พกามหาพรหม เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

ย้อนไปเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพ มีอยู่คราวหนึ่งพญาวสวัตตีมารเห็นมหาพรหมองค์หนึ่งนามว่า พกาพรหม ชอบคุยโม้ว่าตนนั้นมีฤทธานุภาพแลศักดานุภาพเหนือผู้ใด เขาเกิดครึ้มใจขึ้นมาจึงเหาะไปยังวิมานของท้าวมหาพรหม จากนั้นก็ไปพูดจายกยอปอปั้นว่า

“ ดูก่อนพกาพรหม ท่านนี้แลที่เป็นผู้เลิศกว่าใครในสามแดนโลกธาตุ มีฤทธานุภาพแลศักดานุภาพเหนือสัตว์ทั้งปวง เป็นที่เคารพของมนุษย์แลเทวดา เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของคนแลสัตว์
ด้วยมนุษย์แลสัตว์ต่างก็ถูกท่านบันดาลขึ้นมา ไม่เพียงเท่านั้น ภูมิประเทศบนโลกไม่ว่าจักเป็นป่าไม้ภูเขา แม่น้ำทะเล ก็ตัวท่านอีกนั่นแหละที่เป็นผู้สร้างขึ้น

คราใดเมื่อคุณธรรมของมนุษย์เสื่อมถึงกาลที่โลกจักต้องพินาศ ก็มีท่านเป็นผู้บันดาลให้เกิดไฟบรรลัยกัลป์เผาไหม้โลก ฉะนั้นหากจักกล่าวท่านคือผู้ที่มีตบะเดชะเหนือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงก็คงไม่น่าเกินเลยกระมัง? หรือท่านมีความเห็นใด?”หลังจากกล่าวสรรเสริญเยินยอแล้วพญามารก็อำลาท้าวมหาพรหมกลับยังที่อยู่ตน

ฝ่ายพกาพรหมพอฟังคำหวานของพญามารซึ่งเป็นคำพูดลอยๆ ไม่เป็นความจริง หาสาระมิได้ กระนั้นเขาก็ยังหลงเพลินอยู่กับคำพูดเหล่านั้นจนเกิดทิฐิวิบัติขึ้นในใจ “ชะรอยหรืออาตมาจักเป็นดั่งที่พญามารว่า ด้วยอาตมานี้เป็นผู้ไม่แก่ ไม่เจ็บ แลไม่ตาย เป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่าสัตว์ทั้งมวล พระนิพพานที่เขาว่าเป็นสถานที่อันบรมสุข ก็คงจักเป็นแต่เพียงคำกล่าวลมๆเท่านั้น หาได้มีสถานที่ดังว่าไม่ ”

ทันใดนั้นความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนอย่างมหันต์ที่ว่าพระนิพพานเป็นสิ่งโคมลอยไม่เป็นความจริงก็ทราบถึงพระศาสดาที่กำลังประทับอยู่โคนต้นรัง ณ ป่าสุภควัน เพื่อจักสงเคราะห์ให้พรหมรูปนี้คลายจากทิฐิวิบัติสมเด็จบรมครูจึงเสด็จจากโลกมนุษย์ขึ้นมายังพรหมโลกด้วยเวลาเพียงชั่วบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนออก แล้วงอกลับเข้ามาเท่านั้น!

ขณะนั้นพกาพรหมกำลังอิ่มอกอิ่มใจอยู่กับคำยอ พอเห็นสมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าก็ให้รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ด้วยกำลังอยากจักหาใครสักคนมาเป็นเพื่อนระบายพอดีดังนั้นจึงกล่าวว่า“ ดูก่อนท่านผู้เป็นดั่งเรา! การที่ท่านมา ยังวิมานข้าพเจ้านี่ก็ดีแล้ว เราจักได้สนทนากัน ข้าพเจ้าเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนนิจจัง ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย แลไม่มีสิ่งใดในสามโลกนี้ที่สามารถกำจัดทุกข์ในใจของสรรพสัตว์ได้ ท่านเห็นเป็นเช่นไร?”

สมเด็จพระศาสดาครั้นทรงสดับถ้อยวาจาของท้าวมหาพรหมจึงตรัสเตือนสติเขา “ ดูก่อนพรหม! บัดนี้ตัวท่านได้เกิดทิฐิวิบัติขึ้นในใจ การที่ท่านมีความเห็นดั่งนี้ก็เพราะจิตท่านได้ถูกอวิชชาเข้าห่อหุ้ม จนทำให้เกิดความคิดคลาดเคลื่อนไปจากความจริง สิ่งที่ท่านกล่าวมันหาได้เป็นดั่งที่ท่านเข้าใจไม่! ” พกาพรหมพอฟังก็รู้สึกไม่พอใจ จึงตอบกลับว่า “ นี่! สมณะ สถานที่ที่ข้าพเจ้าอยู่ล้วนมีแต่ความสุขสนุกสนาน มีแต่ความแช่มชื่นเบิกบาน จักหาทุกข์อันเกิดมาแต่ชาติ ชรา พยาธิ แล มรณะมิได้เลย แล้วอย่างนี้จักกล่าวว่าไม่เที่ยงได้อย่างไร? ”

สมเด็จพระชินสีห์เมื่อทรงสดับจึงตรัสว่า “ ดูก่อนพกาพรหม! เรารู้ท่านนั้นมีอายุยืนยาวยิ่งกว่าสัตว์ทั้งปวง เปี่ยมไปด้วยฤทธานุภาพแลศักดานุภาพอันยิ่งใหญ แม้แต่พระอาทิตย์แลพระจันทร์ที่มีรัศมีอันรุ่งเรืองก็หาได้ส่องสว่างไปทั้งหมื่นโลกธาตุเหมือนรัศมีกายท่านไม่! แหละเราก็รู้บัดนี้จิตของท่านได้ถูกอัคคีคือกิเลสกำลังแผดเผาอยู่เช่นกัน แล้วอย่างนี้ท่านยังจักกล่าวว่ามีความสุขอยู่หรือ? อีกประการตัวท่านก็มักกล่าวว่าตนนั้นมีฤทธิ์เหนือผู้ใด เราอยากทราบว่าท่านพอจักตอบได้มั้ยถึงที่อยู่แห่งพรหมชั้นที่สูงไปกว่าท่านอย่างเช่น
อาภัสสราพรหม สุภกิณหาพรหม หรือเวหัปผลาพรหมเป็นต้น? ”

ขณะนั้นมีหมู่พรหมจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในชั้นเดียวกับพกาพรหม ได้ออกมาดูการโต้ตอบคำพูดของเขากับสมเด็จพระบรมศาสดา พกาพรหมพอเห็นเพื่อนพรหมต่างมองมาที่ตนเหมือนจักเป็นการรอฟังคำตอบ ก็ให้รู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างยิ่ง ครั้นจักตอบออกไปก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจักตอบอย่างไร ดังนั้นจึงเฉไฉถามกลับไปว่า “ ดูก่อนสมณะ! การที่ท่านกล่าวอย่างนี้ก็เหมือนดั่งว่ามีแต่ท่านผู้เดียวที่รู้คติ(ที่ไป)แลวิบาก(ผลแห่งกรรม)ของสรรพสัตว์ คำพูดของท่านข้าพเจ้าหาเชื่อถือไม่! ขนาดข้าพเจ้าผู้มีฤทธิ์เหนือผู้ใดยังมิทราบ แล้วไฉนตัวท่านซึ่งเป็นเพียงมนุษย์ผู้หนึ่งจึงจักทราบเล่า? ”

สมเด็จพระศาสดาครั้นได้ทรงสดับวาจาอวดตนของพรหมดื้อ จึงทรงมีพระราชดำรัสตรัสกับเขาว่า “ ดูก่อนพรหม! คำหนึ่งท่านก็ว่าตัวท่านนั้นมีฤทธิ์เหนือผู้ใด สองคำท่านก็ว่าตัวท่านนั้นมีฤทธิ์เหนือผู้ใด เราอยากขอให้ท่านแสดงฤทธิ์สักอย่างให้เป็นที่ประจักษ์แก่เราจักได้ไหม ? อย่างจงกำบังกายอย่าให้เรามองเห็น
ไม่ทราบท่านพอจักทำได้หรือไม่? ”

พกาพรหมพอฟังดังนั้นก็นึกกระหยิ่มในใจ “ กับเพียงแค่แสดงฤทธิ์หายตัว มันจักยากอันใด ” ว่าแล้วเขาก็เนรมิตตนให้หายไปจากจักษุของพรหมทุกรูปที่อยู่ ณ ที่นั้นทันที จนไม่มีรูปใดมองเห็น แต่ถึงจักหลบไปจากสายตาเพื่อนพรหมด้วยกันได้ ทว่าก็หาได้รอดไปจากสายพระเนตรแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคไม่ ไม่ว่าเขาจักแอบไปซ่อนที่ใดพระองค์ก็ทรงชี้ตำแหน่งได้อย่างถูกต้องแม่นยำทุกครั้ง จนเขาไม่อาจหาที่ซ่อนตัวได้ ในที่สุดจึงเหาะไปนั่งหน้ามุ่ยให้เป็นที่ปรากฏอยู่ในวิมานของตน

บรรดาพรหมที่อยู่ ณ ที่นั้นเมื่อเห็นเพื่อนผู้ชอบอวดตนพ่ายให้กับสมเด็จพระศาสดาต่างก็พากันยิ้มแย้มออกมา เหมือนดั่งจักว่าเยาะก็ไม่ใช่ จักว่าเอ็นดูก็ไม่เชิง นั่นยิ่งทำให้พกาพรหมรู้สึกเสียหน้าเข้าไปใหญ่ ดังนั้นด้วยอารมณ์พาลจึงกล่าวขึ้นว่า “ เอาเถิดสมณ! ข้าพเจ้ายอมรับว่าท่านพอจักมีฤทธิ์อยู่บ้าง สามารถมองเห็นข้าพเจ้าได้ บัดนี้ขอท่านจงแสดงฤทธิ์หายตัวให้เป็นที่ประจักษ์แก่ข้าพเจ้าบ้าง ข้าพเจ้าจักดูซิว่าท่านจักมีฤทธานุภาพสักปานใด? ”

สมเด็จพระชินสีห์ครั้นทรงสดับวาจาเสียดสีของท้าวมหาพรหม พระองค์จึงทรงแสดงพุทธฤทธิ์หายตัวไปจากที่นั้นทันที ด้านพกาพรหมซึ่งเฝ้าจับจ้องอย่างไม่กระพริบตา จู่ๆพอพระองค์ทรงอันตรธานไปโดยที่ตนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทรงหายไปตั้งแต่เมื่อใด ก็ให้อัศจรรย์ใจเป็นล้นพ้น! นอกจากเขาจักมองไม่เห็น พรหมทุกรูปที่อยู่ ณ ที่นั้นก็หาได้มีรูปใดมองเห็นเช่นกัน!

จากนั้นสักพักก็ได้ยินพระสุรเสียงของจอมมุนีทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดเหล่าพรหมโดยที่ไม่พรหมรูปใดเห็นพระวรกาย จนสมควรแก่เวลาพระองค์จึงทรงแสดงตนให้เป็นที่ปรากฏ แล้วจึงตรัสกับพรหมดื้อเพื่อจักทรงสั่งสอนให้เขารู้สำนึกว่า “ ดูก่อนพกาพรหม! ตัวท่านนั้นเต็มไปด้วยความมืดบอดด้วยถูกอวิชชาเข้าครอบงำ แต่กลับกระทำดั่งว่าตนเป็นผู้เรืองปัญญา มากด้วยปรีชาสามารถ เปรียบไปก็ไม่ผิดกับบุรุษเข็ญใจได้ผ้าใหม่มาผืนหนึ่ง ก็สำคัญว่าตนนั้นมียศแลศักดิ์เหนือผู้ใด ท่านพอจักบอกได้มั้ยว่าตัวท่านนั้นมาจากที่ไหน? ไฉนจึงมาอุบัติยังพรหมโลกได้? ”

ท้าวมหาพรหมเมื่อเห็นพระพุทธานุภาพที่ทรงเนรมิตพระวรกายให้หายไปจากสายตาของตนได้ก็เริ่มระย่อต่อฤทธิ์แห่งองค์สยัมภูแล้ว พอถูกถามอีกครั้งจึงมิกล้าแสดงอาการเหิมเกิมอีก ค่อยๆพนมมือตอบไปว่า
“ ข้าแต่มหาสมณะอันที่จุติแลปฏิสนธิแห่งข้าพระบาท ตัวข้าพระบาทนั้นก็ยังไม่แจ้งพระพุทธเจ้าข้า! หากแม้นพระองค์ทรงทราบ ขอทรงประทานความเมตตาบอกแก่ข้าพระบาทด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า ”

สมเด็จพระพุทธองค์ครั้นทรงเห็นเขาคลายจากพยศแล้วจึงทรงมีพระพุทธบรรหารตรัสกับหมู่พรหมณที่นั้นว่า “ สมัยหนึ่งเมื่อโลกยังว่างจากพระพุทธศาสนา ครานั้นพกาพรหมผู้นี้ได้ถือกำเนิดอยู่ในตระกูลคหบดี วันหนึ่งเขารู้สึกเบื่อหน่ายโลกด้วยเห็นถึงความไม่เที่ยงของร่างกาย ไหนจักต้องแก่ ไหนจักต้องเจ็บ ไหนจักต้องตาย จึงปลีกกายจากเพศฆราวาสไปบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าจนสำเร็จจตุตถฌาน ครั้นถึงกาลแตกดับแห่งธาตุขันธ์ ด้วยกำลังแห่งฌานที่บำเพ็ญได้ จึงนำให้เขาไปอุบัติยังพรหมโลกชั้นเวหัปผลา เสวยสุขจากผลฌานอยู่สิ้นกาลช้านาน

จนกำลังแห่งฌานเสื่อมจากจุตตถฌานถอยมาอยู่ที่ตติยฌาน จึงจุติจากเวหัปผลาพรหมมาบังเกิดเป็นสุภกิณหาพรหม เสวยสุขอยู่ที่ชั้นนี้ต่ออีกเป็นเวลาช้านานเช่นกัน พอกาลเวลาผ่านไปกำลังแห่งฌานก็เสื่อมจาก ตติยฌานถอยมาอยู่ที่ทุติยฌานจึงจุติจากสุภกิณหาพรหมมาบังเกิดเป็นอาภัสสราพรหม จนสุดท้ายกำลังแห่งฌานเสื่อมจากทุติยฌานถอยมาอยู่ที่ปฐมฌาณ จึงจุติจากอาภัสสราพรหมมาบังเกิดเป็นมหาพรหมอยู่ที่ชั้นนี้! ด้วยเหตุที่ท่องเที่ยวอยู่แต่พรหมโลกมาเป็นเวลาช้านานดังนั้นจึงเกิดมิจฉาทิฐิ คิดว่าตนเที่ยงแท้ไม่แปรเปลี่ยน ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ แลไม่มีตาย ทั้งนี้ก็เพราะสาเหตุดังกล่าวนี้แล! ”

พกาพรหมพอฟังพุทธดำรัสที่ทรงประทานบอกก็ถึงกับรำพึงในใจ “ สมเด็จพระสมณโคดมผู้นี้ ทรงเป็นผู้รู้แจ้งโลกยิ่งกว่าผู้ใด ทรงมีพระปัญญาเหนือกว่าสัตว์ทั้งปวง ทรงเป็นผู้รู้เหตุรู้ผล สมควรจักต้องเทิดไว้ในตำแหน่งสูงสุด! ”

เมื่อเกิดความรู้สึกดังนี้เขาจึงนมัสการพระองค์ด้วยการเปล่งเสียงออกมาว่า สัมมาสัมพุทธัสสะ คำกล่าวของท้าวพกาพรหมครั้งนั้นพระสมัยก่อนท่านรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง จึงนำมารวมเป็นคำขึ้นต้นบูชาคุณพระรัตนตรัยที่เรียกว่า บุพภาคนมัสการ อันได้แก่ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ที่เรารู้จักดีนั่นเอง!

ที่มาของวลีทั้งห้าแต่ละตำราก็มีการกล่าวอ้างเอาไว้ต่างกัน แต่ที่จักยกให้เห็นต่อจากนี้พระโบราณจารย์ท่านจารึกว่าเป็นคำกล่าวของพระเจ้าห้าพระองค์ คือ :

นะโม มาจากเมื่อครั้งสมเด็จพระผู้มีพระภาคประทับยังวิมานของอาฬวกยักษ์ ครานั้นมียักษ์สองตนนามว่า สาตาคิรายักษ์ กับ เหมวตายักษ์ ยักษ์ทั้งสองมีธุระจักต้องเหาะผ่านวิมานของอาฬวกยักษ์ ขณะที่เขาทั้งคู่กำลังเข้าใกล้วิมานของอาฬวกยักษ์ด้วยอำนาจแห่งพระพุทธานุภาพ จู่ๆเขาทั้งสองก็ร่วงหล่นจากท้องฟ้าโดยไม่ทราบสาเหตุจึงให้ประหลาดใจเป็นกำลัง พอกำหนดจิตดูถึงทราบเพลานี้องค์สมเด็จพระศาสดากำลังประทับอยู่ในวิมานของอาฬวกยักษ์ เพื่อเป็นการแสดงความนอบน้อมที่เขาทั้งสองมีต่อพระองค์ ทั้งคู่จึงเปล่งเสียงออกมาพร้อมกันว่า “ นะโม” คำกล่าวของยักษ์ทั้งสองในครั้งนั้นพระในยุคโบราณท่านรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง จึงนำมาเป็นคำขึ้นต้นวลีแรกของบทบุพภาคนมัสการ.

ตัสสะ มาจากเมื่อครั้งสมเด็จพระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ครานั้นมีอสูรตนหนึ่งนามว่า อสุรินทราหู เป็นผู้ที่มีร่างกายใหญ่โตเหนือเทวดาใดๆ เขามีจิตปรารถนาอยากจักเห็นสมเด็จบรมครูเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากได้ยินกิตติศัพท์ว่าทรงเป็นผู้เลิศกว่าใครในโลกหล้า แต่มาคิดดูตนนั้นมีร่างกายใหญ่โตผิดจากเทพทั่วไป การจะเข้าไปก้มมองพระองค์ที่เป็นมนุษย์ตัวกะจ้อยร่อยเห็นเป็นการมิบังควร ระหว่างทางมาสู่สำนักแห่งพระโลกุตรมาจารย์เขาก็เฝ้ารำพึงว่าจักทำอย่างไรดีจึงจักมิเป็นการลบหลู่ต่อพระองค์ สมเด็จพระมิ่งโมลีทรงทราบถึงความกังวลของเขาจึงตรัสให้พระอานนท์จัดพระแท่นบรรทมใหม่ แล้วพระองค์ก็ทรงเนรมิตพระวรกายในพุทธลักษณะสีหไสยาสน์ มีขนาดใหญ่ปานว่าจักถึงท้องฟ้าก็ว่าได้ พออสุรินทราหูมาถึงแทนที่เขาจักต้องก้มมองพระองค์ ที่ไหนได้กลับต้องแหงนคอตั้งบ่าทอดทัศนาแทน! เมื่อเห็นถึงพระพุทธานุภาพอันประมาณมิได้ขององค์บรมครู อสุรินทราหูก็เกิดเลื่อมใสศรัทธาในพระองค์ขึ้นมาทันใด จนถึงกับเปล่งเสียงออกมาว่า “ตัสสะ” ซึ่งคำกล่าวของอสุรินทราหูในครั้งนั้นพระในยุคโบราณท่านได้นำมารวมไว้เป็นวลีที่สองของบทบุพภาคนมัสการ.

ภะคะวะโต มาจากเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธองค์ทรงเสร็จจากการเสวยธรรมปีติเป็นเวลา ๔๙ วัน ครานั้นมีพ่อค้าชื่อตปุสสะและภัลลิกะผ่านทางมา เขาทั้งสองเห็นพระองค์ประทับอยู่โคนต้นเกดก็เกิดเลื่อมใสศรัทธา จึงเอาก้อนสตูข้าวแลสตูผงมาถวาย เพลานั้นพระองค์มิได้ทรงมีภาชนะใดจักใช้รับภัตตาหาร จึงทรงรำพึงขึ้น “ จักเคยมีไหมหนอ ที่พระพุทธเจ้ารับบิณฑบาตด้วยมือทั้งสอง?” ครั้งนั้นท้าวมหาราชทั้งสี่ผู้ซึ่งทราบดีในพระพุทธอัธยาศัย แต่ละองค์จึงต่างนำบาตรของตนมาองค์ละใบ เหาะมาจากทิศทั้งสี่เพื่อจักมาถวายให้กับสมเด็จพระชินสีห์ทรงใช้รับภัตตาหารแทนพระหัตถ์ทั้งสอง สมเด็จพระผู้มีพระภาคครั้นทรงเห็นท้าวมหา ราชต่างยื่นบาตรมาให้พร้อมกัน เพื่อที่จักรักษาศรัทธาพวกเขาจึงทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปรับบาตรทั้งสี่นั้นไว้ ยังความปลาบปลื้มใจให้กับพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง จนถึงกับพากันเปล่งเสียงออกมาว่า“ ภะคะวะโต” ซึ่งพระในยุคโบราณท่านได้นำคำกล่าวนี้มาเป็นวลีที่สามของบทบุพภาคนมัสการ.

อะระหะโต มาจากเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ ถ้ำอินทสาลเทือกเขาเวทยิก ใกล้กับหมู่บ้านอัมพสัณฑคาม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงราชคฤห์ ครานั้นท้าวสักกะได้เสด็จเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาที่ตนสงสัย สมเด็จพระชินสีห์ได้ทรงตอบคำถามของท้าวเธอจนกระจ่างทุกข้อ กระทั่งจอมเทพผู้นี้หมดข้อสงสัยเกิดดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบัน ณ ที่นั้นเอง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันประมาณมิได้ของพระองค์ เขาจึงกล่าวคำสรรเสริญออกมาว่า “ อะระหะโต” ซึ่งก็คือวลีที่สี่ของบทบุพภาคนมัสการดั่งที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน .

ส่วน “ สัมมาสัมพุทธัสสะ” อันเป็นวลีที่ห้าก็ดั่งที่บรรยาย คือพกาพรหมเป็นผู้กล่าว ดังนั้นเมื่อรวมวลีทั้งห้าเข้าด้วยกันคือ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ก็จักได้บทบุพภาคนมัสการที่แปลว่า ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ที่เราใช้เป็นคำขึ้นต้นก่อนจักสวดมนต์หรือก่อนกระทำพิธีทางพุทธศาสนานั่นเอง

สืบ ธรรมไทย

     


DT013120  pt 
 DT013120 
 23 ส.ค. 2559 เวลา 14:35 น.
 

 เปิดอ่านหน้านี้  460 

 

 ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น

Member Detail  Guest

 


กรุณาล๊อกอินสมาชิกเว็บธรรมะไทยก่อนครับ... Login

  ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Facebook

สมาชิกธรรมะไทย








จีรัง กรุ๊ป

เพจธรรมะไทย


 ธรรมะไทย