พกามหาพรหม เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

ย้อนไปเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพ มีอยู่คราวหนึ่งพญาวสวัตตีมารเห็นมหาพรหมองค์หนึ่งนามว่า พกาพรหม ชอบคุยโม้ว่าตนนั้นมีฤทธานุภาพแลศักดานุภาพเหนือผู้ใด เขาเกิดครึ้มใจจึงเหาะไปยังวิมานของท้าวมหาพรหม จากนั้นก็ไปพูดจายกยอปอปั้นว่า

“ ดูก่อนพกาพรหม ท่านนี้แลที่เป็นผู้เลิศกว่าใครในสามแดนโลกธาตุ มีฤทธานุภาพแลศักดานุภาพเหนือสัตว์ทั้งปวง เป็นที่เคารพของมนุษย์แลเทวดา เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของคนแลสัตว์ ด้วยมนุษย์แลสัตว์ต่างก็ถูกท่านบันดาลขึ้นมา ไม่เพียงเท่านั้น ภูมิประเทศบนโลกไม่ว่าจักเป็นป่าไม้ภูเขา แม่น้ำทะเล ก็ตัวท่านอีกนั่นแหละที่เป็นผู้สร้างขึ้น คราใดเมื่อคุณธรรมของมนุษย์เสื่อมถึงกาลที่โลกจักต้องพินาศ ท่านก็เป็นผู้บันดาลให้เกิดไฟบรรลัยกัลป์เผาไหม้โลก ฉะนั้นหากจักกล่าวท่านคือผู้ที่มีตบะเดชะเหนือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงก็คงไม่น่าเกินเลยกระมัง? หรือท่านมีความเห็นใด?”

หลังจากกล่าวสรรเสริญพญามารก็อำลาท้าวมหาพรหมกลับยังที่อยู่ตน ฝ่ายพกาพรหมพอได้ฟังคำเยินยอของพญามารซึ่งเป็นคำพูดลอยๆ ไม่เป็นความจริง หาสาระมิได้ กระนั้นเขาก็ยังหลงเพลินอยู่กับคำพูดเหล่านั้นจนเกิดทิฐิวิบัติขึ้นในใจ “ ชะรอยหรืออาตมาจักเป็นดั่งที่พญามารว่า ด้วยอาตมานี้เป็นผู้ไม่แก่ ไม่เจ็บ แลไม่ตาย เป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่าสัตว์ทั้งมวล พระนิพพานที่เขาว่าเป็นสถานที่อันบรมสุขก็ คงจักเป็นแต่เพียงคำกล่าวลมๆเท่านั้น หาได้มีสถานที่ดังว่าไม่! ”

ทันใดความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนอย่างมหันต์ที่ว่าพระนิพพานเป็นสิ่งโคมลอย ไม่เป็นความจริง ก็ทราบถึงพระศาสดาที่กำลังประทับอยู่โคนต้นรัง ณ ป่าสุภควัน เพื่อจักสงเคราะห์ให้พรหมรูปนี้คลายจากทิฐิวิบัติสมเด็จบรมครูจึงเสด็จจากโลกมนุษย์ขึ้นมายังพรหมโลกด้วยเวลาเพียงชั่วบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนออก แล้วงอกลับเข้ามาเท่านั้น

ขณะที่พกาพรหมกำลังอิ่มอกอิ่มใจอยู่กับคำยอ จู่ๆเห็นพระผู้มีพระภาคทรงปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าก็ให้รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ด้วยกำลังอยากจักหาใครสักคนมาเป็นเพื่อนระบายพอดี ดังนั้นจึงกล่าวว่า “ ดูก่อนท่านผู้เป็นดั่งเรา! การที่ท่านมายังวิมานข้าพเจ้านี่ก็ดีแล้ว เราจักได้สนทนากัน ข้าพเจ้าเห็นว่าสิ่งทั้งปวงล้วนนิจจัง ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย ไม่มีสิ่งใดในสามโลกนี้ที่สามารถดับทุกข์ที่มีอยู่ในใจของสัตว์ได้ ท่านเห็นเป็นเช่นไร?”

สมเด็จพระศาสดาครั้นทรงสดับถ้อยวาจาของท้าวมหาพรหม จึงตรัสเตือนสติเขา “ ดูก่อนพรหม! ที่ท่านกล่าวสิ่งทั้งปวงล้วนนิจจัง ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตายนั้น ก็เพราะจิตท่านได้ถูกอวิชชาเข้าห่อหุ้ม จนทำให้เกิดความเห็นคลาดเคลื่อนไปจากความจริง สิ่งที่ท่านพูดมามันหาได้เป็นดั่งที่ท่านเข้าใจไม่!” พกาพรหมพอฟังก็รู้สึกไม่พอใจ จึงตอบกลับไปว่า “ นี่สมณ! สถานที่ที่ข้าพเจ้าอยู่ล้วนมีแต่ความสุข มีแต่ความแช่มชื่นเบิกบาน จักหาทุกข์สี่ประการอันเกิดมาแต่ ชาติ ชรา พยาธิ แล มรณะมิได้เลย แล้วอย่างนี้ยังจักกล่าวไม่เที่ยงได้อย่างไร? ”

สมเด็จพระชินสีห์เมื่อทรงสดับคำโต้ตอบ จึงตรัสกับเขาว่า “ ดูก่อนพกาพรหม! เรารู้ท่านนั้นมีอายุยืนยาวยิ่งกว่าสัตว์ทั้งปวง เปี่ยมด้วยฤทธานุภาพแลศักดานุภาพอันยิ่งใหญ่ แม้แต่พระอาทิตย์แลพระจันทร์ที่มีรัศมีรุ่งเรือง ก็หาได้ส่องสว่างไปทั้งหมื่นโลกธาตุเหมือนรัศมีกายท่านไม่! แหละเราก็รู้เช่นกันบัดนี้จิตท่านได้ถูกอัคคีแห่งกิเลสกำลังเผาผลาญอยู่ แล้วอย่างนี้ท่านยังจักกล่าวว่ามีความสุขอยู่หรือ? อีกประการตัวท่านมักกล่าวอ้างว่าตนนั้นมีฤทธิ์เหนือผู้ใด เราอยากทราบว่าท่านพอจักตอบได้มั้ยถึงที่อยู่แห่งพรหมชั้นที่สูงไปกว่าท่าน อย่างอาภัสสราพรหม สุภกิณหาพรหม หรือเวหัปผลาพรหมเป็นต้น? ”

ขณะนั้นปรากฏมีหมู่พรหมจำนวนมากที่อาศัยในชั้นเดียวกับพกาพรหม ได้พากันออกมาดูการโต้ตอบคำพูดของเขากับสมเด็จพระศาสดา พกาพรหมพอเห็นเพื่อนๆต่างมองมาที่ตนเหมือนจักเป็นการรอฟังคำตอบ เขาก็รู้สึกเสียหน้าแลอับอายเป็นอย่างยิ่ง แต่ครั้นจักตอบไปก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจักตอบเช่นไร? จึงแกล้งเฉไฉถามกลับไปว่า “ ดูก่อนสมณะ! การที่ท่านกล่าวอย่างนี้ก็เหมือนดั่งว่ามีแต่ท่านเท่านั้นที่รู้คติ(ที่ไป) แลวิบาก(ผลแห่งกรรม)ของสรรพสัตว์ คำพูดของท่านข้าพเจ้าหาเชื่อถือไม่! ขนาดข้าพเจ้าซึ่งเป็นผู้มีฤทธิ์เหนือผู้ใดยังมิทราบ แล้วไฉนท่านซึ่งเป็นเพียงมนุษย์ผู้หนึ่งจึงจักทราบเล่า? ”

สมเด็จพระศาสดาครั้นทรงสดับวาจาอวดตนของพรหมดื้อ จึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสกับเขาว่า “ ดูก่อนพรหม! คำหนึ่งท่านก็ว่าตัวท่านนั้นมีฤทธิ์เหนือผู้ใด สองคำท่านก็ว่าตัวท่านนั้นมีฤทธิ์เหนือผู้ใด เราอยากขอให้ท่านแสดงฤทธิ์สักอย่างให้เป็นที่ประจักษ์แก่เราจักได้ไหม? อย่างจงกำบังกายอย่าให้เรามองเห็น ไม่ทราบท่านพอจักทำได้หรือไม่?” พกาพรหมพอฟังก็นึกกระหยิ่มในใจ “ กับเพียงแค่แสดงฤทธิ์หายตัวมันจักยากอันใด ” ว่าแล้วเขาก็เนรมิตกายหายวับไปจากจักษุของพรหมทุกรูปที่อยู่ ณ ที่นั้น จนไม่มีรูปใดมองเห็น

แต่ถึงจักหลบไปจากสายตาเพื่อนพรหมด้วยกันได้ ทว่าก็หาได้รอดไปจากสายพระเนตรแห่งองค์บรมครูไม่ ไม่ว่าเขาจักแอบไปซ่อนที่ไหนพระองค์ก็ทรงชี้ตำแหน่งได้อย่างถูกต้องทุกครั้ง จนเขาไม่อาจหาที่ซ่อนตัวได้ ในที่สุดจึงเหาะไปนั่งหน้ามุ่ยแสดงกายให้เป็นที่ปรากฏอยู่ในวิมานตน

บรรดาพรหมเมื่อเห็นเพื่อนผู้ชอบอวดตนพ่ายแพ้ให้กับสมเด็จพระศาสดาต่างก็พากันยิ้มแย้มออกมา เหมือน ดั่งจักว่าเยาะก็ไม่ใช่ จักว่าเอ็นดูก็ไม่เชิง ซึ่งยิ่งทำให้พกาพรหมรู้สึกเสียหน้าเข้าไปใหญ่ ดังนั้นด้วยอารมณ์พาลเขาจึงกล่าวขึ้นว่า “ เอาเถิดสมณ! ข้าพเจ้ายอมรับท่านพอจักมีฤทธิ์อยู่บ้าง สามารถมองเห็นข้าพเจ้าได้ บัดนี้ขอท่านจงแสดงฤทธิ์หายตัวให้เป็นที่ประจักษ์แก่ข้าพเจ้าบ้าง ข้าพเจ้าจักขอดูซิว่าท่านจักมีฤทธิ์เดชสักปานใด? ”

สมเด็จพระชินสีห์ ครั้นทรงสดับวาจาเสียดสีของท้าวมหาพรหมพระองค์จึงทรงแสดงพุทธฤทธิ์หายไปจากที่นั้นทันที ฝ่ายพกาพรหมซึ่งเฝ้าจับจ้องอย่างไม่กระพริบตา พอพระองค์ทรงอันตรธานไปต่อหน้าโดยที่ตนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทรงหายไปตั้งแต่เมื่อใด ก็ให้รู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นล้นพ้น! นอกจากเขาจักมองไม่เห็น พรหมทุกรูปที่อยู่ ณ ที่นั้นก็หาได้มีรูปใดมองเห็นเช่นกัน!

จากนั้นสักพักทั่วทั้งดินแดนพรหมโลกก็กังวานไปด้วยพระสุรเสียงของจอมมุนีทรงแสดงธรรมโปรดเหล่าพรหม จนสมควรแก่เวลาพระองค์จึงทรงปรากฏกาย พร้อมกับตรัสกับพรหมดื้อเพื่อจักทรงสั่งสอนให้เขารู้สำนึกว่า

“ ดูก่อนพกาพรหม ! ตัวท่านนั้นเต็มไปด้วยความมืดบอดด้วยถูกอวิชชาเข้าครอบงำ แต่กลับกระทำดั่งว่าตนเป็นผู้เรืองปัญญามากด้วยปรีชาสามารถ เปรียบไปก็ไม่ผิดกับบุรุษเข็ญใจได้ผ้าใหม่มาผืนหนึ่ง ก็สำคัญตนว่ามียศแลศักดิ์เหนือผู้ใด ท่านพอจักบอกได้มั้ยตัวท่านนั้นมาจากไหน? ไฉนจึงมาอุบัติยังพรหมโลกได้? ”

ท้าวมหาพรหมเมื่อเห็นถึงพุทธฤทธิ์ที่ทรงเนรมิตพระวรกายให้หายไปจากสายตาของตนได้ ก็เริ่มระย่อต่อฤทธิ์แห่งองค์สยัมภูแล้ว ครั้งนี้พอถูกถามจึงมิกล้าแสดงอาการเหิมเกิมอีก ค่อยๆยกมือพนมตอบไปว่า “ ข้าแต่มหาสมณะ อันที่จุติแลปฏิสนธิของข้าพระบาท ตัวข้าพระบาทนั้นก็ยังไม่แจ้งพระพุทธเจ้าข้า! หากแม้นพระองค์ทรงทราบ ขอทรงประทานบอกแก่ข้าพระบาทด้วยเถิดพระเจ้าข้า ”

สมเด็จพระพุทธองค์ครั้นทรงเห็นเขาคลายจากพยศแล้วจึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสกับหมู่พรหมว่า“สมัยหนึ่งเมื่อโลกยังว่างจากพระพุทธศาสนา ครานั้นพกาพรหมผู้นี้ได้กำเนิดอยู่ในตระกูลคหบดี วันหนึ่งเขาเกิดเบื่อหน่ายโลกด้วยเห็นความไม่เที่ยงของร่างกาย ไหนจักต้องแก่ ไหนจักต้องเจ็บ ไหนจักต้องตาย จึงปลีกกายไปบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่า บำเพ็ญตบะบารมีจนสำเร็จจตุตถฌาน พอตายจากมนุษย์กำลังแห่งฌานที่บำเพ็ญได้จึงนำให้เขาไปเกิดยังพรหมโลกชั้นเวหัปผลา เสวยสุขจากผลฌานอยู่สิ้นกาลช้านาน

จนกำลังแห่งฌานเสื่อมจากจุตตถฌานถอยมาอยู่ที่ตติยฌาน จึงจุติจากเวหัปผลามาบังเกิดเป็นสุภกิณหาพรหม เสวยสุขอยู่ชั้นนี้ต่ออีกเป็นเวลาช้านานเช่นกัน กระทั่งกำลังแห่งฌานเสื่อมจากตติยฌานถอยมาอยู่ที่ทุติยฌาน จึงจุติจากสุภกิณหาพรหมมาบังเกิดเป็นอาภัสสราพรหม แลสุดท้ายกำลังแห่งฌานเสื่อมจากทุติยฌานถอยมาอยู่ที่ปฐมฌาณ จึงจุติจากอาภัสสราพรหมมาบังเกิดเป็นมหาพรหมอยู่ในชั้นนี้! ด้วยเหตุท่องเที่ยวอยู่แต่พรหมโลกมาเป็นเวลาช้านาน ดังนั้นจึงเกิดมิจฉาทิฐิคิดว่าตนเที่ยงแท้ไม่แปรเปลี่ยนไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ แลไม่มีตาย ทั้งนี้ก็เพราะสาเหตุดังกล่าวนี้แล!”

พกาพรหมพอฟังพระพุทธฎีกาก็เกิดอัศจรรย์ใจเป็นล้นพ้น รู้สึกพระสมณโคดมผู้นี้ทรงเป็นผู้รู้แจ้งโลกยิ่งกว่าผู้ใด ทรงมีพระปัญญาเหนือสัตว์ทั้งปวง ทรงเป็นผู้รู้เหตุรู้ผล สมควรต้องเทิดไว้ในตำแหน่งสูงสุด! ดังนั้นเขาจึงนมัสการพระองค์ด้วยการเปล่งเสียงออกมาว่า สัมมาสัมพุทธัสสะ

คำกล่าวของพกาพรหมในครั้งนั้นพระสมัยก่อนท่านรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก จึงนำมารวมเป็นวลีสุดท้ายของคำขึ้น ต้นบูชาคุณพระรัตนตรัยหรือที่เรียก บุพภาคนมัสการ อันได้แก่ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ที่เรารู้จักดีนั่นเอง!

ที่มาของวลีทั้งห้าแต่ละตำราก็มีการกล่าวอ้างเอาไว้ต่างกัน แต่ที่จักยกให้เห็นต่อไปนี้พระโบราณจารย์ท่านจารึกว่าเป็นคำกล่าวของพระเจ้าห้าพระองค์ คือ :

นะโม มาจากเมื่อครั้งสมเด็จพระผู้มีพระภาคประทับยังวิมานของอาฬวกยักษ์ ครานั้นมียักษ์สองตนนามว่า สาตาคิรายักษ์ กับ เหมวตายักษ์ ยักษ์ทั้งสองมีธุระจักต้องเหาะผ่านวิมานของอาฬวกยักษ์ ขณะที่ทั้งคู่กำลังเข้าใกล้วิมานด้วยอำนาจแห่งพระพุทธานุภาพ จู่ๆเขาทั้งสองก็ร่วงหล่นจากท้องฟ้าโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งจึงกำหนดจิตดู พอกำหนดจิตก็ว่าทราบเพลานี้สมเด็จพระศาสดากำลังประทับอยู่ในวิมานของอาฬวกยักษ์ เพื่อเป็นการแสดงความนอบน้อมต่อพระองค์เขาทั้งคู่จึงเปล่งเสียงออกมาพร้อมกันว่า “ นะโม” คำกล่าวของยักษ์ทั้งสองพระในยุคโบราณท่านรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเลยนำมาเป็นคำขึ้นต้นวลีแรกของบทบุพภาคนมัสการ.

ตัสสะ มาจากเมื่อครั้งสมเด็จพระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ครานั้นมีอสูรตนหนึ่งนามว่า อสุรินทราหู เป็นผู้ที่มีร่างกายใหญ่โตเหนือเทวดาใดๆ เขามีจิตปรารถนาอยากจักเห็นสมเด็จบรมครูเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากได้ยินกิตติศัพท์ว่าทรงเป็นผู้เลิศกว่าใครในโลกหล้า แต่มาคิดดูตนนั้นมีร่างกายใหญ่โตผิดจากเทพทั่วไป การจะเข้าไปก้มมองพระองค์ที่เป็นมนุษย์ตัวกะจ้อยร่อยเห็นเป็นการมิบังควร ระหว่างทางมาสู่สำนักแห่งพระโลกุตรมาจารย์เขาก็เฝ้ารำพึงว่าจักทำอย่างไร จึงจักมิเป็นการลบหลู่ต่อพระองค์ สมเด็จพระมิ่งโมลีทรงทราบถึงความกังวลของเขาจึงตรัสให้พระอานนท์จัดพระแท่นบรรทมใหม่ แล้วพระองค์ก็ทรงเนรมิตพระวรกายในพุทธลักษณะสีหไสยาสน์ มีขนาดใหญ่ปานว่าจักถึงท้องฟ้าก็ว่าได้ พออสุรินทราหูมาถึงแทนที่จักก้มลงมองพระองค์ ที่ไหนได้เขากลับต้องแหงนคอตั้งบ่าทอดทัศนาแทน! เมื่อเห็นถึงพระพุทธานุภาพอันประมาณมิได้ขององค์บรมครูเขาก็เกิดเลื่อมใสในตัวพระองค์ขึ้นมาอย่างท่วมท้น จนถึงกับเปล่งเสียงออกมาว่า “ ตัสสะ” คำกล่าวของอสุรินทราหูพระในยุคโบราณท่านได้นำมารวมเป็นวลีที่สองของบทบุพภาคนมัสการ.

ภะคะวะโต มาจากเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธองค์ทรงเสร็จจากการเสวยธรรมปีติเป็นเวลา ๔๙ วัน ครานั้นมีพ่อค้าชื่อตปุสสะและภัลลิกะผ่านทางมา เขาทั้งสองเห็นพระองค์ประทับอยู่โคนต้นเกดก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส จึงเอาก้อนสตูข้าวแลสตูผงมาถวาย เพลานั้นพระองค์มิได้มีภาชนะที่จักทรงใช้รับภัตตาหาร จึงทรงรำพึงในพระทัย “ จักเคยมีไหมหนอที่พระพุทธเจ้ารับบิณฑบาตด้วยมือทั้งสอง? ” ครานั้นท้าวมหาราชผู้ครองความเป็นใหญ่ในทิศทั้งสี่ของจาตุมหาราชิกาภูมิ พระองค์ทั้งสี่พอทราบถึงพระพุทธอัธยาศัย แต่ละองค์จึงต่างนำบาตรของตนมาองค์ละใบเหาะมาจากทิศทั้งสี่ เพื่อมาถวายให้สมเด็จพระชินสีห์ทรงใช้รับภัตตาหารแทนพระหัตถ์ทั้งสอง สมเด็จพระผู้มีพระภาคครั้นทรงเห็นท้าวมหาราชต่างยื่นบาตรมาให้ เพื่อจักรักษาศรัทธาพวกเขา จึงทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปรับเอาบาตรทั้งสี่ไว้ ยังความปลาบปลื้มใจให้กับพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง จนถึงกับเปล่งเสียงออกมาพร้อมกันว่า “ ภะคะวะโต” คำกล่าวของท้าวมหาราชพระในยุคโบราณท่านได้นำมาเป็นวลีที่สามของบทบุพภาคนมัสการ.

อะระหะโต มาจากเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ ถ้ำอินทสาลเทือกเขาเวทยิก ใกล้กับหมู่บ้านอัมพสัณฑคาม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงราชคฤห์ ครานั้นท้าวสักกะได้เสด็จเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาที่ตนสงสัย สมเด็จพระชินสีห์ได้ทรงตอบคำถามของจอมเทพผู้นี้หมดทุกข้อจนท้าวเธอหมดข้อสงสัย เกิดดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบัน ณ ที่นั้นเอง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันประมาณมิได้ของพระองค์ จอมเทพผู้นี้จึงตรัสคำสรรเสริญพระศาสดาว่า “ อะระหะโต” ซึ่งภายหลังพระในยุคโบราณท่านได้นำมาเป็นวลีที่สี่ของบทบุพภาคนมัสการดั่งที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน .

ส่วน “ สัมมาสัมพุทธัสสะ” อันเป็นวลีที่ห้าก็ดั่งที่ทราบกัน คือพกาพรหมเป็นผู้กล่าว ดังนั้นเมื่อรวมวลีทั้งห้าเข้าด้วยกันคือ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ก็จักได้บทบุพภาคนมัสการที่แปลว่า ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ที่เราใช้เป็นคำขึ้นต้นก่อนจักสวดมนต์หรือก่อนกระทำพิธีทางพุทธศาสนาในทุกวันนี้นั่นเอง

สืบ ธรรมไทย



ที่มา : พุทธชาดก และหนังสือโลกทีปนี เรียบเรียงโดยพระพรหมโมลี(วิลาศ ญาณวโร ปธ.๙)

DT013120

pt

 เปิดอ่านหน้านี้  761 


  ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Facebook


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย