บุญไม่ช่วย เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

พูดถึงเรื่องกรรม คนเราทุกวันนี้มักไม่เชื่อว่าบุญนั้นมีจริงบาปนั้นมีจริง เนื่องจากการให้ผลของมันนั้นค่อนข้างช้า ไม่รวดเร็วทันใจตามความต้องการของคนยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะกรรมที่เป็นฝ่ายกุศลยิ่งไม่ต้องพูดถึง สู้อุตส่าห์บากบั่นทำแต่ความดีมาตลอด หลายปีดีดักยังไม่เคยจะเห็นความดีที่ทำย้อนมาสนองให้ผล เคยลำบากอยู่อย่างไรก็ยังลำบากอยู่อย่างนั้นเหมือนเดิม

ทีกับคนที่ก่อแต่กรรมทำแต่ชั่วทำไมถึงได้รวยเอ๊ารวยเอา ยิ่งคนไหนทำชั่วได้มากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งรวยมากขึ้นเท่านั้น อย่างพวกนักโกงเมืองเอ้ยไม่ใช่ พวกนักการเมืองเป็นต้น มีให้เห็นดาษดื่น และก็พิสูจน์ได้ด้วยว่าทำชั่วแล้วมันรวยทันตาจริงๆ ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้ากว่าจะได้รับผลเหมือนพวกที่ทำความดี

ทรัพย์สมบัติไม่ว่าจะเป็นรถยนต์คันโตราคาเป็นสิบๆล้าน หรือคฤหาสน์หลังใหญ่ราคาเป็นร้อยๆล้าน
สิ่งเหล่านี้ล้วนจับได้จริงสัมผัสได้จริง ไม่ใช่นึกเอาว่าทำความดีชาตินี้แล้วชาติหน้าจะได้มีโน่นมีนี่! เป็นโน่นเป็นนี่! ก็มีมันซะชาตินี้หรือเป็นมันซะชาตินี้ไม่ดีกว่าหรือ?

หรือยังมีพวกไดโนเสาร์เต่าล้านปีหลงเชื่ออยู่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อยู่อีก ไม่มีอีกแล้วสุภาษิตแบบนี้ เขาพูดเอาไว้หลอกกันเล่นเสียมากกว่า มีแต่คนโง่เท่านั้นที่เชื่อ คนฉลาดเขาต้องนี่เลย ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป นี่! มันต้องอย่างนี้ถึงจะเข้ากับยุคสมัยหน่อย!

ถามจริงๆเถอะบ้านเมืองเราเดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างนี้แล้วหรือ? ผู้คนเขาพากันคิดแบบนี้หรือ? หากทุกคนคิดอย่างนี้แล้วสังคมมันจะอยู่อย่างไร? ความสงบสุข ความเป็นระเบียบเรียบร้อย หรือความถูกต้องยุติธรรม มันจะยังเหลืออยู่หรือ? สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ทราบคนยุคปัจจุบันเขาคิดกันบ้างหรือเปล่า? ทำไมถึงคิดแต่ว่ามีแต่คนโง่เท่านั้นที่หลงทำความดี อะไรหรือเป็นสาเหตุที่ทำให้คิดเช่นนี้?

คำตอบก็เพราะคนทุกวันนี้พวกเขาไม่รู้หรือไม่เข้าใจในเรื่องของ กรรม หรือ การให้ผลของกรรม นั่นเอง ! เนื่องจากมันซับซ้อนเกินกว่าสติปัญญาของคนธรรมดาจะเข้าใจ สมเด็จพระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่าการให้ผลของกรรมนั้นเป็นเรื่อง อจินไตย คือเรื่องที่บุคคลธรรมดาไม่ควรจักคิด หากนำมาคิดอาจทำให้เกิดสติวิปลาสขึ้นมาก็ได้ เพราะมันไม่สามารถเอาเหตุเอาผลตามความรู้สึกของมนุษย์ปุถุชนเข้าไปตัดสินได้

ดังนั้นการที่คนยุคปัจจุบันเห็นว่าทำชั่วแล้วได้ดี ทำให้ตนมีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็เพราะเขาอ้างอิงเอาจากสิ่งที่เขาเห็น แล้วก็ตัดสินไปตามความคิดตน

หากใครมีความคิดเช่นนี้ต้องถือว่าเป็นผู้เห็นผิดอย่างมหันต์ทีเดียว เนื่องจากพุทธพจน์ก็บอกชัดแล้วว่าการให้ผลของกรรมนั้นเป็นเรื่องอจินไตย เราจะสรุปจากสิ่งที่ตาเห็นไม่ได้ อย่างเพราะเขาคอร์รัปชั่นโกงกินจึงทำให้เขามีบ้านหลังใหญ่ มีรถแพงๆขับ อย่างนี้เป็นต้น

ถามว่าการที่นักการเมืองโกงกินชาติแล้วร่ำรวยขึ้นมา สาเหตุมาจากการโกงจึงทำให้เขาร่ำรวยขึ้นมายังงั้นหรือ? หรือมันเกิดมาจาก กุศลกรรม ที่เขาทำไว้ตั้งแต่ครั้งไหนไม่ทราบ ย้อนมาสนองให้ผล จึงทำให้เขาร่ำรวย ได้อยู่บ้านหลังใหญ่ ได้ขับรถคันโต ส่วน บาป ที่ทำชาตินี้ กรรมชนิดนี้ยังไม่แสดงผล ดังนั้นถึงเขาจักก่อแต่กรรมทำแต่ชั่ว แต่ก็ยังสามารถอยู่ได้อย่างสุขสบาย ไม่เพียงแค่นั้นแถมยังเป็นที่นับหน้าถือตาของผู้คนในสังคมอีกต่างหาก ! ถามว่าอย่างไหนที่มันน่าจักเป็นเหตุเป็นผลมากกว่ากัน ?

ยังไม่ต้องรีบตอบก็ได้ ลองมาฟังเรื่องเล่ากันสักเรื่องก่อน เผื่อจะเกิดความคิดอะไรดีๆขึ้นมาบ้าง เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องเก่าที่มีการกล่าวขานสืบต่อกันมา เนื้อเรื่องเกิดในประเทศจีน แต่อยู่ที่เมืองอะไร? ช่วงราชวงศ์ไหน? จำไม่ได้แล้ว เนื่องจากรับฟังมาก็นานโขพอสมควร จำได้แต่เค้าเรื่องคร่าวๆ เรื่องมีอยู่ว่า.....

สมัยหนึ่งที่ประเทศจีน มีคหบดีครอบครัวหนึ่งมีเพียงสามีและภรรยา เขาทั้งคู่มีความรักใคร่ในกันและกันเป็นอย่างมาก หนักนิดเบาหน่อยก็อภัยให้กันและกันเสมอมา ดังนั้นจึงอยู่กันอย่างมีความสุขเรื่อยมา สามีเป็นผู้ที่มีจิตใจดีมีเมตตา ชอบบริจาคทานให้กับคนยากไร้อยู่เป็นประจำ เนื่องจากเชื่อว่าบุญมีจริงบาปมีจริง ผู้ใดทำกรรมเยี่ยงไรไว้ จักต้องได้รับผลเยี่ยงนั้นเป็นเครื่องตอบสนองไม่วันใดก็วันหนึ่ง!

ส่วนภรรยานั้นไม่ค่อยศรัทธาในเรื่องนี้สักเท่าไหร่ เนื่องจากนางไม่เคยเห็นว่าบุญที่สามีทำไปนั้นจะย้อนมาสนองให้ผล ทำให้ครอบครัวนางร่ำรวยขึ้นมาแต่อย่างใด มีแต่ยิ่งทำมากเท่าไหร่ทรัพย์ที่มีอยู่ก็ยิ่งร่อยหรอลงไปมากเท่านั้น แต่ความที่รักในสามี แม้จักไม่เห็นด้วยแต่ก็มิเคยออกปากห้ามปราม ดังนั้นทั้งเขาและนางจึงอยู่กันอย่างราบรื่นเรื่อยมา และจากการที่สามีเป็นคนโอบอ้อมอารี กิตติศัพท์แห่งความใจดีของเขาจึงเลื่องลือกันไปทั่วทั้งตำบล

จนวันหนึ่งชนวนของเหตุการณ์ก็ถูกจุดขึ้น ผู้นำตำบลที่ครอบครัวนางตั้งบ้านเรือนอยู่ อยู่ๆเขาก็เกิดความคิดจะสร้างสิ่งอันเป็นสาธารณะประโยชน์ขึ้นในตำบล รู้สึกจะเป็นสะพานหรือศาลาประชาคมอะไรสักอย่างนี่แหละ รายละเอียดจำไม่ได้แล้ว เอาเป็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมก็แล้วกัน ดังนั้นจึงขอรับการบริจาคจากประชาชน เนื่องจากโครงการนี้จักสำเร็จได้ต้องใช้ทุนทรัพย์เป็นจำนวนมากในการสร้าง

ผู้นำตำบลได้ติดประกาศโครงการเขาไว้ที่ตลาด เพื่อให้ผู้ที่สัญจรหรือผู้ที่มาจับจ่ายซื้อของรับรู้รับทราบโดยทั่วกัน และก็ให้บังเอิญเสียนี่กระไร! ชายใจบุญซึ่งอยู่กับบ้านมาหลายวัน วันนั้นเขาเกิดรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา จึงออกจากบ้านเดินไปยังตลาด

ขณะเดินอย่างสบายอารมณ์ก็ได้ยินเสียงคนที่เดินสวนมาพูดคุยกันว่าผู้นำตำบลกำลังจะสร้างสิ่งอันเป็นสาธารณประโยชน์ ต้องการขอรับการบริจาคจากประชาชนเป็นจำนวนมาก พอได้ยินเขาก็รู้สึกตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก รีบกลับบ้านคิดจะไปเอาทรัพย์มาร่วมบริจาคกับเขาด้วยทันที

พอถึงก็ตรงไปยังห้องนอน ลากเอาหีบสมบัติออกมาจากใต้เตียง จากนั้นก็หยิบทองคำก้อนออกมาจำนวนหนึ่งวางใส่ห่อใส่ผ้ามัดขึ้นสะพายบ่า แล้วก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง ออกจากบ้านมุ่งหน้ากลับไปตลาดอีกครั้ง เนื่องจากบ้านผู้นำนั้นตั้งติดกับตลาดนั่นเอง

ฝ่ายผู้นำตำบลเมื่อเห็นชายใจบุญเดินเข้ามา บนบ่าสะพายห่อผ้าห่อหนึ่ง ก็เดาได้ว่าเขามาหาด้วยเรื่องใด จึงรีบกุลีกุจอรีบออกไปต้อนรับ เชื้อเชิญให้เข้ามาในบ้าน จัดน้ำชามาบริการ ชวนเขาพูดคุยในเรื่องทั่วไป จนสักพักจึงวกเข้าเรื่องถามไปว่าที่มาหาตนมีเรื่องใดจะให้รับใช้หรือเปล่า? หรือจะมาร้องเรียนเรื่องใดก็บอกได้เลย ตนพร้อมจะดำเนินการให้ทันที

ชายใจบุญพอฟังจึงตอบไปว่าที่เขามาในวันนี้ก็เพราะทราบว่าท่านผู้นำกำลังจะสร้างสิ่งอันเป็นประโยชน์ต่อผู้คน แหละกำลังต้องการความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทุนทรัพย์ ความคิดความอ่าน ตลอดจนแรงงานแบกหาม ตัวเขานั้นไม่มีความรู้ความสามารถใด แต่อยากจักขอมีส่วนด้วย ดังนั้นที่มาวันนี้จึงนำทรัพย์มามอบให้สำหรับใช้เป็นทุนในการก่อสร้าง ไม่ทราบท่านผู้นำเห็นเป็นประการใด?

พูดจบเขาก็หยิบห่อผ้าวางบนโต๊ะ จากนั้นก็คลี่ออกเผยให้เห็นถึงสิ่งของข้างใน ซึ่งล้วนแต่เป็นทองคำก้อนเหลืองอร่ามจำนวนมากพอควร

ผู้นำตำบลพอเห็นก็ถึงกับตะลึงจนพูดไม่ออก เนื่องจากไม่คิดว่าชายใจบุญจะบริจาคให้ถึงขนาดนี้ พอรู้สึกตัวจึงละล่ำละลักขอบอกขอบใจเขาเป็นการใหญ่ จากนั้นก็พรวดพราดออกไปหน้าบ้านด้วยสุดจักห้ามความดีใจเอาไว้ได้ ตะโกนบอกผู้คนแถวนั้นให้รับทราบโดยทั่วกัน

ชายใจบุญเมื่อเห็นเขารีบร้อนออกไปก็ทราบแล้วว่าเขาจักทำเรื่องใด จึงคิดจักห้ามปรามไว้ ด้วยเกรงจะเป็นที่เอิกเหริก แต่ยังมิทันอ้าปากเขาก็ออกไปแล้ว ดังนั้นจำต้องปล่อยเลยตามเลย จากนั้นไม่ถึงอึดใจก็ได้ยินเสียงโห่ร้องดังสนั่นไปทั้งตลาด เนื่องจากบรรดาผู้คนพอฟังท่านผู้นำประกาศเกียรติคุณของชายใจบุญ พวกเขาก็ไชโยโห่ร้องออกมาจนดังลั่น จนข่าวการบริจาคทรัพย์ของชายใจบุญได้แพร่ไปถึงหูของผู้เป็นภรรยา

นางพอทราบสามีนำทรัพย์ไปบริจาคโดยที่มิได้บอกให้ตนรู้ ก็นึกโกรธสามีขึ้นมาทันใด เนื่องจากปัจจุบันทรัพย์ที่มีอยู่ก็มิได้มากมายเหมือนดังก่อนแล้ว ไฉนจึงนำทรัพย์ที่ควรจักเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นไปบริจาคอีก ช่างไม่คิดเลยว่าอนาคตจะอยู่จะกินกันยังไง? ดังนั้นพอสามีกลับถึงบ้านนางจึงเข้าไปต่อว่าเป็นการใหญ่ จนเกิดเป็นปากเป็นเสียงกันขึ้น !

สามีเมื่อถูกภรรยาต่อว่าเขาก็ยกเอาเหตุผลเดิมๆมาอธิบายทุกครั้ง ว่าบุญที่ทำไปนั้นไม่มีวันสูญหายไปหรอก มันจักต้องย้อนกลับมาให้เราได้รับความสุขความสบายอย่างแน่นอน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง! ภรรยาพอเห็นเขาอ้าปากก็คร้านที่จะฟัง รีบเดินไปนั่งสงบสติอารมณ์อยู่ที่ม้าหินหน้าบ้าน เนื่องจากบุญที่เขาอ้างจนแล้วจนรอดนางก็ยังไม่เคยเห็นว่ามันจะย้อนมาสนองเหมือนอย่างที่เขาพูด! แต่ครั้งนี้ก่อนออกไปนางได้ยื่นคำขาดกับเขา หากยังขืนนำทรัพย์ที่เหลือไปบริจาคอีก นางจะไม่อยู่กับเขา จะหนีไปอยู่ที่อื่น และจะไม่กลับมาให้เขาเห็นหน้าอีก ไม่เชื่อก็คอยดู! ชายใจบุญพอฟังก็มิได้ต่อปากต่อคำอันใด ได้แต่นิ่งเฉยเพื่อเป็นการตัดความรำคาญ

จำเนียรกาลผ่านไปการสร้างสิ่งอันเป็นสาธารณประโยชน์ได้คืบหน้าเป็นอย่างมาก จวนเจียนจะเสร็จอยู่แล้วก็ว่าได้ เพียงแต่ยังขาดทุนทรัพย์อีกจำนวนหนึ่งสำหรับเป็นค่าแรงงวดสุดท้าย ระยะหลังมิทราบว่าเป็นด้วยเหตุอันใด บรรดาผู้ที่เคยให้ความช่วยเหลือ อยู่ๆก็พากันเงียบหายไม่ค่อยจะมีเข้ามาเหมือนเคย ทำให้กองทุนสำหรับการนี้ต้องร่อยหรอลงไปเป็นจำนวนมาก หากยังคงเป็นอย่างนี้เห็นทีการก่อสร้างอาจต้องชะงักงันก็เป็นได้ !

ผู้นำตำบลเมื่อเห็นสถานการณ์เปลี่ยนไปก็ให้วิตกกังวลขึ้นมา ไม่ทราบจักทำอย่างไร ในที่สุดจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับชายใจบุญ หวังจักขอพึ่งเขาในเรื่องของทุนทรัพย์อีกครั้ง

ชายใจบุญพอเห็นสีหน้าอันทุกข์ร้อนของท่านผู้นำเขาก็ให้สงสารเป็นอย่างยิ่ง อยากจะให้เขาพ้นไปจากสภาพอันทุกข์ใจนี้ จึงนิ่งคิดอยู่พักใหญ่ เวลานั้นคำพูดภรรยาก็ก้องขึ้นในโสตประสาทของเขา หากยังขืนนำทรัพย์ไปบริจาคอีกล่ะก็ นางจะไม่อยู่กับเขา จะหนีไปอยู่ที่อื่น และจะไม่กลับมาหาเขาอีกเลย แต่พอเหลือบมาเห็นแววตาอันละห้อยของท่านผู้นำเท่านั้น เขาจึงตัดสินใจเด็ดเดี่ยวมอบทรัพย์ที่เหลือก้อนสุดท้ายให้กับผู้นำตำบลไป ส่วนผลตามมาจักเป็นเช่นไรก็สุดแต่บุญแต่กรรมก็แล้วกัน!

ผู้นำตำบลครั้นได้ทรัพย์ก้อนใหญ่อย่างไม่คาดฝันก็ให้รู้สึกตื่นเต้นดีใจเป็นล้นพ้น รีบลาเจ้าของบ้านทันใด (ไม่ทราบว่าเกรงชายใจบุญจะเปลี่ยนใจหรือเปล่า?) ตั้งใจจักนำข่าวดีไปบอกให้กับผู้คนได้ทราบโดยทั่วกัน ระหว่างทางเจอใครก็เข้าไปสรรเสริญคุณงามความดีของชายใจบุญให้ทราบทันที จนข่าวการบริจาคทรัพย์ ได้ลือกระฉ่อนกันไปทั่วทั้งตำบล!

ด้านภรรยาขณะที่ผู้นำตำบลมาขอรับการบริจาคนั้น บังเอิญนางไม่ได้อยู่บ้าน เนื่องจากเพื่อนนางที่อยู่อีกตำบลหนึ่งมีงานมงคล ดังนั้นนางจึงไปช่วยงานเพื่อน และก็เลยถือโอกาสค้างที่นั่นเสียสองคืน จนงานเสร็จจึงอำลาเพื่อนกลับบ้าน

ระหว่างทางข่าวสามีนำทรัพย์ไปบริจาคก็แว่วเข้ามาให้ได้ยินเป็นระยะ ยังผลให้นางถึงกับเสียใจและแค้นใจเป็นอย่างยิ่ง ไฉนเขาจึงไม่เห็นความสำคัญกับคำพูดนางที่เคยกล่าวไว้ กลับเห็นการบริจาคทานนั้นสำคัญกว่าสิ่งใด ส่วนครอบครัวจักอดจักอยากหรือไม่ ไม่เคยนึกถึง! แล้วอย่างนี้จะอยู่ด้วยได้อย่างไร? ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ดังนั้นจึงรีบเดินทางโดยไว

พอถึงยังมิทันจะนั่งพักเหนื่อยนางก็ปรี่เข้าไปต่อว่าเขาเป็นการใหญ่ทันที ฝ่ายสามีเมื่อเห็นภรรยาหลังจากไม่เจอกันสองสามวันก็ให้ดีอกดีใจ กำลังจะเอ่ยปากทักทาย ที่ไหนได้ยังมิทันจะอ้าปากกลับถูกต่อว่าเอาฉอดๆอย่างชนิดตั้งตัวไม่ทัน ก็เกิดน้อยใจขึ้นมา จึงนิ่งไม่ยอมพูดจาใดๆ ไม่พยายามอธิบายเหมือนดั่งที่เคยทำ การที่เขานิ่งอย่างนี้หารู้ไม่ว่ามันยิ่งทำให้ภรรยาของเขาโกรธเคืองมากยิ่งขึ้น ในที่สุดนางจึงร้องไห้เดินเข้าห้อง จัดเสื้อผ้าข้าวของคิดจักไปจากบ้านตามที่ลั่นวาจาไว้ !

ระหว่างหยิบจัดเสื้อผ้าสายตาก็คอยชำเรืองไปที่ประตูอยู่บ่อยครั้ง หวังจะเห็นหน้าสามีโผล่มาง้องอน แต่จนแล้วจนรอดก็หาได้เห็นแม้เงา ดังนั้นด้วยความน้อยใจจึงตัดใจออกจากบ้านไปอาศัยอยู่กับญาติที่ยังเมืองหนึ่งทันที

ฝ่ายสามีเมื่อเห็นภรรยาหอบข้าวหอบของออกไป ก็คิดว่าคงไปอาศัยอยู่กับเพื่อนสักคืนสองคืน ประเดี๋ยวหายโกรธก็คงจะกลับมาเอง จึงมิได้เหนี่ยวรั้งแต่อย่างใด ปรากฏว่าสัปดาห์หนึ่งก็แล้ว สองสัปดาห์ก็แล้ว ก็ยังไม่มีวี่แววว่านางจะหวนคืนมา จนผ่านไปหนึ่งเดือนจึงเขายอมรับว่าภรรยาตนคงจะไม่กลับมาแล้ว แต่นี้ต่อไปเห็นทีคงจะต้องอยู่ตัวคนเดียวเสียแล้ว!

ข้าวปลาอาหารจากที่มีภรรยาคอยจัดคอยเตรียมไว้ให้ ถึงเวลาก็เรียกไปรับประทาน แต่นี้เขาคงจะต้องหัดทำกินเองเสียแล้ว แต่ถึงความเป็นอยู่จะยุ่งยากเพียงใด หากทว่าจิตใจเขายังมุ่งมั่นในการบริจาคทานอยู่เหมือน เดิม และก็ยังเชื่อว่าสักวันบุญที่ทำไปจะต้องย้อนกลับมา ทำให้เขาได้รับความสุขอย่างแน่นอนไม่วันใดก็วันหนึ่ง!

กาลเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสรรพสิ่งมีเกิดขึ้น มีตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป จะหาสิ่งใดจีรังยั้งยืนไม่มี หลังจากชายใจบุญบริจาคทรัพย์ไปจนหมดตัว สภาพความเป็นอยู่ของเขาก็เริ่มที่จะอัตคัดขัดสน ชีวิตที่เคยสุขสบายใช้ทรัพย์อย่างฟุ่มเฟือย ปัจจุบันเขาก็มิอาจทำได้อีกแล้ว แต่คนเราเกิดมาแล้วมันต้องกินต้องใช้ เมื่อไม่มีความสามารถใดจักไปประกอบอาชีพเหมือนคนอื่น ดังนั้นเขาจึงนำเอาสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เหลือคือบ้าน ไปจำนองไว้กับพวกนายทุน เพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นทุนสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แหละที่สำคัญเผื่อไว้หากมีใครเดือดเนื้อร้อนใจมาขอความช่วยเหลือ จักได้บริจาคให้ไปเหมือนที่เคยทำ!

แต่เขากลับลืมไปว่าตนนั้นมิได้มีอาชีพการงานใดที่จักก่อให้เกิดรายได้ เมื่อกู้เขามามากๆแล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปใช้คืน? ดังนั้นหนี้สินของเขาจึงมีแต่พอกพูน หาได้มีวันลดน้อยถอยลงไปไม่ พอกู้มากเข้าแต่มิเคยใช้คืน ในที่สุดผู้เป็นเจ้าหนี้ก็มิอาจปล่อยกู้ต่อไปได้ จำต้องยึดเอาบ้านมาชดเชยกับเงินที่เสียไป

เมื่อไร้ซึ่งบ้านช่องอันเป็นแหล่งหากิน จากคหบดีผู้มั่งมีศรีสุข เขาก็จำต้องกลายมาเป็นวณิพกเข็ญใจ เที่ยวแบมือขอทานผู้คนเพื่อความอิ่มท้องไปวันๆ แต่มิว่าสถานะจะเปลี่ยนเช่นไร ทว่าความเด็ดเดี่ยวของจิตใจหาได้ เปลี่ยนไปไม่ ถึงจะเป็นขอทานยากจนปานใด แต่เขาก็จนเพียงกายเท่านั้น ส่วนจิตใจยังคงความโอบอ้อมอารีอยู่เหมือนเดิม ทุกครั้งที่เจอเพื่อนวณิพกคนใดอดอยากหิวโหยหากเขายังมีข้าวปลาเหลืออยู่บ้าง เขาจะไม่รีรอที่จะยกเอาอาหารเหล่านั้นให้กับเพื่อนผู้ยากไร้ทันที โดยมิได้คำนึงถึงว่ามื้อข้างหน้าจะมีกินหรือไม่? หรือจักต้องอดอยากเพียงใด? การที่เขามีจิตใจที่เสียสละเช่นนี้ กิตติศัพท์ความใจดีมีของเขาจึงถูกโจษขานไปในหมู่วณิพก ตลอดจนชาวบ้านชาวเมือง จนผู้คนทั้งหลายต่างขนานนามให้เขาว่า ขอทานผู้ใจบุญ

ย้อนมาทางด้านภรรยาบ้าง หลังจากแยกจากสามีนางก็ไปขออาศัยอยู่กับญาติซึ่งมีฐานะร่ำรวยอยู่ที่ยังอีกเมือง หนึ่ง ระหว่างอยู่บ้านเขาเนื่องจากไม่มีหน้าที่ใดจะรับผิดชอบ นางจึงอาสาเขาทำหน้าที่คล้ายกับเป็นแม่บ้าน คอยตรวจตราดูแลสารทุกข์สุกดิบของบ่าวไพร่แทนผู้เป็นญาติ นานๆทีเขาเห็นใจก็แบ่งทรัพย์ให้นางไว้สำหรับใช้จ่ายบ้างเป็นการส่วนตัว ถือว่ามีความเป็นอยู่ที่สุขสบายพอควร

ทุกเย็นหลังจากไม่มีสิ่งใดทำนางมักชอบหลบไปนั่งอยู่โคนไม้ใหญ่ห่างจากหมู่บ้านไม่มาก เหม่อมองทิวไม้ลิบๆมีฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีแดงยามตะวันใกล้จะตกดิน ทุกครั้งที่อยู่ท่ามกลางบรรยากาศอย่างนี้นางมักอดนึกถึงสามีไม่ได้ เวลาเยี่ยงนี้เขาและนางมักนั่งคุยกันอยู่ที่ม้าหินหน้าบ้าน มองดูลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่กำลังลาลับขอบฟ้าอย่างมีความสุข ไม่รู้ว่าเขามีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง? ข้าวปลาอาหารใครหนอจะเป็นคนจัดคนวาง? อีกทั้งที่หลับที่นอนใครเล่าจะคอยดูแล จะมีใครทำได้เท่าเมียหรือเปล่าหนอ? พอคิดขึ้นมาทีไรนางก็อดไม่ได้ต้องหลั่งน้ำตา

จนวันหนึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุอันใด อยู่ๆนางก็รู้สึกคิดถึงสามีขึ้นมาจับใจ นางรู้สึกใจของนางมันโศกมันเศร้าอย่างไรบอกไม่ถูก คอยแต่นึกถึงแต่หน้าของเขาอยู่ตลอดเวลา จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ในที่สุดจึงต้องเข้าไปหาผู้เป็นญาติเพื่อขออนุญาตเขากลับไปเยี่ยมสามี

เจ้าบ้านซึ่งปรารถนาจักให้นางคืนดีอยู่เป็นทุนเดิม ครั้นทราบจึงอนุญาตให้นางกลับทันที นอกจากนั้นยังอบรมสั่งสอนหลักการใช้ชีวิตคู่ให้กับนางด้วยว่า การที่คนเรามาอยู่กินเป็นสามีภรรยากันนั้น หนักนิดเบาหน่อยต้องอภัยให้กันและกัน มนุษย์เราล้วนมีความคิดเป็นของตนเอง เราจะไปบังคับให้ใครเป็นดั่งใจเราไม่ได้ แม้เขาจะแสดงให้เห็นว่าเชื่อฟัง แต่กระนั้นในใจเขาอาจจะไม่ยินยอมก็เป็นได้ แหละการกระทำใดๆที่ผู้กระทำไม่ยินยอม การกระทำอย่างนั้นยังจักทำให้เรามีความสุขหรือ? เมื่อตัดสินใจเลือกใครมาเป็นคู่ เราก็ควรยอมรับในความเป็นตัวของเขา หากใครทำใจได้ รับรองชีวิตคู่ของเขาจะต้องราบรื่นอยู่กินกันอย่างมีความสุขแน่นอน!

นางเมื่อฟังผู้เป็นญาติให้คำแนะนำก็รู้สึกซาบซึ้งบุญคุณของเขาเป็นอย่างยิ่ง รุ่งขึ้นจึงอำลาเขาเดินทางแต่เช้าทันที

ย้อนมาด้านขอทานผู้ใจบุญ หลังจากบ้านถูกยึดเขาก็เร่ร่อนขอทานผู้คนไปวันๆ ค่ำไหนก็นอนนั่น ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย จนวันหนึ่งได้สะเปะสะปะมาพบศาลเจ้าร้างแห่งหนึ่งโดยบังเอิญ ตั้งอยู่นอกเมือง ติดกับป่าใหญ่ บรรยากาศร่มรื่นสงบเงียบ พอเห็นเข้าเขาก็รู้สึกพอใจอย่างยิ่ง จึงลงมือเก็บกวาด จากนั้นก็ยึดเป็นที่พำนักเรื่อยมา!

ทุกเช้าเขาจะตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้นออกไปขอทานตามที่ต่างๆ ตกเย็นก็จะกลับมาพักอยู่ที่ศาลเจ้านี้ จนเป็นที่รู้กันว่าชายใจบุญซึ่งปัจจุบันเป็นขอทานมีนิวาสสถานอยู่ที่ศาลเจ้าร้างแห่งนี้นี่เอง! สองสามวันมานี้มิทราบว่าเป็นด้วยเหตุอันใด ไม่ว่าเขาจะไปขอทานที่ไหนก็ไม่มีผู้ใดเอื้อเฟื้อให้ทานข้าวปลาอาหารกับเขาเลย สามวันมาแล้วที่เขาไม่มีสิ่งใดตกถึงท้อง

ยิ่งช่วงนี้ก็เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน การไปหาขอทานตามที่ต่างๆมันก็ให้ลำบากลำบนเสียนี่กระไร วันนี้กว่าจะกลับถึงศาลเจ้าได้เขาก็ต้องเปียกโชกหนาวสั่นไปทั้งตัว ซ้ำร้ายกว่านั้น ขอทานมาทั้งวันอาหารแม้เพียงสักคำก็ยังไม่มีผู้ใดให้ทาน เห็นทีวันนี้ก็คงต้องกินน้ำฝนแทนข้าวเหมือนเดิม หวังว่าพรุ่งนี้คงจักโชคดีมีคนใจดีมีเมตตาให้ทานข้าวปลาอาหารกับเขาบ้าง ไม่ต้องมากหรอก พอให้มีเรี่ยวมีแรงขึ้นบ้างก็พอแล้ว

หลังจากนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเขาก็ล้มตัวนอนทั้งๆที่ท้องยังลั่นโครกคราก ก่อนหลับไปเขารู้สึกร่างกายของเขามันมิใคร่ปกตินัก คล้ายดังจะร้อนจะหนาวอย่างไรชอบกล แต่เพราะความที่เหนื่อยมาทั้งวันในที่สุดจึงผล็อยหลับไป กระทั่งเข้าสู่รุ่งอรุณของเช้าวันใหม่

หลังจากที่ฝนตกหนักเมื่อค่ำวาน เช้านี้ท้องฟ้าจึงมีอากาศสดชื่นแจ่มใสเป็นพิเศษ พระอาทิตย์แผดแสงตั้งแต่ยังไม่ทันจะสางดี ปกติขอทานใจบุญจักตื่นนอนก่อนตะวันขึ้นเพื่อเดินทางไปตลาดให้ทันกับพวกพ่อค้าแม่ค้า ตลอดจนแม่บ้านแม่เรือนที่มาจับจ่ายซื้อของกันในเวลาเช้า แต่มิทราบวันนี้เกิดอะไรขึ้น นี่ก็สายโด่งแล้วไฉนเขาจึงยังไม่ออกมา?

พุทโธ่! จะออกมาได้อย่างไร? ก็ฟ้าฝนเมื่อวานบวกกับร่างกายที่อ่อนเพลียเพราะไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน มันทำให้เขาจับไข้ขึ้นมาน่ะซิ! อย่าว่าจะออกไปขอทานเลย แม้แต่จะลุกขึ้นนั่งเขาก็ยังไม่มีแรงพอที่จักทำได้ เห็นทีความหวังที่ว่าจะได้กินข้าวกินปลาวันนี้ คงต้องยกเลิกไปก่อน

เขานอนซมเพราะพิษไข้มาได้สองวันแล้ว ข้าวปลาอาหารหากนับรวมสองวันนี้ด้วย ก็เป็นเวลาถึงห้าวันแล้วที่เขาไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย อาการเขาขณะนี้มันไม่ธรรมดาแล้ว หากเย็นนี้ยังไม่มีอาหารมาดำรงสังขาร เห็นทีพรุ่งนี้เขาคงไม่มีโอกาสได้กินอะไรอีกแล้ว

แหละมันก็เหมือนกับนรกสั่งสวรรค์แกล้งเสียจริงๆ! คืนนี้ทั้งๆที่เป็นข้างแรมแต่ท้องฟ้ากลับมืดครึ้มไร้ดาว เมฆฝนตั้งเค้าก่อตัวกันมาเสียจนมืดฟ้ามัวดิน ราวกับจักกลืนกินโลกไว้เสียยังงั้น บรรยากาศรอบข้างก็ให้อึดอัดชอบกล ลมค่ำที่พัดประจำอยู่ๆก็หยุดไป สายวิชชุแลบแปลบปลาบดุจดังรากไม้ชอนไชไปทั่ว ชวนให้หวาดวิตกว่าเสียงอันดังลั่นของมันจะผ่าเปรี้ยงตามมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เสียงลมเริ่มครางให้ได้ยินเบาๆ เพียงชั่ว ขณะก็ทวีขึ้นจนน่าตกใจ ไม้ใหญ่รอบศาลเจ้าต่างพากันเอนกิ่งลู่ใบ สะบัดไหวอย่างรุนแรง พยายามผ่อนตามกระแสลมเพื่อป้องกันลำต้นหัก เสียงเม็ดฝนหล่นกระทบหลังคาดังเปาะแปะเริ่มมีมาห่างๆ แต่เพียงอึดใจก็ถี่ยิบจนฟังไม่ทัน สุดท้ายกลบเสียงอู้ของลมไปเสียสิ้น บัดนี้ฝนได้ตกลงมาราวกับฟ้ารั่วก็มิปาน

ขณะที่ฝนตกหนักพลังแห่งชีวิตของขอทานใจบุญกลับค่อยๆลดน้อยถอยลงไปทุกทีๆ ท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา ในที่สุดลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเขาก็หมดไปจากร่างกาย ทันทีที่เขาหยุดหายใจ เหตุการณ์อันไม่คาดฝันก็พลันเกิดขึ้น

ระหว่างที่ฝนกำลังตกอย่างบ้าคลั่งจู่ๆก็เกิดฟ้าผ่าเปรี้ยงลงบนหลังคาศาลเจ้า ทำให้กระเบื้องหลังคาแตกเป็นช่องโหว่ใหญ่ ไม่เพียงแค่นั้น ยังผ่าลามไปถึงร่างไร้วิญญาณของขอทานใจบุญที่นอนอยู่เบื้องล่างด้วยต่าง หาก ทำให้ตั้งแต่คอจนถึงช่องท้องถูกผ่าแบะอ้าออกมา เห็นถึงตับไตไส้พุงแทบจักทุกขด

กลิ่นคาวเลือดบวกกับกลิ่นไหม้ของเนื้อของหนัง เส้นผมเส้นขน เมื่อผสมปนกัน ชวนให้รู้สึกพะอืดพะอมอย่างไรบอกไม่ถูก ฟุ้งไปทั่วทั้งศาลเจ้าร้าง แหละทันทีที่สิ้นเสียงฟ้า ฝนที่ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตาอยู่ๆก็นิ่งลงไปเช่นกัน ท้องฟ้าจากมืดมิดก็พลันคลี่คลาย กลายเป็นแจ่มใสเหมือนไม่เคยมีพายุมาก่อน

หลังจากพายุสงบบรรยกาศรอบข้างก็พลันกลับคืนเข้าสู่สภาวะปกติ หรีดหริ่งเรไรจากที่หยุดเสียงไปก็เริ่มขับขานใหม่ ลมค่ำที่อั้นไปก่อนจักมีพายุ บัดนี้ก็โชยมาเบาๆ บรรยกาศรอบศาลเจ้าร้าง ณ เวลานี้มันช่างสุขขีเสียนี่กระไร?

จนล่วงประมาณสองยามที่ประตูศาลเจ้าร้างอยู่ๆก็ปรากฏเพื่อนยามวิกาลขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ ทำท่าทำทางจดๆจ้องๆ เหมือนอยากจักเข้าไปข้างในแต่ไม่รู้จักเข้าได้อย่างไร? ได้แต่เดินกลับไปกลับมาอยู่ที่หน้าประตูเป็นเวลาพักใหญ่แล้ว สุดท้ายไม่ทราบจะทำอย่างไรเพื่อนก็เลยใช้หัวขนาดกระบุงดันประตูเสียเลย หวังจะให้ประตูเปิดออก จะได้เข้าไปดูว่าข้างในมันมีสิ่งใดรึ! ไฉนถึงได้หอมหวนยั่วใจเสียเหลือเกิน?

เพื่อนที่ไม่ได้เชิญนี้ที่แท้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน มันคือเสือโคร่งใหญ่วัยฉกรรจ์ตัวหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในส่วนลึกของป่าที่ติดกับศาลเจ้าร้างนี้เอง ที่ผ่านมาไม่เคยปรากฏว่ามันจะออกมาหากินไกลถึงขนาดนี้ ไฉนคืนนี้ไม่ทราบถึงได้อาจหาญกล้ามาเพ่นพ่านถึงที่นี่ได้?

หลังจากพยายามใช้หัวดันประตูอยู่พักใหญ่แต่ก็ไม่เป็นผล มันคงคิดได้วิธีนี้คงไม่อาจเปิดประตูได้แน่ ดังนั้นจึงเดินไปทางด้านหลังศาลเจ้าเพื่อจะดูว่ามีช่องทางใดให้เข้าได้บ้าง และแล้วโชคก็เข้าข้างมัน หน้าต่างบานหนึ่งหลังถูกฟ้าผ่าได้แตกออกเป็นช่องโหว่ใหญ่ พอที่หัวของมันจะมุดเข้าไปได้พอดี ดังนั้นมันจึงไม่รอช้าค่อยๆย่อตัวเกร็งพลังไว้ที่ขาหลัง สายตาจ้องเขม็งไปที่รูโหว่เบื้องหน้า จากนั้นก็กระโจนพรึบผ่านรอยแตกหน้าต่างเข้าไปได้ราวนักกายกรรมฝีมือดียังงัยยังงั้น!

หลังจากเข้ามาได้ก็รีบสอดส่ายสายตาหาว่าอะไรหนอ ที่มันส่งกลิ่นอยู่เวลานี้? แล้วมันก็เจอซากศพขอทานใจบุญนอนชิดผนังอยู่ในสภาพตับไตไส้พุงไหลทะลัก น้ำเลือดน้ำนองเจิ่งนองไปทั่ว พอเห็นเข้าก็ให้แสนลิงโลดดีใจ รีบปรี่เข้าไปอย่างไม่รั้งรอ เมื่อถึงก็หยุดเหลียวซ้ายแลขวาดูก่อนว่ามีศัตรูหรือเปล่า? พอเห็นปลอดภัยก็ขย้ำลงบนท่อนแขนศพ แล้วก็สะบัดหัว เหวี่ยงเอาร่างขอทานใจบุญลอยจากพื้นขึ้นมาพาดอยู่บนหลังได้อย่างน่าอัศจรรย์ พออาหารอยู่บนหลังเรียบร้อยจะช้าอยู่ไยเล่า ? เพื่อนก็พุ่งกระโจนออกไปทางช่องแตกหน้าต่างเหมือนเมื่อตอนขามาทันที

พอหลุดมาได้ก็ไม่ฟังอีร้าคร่าอีรมกันแล้ว รีบตะกุยสี่ขาโกยแนบเข้าป่าหายลับไปในพริบตา ทีแรกมันคิดจักเข้าไปให้ลึกสักหน่อยแล้วค่อยจัดการกับเจ้าอาหารโอชะนี้ แต่กลิ่นน้ำเลือดน้ำหนองที่ไหลบนหลังมันช่างยั่วใจเสียเหลือเกิน ในที่สุดก็ฝืนทนวิ่งต่อไปไม่ได้ มันจึงสะบัดก้อนเนื้อชิ้นใหญ่ลงไปที่พื้นทันที จากนั้นก็พุ่งเข้าไปฉีกฟัดกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย จนเหลือแต่ศีรษะถึงได้หยุด! เดินเข้าป่าจากไปอย่างสบายอารมณ์

อะไรกันนี่! ทำไมสวรรค์ถึงได้ลงโทษคนดีๆกันถึงเพียงนี้ แค่อดอาหารตายนี่ก็มากเกินพอแล้ว นี่ยังให้ถูกฟ้าผ่า ไม่พอแค่นั้น แถมยังให้ถูกเสือกัดกินสังขารอีก อะไรมันจะกระหน่ำซ้ำเติมกันถึงขนาดนี้!

ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งด่วนตีโพยตีพายไป ใช่ว่าสวรรค์จะแกล้งคนดีๆให้มามีจุดจบที่อเนจอนาถอย่างนี้หรอกนะ? จริงๆแล้วท่านเมตตาเขาต่างหากถึงได้ทำอย่างนี้ อ้าว! ไฉนจึงเป็นเช่นนั้นล่ะ?

ก็เพราะบาปกรรมที่ขอทานผู้นี้ก่อไว้ตั้งแต่ครั้งไหนไม่ทราบ มันกำลังจะตามมาให้ผลกับเขาน่ะซิ! และไม่เพียงให้ผลแต่เฉพาะชาตินี้ มันยังตามให้ผลติดต่อกันไปถึงชาติหน้าและก็ชาติโน้นด้วยต่างหาก ชาตินี้เขาจะต้องอดอาหารตาย ชาติหน้าเขาจะต้องถูกฟ้าผ่าตาย และชาติโน้นเขาจะต้องถูกเสือกัดตาย!

หากปล่อยแบบนี้ก็ต้องรอถึงสามชาติกว่าที่บุญในชาติปัจจุบันจะแสดงผลให้เห็น ซึ่งระยะเวลาที่ว่านี้มันนานเกินไป เกรงว่าจักไม่ทันการณ์ เนื่องจากบรรดาผู้คนที่รู้ที่เห็นการกระทำของขอทานใจบุญในชาตินี้เขาอาจเข้าใจผิดคิดว่า “ ทำความดีไปทำไม? ทำแล้วก็ไม่เห็นจักเกิดผลดีอันใดขึ้นมา มีแต่จะสูญทรัพย์ไปเปล่าๆ ดีไม่ดียังอาจทำให้ตัวเองต้องตกระกำลำบากไปด้วย ดูอย่างขอทานใจบุญซิ! แต่ก่อนก็มั่งมีเงินทองอยู่หรอก แต่เพราะโง่หลงเพ้อฝันอยู่กับบุญ จึงนำทรัพย์ไปบริจาคเสียอย่างงั้น แล้วเป็นไง? สุดท้ายต้องกลายมาเป็นขอทานไร้บ้านช่องจักอาศัย แถมเวลาตายยังตายในสภาพที่ทุเรศอเนจอนาถอีก! ”

ลองคิดดูหากคนทั้งหลายคิดอย่างนี้ อะไรมันจะเกิดขึ้นกับสังคมมนุษย์เราหรือ? ดังนั้นหากเทพยดาไม่ทำการช่วยเหลือแล้วไซร้ เห็นทีคนเป็นจำนวนมากคงต้องเห็นผิดเป็นชอบเสียเป็นแน่! ดังนั้นเพื่อเป็นการชี้ให้ เห็นถึงผลแห่งกรรมว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เทพยดาที่สถิตอยู่ศาลเจ้าร้างจึงบันดาลให้ขอทานใจบุญรับผลกรรมที่เขาเคยสร้างไว้เสียเลยในคราวเดียวกัน เพื่อที่ว่าชาติหน้าเกิดใหม่จักได้เสวยผลบุญทันที ไม่ต้องรอไปอีกสามชาติกว่าจะรับผลอย่างที่ควรเป็น!

ย้อนมาด้านภรรยา วันที่นางออกเดินทางนั้นก็เป็นวันเดียวกันกับที่ขอทานใจบุญล้มป่วยลง ด้วยความคิดถึงสามีนางเร่งรีบเดินทางมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย จนสายๆของวันที่สามจึงมาถึงตลาดประจำตำบล

สภาพของตลาดยังคงเหมือนเดิม มิได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ร้านรวงต่างๆก็ขายสินค้ากันตามปกติ เพียง แต่เวลานี้ผู้คนอาจจะบางตาไปบ้าง เนื่องจากผ่านช่วงคึกคักตอนเช้ามาแล้วนั่นเอง เมื่อมาถึงนางก็ไม่มีกะจิตกะใจที่จะหยุดชมสินค้าแต่อย่างใด รีบตรงไปบ้านทันที

จนเห็นกำแพงรั้วอยู่ไม่ไกลนางก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาที่ขอบตา เจียนว่าแทบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ภาพความหลังครั้งอยู่กินกับสามีผุดขึ้นมาทีละภาพ ทีละภาพ เกินที่จักหักห้ามได้

นางรีบสาวเท้าเข้าไปทันใด พอถึงประตูก็ยกมือหมายจะผลัก แต่ก่อนที่มือจะสัมผัสกับบานประตูสายตาก็เหลือบไปเห็นป้ายชื่อสกุลที่ติดอยู่บนวงกบเข้าเสียก่อน มันหาใช่สกุลสามีนางไม่ จึงอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ ดังนั้นจึงรีบผลักประตูเข้าไปทันที

เมื่อเข้ามานางก็ถึงกับอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก เนื่องจากสภาพข้างในเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก สวนดอกไม้ที่นางโปรดปราน ทุกๆยามสายหลังเสร็จภารกิจนางและสามีมักจะมานั่งจิบชาอยู่ที่ม้าหินหน้าบ้าน มองดูเหล่าภมรบินเวียนดูดกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้นานาพันธุ์ที่นางหามาปลูก บัดนี้ไม่ทราบหายไปไหน? ไฉนจึงกลายไปเป็นสระบัวได้ ?

ขณะนั้นมีคนงานผู้หนึ่งกำลังกวาดใบไม้ที่ลานหน้าตึกเงยหน้ามาเห็นนางพอดี ดังนั้นนางจึงรีบเข้าไปหาเขา พอถึงก็แนะนำตนเองว่ามีความเป็นมาอย่างไร จากนั้นจึงซักถามเขาถึงเรื่องที่ตนสงสัย ชายคนงานพอทราบนางคือภรรยาขอทานใจบุญอดีตเจ้าของบ้านหลังนี้ เขาจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้นางฟัง

ระหว่างฟังคนงานเล่าใจหนึ่งนางก็รู้สึกสงสารสามีเสียเหลือเกินที่ต้องมาเที่ยวแบมือขอทานเขาเลี้ยงชีพ แต่อีกใจหนึ่งก็ให้ขัดแค้นขุ่นเคือง “ ดูซิ! ขนาดไม่มีจะกินก็ยังไม่วายที่จะบริจาคทานอีก ไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร? แม้แต่บ้านช่องก็ถูกยึดไปแล้ว ไฉนจึงยังไม่เข็ดไม่หลาบอีก ? ” หลังจากทราบเรื่องนางก็รีบอำลาคนงานเพื่อจักไปยังศาลเจ้าร้างทันที

ระหว่างทางไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จิตใจของนางมันให้รู้สึกหวิวๆไหวๆชอบกล อันที่จริงมันควรจักต้องดีใจซิเพราะกำลังจะได้พบหน้าสามีแล้ว แต่ไฉนนางกลับรู้สึกในทางตรงกันข้าม? ยิ่งเข้าใกล้ศาลเจ้าเท่าไหร่ ความรู้สึกนี้ก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น! ชะรอย ! หรือมันจะมีเรื่องใดเกิดขึ้นกับเขา?

เมื่อคิดดังนี้ด้วยความร้อนใจ นางจึงวิ่งไปศาลเจ้าที่เห็นเบื้องหน้าทันที พอไปถึงก็ผลักประตูหมายจะเข้าไป แต่ปรากฏว่าเปิดไม่ออก เนื่องจากมันถูกลั่นดานเอาไว้ไม่สามารถเปิดได้ ดังนั้นนางจึงรัวฝ่ามือพร้อมกับตะโกนเรียกชื่อสามีจนดังลั่น หวังจักขอแรงให้เขามาเปิดให้

นางทุบเสียจนมือแดงปวดช้ำไปทั้งสองมือก็ยังไม่มีผู้ใดขานรับ ตะโกนเสียจนเสียงแหบเสียงแห้งก็ยังไม่มีผู้ใดออกมา ในที่สุดก็หมดปัญญา จึงเดินดูรอบๆหวังจะหาว่าพอจะมีช่องทางใดให้เข้าไปข้างในได้บ้าง

ขณะกำลังจะผ่านหลังศาลเจ้านางก็เห็นหน้าต่างบานหนึ่งแตกเป็นช่องโหว่ใหญ่ สามารถที่ลอดเข้าไปได้ ดังนั้นจึง รีบชะโงกหน้าเข้าไปดูทันที แต่เนื่องจากภายในนั้นสลัว จึงพยายามเพ่งสายตาค้นหาอย่างช้าๆ

หลังจากกวาดตามองหานางก็พบที่พื้นใกล้เสาต้นในดูเหมือนจะมีกองสิ่งของอะไรสักอย่าง ลักษณะคล้ายเครื่องในหรืออวัยวะภายในของสัตว์กองอยู่ข้างๆ นอกจากนั้นรอบๆยังมีน้ำขังเจิ่งนอง

พอเห็นเท่านั้นนางก็รู้สึกมีอาการเหมือนจะหน้ามืดเป็นลมขึ้นมาทันทีทันใดใบหน้าจากที่ซีดอยู่แล้วก็ยิ่งพลันซีดขาวลงไปอีก พื้นที่เหยียบอยู่เหมือนว่ากำลังสั่นไหวโคลงเคลงจนยืนแทบไม่อยู่ นางต้องรีบยกมือยันกรอบหน้าต่างเอาไว้มิให้ศรีษะทิ่มเข้าไปในช่องโหว่เบื้องหน้า หลังประคับประครองตัวได้จึงค่อยๆทรุดนั่งบนพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก ปล่อยให้น้ำตาหลั่งไหลออกมาโดยมิได้สนใจที่จะปาดเช็ดแต่อย่างใด

หลังจากอยู่ในท่านั้นพักใหญ่จนสภาพจิตใจดีขึ้นนางจึงยกมือเช็ดน้ำตาพร้อมกับปลอบใจตัวเองว่า “ เศษอวัยวะที่เห็นนั้นอาจจะมิใช่ของสามีเราก็ได้ อย่าเพิ่งด่วนตีโพยตีพายไปก่อนเลย ควรจะสืบให้รู้แน่ว่าเป็นของผู้ใดก็ยังไม่สาย! ” เมื่อคิดดังนั้นจึงค่อยๆลุกเดินไปตามรอยเลือดที่หยดเป็นทาง ซึ่งมันได้นำนางมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าใหญ่ไปโดยลำดับ

หลังจากเดินไปสักพักนางก็เห็นเบื้องหน้าห่างออกไปไม่มากมีไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ต้นหนึ่ง มีกิ่งก้านสาขาเป็นร่มเงาครึ้มครอบคลุมพื้นที่เป็นอาณาบริเวณที่กว้างขวาง บนลานดินโคนต้นนางเห็นวัตถุสิ่งหนึ่งจะว่ากลมก็ไม่ใช่ จะว่าเหลี่ยมก็ไม่เชิง มองไกลๆคล้ายกับลูกตาลดิบที่เขาเอามาทำขนมตาลขนาดใหญ่ๆลูกหนึ่งอย่างงัยอย่างงั้น วางทิ้งอยู่บนพื้น นางเห็นแต่ไกลก็นึกสงสัยจึงเดินเข้าไปใกล้ๆเพื่อจะดูให้รู้แน่ว่ามันคืออะไร?

พอเห็นเต็มตาเท่านั้น คุณพระช่วย! มันหาใช่ลูกตาลดิบอย่างที่นางเข้าใจไม่ แต่เป็นศีรษะมนุษย์ที่มีร่องรอยเหมือนถูกสัตว์ป่าที่มีเขี้ยวแหลมคม มีพละกำลังแข็งแกร่ง กัดหลุดออกมาจากร่างกายประมาณนั้น ส่วนที่เห็นเป็นสีกะดำกะด่างแหละชวน ให้คิดไปว่าเป็นเปลือกของลูกตาลนั้น แท้จริงก็คือเส้นผมที่เปรอะเปื้อนดินโคลนนั่น เอง !

นางพอทราบเช่นนั้นก็ถึงกับแข้งขาอ่อนขนลุกชัน หลับตาปี๋หงายหลังก้นกระแทกพื้นไปในทันใด กระทั่งผ่านไปพักใหญ่พอความกลัวเริ่มซาลงความสงสัยอยากรู้อันเป็นธรรมชาติของสตรีก็กลับเข้ามาแทน นางอยากทราบว่าศีรษะนี้แท้จริงแล้วมันเป็นของใครกันหนอ? ไฉนจึงมาร่วงหล่นอยู่ในป่าแห่งนี้ได้? ดังนั้นจึงพยายามสะกดกลั้นความกลัว ค่อยๆเผยอตามองไปที่ศีรษะนั้นอีกครั้ง

แต่ครั้งนี้เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดลออแล้วนางก็ต้องถึงกับตกใจอย่างสุดขีด เพราะใบหน้าที่เห็นนั้นมันมิใช่ของใครที่ไหน แต่มันคือใบหน้าสามีสุดที่รักที่นางเฝ้าคิดถึงคะนึงหาอยู่ทุกทิวาราตรีนั่นเอง!

นางไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะต้องมาตายอยู่ในสถานที่เช่นนี้ และมีสภาพที่แสนอเนจอนาถได้ถึงขนาดนี้ ภาพเบื้องหน้ามันช่างทำร้ายจิตใจเกินกว่าที่นางจะรับได้จริงๆ หลังจากค่อยๆยันกายลุกนั่งด้วยใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา นางก็เฝ้าบ่นเพ้อรำพึงรำพันถึงความลำบากตรากตรำที่นางอุตส่าห์สู้ทนรอนแรมมา นางไม่เคยจักคิดเลยว่าจะต้องมาพบเขาในสภาพนี้ ทำไมสวรรค์ถึงได้โหดร้ายกับนางถึงขนาดนี้ !

“ ไหนที่ใครพูดว่าทำบุญมากๆแล้วบุญจักช่วยปกป้องคุ้มครอง แล้วนี่.นี่มันอะไร! ทำไมคนใจดีมีเมตตาอย่างเขาถึงต้องมามีจุดจบที่น่าอเนจอนาถอย่างนี้ด้วย? ท่านพี่! ไหนล่ะที่บอกว่าบุญที่ท่านทำสักวันจะต้องย้อน กลับมาให้ผล ทำให้ท่านได้รับความสุขความสบาย บุญจะช่วยให้ท่านไม่ต้องทุกข์ยากลำบาก ไหนล่ะบุญที่ว่า? มันอยู่ที่ไหน? น้องเห็นมีแต่ยิ่งทำมากเท่าไหร่ท่านพี่ก็ยิ่งจนลงไปมากเท่านั้น จากคนมั่งมีเงินทองก็ต้องซัดเซพเนจรกลายมาเป็นวณิพกขอทาน จากคนเคยอยู่บ้านใหญ่หลังงาม ก็ต้องมาพานกลายเป็นคนจรหมอนหมิ่น นอนกลางดิน กินกลางทราย อาศัยศาลเจ้าร้างเป็นที่พำนัก ไม่เห็นว่าบุญจะช่วยให้ท่านได้ดิบได้ดีมีความสุขขึ้นมาเลย ไฉนจึงงมงายอยู่กับคำกล่าวลมๆแล้งๆ โดยไม่ยอมฟังคำเตือนของน้องบ้างเลย หากท่านพี่ฟังน้องบ้างสักนิด ก็คงไม่ต้องมาตายอย่างน่าอเนจอนาถอย่างนี้แน่ ”

นางเฝ้ารำพึงรำพันตัดพ้อต่อว่าสามีดังราวกับคนบ้าใบไร้สติ แหละทันใดนั้นเองจู่ๆนางก็ยกนิ้วขึ้นมากัดเสียจนโลหิตแดงฉาน จากนั้นก็เอื้อมมือไปหยิบเอาศีรษะสามีที่อยู่เบื้องหน้าขึ้นมาพร้อมกับพูดด้วยความ
คับแค้นว่า

“ ดีล่ะ! ในเมื่อท่านพี่ยังงมงายอยู่กับบุญอย่างไม่เสื่อมไม่คลาย จนถึงกับทำให้ตัวเองต้องตายในสภาพเช่นนี้ น้องก็จะขอย้ำความคิดของน้องที่ว่า บุญนั้นไม่เคยช่วยพี่เลย ไม่ว่าพี่จะตกทุกข์ได้ยากสักเพียงใด ขอให้จงจำไว้ด้วย ! ”

ว่าแล้วนางก็ใช้นิ้วที่ชุ่มไปด้วยโลหิตเขียนอักษรลงบนหน้าผากของสามีเป็นข้อความว่า “บุญไม่ช่วย” เหมือนกับจะเป็นการตอกย้ำและระบายออกถึงความอัดอั้นตันใจทั้งหมดที่มี แสดงด้วยอักษรเหล่านี้นั่นเอง!

เก้าเดือนต่อมา หลังจากเสร็จจากพิธีฝังศพสามีแล้วนางก็กลับไปขออาศัยอยู่กับผู้เป็นญาติเหมือนเดิม คอยช่วยเขาดูแลเรื่องทั่วไปภายในบ้าน ใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่ายไปวันๆ จนวันหนึ่งขณะที่นางกำลังตรวจตราความเป็นระเบียบของบ้านอยู่ตามปกติ

ขณะนั้นปรากฏว่ามีบ่าวไพร่กลุ่มหนึ่งกำลังจับกลุ่มคุยกันถึงข่าวใหญ่เกี่ยวกับพระโอรสแห่งองค์ฮ่องเต้ที่เพิ่งประสูติจากพระครรภ์ขององค์ชายาเมื่อสองสามวันก่อน ว่าทรงมีพระอาการที่แปลกประหลาด ผิดไปจากทารกทั่วไป

ธรรมดาแล้วทารกนั้นจักส่งเสียงร้องก็ต่อเมื่อหิว และจะหลับก็ต่อเมื่ออิ่ม แต่พระโอรสพระองค์นี้มิว่าจะหิวหรืออิ่มต่างก็ส่งเสียงร้องออกมาอยู่ตลอดเวลา มิไยว่าพระชายา นางสนมกำนัล หรือแม้แต่กระทั่งแพทย์หลวงจะช่วยกันประคบประหงมเพียงใด ก็หาจักทำให้พระองค์ทรงหยุดร้องไม่

จนองค์ฮ่องเต้เองก็ทรงหมดพระปัญญาที่จักแก้ไข จึงมีประกาศตั้งรางวัลอย่างงามสำหรับผู้ที่สามารถทำให้พระโอรสทรงหยุดร้องได้ เท่านั้นยังไม่พอ พระโอรสพระองค์นี้ยังทรงมีพระสิริโฉมที่ต่างไปจากเด็กทารกทั้งหลายด้วยต่างหาก ทรงมีปานสีแดงดุจดังสีโลหิตเกิดอยู่ที่กึ่งกลางพระนลาฏ(หน้าผาก)พอดี แถมรูปร่างปานยังคล้ายกับตัวอักษรมีความหมายว่า บุญไม่ช่วย หรืออะไรทำนองนี้แหละ ช่างเป็นเรื่องที่อัศจรรย์จริงๆ!

ภรรยาขอทานใจบุญซึ่งยืนฟังอย่างไม่ตั้งใจพอได้ยินว่าที่หน้าผากของพระโอรสมีปานแดงดังสีโลหิต แถมรูปร่างคล้ายกับอักษร มิหนำซ้ำความหมายยังแปลว่าบุญไม่ช่วยอีก ก็ถึงกับเกิดอาการตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกไปพักใหญ่ เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง รูปร่าง ตลอดจนความหมายของปานนี้ มันช่างเหมือนกับอักษรที่นางใช้โลหิตเขียนไว้ที่บนหน้าผากสามีอย่างงัยอย่างงั้น มิได้ผิดแผกแตกต่างกันเลย !

ดังนั้นพอได้สติจึงรีบกลับห้องเก็บเสื้อผ้าลวกๆใส่ห่อผ้ามัดขึ้นสะพายบ่า จากนั้นก็ไม่ฟังอีร้าคร่าอีรม ผลุนผันออกจากบ้านมุ่งหน้าขึ้นสู่เมืองหลวงทันใด อารามร้อนใจแม้แต่จะเข้าไปล่ำลาเจ้าบ้านผู้เป็นญาตินางก็ยังเกรงว่าจักเป็นการชักช้าไม่ทันการ !

หลังจากรอนแรมมาอย่างชนิดที่ว่าแทบจะไม่ได้หลับได้นอนเลยก็ว่าได้ ในที่สุดนางก็มาถึงเมืองหลวงสมใจปรารถนาในสองวันถัดมา พอมาถึงนางก็สอบถามถึงตำแหน่งที่ตั้งพระบรมมหาราชวังจากผู้คนที่ผ่านไปมา หลังจากฟังเขาอธิบายก็ตรงดิ่งไปตามที่บอกทันที มิได้คิดที่จะหยุดชมความงามหรือความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงแต่อย่างใด

พอไปถึงบริเวณหน้าประตูของพระบรมมหาราชวังก็มิยอมรอช้า รีบปรี่เข้าไปหานายทวารแจ้งถึงวัตถุประสงค์การมาของตนทันที ว่าจะขออาสาเข้าไปรักษาพระอาการของพระราชโอรสตามที่ทางการมีประกาศไว้ ทหารยามครั้นพอได้ฟังก็เข้าใจว่านางคงจักเป็นแพทย์มาขันอาสารักษาพระอาการของพระราชโอรสเหมือนกับหมอคนอื่นๆในช่วงสี่ห้าวันที่ผ่านมา ซึ่งต่างก็แห่กันมาอาสาให้วุ่นวายไปหมด เพื่อหวังจักได้รางวัลเป็นเครื่องตอบแทน แต่ก็หาได้มีผู้ใดใครสักคนจักมีความ สามารถรักษาพระอาการของพระราชโอรสให้หายได้ นี่สงสัยจักเป็นอีกรายกระมัง ?

อย่างไรก็ตามเขาก็มิได้อิดออดแต่ประการใด รีบนำเรื่องของนางเข้าเรียนให้ขุนนางฝ่ายในรับทราบทันที จากนั้นสักพักก็ทรงมีพระบัญชาให้ขุนนางฝ่ายในนำนางเข้าเฝ้าเป็นการด่วน

ขุนนางฝ่ายในได้พานางไปยังที่ท้องพระโรง เนื่องจากเพื่อความสะดวกในการรักษาพยาบาลองค์ฮ่องเต้ทรงมีบัญชาให้ย้ายพระอู่ของพระราชโอรสออกจากพระตำหนักใน ให้ย้ายมาประดิษฐาน ณ ยังท้องพระโรงแทน

เมื่อนางมาถึงขณะนั้นปรากฏว่าทั่วทั้งห้องโถงที่ทั้งกว้างแลทั้งใหญ่ ล้วนถูกกลบไปด้วยเสียงร้อง อุแว้ อุแว้ ของทารกอยู่ให้ดังลั่นไปหมด ท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนางอำมาตย์ตลอดจนนางสนมกำนัลทั้งหลายที่มาประชุมพร้อมกันจนแน่นขนัดไปทั่วทั้งท้องพระโรง เพื่อจะรอดูว่าแพทย์หญิงผู้นี้จักทำการรักษาพระอาการของพระราชโอรสอย่างไรนั้น ภรรยาขอทานใจบุญก็ให้รู้สึกมีอาการประหม่าลนลานขึ้นมาทันทีทันใด เนื่องจากตั้งแต่ออกมาจากครรภ์มารดาก็เพิ่งจะมีครั้งนี้นี่แหละที่นางต้องตกอยู่ภายใต้สายตาของคนเป็นจำนวนมากถึงปานฉะนี้

หลังจากพยายามระงับความตื่นเต้นลงไปได้บ้างนางจึงรีบคุกเข่าถวายบังคมแทบเบื้องพระยุคลบาทแห่งองค์ฮ่องเต้ทันที ขณะนั้นองค์พระประมุขกำลังทรงร้อนพระทัยเป็นอย่างยิ่งจึงตรัสสั่งให้นางรีบลุกขึ้น พร้อมกับทรงเร่งให้รีบถวายการรักษาพระราชโอรสเป็นการด่วนทันที

นางพอได้รับพระราชอนุญาตให้ทำการรักษาพระอาการของพระราชโอรสได้ จึงรีบหันไปทางเสียงร้องที่ได้ยินอยู่ ณ ขณะนั้นทันที หวังจักยลโฉมของพระองค์ให้เต็มตา ให้สาสมกับที่ดั้นด้นเดินทางมาอย่างชนิดที่เรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้หลับได้นอนเลย แต่พอหันไปจึงเห็นว่ามีพระอู่อยู่หลังหนึ่ง ตั้งอยู่บนแท่นไม้สักทองที่สลักเสลาลวดลายอย่างวิจิตรงดงาม ตัวแท่นยกสูงเหนือพื้นขึ้นมาประมาณสองศอก อยู่ห่างออกไปราวๆหกเจ็ดก้าวเห็นจะได้ เมื่อเห็นดังนั้นนางจึงสาวเท้าเข้าไปหาทันที พอถึงก็ค่อยๆใช้มืออันสั่นเทาแหวกเลิกม่านมุ้งที่คลุมป้องกันมิให้เหลือบยุงริ้นไรเข้าไปกัดตอมพระวรกายของพระองค์ออกเสีย จากนั้นจึงพินิจพิจารณาดูพระพักตร์ของพระองค์อย่างละเอียดลออ

พอนางได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์ที่กำลังส่งเสียงร้อง อุแว้ อุแว้ นอนกำพระหัตถ์ถีบพระบาทอยู่บนพระยี่ภู่(เบาะ) ดุจดังเช่นกับทารกสามัญชนทั่วไปอย่างเต็มตาเท่านั้น ก็ต้องถึงกับเกิดอาการร้อนผ่าวขึ้นมาที่ขอบตาอย่างทันทีทันใด จนสุดที่จะสะกดกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ จำต้องปล่อยให้มันหลั่งไหล



DT013120

pt

 เปิดอ่านหน้านี้  1173 


  ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Facebook


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย