อตฺตปฺปสํสโก โปโส นายํ อสฺมากํ รุจฺจติ คนสรรเสริญตัวเองนี้ พวกเราอย่าพอใจ
อตฺตปฺปสํสโก โปโส นายํ อสฺมากํ รุจฺจติ คนสรรเสริญตัวเองนี้ พวกเราอย่าพอใจ
พุทธสุภาษิตบทนี้ถือเป็นข้อคิดเตือนใจที่ดีมากในเรื่องของมนุษยสัมพันธ์และการประเมินคุณค่าของตนเอง
1. คำอ่านภาษาบาลี
เพื่อความง่ายในการออกเสียงตามอักขรวิธีบาลี สามารถอ่านแยกคำได้ดังนี้:
อตฺตปฺสํสโก อ่านว่า อัด-ตับ-ปะ-สัง-สะ-โก
โปโส อ่านว่า โป-โส
นายํ อ่านว่า นา-ยัง (สนธิมาจาก น + อยํ)
อสฺมากํ อ่านว่า อัด-มา-กัง
รุจฺจติ อ่านว่า รุด-จะ-ติ
อ่านรวมประโยค: อัด-ตับ-ปะ-สัง-สะ-โก โป-โส นา-ยัง อัด-มา-กัง รุด-จะ-ติ
2. อธิบายความหมายเพิ่มเติม
พุทธสุภาษิตบทนี้มาจาก ขุททกนิกาย ชาดก มีการจำแนกความหมายตามรากศัพท์และบริบทธรรมะดังนี้:
อตฺตปฺสํสโก แปลว่า ผู้สรรเสริญตนเอง, ผู้ยกยอตัวเอง
โปโส แปลว่า คน, บุรุษ
นายํ อสฺมากํ รุจฺจติ แปลว่า ไม่เป็นที่ชอบใจ/ไม่เป็นที่พอใจของพวกเรา
นัยยะสำคัญในทางธรรมและทางโลก
การลดละอัตตา (ตัวตน): คนที่ชอบสรรเสริญตนเอง ยกหางตัวเอง หรือที่ภาษาปากเรียกว่า "อวดอ้างสรรพคุณ" มักจะขับเคลื่อนด้วยกิเลสประเภท มานะ (ความถือตัว) และ ตัณหา (ความอยากเด่นอยากดัง) การยกตนเองบ่อยๆ มักจะมาพร้อมกับการข่มผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
เสน่ห์และการยอมรับในสังคม: ในทางจิตวิทยาและสังคมศาสตร์ คนที่ชอบโอ้อวดตัวเองมักจะสร้างความอึดอัดใจให้แก่ผู้ฟัง พระพุทธองค์จึงทรงชี้ให้เห็นความจริงของโลกธรรมว่า "คนประเภทนี้ ย่อมไม่เป็นที่รักหรือที่พอใจของคนทั่วไป" (พวกเราในที่นี้หมายถึงวิญญูชนหรือคนดีทั้งหลาย)
ความดีที่แท้จริงไม่ต้องป่าวประกาศ: พระพุทธศาสนาเน้นย้ำว่า ความดีหรือความสามารถเป็นสิ่งที่สะท้อนออกมาผ่านการกระทำ (กรรม) จนผู้อื่นเห็นและสรรเสริญเอง ไม่จำเป็นต้องสถาปนาตนเองขึ้นมา
3. สรุป
"ความดีที่แท้จริง... ให้คนอื่นพูด อย่าพูดเอง"
พุทธสุภาษิตบทนี้สอนให้เราเป็นคน อ่อนน้อมถ่อมตน (มัตตัญญุตาและนิวาโต) ป้องปรามไม่ให้เราหลงตัวเองจนกลายเป็นคนโอ้อวด เพราะการยกยอตัวเองนอกจากจะไม่ช่วยให้ดูดีขึ้นแล้ว ยังทำให้คนรอบข้างรู้สึกเอือมระอาและไม่ยากคบหาด้วย ดังนั้น หากเราทำดีหรือมีความสามารถ จงให้ "ผลงาน" และ "ผู้อื่น" เป็นผู้สะท้อนคุณค่านั้น แทนที่จะเป็นปากของเราเอง
๛