่อยให้มันลาม ก็อาจไหม้บ้าน หรือลุกลามเป็นไฟป่า
คนเราก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันใช่ไหม เวลาไฟทุกข์เผาใจเรา เรามัวแต่วิ่งพล่านให้คนอื่นมาช่วยดับ หรือไปหาสิ่งภายนอกมาดับทุกข์ของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ตัวเองสามารถที่จะดับทุกข์ได้
สิ่งที่จะดับทุกข์ได้ก็มีอยู่แล้วในตัวเรา ทุกข์เกิดขึ้นที่ไหน ทางดับทุกข์ก็อยู่ที่นั่นแหละ
ทุกข์เกิดขึ้นกับตัวก็อย่ามัวไปหาทางดับทุกข์จากข้างนอก เราแก้ด้วยตัวเองได้ เพราะในใจเรามีน้ำที่จะดับไฟทุกข์อยู่แล้ว ไฟเกิดขึ้นที่ใจก็ดับที่ใจนี่แหละ จะไปหาสิ่งภายนอกมาดับ อย่างมากก็แค่บรรเทาหรือระงับชั่วคราวเท่านั้น
แต่เดี๋ยวนี้คนเราชอบไปหาสิ่งภายนอกมาดับทุกข์ของตัวเอง กลุ้มอกกลุ้มใจ เครียด ท้อแท้หมดหวังก็คิดว่าถ้าไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปฟังเพลง ไปกินเหล้า ไปเที่ยวผับบาร์คาราโอเกะแล้วจะหายได้ หรือหนักกว่านั้นก็คือไปพึ่งยาบ้า ยาเสพย์ติด ซึ่งกลับจะทำให้ทุกข์หนักขึ้น
ที่ทำอย่างนี้ก็เพราะเราไม่รู้จักตัวเอง เลยไม่รู้ว่าเรามีความสามารถที่จะดับไฟในใจได้ด้วยตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นก็คือพอไม่มองตัวเองแล้ว ก็เผลอตกเข้าไปในความทุกข์ ทำให้ทุกข์หนักขึ้น
ความทุกข์นั้นตอนที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ มันเปรียบเหมือนสะเก็ดไฟ ถ้าปล่อยให้มันลาม ก็อาจไหม้บ้าน หรือลุกลามเป็นไฟป่า ที่จริง เราไม่ได้ปล่อยให้มันลามเท่านั้น เรายังเอาฟืนมาเติมให้ไฟแรงขึ้นด้วยซ้ำ
ใจของคนเรานี่แปลก ไม่เหมือนร่างกายของเรา เวลานิ้วของเราไปถูกไฟหรือของร้อน เราจะทำอย่างไร เรารีบชักนิ้วออกใช่ไหม เราทำอย่างนั้นโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องมีใครมาสั่ง แต่พอใจเราไปถูกเพลิงโทสะ ไฟตัณหา ไฟราคะเผาลน ถามว่าใจพยายามหนีห่างไหม ตรงกันข้ามมันกลับยิ่งเข้าไปคลอเคลียหนักขึ้น
เวลามีอะไรมากระทบใจ ใจเราแทนที่จะสลัดทิ้ง หรือถอยห่าง กลับเอามาปรุงแต่ง เอามาคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าโกรธใครก็มัวแต่นึกถึงหน้าคนนั้น หรือนึกถึงการกระทำที่ไม่ดีของเขา ยิ่งคิดก็ยิ่งร้อนใจ แต่ว่าก็ยังเอามาคิดอยู่นั่นเอง คิดทำไม คิดแล้วก็ทุกข์ แต่ก็ยังคิด
เปรียบไปก็เหมือนกับมีไฟมาสุมกองอยู่ในใจ แต่แทนที่จะดับ กลับเอาฟืนมาเติม เอาน้ำมันมาราด เกลียดใคร ก็นึกถึงเขาทั้งคืนทั้งวัน กินก็คิด นอนก็คิด จนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เท่านั้นไม่พอ ยังไปสาวเอาเรื่องเก่า ๆ ที่ไม่ดีของเขามาทิ่มแทงจิตใจอีก เรื่องที่ดี ๆ ของเขาไม่เอามาคิดนะ ไปขุดเอาแต่เรื่องที่ไม่ดีของเขามาตอกย้ำ
บางทีเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว 10 ปี ก็ยังขุดเอามาคิด ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเราก็ให้อภัยเขาแล้ว หรือว่าเลิกลากันไปแล้ว ตกลงกันแล้วด้วยดี แต่ว่าพอมีเรื่องกระทบใจอีก ก็ไปขุดเรื่องเก่าเอามาเป็นอารมณ์อีก
ทั้ง ๆ ที่ มันอาจไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบันเลย แต่ว่าพอโกรธหรือเกลียดเสียแล้ว ก็เอามาปรุงแต่งไม่เลิก สุดท้ายใครทุกข์ ใครเจ็บ ใครปวด ก็เรานั้นแหละ!
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเราไปจดจ่อใส่ใจกับ #เรื่องนอกตัว มากเกินไป ไปจดจ่ออยู่กับคนที่เราเกลียด ก็เลยไปเอาเรื่องร้ายมาใส่ตัว ถ้าเราลองหันมา #มองตนดูใจตัวเอง เสียหน่อย ก็จะเห็นว่า ไฟกำลังลุกท่วมใจแล้ว แต่ก่อนมันเป็นแค่สะเก็ดไฟนิดเดียว แต่ตอนนี้กลายเป็นกองไฟที่ลุกท่วม ถ้าเห็นตรงนี้ก็จะหาทางดับมันให้ได้ แต่ถ้าไม่เห็น เพราะมัวไปจับผิดหรือจดจ้องคนโน้นคนนี้ ก็เลยคิดพยาบาท คิดหาทางแก้แค้น คิดหาทางทำร้ายเขา แต่ความคิดเหล่านี้แหละที่มันทำร้ายเรา ยังไม่ทันจะเล่นงานเขาเลย เราก็ทำร้ายตัวเองด้วยความคิดอกุศลเหล่านี้เสียแล้ว
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล