สกฺกตฺวา สกฺกโต โหติ คนย่อมมีสักการะ ก็เพราะสักการะเขา
สกฺกตฺวา สกฺกโต โหติ คนย่อมมีสักการะ ก็เพราะสักการะเขา
พุทธสุภาษิต
เตมิยชาดก
๏ พุทธสุภาษิตบทนี้ถือเป็นหลักจริยธรรมที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง เกี่ยวกับการให้ความเคารพและการได้รับความเคารพตอบ
คำอ่านภาษาบาลี
สกฺกตฺวา สกฺกโต โหติ
(สัก-กัด-ตวา สัก-กะ-โต โห-ติ)
คำแปลและอธิบายความหมาย
"คนย่อมมีสักการะ ก็เพราะสักการะเขา"
คำว่า "สักการะ" ในทางพุทธศาสนาไม่ได้หมายถึงเพียงการนำดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้พระเท่านั้น แต่มีความหมายกว้างถึง การให้เกียรติ การแสดงความเคารพ และการยกย่องสรรเสริญ ทั้งทางกาย วาจา และใจ
สกฺกตฺวา (สักกัตวา): แปลว่า "เพราะได้กระทำสักการะแล้ว" หรือ "เมื่อให้เกียรติเขา"
สกฺกโต โหติ (สักกะโต โหติ): แปลว่า "ย่อมเป็นผู้ได้รับสักการะ" หรือ "ย่อมได้รับเกียรติคืนมา"
คำอธิบายเพิ่มเติม:
สุภาษิตนี้อธิบายถึง "กฎแห่งการสะท้อนกลับ" หากเราต้องการให้ผู้อื่นให้เกียรติเรา ปฏิบัติต่อเราด้วยดี หรือเกรงใจเรา เราต้องเป็นฝ่ายหยิบยื่นสิ่งเหล่านั้นให้เขาก่อน ไม่ใช่การเรียกร้องเอาฝ่ายเดียว การที่เราดูหมิ่นผู้อื่นแต่คาดหวังให้ผู้อื่นยกย่องเรานั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ตามหลักธรรม
บทสรุป
สุภาษิตบทนี้สอนให้เรา "รู้จักให้ก่อนที่จะรับ" ซึ่งสามารถสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้:
การเคารพซึ่งกันและกัน: สังคมจะสงบสุขได้หากทุกคนรู้จักให้เกียรติในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
กระจกเงาทางพฤติกรรม: พฤติกรรมที่เราทำต่อผู้อื่น มักจะเป็นตัวกำหนดว่าผู้อื่นจะปฏิบัติอย่างไรต่อเรา
การลดมานะละทิ้งทิฐิ: การรู้จักสักการะผู้อื่น (เช่น ผู้อาวุโสหรือผู้มีพระคุณ) ช่วยขัดเกลาจิตใจให้ลดความจองหองพองขนลง
ข้อคิด: ถ้าอยากให้ใคร "เปิดใจ" ให้เรา เราต้อง "เปิดเกียรติ" ให้เขาก่อนครับ เหมือนกับการที่เรายิ้มให้กระจก แล้วกระจกก็ยิ้มตอบกลับมานั่นเอง
๛