เย วรํ อุปนยฺหนฺติ เวรํ เตสํ น สมฺมติ คนเหล่าใดจองเวรไว้ เวรของคนเหล่านั้นย่อมไม่ระงับ
เย วรํ อุปนยฺหนฺติ เวรํ เตสํ น สมฺมติ คนเหล่าใดจองเวรไว้ เวรของคนเหล่านั้นย่อมไม่ระงับ
พุทธสุภาษิตบทนี้มาจาก พระธรรมบท คาถายมกวรรค เป็นหลักธรรมที่เตือนสติเรื่องการปล่อยวางและการอภัยทานได้อย่างลึกซึ้ง
รายละเอียดคำอ่าน ความหมาย และบทสรุป มีดังนี้
1. คำอ่านภาษาบาลี
ตัวเขียน: เย วรํ อุปนยฺหนฺติ เวรํ เตสํ น สมฺมติ
คำอ่านออกเสียง:
เย เว-รัง อุ-ปะ-นัย-หัน-ติ, เว-รัง เต-สัง นะ สัม-มะ-ติ
(หมายเหตุ: คำว่า "วรํ" ในตัวบทสะกดพินทุผิดเพี้ยนมาจากคำว่า "เวรํ" ที่แปลว่าเวร)
2. อธิบายความหมายเพิ่มเติม
พุทธสุภาษิตบทนี้อธิบายถึง กลไกทางจิตวิทยาและกฎแห่งกรรม ของการผูกโกรธ มีใจความขยายดังนี้:
• เย เวรํ อุปนยฺหนฺติ (คนเหล่าใดจองเวรไว้): คำว่า "จองเวร" หรือ "ผูกเวร" (อุปนาหะ) คือการที่เมื่อถูกทำให้เจ็บใจ ถูกทำร้าย หรือถูกเอารัดเอาเปรียบแล้ว ไม่ยอมปล่อยวาง แต่เก็บความรู้สึกโกรธ แค้น เคือง นั้นไว้ในใจ เหมือนการผูกเงื่อนปมซ้ำๆ และคิดวนเวียนว่า "มันทำเรา มันทำลายเรา มันชนะเรา มันปล้นเรา"
• เวรํ เตสํ น สมฺมติ (เวรของคนเหล่านั้นย่อมไม่ระงับ): เมื่อจิตใจยังวนเวียนอยู่กับความแค้น พลังงานลบเหล่านั้นจะไม่มีวันมอดดับไปเอง มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้น นำไปสู่การโต้ตอบกลับไปกลับมา กลายเป็นวงจรอุบาทว์ (Vicious Cycle) ที่หาจุดจบไม่ได้ ไม่ใช่แค่ในชาตินี้ แต่สะสมเป็นข้ามภพข้ามชาติ
พระพุทธศาสนาชี้ให้เห็นว่า "ผู้ผูกเวรคือผู้รับทุกข์ก่อนเสมอ" เพราะในขณะที่คิดล้างแค้น ไฟคือความโกรธจะเผาลนจิตใจของตัวเองให้เร่าร้อน นอนไม่หลับ และไม่มีความสุข ก่อนที่จะได้ไปทำลายคนอื่นเสียอีก
3. สรุปบทเรียน
"ไฟย่อมไม่ดับด้วยไฟฉันใด เวรก็ย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวรฉันนั้น"
• หนทางเดียวที่จะระงับเวรได้คือ "การไม่จองเวร" (อภัยทาน): การให้อภัยไม่ได้แปลว่าเรายอมแพ้ หรือบอกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้อง แต่หมายถึง "เราเลือกที่จะยึดคืนความสงบสุขในใจของเรากลับคืนมา" ไม่ยอมให้การกระทำแย่ๆ ของคนอื่นมาควบคุมความสุขในชีวิตเราอีกต่อไป
• ตัดวงจร: เมื่อเราหยุดผูกเวร วงรอบของกรรมก็ตัดขาดจากกัน ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปตามวิถีแห่งกรรมของตนเอง จิตใจของเราก็เป็นอิสระและเบาสบาย
๛