รู้เท่านี้พอ
ธรรมะสำหรับผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่ไม่อยากจดจำ เรียนรู้อะไรมากมาย ท่านอาจารย์พุทธทาสบรรยายไว้ในวันตายาย ดังนี้
.
"ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น มีมากมายนักและลึกซึ้งหรือมีนัยยะอันวิจิตรต่างๆ กัน เมื่อเรามาคำนึงดูถึงข้อดีว่า หมู่ชนที่เรียกกันว่าตายายนั้นเป็นคนแก่เฒ่า เป็นคนงกๆ เงิ่นๆ มีความจำฟั่นเฟือน และส่วนมากก็ไม่รู้หนังสือ และจะทำอย่างไรดี ในการที่จะให้ได้รับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไปให้สมควรกัน
เพราะฉะนั้น จำเป็นจะต้องมีการคัดเลือกเอามากล่าว เอามาบรรยาย ให้เหมาะสมกับที่คนแก่งกๆ เงิ่นๆ ไม่รู้หนังสือ จะพาเอาไปได้
ท่านทั้งหลาย ลองคิดดูเถิดว่า เราจะพูดกันว่าอย่างไรดี ที่จะเป็นถ้อยคำสั้นๆ ง่ายๆ เข้าใจได้ทันที หรือเรียกว่า #ปฏิบัติได้ทันที ด้วยซ้ำไป
เพราะว่าธรรมะนี้เป็นของแปลก #ทำความเข้าใจนั่นแหละเรียกว่าปฏิบัติธรรมะ ทำความเข้าใจได้เรียกว่าปฏิบัติธรรมะสำเร็จ เพราะว่าธรรมะในขั้นนี้ หมายถึงกระทำทางใจเป็นส่วนใหญ่ และไม่ได้หมายถึงการประพฤติปฏิบัติ ในขั้นต้นๆ ที่เป็นทานเป็นศีล หรือแม้แต่ที่เป็นสมาธิมันก็มากเกินไปสำหรับบุคคลประเภทตายาย มันก็จะเหลือแต่ธรรมะประเภทเป็น #ปัญญา คือว่า #รู้เท่าทันสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
พิจารณาดูแล้วไม่เห็นว่ามีอะไรจะดีไปกว่าถ้อยคำสั้นๆ คือคำว่า #ดับไม่เหลือ ซึ่งเป็นคำแปลของคำว่า นิพพาน คำว่านิพพาน แปลว่า ดับไม่เหลือ
นิพ แปลว่า ไม่เหลือ
พาน แปลว่า ไป
ไปไม่เหลือก็คือดับไม่เหลือ ไม่มีอะไรปรากฏอยู่
ความดับไม่เหลือในที่นี้หมายถึงความไม่เหลือของอะไรเล่า?
หมายถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์ทั้งปวง
ความทุกข์ทั้งปวงนั้น อยู่ที่ไหนเล่า?
#ความทุกข์ทั้งปวงนั้นอยู่ที่ความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูว่าของกู
ที่ใดมีความรู้สึกคิดนึกในทำนองการยืดมั่นถือมั่นว่าตัวกูว่าของกูแล้ว ที่นั่นเป็นต้องมีความทุกข์โดยแน่นอน
#ใส่ใจแค่นี้พอ
การระวังไม่ให้เกิดความรู้สึกเป็นตัวกูของกูขึ้นมานั่นแหละเป็นวิธีปฏิบัติเพียงข้อเดียวสั้นๆ ลัดๆ ที่เหมาะกับคนแก่งกๆ เงิ่นๆ ที่ไม่รู้หนังสือ และไม่ต้องคำนึงถึงพระไตรปิฎกมีเท่าไร อรหันต์มีอย่างไร พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มีอย่างไร เบญจขันธ์มีอย่างไร อนิจจัง ทุกขัง อนัตตามีอย่างไร เหล่านี้ไม่ต้องคำนึงถึงก็ได้ เก็บไปไว้เสียที่ไหนก็ได้ คือไม่ต้องเอามาใส่ใจ
ใส่ใจแต่ว่าจะระวังไม่ให้ตัวกูของกูเกิดขึ้นมาก็แล้วกัน
เพื่อจะให้จิตใจหยุดไปยึดมั่นถือมั่นหรือเป็นนั่นเป็นนี่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น เอานั่นเอานี่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นนั้น มีทางเดียวที่จะทำได้โดยการ #พิจารณาอยู่เสมอว่า ไป #เอา อะไรเข้าที่ไหน ไป #เป็น อะไรเข้าที่ไหนด้วยความยึดมั่นถือมั่นแล้ว จะเป็นทุกข์ด้วยประการทั้งปวง
พอความรู้สึกว่าตัวกูของกูไม่เกิดเท่านั้น ในขณะนั้นย่อมถือได้ว่ามีอะไรทั้งหมดคือมีพระธรรมทั้งหมดทั้งสิ้นในพระไตรปิฎกอยู่ในบุคคลนั้น และมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างแท้จริงอยู่ในบุคคลนั้น เป็นผู้ที่รู้อะไรทุกอย่างทุกประการซึ่งรวมอยู่ในคำๆ เดียวว่า #ความไม่ทุกข์
#ความรู้ที่สำคัญสุด
เพราะว่าความรู้ทุกอย่างนั้น ต้องสรุปรวม อยู่ที่ความไม่ทุกข์ทั้งนั้น ว่าโดยที่แท้แล้วแม้ความรู้ทางโลกที่ต่ำที่สุดก็มุ่งหมายที่จะไม่ทุกข์เหมือนกัน เป็นความไม่ทุกข์อย่างโลกๆ อย่างต่ำๆ ส่วนความรู้ในทางธรรมนั้น ก็ยิ่งมุ่งหมายที่จะไม่ให้ทุกข์ ไม่ทุกข์โดยเด็ดขาดโดยสิ้นเชิงโดยประการทั้งปวงทีเดียว
เพราะฉะนั้นเราจึงกล่าวได้ว่า ความไม่ทุกข์นั่นแหละเป็นที่รวมหมดของความรู้ทั้งหลาย ถ้าเมื่อใดมีความไม่ทุกข์แล้ว เมื่อนั้นก็เรียกว่ามีความรู้ และเป็นความรู้ที่แท้จริงไม่ใช่ความรู้ชนิดที่รู้ท่วมหัวและยังเอาตัวไม่รอด ยังมีความทุกข์อยู่นั่นเอง
#ทำไมความรู้ท่วมหัวแต่ยังเป็นทุกข์
คนทุกวันนี้มีความรู้มากยิ่งกว่าท่วมหัวจริงยิ่งเอาตัวไม่รอด
มีอะไรมายั่ว มาล้อ มาดึง มาจูง จนไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี ทางกายก็ถูกดึง ทางหูก็ถูกดึง ทางจมูกก็ถูกดึง ทางลิ้นก็ถูกดึง ทางกายก็ถูกดึง ทางใจก็ถูกดึง ถูกดึงทั้งหกทาง คือทางอายตนะ ที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ความข้อนี้ท่านเปรียบอุปมาไว้เหมือนกับว่าบุรุษจับเอาสัตว์ต่างๆ กัน เช่น งู เช่นจระเข้ เช่นลิง เช่นนก เช่นเหี้ยเป็นต้น มาผูกเชือกกันแล้วผูกเป็นปมเดียวกัน สัตว์ต่างๆ เหล่านั้น ก็จะดึงไปวิสัยของตน
จระเข้ก็จะดึงลงน้ำ เหี้ยก็จะดึงเข้าโพรง นกก็จะดึงขึ้นบนอากาศ ลิงก็จะดึงขึ้นไปบนต้นไม้ สุนัขจิ้งจอกก็จะดึงไปในป่าช้าซึ่งเป็นที่อาศัยของมัน มันจึงเป็นการชักเย่อที่ไม่รู้ว่าจะไปกันทางไหนดี เต็มไปด้วยความลำบาก ตรากตรำอย่างยิ่ง
คนเรานี้ก็มีลักษณะคล้ายๆ กันนั้น ตาก็ดึงไป หูก็ดึงไป จมูกก็ดึงไป ลิ้นก็ดึงไป กายก็ดึงไป แม้แต่ใจเองก็ดึงไป ตามวิสัยของตนของตน จิตใจของคนเราจึงเหมือนกับถูกดึง ไปทางนั้นที ไปทางนี้ที จึงยากที่จะตั้งตัวได้ ยากที่จะเอาแน่เอานอนลงไปได้ว่าจะเอายังไงกันแน่ เพราะดูมันจะชอบไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ละอย่างๆ ก็ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ
เพราะฉะนั้นจึงมีการขวนขวายมากที่จะเรียนให้รู้ และเอาความรู้นั้นมาเสาะแสวงหา #เหยื่อ ให้แก่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ของตน อย่างที่ไม่มีที่จะสิ้นสุดเช่นเดียวกัน อาการที่เรียกว่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด มันจึงเกิดขึ้นมาเพราะว่ามันมีแต่ความทุกข์มากขึ้น ทั้งๆ ที่ความรู้มันมากขึ้น #เพราะว่าความรู้เหล่านั้นมันไม่กำจัดความทุกข์เลย แต่มันกลับส่งเสริมหรืออำนวยให้เกิดความทุกข์ได้มากขึ้น คือ รู้จักอยาก รู้จักยึดมั่นถือมั่นที่แปลกๆ ออกไปนั่นเอง
จงได้ดูตัวกูของกูของคนสมัยนี้กันเถิดว่ามันเป็นตัวกูที่หรูหรารุงรัง มากไปกว่าตัวกูของกูของปู่ย่าตายายแต่เก่าก่อนนั้นสักเท่าไหร่ คนในสมัยโน้น จึงมีแต่เพียงข้าวกิน มีผ้านุ่งก็พอใจแล้วนั้น มันไม่มีตัวกูที่หรูหรารุงรัง มากเหมือนคนสมัยนี้เลย
เป็นผู้ที่มีความสุขได้โดยไม่ต้องมีความรู้อะไรมากมาย ไม่ต้องมีทรัพย์สมบัติอะไรมากมาย มีแต่ข้าวกิน ผ้านุ่ง ที่อยู่อาศัย ยาแก้โรค พอสมควรแก่อัตภาพก็พอแล้ว และก็ไม่ต้องมีความรู้อะไรมากไปกว่าประโยคสั้นๆว่า #ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น"
พุทธทาสภิกขุ