-:- ธรรมที่ต้องพิจารณาอยู่เนืองๆ -:-
 หิ่งห้อยน้อย   8 พ.ย. 2555

 
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
                     ผู้ซึ่งไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง




ธรรมรับอรุณ วันธรรมสวนะ ... แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๑
กาเลน ธมฺมสฺสวนํ เอตมฺมํคลมุตฺตมํ

-:- ธรรมที่ต้องพิจารณาอยู่เนืองๆ -:-

๏ มวลบรรดา หมู่มนุษย์ สุดประเสริฐ
ถือกำเนิด เกิดกายา มารังสรรค์
ย่อมไม่พ้น แก่ เจ็บ ตาย ทั่วหน้ากัน
ต้องพลัดพราก จากกัน ตายหรือเป็น

๏ แต่ละคน มีกรรม : เป็นของตน
ไม่สับสน ทายาทกรรม ทำให้เห็น
เป็นแดนเกิด เป็นพันธุ์เผ่า เนาลำเค็ญ
บ้างทุกข์เข็ญ บ้างร่มเย็น เป็นเพราะกรรม

๏ กรรมนั้นเป็น ที่พึ่ง ที่อาศัย
ทำกรรมใด ผลกรรม นำอุปถัมภ์
ทำกรรมดี ผลดี ย่อมน้อมนำ
ทำกรรมชั่ว มั่วถลำ กรรมชั่วดล ๚



เจริญในธรรม เจ้าค่ะ






๏ หมู่บัณฑิต พิจารณา อยู่เนืองเนือง
จิตจักเรือง อร่าม ตามมรรคผล
ไม่ประมาท พลาดถลำ จึงได้ยล
มรรค คือผล เกิดขึ้น ในจินตนา

๏ น้อมอารมณ์ เสพไว้ ในมรรคนั้น
สังโยชน์จึง ขาดสะบั้น ดั่งใฝ่หา
อนุสัย ย่อมสิ้น ติดตามมา
เจริญมรรคา พาสิ้นสุด หยุดเวียนวัฏฏ์

๏ นี่คือผล ของการ พิจารณา
หมู่บัณฑิต น้อมนำมา เพื่อขจัด
ด้วยพิจารณา เนืองเนือง ตัดเฟืองวัฏฏ์
กำเนิดสัตว์ ตัดเข้าลู่ สู่นิพพาน ๚


เจริญในธรรม เจ้าค่ะ






ธรรมที่ต้องพิจารณาอยู่เนืองๆ

-:- เรามีความแก่ เป็นธรรมดา
-:- เรามีความเจ็บ เป็นธรรมดา
-:- เรามีความตาย เป็นธรรมดา
-:- เราต้องพลัดพรากจากของรัก ของชอบใจ ทั้งสิ้น
-:- เรามีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาทแห่งกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
มีกรรมเป็นที่พึ่ง
ทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม
จักต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น


เจริญในธรรม เจ้าค่ะ





[๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการนี้
อันสตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต ควรพิจารณาเนืองๆ
๕ ประการเป็นไฉน คือ

สตรี บุรุษ คฤหัสถ์หรือบรรพชิต
ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า
เรามีความแก่เป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ ๑

เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ ๑

เรามีความตายเป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ๑

เราจะต้องพลัดพราก
จากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ๑

เรามีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาทแห่งกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
มีกรรมเป็นที่พึ่ง
จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม
เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ๑ ฯ

เจริญในธรรม เจ้าค่ะ




อนุโมทนากับธรรมะค่ะ





ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า
ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่มีความแก่เป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้

โดยที่แท้ สัตว์ทั้งปวงบรรดาที่มี
การมา การไป การจุติ การอุบัติ
ล้วนมีความแก่เป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้

เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ
มรรคย่อมเกิดขึ้น
อริยสาวกนั้นย่อมเสพ อบรม
ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อเสพอบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป

เจริญในธรรม เจ้าค่ะ





อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า
ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวเท่านั้น
ที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้

โดยที่แท้ สัตว์ทั้งปวงบรรดาที่มี
การมา การไป การจุติ การอุบัติ
ล้วนมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้

เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ
มรรคย่อมเกิดขึ้น
อริยสาวกนั้นย่อมเสพ อบรม
ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อเสพอบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป


เจริญในธรรม เจ้าค่ะ





อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า
ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวเท่านั้น
ที่มีความตายเป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้

โดยที่แท้ สัตว์ทั้งปวงบรรดาที่มี
การมา การไป การจุติ การอุบัติ
ล้วนมีความตายเป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้

เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ
มรรคย่อมเกิดขึ้น
อริยสาวกนั้นย่อมเสพ อบรม
ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อเสพอบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป



เจริญในธรรม เจ้าค่ะ





อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า
ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวเท่านั้น
ที่จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น

โดยที่แท้ สัตว์ทั้งปวงบรรดาที่มี
การมา การไป การจุติ การอุบัติ
ล้วนจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น

เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ
มรรคย่อมเกิดขึ้น
อริยสาวกนั้นย่อมเสพ อบรม
ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อเสพอบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้
อนุสัยย่อมสิ้นไป



เจริญในธรรม เจ้าค่ะ





อริยสาวกนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า
ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่มีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง
จักทำกรรมใดดีก็ตาม ชั่วก็ตาม
เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

โดยที่แท้ สัตว์ทั้งปวงบรรดาที่มี
การมา การไป การจุติ การอุบัติ
ล้วนมีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง
จักทำกรรมใดดีก็ตาม ชั่วก็ตาม
จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

เมื่ออริยสาวกนั้นพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ
มรรคย่อมเกิดขึ้น
อริยสาวกนั้นย่อมเสพ อบรม
ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อเสพอบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป


http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/item.php?book=22&item=57&items=1&preline=0


เจริญในธรรม เจ้าค่ะ





ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
                     ผู้ซึ่งไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง




๏ มวลบรรดา หมู่มนุษย์ สุดประเสริฐ
ถือกำเนิด เกิดกายา มารังสรรค์
ย่อมไม่พ้น แก่ เจ็บ ตาย ทั่วหน้ากัน
ต้องพลัดพราก จากกัน ตายหรือเป็น

๏ แต่ละคน มีกรรม : เป็นของตน
ไม่สับสน ทายาทกรรม ทำให้เห็น
เป็นแดนเกิด เป็นพันธุ์เผ่า เนาลำเค็ญ
บ้างทุกข์เข็ญ บ้างร่มเย็น เป็นเพราะกรรม

๏ กรรมนั้นเป็น ที่พึ่ง ที่อาศัย
ทำกรรมใด ผลกรรม นำอุปถัมภ์
ทำกรรมดี ผลดี ย่อมน้อมนำ
ทำกรรมชั่ว มั่วถลำ กรรมชั่วดล ๚



เจริญในธรรม เจ้าค่ะ








 เปิดอ่านหน้านี้  4539 

  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย