อสทิสทาน มหาทานแด่สมเด็จพระพุทธองค์ เขียนโดย สืบ ธรรมไทย
 pt   27 ส.ค. 2556

สมัยหนึ่งเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธองค์ยังทรงประกาศสัจธรรมอยู่ ครานั้นผู้คนในชมพูทวีปไม่ว่าจักเป็นวรรณะสูงอย่างกษัตริย์หรือพราหมณ์ก็ดี หรือจักเป็นวรรณะต่ำอย่างแพศย์ลงไปจนถึงจัณฑาลก็ดี พวกเขาต่างก็พากันละทิ้งลัทธิของตนหันมาเลื่อมใสศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาเพิ่ม ขึ้นกันเป็นจำนวนมาก ประชาชนทุกหมู่เหล่าต่างให้ความสำคัญกับการบริจาคทาน รักษาศีล ตลอดจนเจริญสมาธิภาวนากันอย่างแพร่หลาย เพราะเชื่อว่าการกระทำทั้งสามนี้คือหนทางเอกที่จักทำให้พวกเขาได้บุญได้กุศลเพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะการถวายทานอันมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระประธานนั้น ยิ่งถือว่าเป็นยอดบุญทีเดียว! ดังนั้นผู้คนในสมัยนั้นจึงให้ความสำคัญกับทานชนิดนี้มากที่สุด บางครั้งถึงกับแข่งกันว่าใครจักทำได้ยิ่งใหญ่กว่ากันก็มี และไม่เพียงประชาชน แม้แต่กษัตริย์ก็ทรงให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

มีอยู่คราวหนึ่งหลังจากสมเด็จพระพุทธองค์เสด็จจาริกไปตามแว่นแคว้นต่างๆจนเกือบจักทั่วชมพูทวีป ครั้งนั้นพระองค์ได้ทรงพาเหล่าภิกษุจำนวน ๕๐๐ รูปเสด็จกลับยังนครสาวัตถี พอถึงก็ทรงเข้าพักยังวัดพระเชตะวันที่ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้สร้างถวาย บรรดาชาวเมืองพอทราบข่าวการเสด็จกลับของพระองค์ต่างก็ดีใจ มีการจัดเตรียมของแห้งของสดกันเป็นการใหญ่ หวังจักใช้ประกอบอาหารนำไปถวายทานกันในวันพรุ่งนี้

แต่ความปรารถนาของพวกเขาก็มีอันต้องถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากราชาปเสนทิพอทราบข่าวพระองค์ก็ทรงปรารถนาจักถวายทานแด่องค์จอมปราชญ์เช่นกัน ดังนั้นพอจอมมุนีเสด็จเข้าพักเป็นที่เรียบร้อยท้าวเธอจึงรีบเข้าเฝ้าก่อนใคร เพื่อจักอาราธนาองค์ท่านให้ทรงพาเหล่าภิกษุมารับบิณบาตร ณลานหน้าพระบรมมหาราชวังในเช้าวันรุ่งขึ้น

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเมื่อทรงสดับคำขออาราธนาของจอมกษัตริย์พระองค์ก็มิได้ทรงปฏิเสธแต่อย่างใด จึงยังความปลาบปลื้มพระทัยให้กับจอมราชาเป็นอย่างยิ่ง พอกลับถึงวังจอมกษัตริย์จึงมีรับสั่งให้ราชบุรุษออกไปป่าวประกาศทั่วพระนคร พรุ่งนี้เช้าใครที่ไม่ติดภารกิจ ขอให้มาชมการบำเพ็ญทานของพระองค์พร้อมกันถ้วนหน้า!

รุ่งขึ้นราชาปเสนทิก็ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการตักบาตรถวายทานแด่พระศาสดาแลพระสงฆ์สาวกที่ลานหน้าพระบรมมหาราชวัง บรรดาชาวเมืองพอเห็นการถวายทานของจอมกษัตริย์พวกเขาต่างก็ยินดีไปกับอานิสงส์ที่จักเกิดขึ้นกับพระองค์ด้วย ต่างพร้อมใจกันกล่าวคำอนุโมทนาเสียจนดังลั่น ยังความปลาบปลื้มปีติแก่จอมราชันย์จนยากจักบรรยาย

หลังเสร็จพระราชพิธีบรรดาผู้นำชุมชนเมื่อเห็นการถวายทานของพระราชาแล้ว พวกเขาก็อยากจักถวายทานให้มันยิ่งใหญ่บ้าง ดังนั้นจึงประชุมปรึกษาหารือกันถึงการจัดงานถวายทานในเช้าวันพรุ่งนี้ หลังจากได้ข้อ สรุปก็ตั้งบุรุษผู้หนึ่งขึ้นเป็นผู้แทนปวงชนเข้าไปกราบอาราธนาองค์สมเด็จพระชินสีห์ พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกให้มารับบิณบาตรทานของเหล่าประชาชนในเช้าวันพรุ่งนี้บ้าง ไม่เพียงแค่นั้นยังให้เขาไปทูลอัญเชิญสมเด็จพระราชาธิบดีแลพระมเหสีมัลลิกา ให้เสด็จมาทอดพระเนตรการถวายทานของเหล่าประชาชนด้วยเช่นกัน

รุ่งขึ้นพอราชาปเสนทิและพระชายามัลลิกาเทวีเสด็จมาถึงลานคนเมือง ปรากฏเวลานั้นได้มีผู้คนจำนวนมากต่างออกมารอตักบาตรถวายทานกันให้เนืองแน่นไปหมด แต่ละคนต่างมีสีหน้ายิ้มแย้ม ทักทายกันอย่างมีความสุข อาหารแต่ละอย่างที่นำมาก็ล้วนแล้วแต่มีสีสันสวยงามกลิ่นหอมหวนชวนรับทานเสียนี่กระไร ไม่ว่าจักเป็นของคาวของหวาน ล้วนน่ากินไปเสียทั้งหมด

จอมราชาเมื่อทรงเห็นความตั้งใจในการถวายทานของเหล่าประชาชนพระองค์ก็ทรงรู้สึกปลาบปลื้มไปกับพวกเขาด้วย แต่ขณะเดียวกันก็ทรงคำนึงอยู่ในพระทัย “ เช้านี้ชาวเมืองจัดงานได้อย่างยิ่งใหญ่นัก! หากเทียบกับทานของเราเมื่อวาน ดูเหมือนยังจักใหญ่กว่า เห็นทีเราต้องจัดงานถวายทานใหม่ เอาให้มันยิ่งใหญ่กว่าทานในเช้านี้ของชาวเมืองให้ได้! ” เมื่อทรงดำริดังนี้พอกลับถึงวังจึงมีรับสั่งให้ทหารออกไปป่าวประกาศ พรุ่งนี้เช้าใครที่ไม่ติดภารกิจสำคัญ ขอให้มาชมการบำเพ็ญของทานของพระองค์กันอีกครั้ง พร้อมกันถ้วนหน้า

เช้ารุ่งขึ้นชาวเมืองที่ไม่ติดภารกิจต่างก็ทยอยเข้ามายังลานหน้าพระบรมมหาราชวังกันจนเนืองแน่นล้นหลาม เพื่อจะมารอชมการถวายทานของจอมราชา ครั้งนี้จอมกษัตริย์ได้ทรงจัดงานขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กว่าครั้งก่อนมาก เหล่าพสกนิกรเมื่อเห็นการถวายทานของพระองค์ต่างก็แซ่ซ้องสรรเสริญกันแทบไม่หยุดปากโดยเฉพาะผู้นำชุมชนนั้นยิ่งปลาบปลื้มมากกว่าผู้ใด แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็เกิดทิฐิฝ่ายกุศลตามขึ้นมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นพอเสร็จพระราชพิธีพวกเขาจึงประชุมปรึกษากันใหม่ว่าจักจัดงานถวายทานขึ้นอีกครั้ง แลครั้งนี้จักต้องทำให้ยิ่งใหญ่กว่าทานของจอมราชาในเช้านี้อีก!

การแข่งกันถวายทานระหว่างเหล่าพสกนิกรกับจอมกษัตริย์อย่างชนิดไม่มีใคยอมใครได้ถูกจัดขึ้นถึงห้าครั้งห้าคราด้วยกัน กระทั่งครั้งที่หกบรรดาชาวเมืองได้ร่วมแรงร่วมใจกันถึงที่สุด ออกเสาะหาสิ่งของต่างๆที่มีอยู่บนแผ่นดินนำมารวมไว้อยู่ในกองทานจนหมดจนสิ้น จนแทบจักกล่าวได้ว่าไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องไปเลยแม้แต่น้อย ราชาปเสนทิพอทรงเห็นทานครั้งนี้เข้าก็ถึงกับทรงมีสีพระพักตร์เปลี่ยนไป แต่ด้วยทิฐิกษัตริย์พระองค์กลับมิได้ตรัสชมเชยทานครั้งนี้ออกไปแม้แต่เพียงคำเดียว! จนกลับถึงวังก็ยังมิวายที่จักทรงครุ่นคิดถึงแต่เรื่องทานอยู่ตลอดเวลา กระทั่งพระชายามัลลิกาเทวีทรงสังเกตเห็นความผิดปกติของพระสวามี จึงเสด็จเข้าไปถาม “ เสด็จพี่ทรงคิดเรื่องใดอยู่หรือเพคะ? หม่อมฉันเห็นสีพระพักตร์มิสู้ดีเลย! ” จอมราชาซึ่งกำลังทรงจดจ่ออยู่กับความคิด จู่ๆพอถูกถาม ก็ถึงกับทรงสะดุ้งตกพระทัย หลังจากทรงตั้งพระสติได้จึงเสตรัสไปว่า

“ เปล่านี่จ๊ะน้องหญิง เพียงแต่พี่มีเรื่องนิดหน่อยให้คิดน่ะจ๊ะ ” พระมเหสีพอทรงสดับก็ยิ่งทรงคลางแคลงพระทัยมากขึ้น จึงตรัสถามไปอีก “ นิดหน่อยหรือเพคะ? แต่หม่อมฉันเห็นเสด็จพี่ดูทุกข์ร้อนเสียเหลือเกิน เห็นทรงเดินไปเดินมาแล้วก็ทรงถอนพระทัยเฮือกใหญ่ อย่างนี้ยังตรัสว่าเล็กน้อยหรือเพคะ? ” สมเด็จพระราชาธิบดีพอถูกซักมากเข้า ในที่สุดก็มิอาจจักทรงปิดบังต่อไปได้ จำต้องเผยความจริงให้องค์เทวีทราบ

“ ก็ไม่มีอะไรมากหรอกจ๊ะ คือพี่กำลังหาทางว่าจักเอาชนะชาวเมืองเรื่องการถวายทานได้อย่างไร? น้องก็เห็นแล้วทานของพวกเขาเช้าที่ผ่านมามันช่างยิ่งใหญ่โอฬารนัก ข้าวของทุกอย่างบนแผ่นดินล้วนถูกนำมาไว้อยู่ในกองทานจนหมดจนสิ้น แล้วอย่างนี้น้องจักให้พี่ชนะพวกเขาได้อย่างไร? ” องค์มเหสีพอทรงสดับก็ถึงกับทรงพระสรวลขึ้นทันที

“ โธ่เอ๋ยนึกว่าเรื่องใด ช่างน่าขำนัก! เกิดมาหม่อมฉันก็เพิ่งเคยเห็นพระราชาผู้เป็นใหญ่ต้องมาทุกข์ใจกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะกลัวจักแพ้เรื่องแข่งถวายทานกับเหล่าพสกนิกร มันช่างน่าตลกสิ้นดี! ” จอมกษัตริย์พอทรงสดับคำเย้ยของพระชายาก็ให้ทรงรู้สึกขัดเคืองพระทัย จึงตรัสไปว่า

“ เอาเถอะมัลลิกา! เจ้าอาจเห็นว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย มิใช่เรื่องคอขาดบาดตายอันใด แต่กับพี่ขอบอก เรื่องนี้มันหาเล็กน้อยไม่!เพราะมันคือศักดิ์ศรีของกษตริย์ เจ้าก็ดีแต่หัวเราะแทนที่จักช่วยกันหาทางเอาชนะชาวเมือง มันช่างน่าขัดใจจริงๆ! ”

องค์เทวีพอทรงสดับคำพ้อของพระสวามีก็ยิ่งทรงรู้สึกสนุกสนานมากขึ้น แต่มิได้ทรงแสดงให้เห็นทางสีพระพักตร์ ด้วยเกรงว่าหากจอมราชาทรงเห็นเข้า เดี๋ยวจักทรงขุ่นเคืองขึ้นมาจริงๆ รีบเสตรัสปลอบไปว่า “โถ...คนดีของน้อง อย่าทรงขุ่นพระทัยไปเลยเพคะ ไว้เป็นธุระของหม่อมฉันเอง หม่อมฉันรับรองพรุ่งนี้ชาวเมืองจักต้องตะลึงกับทานของพระองค์แน่นอน หม่อมฉันสัญญา! ”

หลังจากทรงรับปากพระสวามี จอมเทวีก็รีบทูลลาไปดำเนินการเรื่องการจัดงานในเช้าพรุ่งนี้ทันที พระนางทรงบัญชาให้มหาดเล็กไปเกณฑ์ทหารมาช่วยตกแต่งลานหน้าพระบรมมหาราชวังให้วิจิตรงดงามเป็นการด่วน ทรงรับสั่งพ่อครัวให้ไปเตรียมข้าวของอุปกรณ์ตลอดจนของแห้งของสดที่จักใช้ประกอบอาหาร พร้อมทั้งกำหนดจำนวนแลชนิดของอาหารที่จะทำในเช้าวันพรุ่งนี้

โดยเฉพาะเรื่องวัตถุดิบที่ใช้ปรุงทรงให้ความพิถีพิถันเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อโคเนื้อแพะ เนื้อไก่หรือ เนื้อสุกร ทุกอย่างต้องสดใหม่ เครื่องเทศเครื่องปรุงก็ต้องเป็นของนำเข้ามาจากต่างแค้วนแดนเมืองเท่านั้น คนธรรมดาหากไม่รวยจริงก็อย่าหวังจักได้ลิ้มลอง กรรมวิธีในการปรุงก็ทรงกำชับว่าต้องทำอย่างประณีตบรรจง ดังนั้นอาหารแต่ละอย่างที่ออกมาจึงมีสีสันที่ชวนรับประทาน รสชาติก็กลมกล่อมละมุนละม่อม จนยากจักหาอาหารใดในแผ่นดินมาเปรียบมาเทียบได้!

เท่านั้นไม่พอ ยังทรงรับสั่งให้ควาญช้างนำช้าง ๕๐๐ เชือกมาร่วมพิธีด้วย โดยช้างแต่ละเชือกให้ใช้งวงจับฉัตรยืนอยู่หลังพระคุณเจ้าคอยบังแดดยามสายมิให้ส่องมาต้องเนื้อตัวได้ระหว่างที่ฉันภัตตาหาร สำหรับเรื่องช้างนี้มีตำนานเล่าว่า

ในบรรดาช้าง ๕๐๐ เชือกนั้น มีอยู่เชือกหนึ่งมันกำลังตกมันพอดี เที่ยวไล่แทงไล่ชนช้างตัวอื่นอยู่ให้วุ่นไปหมด นายควาญผู้เป็นเจ้าของเห็นว่าหากเอามันเข้าร่วมพิธีด้วย อาจจักก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในงานก็เป็นได้ จึงไปแจ้งให้หัวหน้าควาญรับทราบ ฝ่ายหัวหน้าควาญพอรู้ก็เกิดกังวลขึ้นมาทันที เพราะยังไงเสียช้างเชือกนี้ก็ต้องเข้าพิธีแน่นอน ไม่ยังงั้นพระคุณเจ้ารูปหนึ่งก็จักไม่มีฉัตรบังแดดเหมือนรูปอื่น แต่จักให้ไปยืนอยู่หลังพระคุณเจ้ารูปใดนี่ซิปัญหา!

คิดไปคิดมาเขาก็นึกได้เห็นทีคงต้องให้ไปยืนอยู่หลังพระคุณเจ้าองคุลีมาลเสียแล้ว พอถึงวันงานช้างตกมันที่ว่าอารมณ์ฉุนเฉียวไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม พอไปยืนอยู่หลังพระคุณเจ้าองคุลีมาลเท่านั้น ปรากฏมันถึงกับขาสั่นพั่บๆเป็นเจ้าเข้า หรุบหูหรุบหางยืนหลับตาปี๋ ไม่กล้ามองดูใดๆทั้งสิ้น บรรดาผู้ที่มาร่วมงานพอเห็นอากัปกิริยาของมันเข้าต่างก็อัศจรรย์ใจกันไปตามๆกัน บางรายถึงกับเอ่ยปาก “ โอ้หนอ ตบะเดชะแห่งพระคุณเจ้าองคุลีมาลนั้นช่างมีอานุภาพถึงปานฉะนี้! ”

นอกจากจักทรงเกณฑ์ช้างมาร่วมพิธีด้วยยังไม่พอ พระมเหสีมัลลิกายังทรงให้เกณฑ์เอาเหล่าขัตติยนารีตลอดจนนางสนมกำนัลภายในวังให้มาช่วยคอยปรนนิบัติพระคุณเจ้าระหว่างที่นั่งฉันภัตตาหารอีก แค่ประการหลังนี่ก็เกินความสามารถของคนทั่วไปจักกระทำได้แล้ว เว้นแต่จะเป็นพระราชาด้วยกันเท่านั้น!

รุ่งขึ้นบรรดาชาวเมืองพอเห็นการบำเพ็ญทานอันแสนประหลาดแลยิ่งใหญ่ของจอมราชันย์เข้า พวกเขาก็ถึงกับตกตะลึงตาค้างจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นิ่งอัศจรรย์ใจกันไปตามๆกัน เพราะตั้งแต่ออกมาจากครรภ์มารดาก็เพิ่งจักมีครั้งนี้นี่แล ที่ได้เห็นการบำเพ็ญทานอันแสนยิ่งใหญ่แลตระการตาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันยากจะเชื่อว่ามนุษย์เราจักสามารถทำทานได้อย่างยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ในใจพวกเขาต่างยอมศิโรราบให้กับพระราชาของตนจนหมดจนสิ้น แหละทานครั้งนี้นี่เองที่ถือเป็น อสทิสทาน ( ทานที่ยิ่งใหญ่กว่าทานใดๆ ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง จักปรากฏทานชนิดนี้ขึ้นเพียงครั้งเดียว ) ขององค์สมเด็จพระสมณโคดมพุทธเจ้าของพวกเรา เพราะจากนั้นตราบจนพระองค์เสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพาน ก็ไม่มีทานใดจักยิ่งใหญ่เสมอกับทานของพระเจ้าปเสนทิโกศลและพระนางมัลลิกาเทวีอีกเลย

กล่าวกันว่าทานครั้งนั้นราชาปเสนทิได้ทรงจ่ายพระทรัพย์ออกไปเป็นจำนวนถึง ๑๔ โกฏิทีเดียว จึงทำให้งานมีความยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ แหละผลจากการทำอสทิสทานนี้เอง ครั้นเมื่อถึงกาลละสังขารอานิสงส์แห่งการทำอสทิสทานนี้ก็ได้นำพระมเหสีมัลลิกาเทวีให้มาอุบัติเป็นเทพนารีอยู่บนดินแดนตุสิตาภูมิแห่งนี้ ได้เสวยทิพสมบัติอันแสนวิจิตรโอฬาร ครองความเป็นทิพย์ต่อไปอีกนานแสนนาน จนกว่าจักหมดสิ้นแห่งผลบุญ.

สืบ ธรรมไทย


ที่มา : พุทธชาดก

DT013120

pt

27 ส.ค. 2556
 เปิดอ่านหน้านี้  3992 

   ความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย