พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้า พระไตรปิฎก หัวข้อธรรม การปฏิบัติธรรม ศาสนพิธี วันสำคัญทางศาสนา ทำเนียบวัดไทย พระพุทธศาสนาในประเทศไทย
หน้าแรก กรรม
Share |
อริยมรรคมีองค์แปด ทางแห่งความสิ้นกรรม
อริยมรรคมีองค์แปด ทางแห่งความสิ้นกรรม
ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง จักจำแนก ซึ่งอริย-
อัฏฐังคิกมรรค (อริยมรรคมีองค์แปด) แก่เธอทั้งหลาย. เธอ
ทั้งหลายจงฟังความข้อนั้น จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์
เราจักกล่าว.
ภิกษุ ท. ! อริยอัฏฐังคิกมรรค (อริยมรรคมีองค์
แปด) เป็นอย่างไรเล่า ?
อริยอัฏฐังคิกมรรค ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ
สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.
ภิกษุ ท. ! สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) เป็น
อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความรู้อันใดเป็นความรู้ใน
ทุกข์ เป็นความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นความรู้ในความ
ดับแห่งทุกข์ เป็นความรู้ในทางดำเนินให้ถึงความดับ
ไม่เหลือแห่งทุกข์. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาทิฏฐิ.

ภิกษุ ท. ! สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) เป็น
อย่างไรเล่า ? คือ ความดำริในการออกจากกาม ความ
ดำริในการไม่มุ่งร้าย ความดำริในการไม่เบียดเบียน.
ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาสังกัปปะ.
ภิกษุ ท. ! สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ) เป็น
อย่างไรเล่า ? คือ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดไม่
จริง เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดส่อเสียด เจตนาเป็น
เครื่องเว้นจากการพูดหยาบ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการ
พูดเพ้อเจ้อ. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาวาจา.
ภิกษุ ท. ! สัมมากัมมันตะ (การทำการงานชอบ)
เป็นอย่างไรเล่า ? คือ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการฆ่า
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้
ให้แล้ว เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิดใน
กาม. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมากัมมันตะ.
ภิกษุ ท. ! สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ)
เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! สาวกของพระอริยเจ้า
ในกรณีนี้ ละการหาเลี้ยงชีวิตที่ผิดเสีย ย่อมสำเร็จความ
เป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตที่ชอบ. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรา

กล่าวว่า สัมมาอาชีวะ.
ภิกษุ ท. ! สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ)
เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมทำ
ความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายามปรารภความเพียร ย่อม
ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อจะยังอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่
เกิดไม่ให้เกิดขึ้น ; ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อม
พยายามปรารภความเพียร ย่อมประคองตั้งจิตไว้ เพื่อจะ
ละอกุศลธรรม อันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว ; ย่อมทำความ
พอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายามปรารภความเพียร ย่อม
ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อจะยังกุศลธรรมที่ยังไมเ่กิดให้
เกิดขึ้น ; ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม
ปรารภความเพียร ย่อมประคองตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งอยู่
ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์
ความเจริญ ความเต็มรอบ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว.
ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาวายามะ.
ภิกษุ ท. ! สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) เป็น
อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเป็นผู้
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่อง

เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความ
ไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ; ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็น
เวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่อง
เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความ
ไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ; ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นจิต
ในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มี
สัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจใน
โลกออกเสียได้ ; ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรม
ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มี
สัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจใน
โลกออกเสียได้. ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาสติ.
ภิกษุ ท. ! สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ) เป็น
อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ สงัดแล้วจาก
กามทั้งหลาย สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึง
ปฐมฌาน อันมีวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก
แล้วแลอยู่ ; เพราะความที่วิตก วิจารทั้งสองระงับลง
เข้าถึงทุติยฌาน เป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้
สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่

ปีติและสุข อันเกิดจากสมาธิ แล้วแลอยู่ ; อนึ่ง เพราะ
ความจางคลายไปแห่งปีติ ย่อมเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติและ
สัมปชัญญะ และย่อมเสวยความสุขด้วยนามกาย ชนิดที่
พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญผู้นั้นว่า “เป็นผู้อยู่
อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปกติสุข” ดังนี้ เข้าถึงตติยฌาน แล้ว
แลอยู่ ; เพราะละสุข และทุกข์เสียได้ เพราะความดับไป
แห่งโสมนัสและโทมนัสทั้งสอง ในกาลก่อน เข้าถึง
จตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีแต่ความที่สติเป็น
ธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่. ภิกษุ ท. !
อันนี้เรากล่าวว่า สัมมาสมาธิ.
มหาวาร.สํ. ๑๙/๑๐ - ๑๒/๓๓-๔๑.
ที่มา : มหาวาร.สํ. ๑๙/๑๐ - ๑๒/๓๓-๔๑.

DT012597
tananun000

3 พ.ค. 2555 เวลา 09:23 น.

โพสต์: 17
อนุโมทนา: 0
ได้รับอนุโมทนา: 16




ท่านสมาชิกฯ ยังไม่ได้ Login ครับ !  คลิกที่นี่ ล็อกอิน ก่อนโพสต์ครับ 

หน้าหลัก จำนวนคนอ่าน 1490 คน  ปิดหน้านี้




Dhammathai.org on Mobile
Mobile/Tablet

หน้าแรก
ทีมงานธรรมะไทย
แผนผังเว็บไซต์
ค้นหาข้อมูล
ติดต่อธรรมะไทย
สมุดเยี่ยม
ธรรมะในสวน
เครือข่ายธรรมะ
ศูนย์รวมภาพ
สัญลักษณ์ไทย
สมาชิกธรรมะไทย
กวีธรรมะ
บอร์ดบอกบุญ
สถานปฏิบัติธรรม
สนทนาธรรม
ข่าวธรรมะ
ธรรมะกับเยาวชน
ธรรมะจากหลวงพ่อ
บทความธรรมะ
กรรม
 ทาน
พระไตรปิฏก
เสียงธรรม
วีดีโอธรรมะ
เพลงธรรมะ
ธรรมปฏิบัติ
 คลังแสงแห่งธรรม
 คลังหนังสือธรรมะ
 หลักธรรมนำสุขในยุค๒๐๐๐
 กรรมฐานประจำวันเกิด
 ศีล
 สมาธิ
 วิปัสสนา
พระพุทธศาสนา
พจนานุกรมพุทธศาสน์
หัวข้อธรรม
บทสวดมนต์
มิลินทปัญหา
พระพุทธศาสนาในไทย
ทำเนียบวัดไทย
ศาสนพิธี
อุปสมบทพิธี
วันสำคัญทางศาสนา
การเผยแผ่ศาสนา
 งานปริวาสกรรมทั่วประเทศ
พระพุทธเจ้า
พระพุทธประวัติ
ประวัติพระพุทธสาวก
ทศชาติชาดก
นิทานชาดก
 พุทธวจนในธรรมบท
มงคล ๓๘ ประการ
พุทธศาสนสุภาษิต
นิทานธรรมะบันเทิง
สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
พระพุทธรูปปางต่างๆ
พระพุทธรูปสำคัญ
จีรัง กรุ๊ป
เพจธรรมะไทย
© ธรรมะไทย