สามเณรสุขะผู้มากบารมี เขียนโดย สืบ ธรรมไทย

สามเณรสุขะเป็นบุคคลในสมัยพุทธกาล เกิดในตระกูลคหบดี บิดาเป็นโยมอุปัฏฐากพระสารีบุตร เมื่อครั้งมารดาท่านตั้งครรภ์มีเรื่องเล่าว่านางมีอาการประหลาด อยากกินอาหารที่เหลือจากภิกษุ สามีจึงไปนิมนต์พระสารีบุตรพร้อมด้วยพระสงฆ์จำนวนหนึ่งให้มาฉันอาหารที่บ้าน แล้วจัดให้นางนั่งต่อจากพระรูปสุดท้าย คอยรับอาหารที่เหลือจากพระมารับประทาน

ตลอดเวลาที่นางตั้งครรภ์คนในตระกูลคหบดีรวมถึงบ่าวไพร่ไม่เคยมีความทุกข์ ทุกคนต่างอยู่กันอย่างมีความสุข จะทำการสิ่งใดไม่ว่าจักเป็นเรื่องน้อยเรื่องใหญ่ก็มีแต่ความสะดวกราบรื่น หาได้มีอุปสรรคขัดข้องใดๆแม้แต่น้อย ฉะนั้นพอบุตรในครรภ์คลอดมานางจึงตั้งชื่อว่า “ สุขะ ”

เด็กชายสุขะนั้นแตกต่างจากเด็กทั่วไป พออายุได้เจ็ดขวบเขาก็เกิดอยากจักบวชเป็นพระ เสียยั้งงั้น ดังนั้นบิดาจึงไปนิมนต์พระสารีบุตรให้มาเป็นอุปัชฌาย์ ทำการเฉลิมฉลองกันอย่างใหญ่โตถึง ๗ วัน ๗ คืน หลังพิธีฉลองสามเณรสุขะก็ได้ขอกัมมัฎฐานกับพระสารีบุตร ดังนั้นรุ่งขึ้นจึงตามพระสารีบุตรออกบิณฑบาตภิกขาจาร

เนื่องจากเกิดในตระกูลคหบดี ฉะนั้นตั้งแต่เกิดมาสุขสามเณรจึงไม่เคยออกจากคฤหาสน์ของบิดามาก่อน ครั้งนี้ถือเป็นคราวแรกที่ท่านได้ออกมาเห็นสภาพชีวิตของคนรอบข้างที่ประกอบสัมมาอาชีพไปตามความถนัดของแต่ละคน อย่างเช่นชาวนากำลังทดน้ำเข้านา ช่างศรกำลังดัดแต่งลูกศร หรือช่างไม้กำลังไสถากไม้เพื่อทำล้อเกวียนเป็นต้น

สามเณรสุขะพอเห็นภาพเหล่านั้นท่านก็ผุดความคิดขึ้นว่า “ โอ้หนอ ขนาดสิ่งไม่มีชีวิตแท้ๆ ยังสามารถดัดแต่งได้ แล้วไฉนคนเราที่มีชีวิตจิตใจจึงจักฝึกไม่ได้เล่า? ” พอคิดอย่างนั้นท่าน ก็เกิดความพลุ่งพล่านใจขึ้นมาทันที อยากจักนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม ณ ที่ตรงนี้เลยถ้าเป็นไปได้ ดังนั้นจึงกล่าวกับพระสารีบุตรว่า “ ข้าแต่อาจารย์ ขอท่านจงถือเอาบาตรแลจีวรของท่าน เอาไว้กับตัวเถิด ” พระสารีบุตรพอได้ฟังลูกศิษย์กล่าวดังนั้นก็ให้แปลกใจ จึงถามไปว่า “ อ้าว! ทำไมรึเณร? ” เณรน้อยเห็นอาจาย์สงสัยจึงตอบว่า “ คือกระผมอยากจักกลับไปปฏิบัติธรรมที่วัดในเพลานี้ขอรับ! ”

ผู้เป็นอาจารย์พอฟังก็ให้แสนดีใจ รีบรับเอาบาตรจีวรของตนมาทันที พร้อมกับบอกสามเณรว่าไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารนะ เดี๋ยวตนจะบิณฑบาตมาเผื่อให้ (จริงๆแล้วอาหารที่พระสารีบุตรบิณฑบาตได้วันนั้นทั้งหมดล้วนเกิดจากบุญเก่าของสามเณรเอง ดังนั้นแต่ละอย่างแต่ละชนิดจึงเป็นอาหารที่เลิศรส ยากจักหาลิ้มลองจากที่ไหนได้)

ด้านสามเณรพอกลับถึงวัดก็ไม่รอช้า รีบเข้าห้องปิดประตูทรุดตัวลงนั่งกรรมฐานในทันใด

กล่าวถึงท้าวอมรินทร์ผู้เป็นใหญ่เหนือเทพองค์ใดบนตาวติงสาภูมิ(สวรรค์ชั้นดาวดึงส์) วันนั้นมิทราบว่าเป็นด้วยเหตุอันใด พระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของพระองค์ที่มีความนุ่มประดุจหงอนของพญาราชหงส์ทอง อยู่ๆก็เกิดกระด้างขึ้นมาเสียยังงั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดจากที่ควรเป็น ดังนั้นจึงทรงกำหนดจิตดู

ทันใดก็ทราบว่าบัดนี้สุขสามเณรผู้มากด้วยบารมีกำลังปฏิบัติธรรมขั้นอุกฤษฎ์อยู่ในพระวิหาร เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ท่านต้องถูกรบกวนจากเสียงรอบข้าง จอมเทพผู้มเหสักข์จึงทรงมีพระบัญชาให้ท้าวมหาราชทั้งสี่พากันไปไล่ฝูงนกฝูงกาที่กำลังส่งเสียงเจี้ยวจ้าวอยู่รอบๆบริเวณนั้น ให้พากันไปหากินยังที่อื่นก่อน และก็ทรงให้เขาทั้งสี่ทำหน้าที่อารักขาวิหารแต่ละด้านเอาไว้ ส่วนตัวพระองค์ทรงยืนเฝ้าอยู่ที่หน้ากุฏิ

เช้าวันนั้นระหว่างที่สมเด็จพระศาสดาทรงปฏิบัติพุทธกิจเหมือนเคย คือทรงเล็งพระญาณสอดส่องดูว่าจักมีสัตว์ตนใดบ้างเข้าข่ายบรรลุธรรม ทันใดก็ทรงเห็นภาพสามเณรสุขะกำลังนั่งภาวนาอยู่ พอทรงเห็นดังนั้นก็ทรงทราบว่า วันนี้หากพระองค์ไม่ทรงไปขัดขวางพระสารีบุตรแล้วไซร้ ปล่อยให้พระเถระนำอาหารไปให้เณรน้อย เห็นทีสุขสามเณรที่กำลังจักสำเร็จเป็นพระอรหันต์ คงจักพลาดโอกาสอันวิเศษนี้แน่ ดังนั้นจึงเสด็จออกจากคันธกุฎีมายืนรออัครสาวกอยู่ที่หน้าซุ้มประตูทางเข้าพระวิหาร

และแล้วสิ่งที่ทรงคาดไว้ก็ปรากฎ ขณะที่สามเณรสุขะกำลังเจริญสมาธิจวนเจียนจะบรรลุธรรม ทันใดนั้นก็เห็นพระสารีบุตรกลับจากบิณฑบาตพอดี กำลังมุ่งมายังที่ซึ่งพระองค์ทรงยืนรออยู่ ในใจพระเถระนั้นกำลังคิดถึงเรื่องอาหารที่บิณฑบาตได้ในเช้านี้ ท่านยังแปลกใจไม่หายว่าไฉนวันนี้ญาติโยมจึงนำอาหารล้วนแต่หน้าตาน่ากิน รสชาติน่าอร่อย มาใส่บาตรกันมากมายถึงปานนี้? หากเณรน้อยเห็นเข้าคงจักต้องถูกใจเป็นแน่!

ขณะกำลังคิดอะไรเพลินๆเพลานั้นท่านก็เห็นพระศาสดาทรงยืนรออยู่ที่หน้าซุ้มประตู ดังนั้นจึงรีบวางบาตรลงพื้นพร้อมกับก้มกราบแทบยังเบื้องพระบาทของจอมมุนี สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงรอให้พระเถระเงยหน้าขึ้นมาสบพระเนตร จากนั้นจึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสถามปัญหาสี่ข้อกับท่านเพื่อต้องการจักถ่วงเวลาไว้ รอจนกระทั่งสามเณรสุขะบรรลุอรหัตผลแล้ว พระองค์จึงตรัสให้พระสารีบุตรนำภัตตาหารไปให้ลูกศิษย์ได้

หลังจากสุขสามเณรฉันภัตตาหารเสร็จ ล้างบาตรเป็นที่เรียบร้อย ปรากฏเงาพระอาทิตย์ก็ได้เลื่อนไหลไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นบ่ายคล้อยแล้ว! บรรดาพระภิกษุเมื่อเห็นดังนั้นต่างก็โจษจันกันให้เซ็งแซ่ว่าเมื่อครู่ยังสายอยู่แท้ๆ ไฉนพอสามเณรสุขะฉันเสร็จกลับกลายเป็นบ่ายไปเสียเล่า?

สมเด็จพระพุทธองค์เมื่อทรงเห็นเหล่าภิกษุต่างสงสัยจึงทรงอธิบายว่า “ ดูก่อนภิกษุ ผู้สร้างกรรมดีไว้มาก เวลาที่บำเพ็ญธรรมมักจะเป็นเช่นนี้! ” แล้วจึงตรัสถึงบุพกรรมของสามเณรสุขะแก่เหล่าภิกษุว่า

ย้อนไปเมื่อครั้งอดีตชาติ ครานั้นมีบุตรเศรษฐีผู้หนึ่ง เขาได้รับมรดกจากบิดามาเป็นทรัพย์จำนวนที่มหาศาล ดังนั้นจึงใช้ทรัพย์ที่ได้ไปอย่างมือเติบ

เนื่องจากต้องการจักแสดงให้ผู้คนได้เห็นว่าตนร่ำรวยเพียงใด ฉะนั้นวันหนึ่งเขาจึงสั่งให้บ่าวไปติดต่อพ่อครัวเอกของเมือง เตรียมทำอาหารที่มีหน้าตาสวยงาม รสชาติเป็นเลิศ และมีราคาแพงที่สุดกว่าที่เคยมี พร้อมกันนั้นก็ให้เขาไปว่าจ้างช่างมาสร้างปะรำ ตกแต่งให้โอ่อ่า เพื่อจักใช้สำหรับบริโภคอาหารนี้แสดงให้กับประชาชนดู

จากนั้นเขาก็ให้บ่าวทั้งหมดแยกย้ายกันไปประกาศให้คนทั่วเมืองรู้ว่า ตัวเขาจะนั่งบริโภคอาหารที่มีเลิศรส และมีราคาแพงนี้ในอีก ๗ วันข้างหน้า ใครอยากจักเห็นอาหารที่เศรษฐีบริโภคนั้นมีหน้าตาเยี่ยงไร? รสชาติอร่อยแค่ไหน? หรือราคาแพงสักปานใด? ให้มาดูได้ในวันนั้น

ครั้นถึงวันงานเหล่าประชาชนต่างก็พากันมามุงดู กันจนเนืองแน่นล้นหลาม แต่ละคนต่างก็ไม่เคยเห็นของกินจำนวนมากที่มีหน้าตาสวยงาม มีสีสันน่ากินอย่างนี้มาก่อน จึงพากันวิพากษ์ วิจารณ์กันไปต่างๆนานา

วันนั้นบังเอิญมีหนุ่มชนบทผู้หนึ่งเขาได้นำฟืนที่ตัดมาขายที่ยังเมืองหลวง พอขายเสร็จก็เลยถือโอกาสไปเยี่ยมสหาย พอเจอหน้ากันสหายบอกว่าวันนี้จะมีการกินอาหารราคาแพงอวดให้ประชาชนดู เขาพอได้ฟังก็อยากจักเห็นขึ้นมาทันใด ดังนั้นจึงชวนกันไปดู

พอไปถึงเห็นอาหารมากมายหลายชนิด หน้าตาล้วนน่ากิน วางเรียงอยู่ในถาดหน้าเศรษฐี ชายตัดฟืนก็ยากที่จักอดใจได้ อยากจักลองลิ้มชิมรสชาติอาหารเหล่านั้นขึ้นมาใจแทบขาด ดังนั้นจึงร้องบอกลูกเศรษฐีไปว่า “ ข้าแต่ท่านเศรษฐี ขอท่านโปรดแบ่งอาหารดีๆเหล่านี้แก่ข้าพเจ้าสักหน่อยจักได้ไหม? ตั้งแต่เกิดมาข้าพเจ้าไม่เคยเห็นอาหารใดจักมีหน้าตาน่ากินอย่างนี้มาก่อน ข้าพเจ้าอยากจักลิ้มลองสักครั้ง ไม่ทราบท่านจักเมตตาให้ข้าพเจ้าสักนิดได้หรือไม่? ”


หนุ่มลูกเศรษฐีเมื่อเห็นท่าทีของชายบ้านนอกเขาก็รู้แล้วว่า บุรุษผู้นี้ปรารถนาจักกินอาหารเหล่านี้จริงๆ ดังนั้นจึงแกล้งตั้งเงื่อนไขว่า

“ ดูก่อนบุรุษหนุ่ม จักกินนั้นไม่ยากดอก เพียงแต่ท่านต้องมาเป็นข้ารับใช้ข้าพเจ้า ๓ ปีก่อน ข้าพเจ้าถึงจักยอมให้ท่านได้กินอาหารในถาดนี้ ไม่ทราบท่านพอจักทำได้ไหมเล่า? ” บุตรเศรษฐีกล่าวไปอย่างนั้นเอง ในใจเขาไม่เชื่อว่าชายเบื้องหน้าจักกล้าตกปากรับคำ

ที่ไหนได้ หนุ่มบ้านนอกกลับตอบออกมามาด้วยเสียงอันดังว่า “ สามปีจักเป็นไรเล่า ข้าพเจ้ายินดียอมเป็นข้ารับใช้ท่าน! ” บรรดาประชาชนที่อยู่รอบๆเมื่อเห็นเขากล้ายอมรับเงื่อนไขอันโหดร้ายของท่านเศรษฐีเพื่อให้ได้กินอาหารหนึ่งมื้อ ต่างก็พากันลงความเห็นว่าเขาช่างเป็นบุรุษที่โง่เขลานัก พร้อมกันนั้นก็ได้ตั้งชื่อให้เขาว่า “ภัตตภติกะมานพ” ซึ่งแปลว่า “ชายรับจ้างทำงานเพื่ออาหาร”

หลังจากยอมรับเงื่อนไข ภัตตภติกะหนุ่มก็ได้เข้ามาเป็นข้ารับใช้ในบ้านของท่านเศรษฐี บรรดางานทั้งหลายไม่ว่าจักเป็นงานหนักงานเบา เมื่อท่านเศรษฐีเรียกใช้เขาจักกระวีกระกวาดรีบทำให้อย่างเต็มอกเต็มใจทุกครั้ง จนท่านเศรษฐีเกิดความนิยมรักใคร่ ไว้เนื้อเชื่อใจ จนกระทั่งกาลเวลาผ่านไปครบ ๓ ปี

เมื่อถึงกำหนดลูกเศรษฐีก็ได้ทำตามสัญญา จัดงานกินอวดให้กับเขาเหมือนดังที่ตนเคยทำเมื่อ
สามปีที่แล้ว แต่งานครั้งนี้ปรากฎว่าประชาชนให้ความสนใจกันอย่างล้นหลาม มากกว่างานที่เขาเคยจัดเสียอีก

ค่าใช้จ่ายการจัดงานครั้งนี้ลูกชายเศรษฐีได้จ่ายทรัพย์ให้กับพ่อครัวเป็นจำนวนถึงสามพัน สองพันแรกสำหรับอาหารมื้อเช้าและเย็นของเขา ส่วนอีกหนึ่งพันสำหรับอาหารของภัตตภติกะหนุ่ม

นอกจากจักจัดงานให้อย่างยิ่งใหญ่ไม่พอแล้ว ลูกชายเศรษฐียังให้นายภัตตภติกะอาบน้ำชำระร่างกายด้วยของหอมสำหรับตน นุ่งห่มผ้าสาฎกเนื้อดี นั่งบนบัลลังก์ที่เขาเคยนั่ง จัดบ่าวไพร่มาคอยปรนนิบัติรับใช้ นอกจากนั้นยังมอบทรัพย์ก้อนใหญ่ให้ไว้สำหรับเป็นทุนด้วยต่างหาก

ในเช้าวันเดียวกันนั้น ณ เทือกเขาคันธมาทน์แห่งหิมวันตประเทศ พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่งท่านเพิ่งจักออกจากนิโรธสมาบัติหลังจากพักจิตอยู่เป็นเวลาเจ็ดวันพอดี แลท่านก็กำลังใคร่ ครวญว่าอานิสงส์ครั้งใหญ่นี้ควรจักได้แก่ผู้ใด?

ทันใดนั้นภาพนิมิตของภัตตภติกะหนุ่มก็ปรากฎขึ้นในมโนทวารของท่าน พอเห็นดังนั้นท่านก็ทราบว่าบุรุษผู้นี้เป็นผู้มีใจศรัทธา และอานิสงส์ที่เขาถวายทานท่านจักทำให้เขาได้มหาสมบัติครั้งใหญ่ ดังนั้นจึงหยิบจีวรขึ้นมาห่มพร้อมกับคว้าบาตรมาขึ้นถือ จากนั้นก็เหาะขึ้นฟ้ามุ่งหน้ามายังชมพูทวีปทันที

เมื่อมาถึงท่านได้ไปปรากฎกายอยู่ติดกับปะรำ ใกล้กับบัลลังก์ที่ภัตตภติกะกำลังนั่งรอเตรียมตัวจะบริโภคอาหารพอดี ชายหนุ่มครั้นเหลือบมาเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าโดยบังเอิญ ในมือถือบาตรสายตามองมาที่ตน ก็ครุ่นคิดอยู่ในใจว่า

“ การที่เรายอมเป็นข้ารับใช้ ๓ ปีเพื่อให้ได้กินอาหารถาดเดียว สาเหตุก็เพราะกาลก่อนเราไม่เคยให้ทานไว้, บัดนี้อาหารเบื้องหน้าหากเราบริโภคไป อย่างมากก็ทำให้เราอยู่ได้แค่เพียงวันหนึ่งกับคืนหนึ่งเท่านั้น, แต่ถ้าเราถวายอาหารถาดนี้แด่พระคุณเจ้ารูปนี้, อาหารเหล่านี้อาจจักรักษาเราไว้อาจเป็นพันโกฏิพันกัปก็เป็นได้! อย่ากระนั้นเลย จำเราจักยกอาหารทั้งหมดนี้ให้กับสมณเบื้องหน้าเสียเถิด จึงจักเป็นการดีที่สุด! ”

เมื่อคิดดังนั้นนายภัตตภติกะก็ยกเอาถาดอาหารของตน ถวายให้กับพระปัจเจกพุทธเจ้าทันที พร้อมกันนั้นก็อธิษฐานอยู่ในใจว่า “ ตราบใดที่ข้าพเจ้ายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในชาติภพ ขอความสุขจงมีแก่ข้าพเจ้าในทุกๆที่ ที่ไปบังเกิดด้วยเถิด แลขอให้ธรรมใดที่พระคุณเจ้าเห็นแล้วจงให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนรู้เห็นในธรรมนั้นด้วยเถิด! ”

ทานใดที่บุคคลถวายไม่เหลือไว้เพื่อตนแม้เพียงน้อยนิด ทานนั้นย่อมมีผลมากที่สุด!

หลังจากพระปัจเจกพุทธเจ้ารับอาหารของภัตตภติกะใส่บาตรแล้วท่านได้ให้พรกับเขาว่า“ สิ่งใดที่ท่านปรารถนาขอจงสำเร็จเหมือนแก้วสารพัดนึก ความสุขทุกอย่างที่มีบนโลก ขอจงบริบูรณ์แด่ท่านเหมือนดั่งพระจันทร์วันเพ็ญปานฉะนั้น! ”

พอให้พรเสร็จท่านก็อธิษฐานจิตให้มหาชนที่อยู่ ณ ที่นั้นจงเห็นภาพที่ท่านเดินทางกลับด้วยตาตนเอง จากนั้นท่านก็เหาะขึ้นฟ้ากลับยังเขาคันธมาทน์ แหละพอถึงท่านก็นำเอาอาหารที่ภัตตภติกะถวายนั้นไปแบ่งให้กับพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปอื่นๆอีก ๕๐๐ รูป บรรดาประชาชนเมื่อเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ามีมากมายถึงปานนั้น ต่างก็พากันเปล่งเสียงสาธุการกันพร้อมพรั่ง จนกระหึ่มไปทั่วอาณาบริเวณแทบนั้น

ฝ่ายลูกเศรษฐีที่นั่งบริโภคอาหารอยู่ในคฤหาสน์อย่างมีความสุข พอได้ยินเสียงกัมปนาทกึกก้อง ก็ถึงกับสะดุ้งตกใจ คิดว่าบรรดาผู้คนต่างพากันหัวเราะเยาะภัตตภติกะหนุ่ม จึงสั่งบ่าวไพร่ให้ไปสืบความ

ครั้นพอบ่าวรายงานให้ทราบถึงรายละเอียดเขาก็ถึงกับรำพึงขึ้นในใจว่า “ น่าอัศจรรย์นัก! นายภัตตภติกะผู้นี้สามารถทำสิ่งที่บุคคลทั่วไปยากจักกระทำได้ ตัวเราแม้มีสมบัติมากมาย ถึงปานนี้ แต่ก็ยังมิอาจทำได้เหมือนเขา! อย่ากระนั้นเลย เราจงขอให้เขาอนุญาตเราให้มีส่วนในบุญนี้ด้วย ท่าจักดี! ” พอคิดดังนั้นลูกเศรษฐีก็สั่งให้บ่าวไปตามตัวภัตตภติกะมาพบ

เมื่อภัตตภติกะมาถึงเขาจึงถามชายหนุ่มไปว่า “ ดูก่อนบุรุษหนุ่ม ข้าพเจ้าทราบมาว่าท่านได้ถวายอาหารอันเลิศรสแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าจนหมดสิ้น เรื่องนี้เป็นจริงหรือไม่? ” ภัตตภติกะมานพพอได้ฟังจึงตอบลูกเศรษฐีไปว่า “ จริงขอรับ! ” เศรษฐีพอได้รับคำยืนยันก็ไม่รอช้า รีบถามเขาว่า

“ ดูก่อนพ่อมหาจำเริญ หากข้าพเจ้าจักขอแบ่งบุญของพ่อครึ่งหนึ่ง พ่อจักยินดีหรือไม่? ” ภัตตภติกะหนุ่มเมื่อฟังเศรษฐีถามดังนั้นจึงตอบไปว่าตนยินดี คำตอบของเขาทำให้ลูกเศรษฐีถึงกับปลาบปลื้มดีใจจนยากจักกล่าว ดังนั้นเพื่อทดแทนคุณ ลูกเศรษฐีจึงยกสมบัติของตนครึ่งหนึ่งให้กับภัตตภติกะมานพบ้างเพื่อเป็นการตอบแทน

ต่อมาภายหลังเมื่อพระราชาได้ทรงทราบเรื่องการถวายทานของภัตตภติกะและเรื่องที่ลูกเศรษฐียกสมบัติครึ่งหนึ่งของตนให้เขา พระองค์จึงทรงพระราชทานทรัพย์เป็นจำนวนมากแก่เขาด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นยังทรงพระราชทานตำแหน่งเศรษฐีให้ โดยตั้งเขาเป็น “ภัตตภติกเศรษฐี ”

ภัตตภติกเศรษฐีผู้นี้ได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกอย่างมีความสุขเรื่อยมาตราบจนหมดสิ้นอายุขัย แหละพอตายจากมนุษย์ด้วยอานิสงส์ที่ทำไว้ เขาก็ได้ไปบังเกิดยังเทวโลก เสวยสุขจากทิพยสมบัติบนเทวโลกต่ออีกถึง ๑ พุทธันดร จนพุทธุปบาทกาลนี้แล จึงมาปฏิสนธิในตระกูลอุปัฏฐากพระสารีบุตรนามว่า“ สุขะ ”ซึ่งก็คือสุขสามเณรนั่นเอง.

สืบ ธรรมไทย



ที่มา : อรรถกถา ขุททกนิกาย

DT013120

pt

 เปิดอ่านหน้านี้  97 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย