โลกธรรม ๘ : หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
 จำปาพร   13 ต.ค. 2558

พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

...


ยศถาบรรดาศักดิ์ ความสรรเสริญเยินยอ ความนินทาภายนอก
หมู่นั้นน่ะมันเป็นแต่เพียงธรรมประจำโลก ท่านจึงเรียกว่า “โลกธรรม”
ธรรมอันนี้มันมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ พระพุทธเจ้าแสดงไว้ เป็นธรรมของเก่า

บุคคลเกิดมาในโลกนี้ก็มาหวั่นไหวอยู่ด้วยความมีลาภมียศ สรรเสริญ
ความสุขกายสบายใจ ถ้าได้ประสบอย่างนี้เรียกว่า ได้ประสบ “อิฏฐารมณ์”
อารมณ์อันน่าชอบใจก็ดีอกดีใจว่าตนนั้นได้ในสิ่งที่ปรารถนา
ได้ลาภ ได้ยศ ได้คำสรรเสริญเยินยอจากผู้อื่นมากมาย
แล้วก็โรคภัยไข้เจ็บก็ไม่ค่อยเบียดเบียนร่างกาย มีความสุขกายสุขใจอยู่
ติดอยู่ในความสุขอันนี้ท่านก็เรียกว่า ติดอยู่ในโลกธรรม
ติดอยู่ในธรรมประจำโลก จิตใจก็หนีจากโลกนี้ไปไม่ได้
ก็ต้องวนเวียนเกิดแก่เจ็บตายอยู่ในโลกอันนี้

ถ้าไปยึดถือเอาความเสื่อมลาภเสื่อมยศ ถูกนินทาว่าร้าย
ถูกความทุกข์ครอบงำกายใจ ก็ไปเสียอกเสียใจ
ระทมทุกข์ทางจิตใจ เช่นนี้ก็เรียกว่า ยึดเอา “อนิฏฐารมณ์”
อารมณ์อันที่เป็นที่ไม่น่าพอใจต่างๆในโลกนี้
มันก็เป็นเครื่องผูกมัดจิตใจให้ติดอยู่ในโลกนี้เช่นเดียวกัน
ให้พึงพากันศึกษาให้เข้าใจ

เราจะพอใจติดอยู่แต่ในโลกธรรมเท่านี้เหรอ
หรือว่าเห็นโทษของโลกธรรมเหล่านี้ มันก็เป็นหน้าที่ของเราแต่ละคน
จะต้องพิจารณาให้เห็นด้วยตนเอง ถ้าไม่เห็นด้วยตนเองแล้วก็ละมันไม่ได้
ต้องพิจารณาให้เห็นด้วยตนเอง อย่าไปนิ่งนอนใจอยู่เฉยๆ
เพราะว่าชีวิตของคนเราที่เกิดมาในโลกนี้
มันมีโลกธรรมแปดประการนี้นะครอบงำอยู่นะ นั่นล่ะ

พระพุทธองค์ตรัสว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามธรรมนั้น”นี่นะก็จริงอยู่นะ
จิตใจก็ไหลไปตามโลกธรรมนี้อยู่ทั้งวันทั้งคืนไปอยู่อย่างนั้น
เอ้า เพื่อนได้ลาภมา ร่ำรวยข้าวของเงินทองก็ดีอกดีใจ
มีผู้ให้ยศถาบรรดาศักดิ์เข้าไปก็ดีใจปลื้มใจ
มีใครสรรเสริญเยินยอก็ดีอกดีใจมาก
นี่แหละทั้งร่างกายก็ไม่มีโรคภัยอันร้ายแรงเบียดเบียน
ก็ชื่นชมยินดีกับร่างกายอันนี้อยู่อย่างนั้นถือว่าตนนั้นมีความสุขสบายพอแล้ว
ไอ้อย่างนี้น่ะที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามธรรมนั้น
หมายถึง "ดวงจิต" นี้เองแหละหวั่นไหวไปตามโลกธรรมเหล่านั้นอยู่

ไอ้คนเราที่จะได้ทะเลาะวิวาทกัน แตกสามัคคีกัน
ก็เพราะมันหวั่นไหวต่อโลกธรรมทั้งแปดนี้อย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเอง
บางทีถูกผู้อื่นเขาตำหนิติเตียน นินทาว่าร้ายมาอย่างนี้
ก็หวั่นไหวแล้วจิตใจ ไม่พอใจแล้ว จะไม่ยอมให้ใครแตะต้องเลย
ถือว่าไอ้เรานั้นมันก็คนคนหนึ่งนะ จะมาแตะต้องกันไม่ได้
มันก็ต้องตอบโต้กันไป ในที่สุดไม่มีใครดีกว่าใคร เลวด้วยกันทั้งฝ่าย
ปานนั้นยังไม่รู้ตัวนะคนเนี่ยยังสำคัญว่าตัวดีอยู่

ถ้าผู้ใดรู้ตัวได้พยายามปรับปรุงจิตใจของตนให้หนักแน่นเข้าไป
อดกลั้นทนทานต่อโลกธรรมดังกล่าวมานี้ได้ ไม่หวั่นไหว
พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้นั้นย่อมมีกิเลสดั่งธุลีไปปราศแล้ว
นี่แหละเราไม่อยากให้กิเลสหมดไปจากจิตใจเหรอ ก็ถามตัวเองดู



DT017019

จำปาพร

13 ต.ค. 2558
 เปิดอ่านหน้านี้  3677 

  ความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย