เพียรฝ่า ... จวบถึงฝั่ง
 หิ่งห้อยน้อย   2 พ.ค. 2554

 
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
                     ผู้ซึ่งไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง




จิตขึ้นเรือน้อยล่อง       สมุทรไกล
ออกจากฝั่งล่องไป       สู่หล้า
เคว้งคว้างฝ่าผองภัย      กลางสมุทร ยิ่งนา
มิพรั่นภยันต์กล้า          รุกเร้าโลมราญ


เรือน้อยเปรียบสัทธรรม . พระสุคต
งดงามผ่องแผ้วจรด       ยิ่งล้ำ
จากฝั่งสู่ฝั่งที่งด           งามยิ่ง นฤพาน
ฝ่าคลื่นตัณหา กล้ำ       เกลือกให้จมหาย



เจริญในธรรม เจ้าค่ะ






 







นับชาตินับกัปถ้วน          ฤาเจ้า
กิเลสกามตัณหาเคล้า      เที่ยงแท้
เรือโคลงล่มแล้วเล่า       ภพต่อ ภพนา
จิตข้าฯ จึ่งเพียรแก้.       ก่อเกื้อรักษ์ธรรม



เจริญในธรรม เจ้าค่ะ













ในหมู่มนุษย์ ชนผู้ที่ถึงฝั่งมีน้อย
ส่วนหมู่สัตว์นอกนี้ย่อมเลาะไปตามฝั่งทั้งนั้น

ก็ชนเหล่าใดแล
ประพฤติตามธรรมในธรรม อันพระสุคตเจ้าตรัสแล้วโดยชอบ
ชนเหล่านั้นข้ามบ่วงมารที่ข้ามได้โดยยาก แล้วจักถึงฝั่ง


เจริญในธรรม เจ้าค่ะ









หมู่สัตว์ใหญ่น้อยพา      เลาะฝั่ง
บ้างหยุด บ้างอยู่ ยั้ง      วิ่งว่าย
กรำทุกข์ กรำโศกรั้ง      รึงจิต เจ้านา
บ่ถึงฝั่งได้ง่าย             เลาะเลี้ยวเวียนวน

สาธุชนผู้ประพฤติธรรม     ในธรรม
กุศลธรรมดลอุปถัมภ์ .      จิตจ้า
ดำเนินตามสัทธรรม .       พระพุทธ องค์เอย
ข้ามบ่วงมารมิช้า            ฝั่งนั้นนฤพาน



เจริญในธรรม เจ้าค่ะ








ข้ามห้วงโอฆะกว้าง อย่างไร
จึ่งขึ้นสู่ฝั่งใหม่ อีกข้าง
หากว่ายวนไปมา ดังเก่า
สาครสูบมิดมืด เวียนวนอนธกาล

หมั่นเจริญกุศล เช่นไร
จึ่งรู้ทันกลไก กิเลสสร้าง
บุญกิริยาวัตถุเป็นไป เพื่อภพ
พ้นบาปพ้นบุญได้ สิ่งใดนำพา

แม้การเกิดยังมีขึ้น ยามใด
มิอาจหวังสิ่งใด ให้เที่ยง
สุดท้ายชีพดับมลาย กลายเก่า
เกิดเลิศเลอเพียงไหน มิใช่หลักประกัน

กุศลสร้างอย่างไร จึงพ้น
ข้ามห้วงวัฏวน ไปได้
โลกียกุศลยังวน ดังเก่า
อรูปพรหมจัณฑาลไซร้ วนได้วนดี

การปฏิบัติในสิ่งที่เป็นโลกุตรกุศลนั้น เริ่มต้นอย่างไรครับ
บางครั้งการลืมโน่นลืมนี่หรือตอบคำถามจากการซักถามเกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์ไม่ได้ละเอียด หมายถึงสติธรรมดาที่ไม่ใช่สัมมาสติก็ไม่เพียงพอแล้วใช่หรือเปล่าครับ การพยายามในสติปัฏฐานเป็นการข้ามขั้นไปหรือเปล่าครับ




อีกครั้งหนึ่งลืมเลือนเตือนสติ
ว่าสิ่งนี้ยังพลาดมิอาจหาย
หนึ่งคำถามที่เคยมีในหัวใจ
ด้วยคำว่าลืมไปยังหลงเลือน

ตามธรรมว่า"สัญญา"ที่เคยมี
ไม่ยืนยงคงที่เพียงภาพเหมือน
ราวกับคำ"อนัตตา"มาตักเตือน
อย่าแชร์เชือนอย่าไว้ใจในสัญญา

ด้วยคำถามข้อหนึ่งเพิ่งจำได้
ว่างงงวยมากมายในปัญหา
วลีนี้หมายความอย่างไรนา
ยังติดตาติดใจไม่ติดความ

การ "ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม" คือแค่ไหนครับ และ แต่ละคนเหมือนกันหรือไม่ครับ






แม้เป็นโลกียกุศล            ธัมมา
ได้เป็นบาทตามศาสดา      ก่อเกื้อ
สร้างสมในบุญญา            ภพต่อ ภพนา
อกุศลใดอย่าเอื้อ             สู่เจ้าจิตงาม

เจริญมัคคทั้งแปดไว้          อริยชน
ทางทั้งแปดช่วยดล           มรรคให้
มรรคแปดพ้นสับสน           สู่สิ้น ทุกข์นา
เป็นทั้งโลกียธรรมไซร้ .      อีกโลกุตรธรรม





ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง คือ
สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑

ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวสัมมาสังกัปปะเป็น ๒ อย่าง คือ
สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็น ส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ

ฯลฯ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน
ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ

เมื่อมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติจึงพอเหมาะได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ด้วยประการนี้แล พระเสขะผู้ประกอบด้วยองค์ ๘
จึงเป็นพระอรหันต์ประกอบด้วยองค์ ๑๐


จากมหาจัตตารีสกสูตร (๑๑๗)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖
มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์


เจริญในธรรม เจ้าค่ะ








ดังคุณหิ่งห้อยน้อยนั้นกล่าวมา
ดุจหลวงตารูปหนึ่งเคยพูดด้วย
ว่าชีวิตหนึ่งนี้จวบจนม้วย
ถ้าไม่ด้วยความใจสู้คู่ปัญญา

แม้นั่งหวังเพียงโสดาปัตติมรรค
ยากยิ่งนักที่จะสมดังปรารถนา
สั่งสมบุญญาธิการผ่านเวลา
วันข้างหน้ามีบาทฐานในกาลไกล

ด้วยนิพพานแม้ไม่ถึงซึ่งชาตินี้
ไม่ถึงวันที่มีปัญญาใหญ่
รู้เห็นแจ้งเหตุผลอันวนไป
ชาติต่อไปมีนิสัยในทางบุญ

เมื่อสั่งสมมากขึ้นไปในวันหนึ่ง
แม้ไม่ถึงชาตินี้ที่ล่วงพ้น
เป็นสัญญาอบรมไว้ในใจตน
ภายภาคหน้าจิตหลุดพ้นไม่ยากนาน

บุญกิริยาวัตถุยังต้องอิงทิ้งไม่ได้
แม้หลุดพ้นเมื่อใดต้องสืบสาน
เพื่อประโยชน์เวไนยล้นพ้นประมาณ
เพื่อลูกหลานก่อเกื้อเอื้ออำนวย

หากวันนี้ทำดีมีตัวอย่าง
ดุจเสกสร้างอาวุธทางสุดสวย
สู่ผู้เดินตามล้นพ้นไปด้วย
ยังคอยช่วยดีกว่าตนพ้นคนเดียว

ดีนะครับว่านี่เป็นในเว็บถ้าเป็นกับคนรู้จักคงอายจนไม่กล้าเปิดเผย หลวงตาท่านบอกว่า แค่โสดาปัตติมรรคก็เอาให้ได้ซะก่อนเถอะ(หมายถึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ) ยังกราบเรียนท่านว่า ไม่กล้าหวังสูงถึงนิพพาน คงยากมาก (จริงๆใช้คำว่าอยากอยู่ลึกๆ สำหรับปุถุชนแล้วสิ่งใดที่ประเสริฐย่อมอยากได้เป็นธรรมดา แต่ไม่กล้าหวัง) ท่านเลยบอกว่า ก็ไม่ต้องเอาให้ได้ในชาตินี้ก็ได้นี่ เรื่องของบุญก็จะสั่งสมไว้เป็นอุปนิสัยปัจจัย(วาสนาบารมี)ในชาติต่อๆไป เลยค่อยใจชื้นหน่อย อ่านในหนังสือธรรมะแล้วเค้าบอกว่าสุดท้ายต้องปล่อยวางทั้งบุญและบาปน่ะครับเลยเอามาแต่งเป็นกลอนแต่ทราบว่าถ้ายังไปไม่ถึงขั้นนั้นเรื่องของบุญก็ต้องมีไว้ใช้เป็นดุจพาหนะขับเคลื่อนสู่นิพพาน อย่างที่คุณหิ่งห้อยน้อยบอกว่าใช้เป็นบาทอ่ะครับ






เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามเป็นจริง
เราและพวกเธอ จึงท่องเที่ยวไปในชาตินั้นๆ สิ้นกาลนาน

เราได้เห็นอริยสัจ ๔ เหล่านั้นแล้ว
เราถอนตัณหาอันจะนำไปสู่ภพเสียได้แล้ว
มูลแห่งทุกข์เราตัดได้ขาดแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี


เจริญในธรรม เจ้าค่ะ








 เปิดอ่านหน้านี้  4665 

  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย