ผู้ที่รู้จักโลกดีทั้งสองด้าน
 ลูกโป่ง   18 พ.ย. 2554

คนที่รู้จักโลกดีแล้วนั้น
ย่อมบูชาความสำราญทางธรรมหรือการฝ่ายใจอันแท้จริงเป็นสำคัญ
และถือเอาส่วนกาย หรือวัตถุ
เป็นเพียงเครื่องอำนวยความสะดวก ในฐานะเป็นคนรับใช้
สำหรับคอยรับใช้ในการแสวงหาความสำราญในฝ่ายจิตเท่านั้น
ผู้ที่รู้จักโลกดีทั้งสองด้าน
ย่อมมีอุดมคติว่า...กายอยู่ในใจ... คือแล้วแต่ใจ กายเป็นของนิดเดียว
และยังจำต้องอาศัยใจ ซึ่งทรงอำนาจสิทธ์ขาด
ทั้งมีคุณภาพที่สูงสุดอยู่ทุก ๆ ประการ และทุก ๆ เวลา
แสวงหาอาหารให้ดวงใจดีกว่า
ความเจริญงอกงามทางฝ่ายใจนั้น ยังไปได้ไกล อีกมากมายนัก
กว่าจะถึงพระนิพพานเมื่อไรนั่นแหละจึงจะหมดขีดขึ้นของทางไป
และเมื่อลุถึงแล้ว ก็ยังเป็นอุดมสันติสุข อยู่ตลอดอนันตกาลอีกด้วย

ไม่มีใครเคยทำให้เกิดความอิ่มความพอ
ในเรื่องทางโลกีย์วิสัยได้เลย
แม้ในอดีต ในปัจจุบัน และอนาคต
เพราะว่าทางฝ่ายนี้ต้องการ ...ความไม่รู้จักพอ... นั้นเอง
เป็นเชื้อเพลงอันสำคัญแห่งความสำราญ
ถ้าพอเสียเมื่อใด ก็หมดความสำราญ
ใครจะขวนขวายอย่างไร ก็ไม่อาจได้ผลสูงไปกว่า
...การสยบซบซึมอยู่ท่ามกลางกองเพลิงแห่งการถูกปลุกเร้าของตัณหา...
ซึ่งเมื่อใดม่อยหรี่ลง ก็จำต้องหาเชื้อเพลิง มาเพิ่มให้ใหม่อีก
และไม่มีเวลาที่จะรู้จักอิ่มรู้จักพอ
การแสวงหาอาหารทางฝ่ายใจ
เพื่อดวงใจนั้นเป็นสิ่งที่มีค่า น่าทำกว่า เป็นศิลปะกว่า
เป็นอุดมคติที่สูงกว่า ทำยากหรือน่าสรรเสริญกว่า
หอมหวนกว่า เยือกเย็นกว่า ฯลฯ
กว่าการแสวงหาทางกาย เพื่อกายโดยทุก ๆ ปริยาย

:: ท่านพุทธทาสภิกขุ



DT0329

ลูกโป่ง

18 พ.ย. 2554
 เปิดอ่านหน้านี้  3215 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย