เมื่อไม่เข้าใจความเป็นจริงของปรากฏการณ์ทั้งหลาย เราจึงหลงคิดว่าสภาวะในจิตเป็นเราและยึดมั่นถือมั่นในสภาวะนั้น จนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ล้นเหลือโดยไม่จำเป็น
คนเรามักจะปฏิบัติกับสภาวะในจิตอย่างไม่ถูกต้อง เมื่อไม่เข้าใจความเป็นจริงของปรากฏการณ์ทั้งหลาย เราจึงหลงคิดว่าสภาวะในจิตเป็นเราและยึดมั่นถือมั่นในสภาวะนั้น จนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ล้นเหลือโดยไม่จำเป็น ปัญหานี้แก้ด้วยการคิดไม่ได้ จะคลี่คลายปัญหาได้ก็โดยการฝึกสมาธิภาวนาซึ่งอยู่ในอริยมรรคมีองค์แปด
ความพากเพียรประคองสติให้อยู่กับสิ่งที่กำหนดรู้ในการทำสมาธิ เช่น ลมหายใจ จะช่วยให้เกิดมุมมองใหม่ แต่ก่อนเราเคยยึดอารมณ์ต่างๆ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา หรืออย่างน้อยก็แสดงความเป็นตัวเรา พอถึงตอนนี้ เราจะเห็นความพอใจและไม่พอใจ ความท้อแท้ ความกังวลใจ ความคิดฟุ้งซ่าน หรืออารมณ์อื่นๆ ว่าเป็นเพียงของชั่วครู่ชั่วยามที่เบี่ยงเบนเราออกจากการภาวนา ครั้นเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเรานั้นไม่แน่ไม่นอน คาดเดาไม่ได้ และไม่มีใครเป็นเจ้าของ ความยึดมั่นถือมั่นของเราก็ค่อยๆ มลายไป
เมื่อการปฏิบัติธรรมก้าวหน้าขึ้น เราจะดำรงสติระหว่างช่องว่างของความคิดแต่ละความคิดและอารมณ์แต่ละอารมณ์ได้นานขึ้น เราเห็นตรงๆ ว่าอารมณ์ทั้งหลายเกิดขึ้นดับไปตามเหตุตามปัจจัย อารมณ์เหล่านั้นจึงครอบงำเราไม่ได้อีกต่อไป เราจึงจะได้ลิ้มรสแห่งความหลุดพ้น
ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ