ขอเชิญร่วมปฏิบัติธรรมแบบเข้มข้นปิดวาจางดกาแฟ กับคุณแม่ชีเกณฑ์ ณ สวนปฏิบัติธรรมใต้ร่มสาวิกา จ.สระบุรี 29 ก.ค. - 2 ส.ค. 58
 UMP   11 พ.ค. 2558

"ขอเชิญร่วมปฏิบัติธรรมแบบเข้มข้น ปิดวาจา งดกาแฟ กับคุณแม่ชีเกณฑ์ ณ สวนปฏิบัติธรรมใต้ร่มสาวิกา อ.หนองแค จ.สระบุรี 29 ก.ค. - 2 ส.ค. 58"

1.การเดินทาง : สวนปฏิบัติธรรมใต้ร่มสาวิกา ตั้งอยู่เลขที่ 62 ม.1 ต.ห้วยทราย อ.หนองแค จ.สระบุรี อยู่คนละฝั่งกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลห้วยทราย อ.หนองแค จ.สระบุรี ใกล้กับสำนักปฏิบัติแสงธรรมส่องชีวิต สาขา 4 มีเนื่อที่ 1 ไร่ 3 งาน สอบถามการเดินทางได้ที่คุณแม่ชีสมทรง 0852989594 ดูแผนที่การเดินทางจากกรุงเทพฯ ได้ที่ http://pantip.com/topic/33630844/comment1

2. ผู้แนะนำการปฏิบัติและสอบอารมณ์ : คุณแม่ชีเกณฑ์ นิลพันธ์ ท่านมีประสบการณ์ดูแลและสอบอารมณ์ผู้ปฏิบัติธรรมจาก วัดร่ำเปิง ตโปทาราม จ.เชียงใหม่ , วัดป่าเจดีย์เทวธรรม จ.ร้อยเอ็ด และที่อื่นๆ มากว่า 42 ปี ท่านเปิดกว้างสอนได้ทุกแนวการปฏิบัติ ทั้งมีคำบริกรรม ไม่มีคำบริกรรม และสำหรับผู้เริ่มต้นที่ไม่เคยปฏิบัติมาก่อน สอบถามพูดคุยอารมณ์การปฏิบัติกับท่านได้ที่ 086-1009373 (วันทูคอล) 086-8540049 (ดีแทค) 4-5.30, 10.00-22.00 น.

3.การเตรียมตัว : สามารถเข้าร่วมปฏิบัติธรรมได้ตามวันเวลาที่ตนเองสะดวก สิ่งของที่ต้องเตรียมไป คือ เครื่องนอน เต้นท์หรือเต้นท์มุ้ง ชุดขาว หรือเสื้อผ้าสีอ่อน เช่นเสื้อยืดสีขาว กางเกงดำ เทา ครีม ของใช้ส่วนตัว ยาทากันยุง น้ำปานะชงต่างๆ (ไม่มีค่าใช้จ่ายอันใด แล้วแต่ท่านจะทำบุญ)

4. อ่านแนวทางการสอบอารมณ์ของคุณแม่ชีเกณฑ์ จากผู้ปฏิบัติธรรมได้ที่... http://pantip.com/topic/33630844/comment29

5. สอบถามรายละเอียดและแจ้งชื่อลงทะเบียน : เปิดรับผู้ปฏิบัติธรรมเพียง 25 คนเท่านั้น แจ้งชื่อลงทะเบียนได้ที่ คุณแม่ชีเกณฑ์ 0861009373(12call) , 0868540049(dtac) 10.00-22.00 น., คุณอุ๊ 0939495390(true) หรือเฟสบุค สวนปฏิบัติธรรมชมวิว อ.สังคม จ.หนองคาย https://www.facebook.com/pages/สวนปฏิบัติธรรมชมวิว-อสังคม-จหนองคาย/1502603876685810?hc_location=timeline

***คุณแม่ชีเกณฑ์จะเดินทางไปถึงเที่ยงของวันที่ 28 ก.ค. 58 ผู้ร่วมปฏิบัติธรรมสามารถเข้าไปได้ตั้งแต่เย็นของวันที่ 28 ก.ค.58***

สถานที่ตั้ง : 62 ต.ห้วยทราย อ.หนองแค จ.สระบุรี 40120
โทรศัพท์ : 0861009373
DT012174

UMP

11 พ.ค. 2558

"แผนที่การเดินทางสู่สวนปฏิบัติธรรมใต้ร่มสาวิกา"

สวนปฏิบัติธรรมใต้ร่มสาวิกา ตั้งอยู่เลขที่ 62 ม.1 ต.ห้วยทราย อ.หนองแค จ.สระบุรี อยู่คนละฝั่งกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลห้วยทราย อ.หนองแค จ.สระบุรี ใกล้กับสำนักปฏิบัติแสงธรรมส่องชีวิต สาขา 4 มีเนื่อที่ 1 ไร่ 3 งาน สอบถามการเดินทางได้ที่คุณแม่ชีสมทรง 0852989594

















"บรรยากาศในสวนปฏิบัติธรรมใต้ร่มสาวิกา"

















"เงื่อนไขการเข้าร่วมปฏิบัติธรรม"
งดกาแฟ ปิดวาจาทุกคน งดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด งดอ่าน งดเขียน ไม่เน้นการสวดมนต์ ไม่เน้นการนั่งสมาธินานๆ เน้นให้ปฏิบัติทั้งวัน
"ภาพผู้ปฏิบัติธรรมกับคุณแม่ชีเกณฑ์ ณ วัดรอยพระพุทธบาท อ.นาแก จ.นครพนม เมื่อช่วงสิ้นปี 57"



"ตารางการปฏิบัติธรรม"
ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถเข้าไปได้ตั้งแต่เย็นวันที่ 28 ก.ค. 58 และลากรรมฐานปิดคอร์สการปฏิบัติในเช้าของวันที่ 2 ส.ค. 58 ตารางปฏิบัติคร่าวๆ คือ เริ่มตื่นตั้งแต่ตีสาม ปฏิบัติและกิจกรรมอื่นๆไปจนถึง 4 ทุ่ม โดยคุณแม่ชีเกณฑ์จะแนะนำการปฏิบัติให้ทั้งวัน มีการสอบอารมณ์ในช่วงเย็นของทุกวัน





"สถานที่กางเต้นท์หรือมุ้งและห้องน้ำ"








"คุณแม่บวชมานานหรือยังค่ะ"

เคยมีผู้ปฏิบัติธรรมถามแม่ว่า...คุณแม่บวชมากี่ปีแล้วค่ะ แม่ก็บอกว่า แม่บวชมาตั้งแต่แม่อายุ 18 ปี ปีนี้แม่ก็อายุ 59 ปีแล้ว ไปบวกลบกันเองนะ ปีเกิดในบัตรแม่เกินมาปีนึง เมื่อนั่งคำนวณแล้ว เขาก็บอกว่าคุณแม่บวชตั้งแต่หนูยังไม่เกิดเสียอีก 

แม่บวชที่ วัดบูรพาภิราม อ.เมือง จ. ร้อยเอ็ด ในปี 2518 หลังจากบวชได้ 7 วัน แม่ก็เดินทางไปเข้ากรรมฐานที่ วัดบุญศรีมุณีกรณ์ ในกรุงเทพฯ ซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงสำนักบุญศรีมุณีกรณ์ สอนวิปัสสนากรรมฐานสายยุบหนอ พองหนอ แม่เข้ากรรมฐานอยู่ที่นั่นเกือบ 4 เดือน แล้วจึงเดินทางกลับร้อยเอ็ด หลังจากนั้นแม่ก็ไปอยู่ที่เชียงใหม่หลายปี บางปีก็ไปอยู่แม่ฮ่องสอน ลำพูน ชลบุรีแล้วก็กลับมาที่ร้อยเอ็ด ตั้งแต่ปี 2535 

หลวงพ่อที่วัดบูรพาภิราม เป็นผู้ออกบัตรนี้ให้แม่ หลังจากที่บวชได้ 6 วัน เพราะแม่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพ ฯ บัตรนี้แม่ก็รักษาให้มันอยู่ในสภาพดีที่สุด นับตั้งแต่วันที่ได้มา 

อ่านประวัติการปฏิบัติของคุณแม่ชีเกณฑ์ได้ที่    http://pantip.com/topic/32013264





"คุณแม่สอนปฏิบัติแนวไหนค่ะ"

แม่สอนวิปัสสนาในสติปัฏฐาน 4 มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ ดับอารมณ์ได้ทันปัจจุบัน ถามว่าแนวไหนก็แนวมรรคมีองค์ 8 คุณจะเอาแนวไหนก็ได้ แต่ให้คุณเอาแนวเจริญสติปัฏฐาน 4 สติปัฏฐาน 4 ไม่ใช่เฉพาะหนอ แม่เปิดกว้าง อะไรก็ได้ จะมีคำบริกรรมหรือไม่มีก็ได้ 

มีผู้ปฏิบัติธรรมคนหนึ่ง เขาเล่นสมถะ จิตนิ่งเข้าฌานอยู่เป็นสิบปี แต่เขาไม่เจริญสติเลยทำให้เขาติดอยู่ตรงนั้น มีแต่ความสงบแต่ไม่มีปัญญาที่จะดับทุกข์ในใจตน เขาบริกรรมพุทโธ แม่ก็เลยบอกว่าเพราะเธอขาดสติและปัญญา เธอจงเจริญสติโดยเอาพุทโธนั่นแหละเป็นกรรมฐาน

สติปัฏฐาน 4 กว้าง จะเอาวิธีกรรมใดก็ได้ จะเอา 84,000 พระธรรมขันธ์มากำหนด จะเพ่งอะไรก็ได้ แต่เมื่อจิตสงบแล้วคุณต้องเจริญสติ ให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบทางตาหูลิ้นจมูกกายใจ ในผู้ที่ไม่มีคำบริกรรมอะไรเลย ก็ให้รู้เท่าทันอารมณ์เช่นกัน ให้มีสติรู้เท่าทันว่าโกรธ ว่าเกลียด มีโทสะมีโมโหมั้ย ให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่คิด ที่ปรุงแต่ง 

ถ้าให้เอาหนอเข้าไป เขาฝืน เขาเคือง เขาอึดอัด ก็เอาอะไรก็ได้ แม่จะบอกจุดให้เขาไปสังเกตเพื่อให้เกิดสติและปัญญา ทำไมต้องให้รู้เท่าทันอารมณ์เพราะจะได้รู้จักตัวเองเห็นตัวเอง ว่ากำลังเกาะกำลังยึดอะไรอยู่ ทุกข์กับมันมากมั้ย เมื่อเห็นตัวเองจะได้เห็นโทษเห็นภัยอารมณ์ที่เราไปเกาะไปยึดอยู่ 

เมื่อรู้จักตัวเอง เห็นว่ามันทันมั่งไม่ทันมั่ง เอาอยู่มั่งเอาไม่อยู่มั่ง ถ้าอยากออกจากทุกข์ อยากแก้ตัวเอง แม่ก็จะสอนให้เขาเกิดสติเกิดปัญญา ที่จะสอนตัวเองเตือนตัวเองได้ หัวใจของการปฏิบัติอยู่ตรงนี้ ให้เรารู้เท่าทันอารมณ์และดับอารมณ์ปัจจุบันได้ทัน ดับทันมันก็ไม่ทุกข์ ดับไม่ทันมันก็เป็นภพเป็นชาติ





"คุณแม่มีธรรมข้อใดเด่นหนอ..."

แม่ก็มีแต่ความไม่ยึด ไม่ถือ ไม่เกาะไม่เกี่ยว มีแต่ธรรมชาติ ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติว่ามันมีรูปกลิ่นเสียง แล้วเราไปยึดมันรึเปล่า ไปยึดในการกินมั้ย ไปยินดียินร้ายกับอารมณ์ที่มากระทบมั้ย อากาศร้อน อากาศหนาว ปีนี้มันเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เราชอบมั้ย ยังจะมีความพอใจยินดียินร้ายอยู่มั้ย  ไปอยู่ตรงนี้ก็มีคนหลายประเภท มันก็ไม่ต่างกัน อยู่ที่ไหนก็เหมือนกันเท่านั้นเอง




"คุณแม่อธิบายความหมายของสติปัฏฐาน 4 แบบง่ายๆและเข้าใจได้ง่ายให้หนูได้ไหมค่ะ"

วิปัสสนาในสติปัฏฐาน 4 อย่าง 1. กาย 2. เวทนา 3.จิต 4.ธรรม......ไม่ว่าลูกจะเดิน จะนั่ง จะนอน จะพูด จะคิด จะกระทำสิ่งใด ให้มีสติรู้เท่าทันทุกอย่าง ทั้งที่กายและที่ใจ คำว่ารู้ทันกาย รู้ทั้งกายที่เคลื่อน กายเจ็บ กายปวด ก็ให้มีสติรู้ แล้วดูใจเราทุกข์กับมันมั้ย ห่วงมันมั้ย มันเจ็บมันปวด มันมีอารมณ์หงุดหงิดมั้ย

เวทนามี 2 อย่างคือเวทนาที่กายกับเวทนาที่ใจ ความรู้สึกที่ใจที่เรียกมันเป็นเวทนาเพราะมันเจ็บปวดใจ จิตก็มีสติรู้เท่าทันกับอารมณ์ที่มันมาปรุงแต่งจิต ให้คิดโน่นคิดนี่ เดี๋ยวก็แว่บไปนั่น เดี๋ยวก็แว่บไปนี่ ธรรมก็คือธรรมารมณ์ อารมณ์ที่มากระทบทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ อารมณ์ที่มันโกรธ มันเกลียด มันรัก มันชอบ มันชัง มันเบื่อ สารพัดอารมณ์

มีคนหนึ่งบอกว่าฉันไม่สามารถไปปฏิบัติธรรมได้ เขาคิดว่าต้องทำให้จิตสงบตลอด ต้องเป็นกุศล ต้องดี ถ้าไม่ดีไม่ใช่ธรรม พอไปปฏิบัติก็พยามยามให้ไม่คิด มันเลยสู้กัน ก็เลยว่าตัวเองมันยาก ไปแล้วปฏิบัติไม่ได้ เหมือนน้องคนหนึ่งก็ว่า หนูจะทำได้มั้ยละคุณแม่ หนูอยากไปแต่กลัวจะปฏิบัติไม่ได้ แม่ก็ว่าทำไมจะไม่ได้ แม่ให้มาดูความโกรธ ความเกลียด ความพยาบาท ความน้อยใจ

เราอยู่กับอารมณ์ทางตา หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส เดี๋ยวมันหยุดหงิด เดี๋ยวมันฟุ้งซ่าน เดี๋ยวมันโมโห เดี๋ยวมันขี้เกียจขี้คร้าน แล้วมันยากมั้ยละ มันอยู่กับอารมณ์ นี่แหละให้ไปรับรู้ ให้ไปวางสิ่งเหล่านี้ ทุกคนก็หัวเราะมีกำลังใจ นี่ต่างหากละธรรม ธรรมารมณ์ที่มาทำให้เราหวั่นไหวนี่ไง





"ลูกเดินจงกรมยังไง"

คุณแม่ชีเกณฑ์ : ลูกเดินจงกรมยังไง
ผู้ปฏิบัติธรรม: เดินไปเรื่อยๆ บริกรรมพุทโธไปด้วย แต่ใจรู้สึกว่าเดินแบบธรรมดาใจมันร้อน บางทีก็เบื่อ ดูแต่นาฬิกา พอเดินช้าๆ กะว่าเพื่อฆ่าเวลาใจมันกลับเย็น เดินจงกรมแบบไหนที่เหมาะกับหนู หนูจะเดินช้าๆ ได้ไหม

คุณแม่ชีเกณฑ์ : การเดินช้าๆ ช่วยขัดจิต ขัดกิเลส ลูกเดินอย่างนี้นะ พอพุท ยกเท้าขึ้น ให้คำว่าพุทที่เอ่ยออกมา กับเท้าที่ยกขึ้น เกิดขึ้นพร้อมๆกัน แล้วหยุดไว้อย่าเพิ่งเอาลง ลูกจะเห็นคำว่าโธผุดขึ้นในใจ ให้คำว่าโธในใจดับไปก่อน แล้วเอ่ยออกมาใหม่ พร้อมกับขาที่เหยียบลงไป

ถ้ามันแว่บไปคิดให้หยุดค้างไว้ พอมันหยุดคิดก็เอาขาลง มันคิดอีกก็หยุดอีก มันหยุดคิดเราก็ไปต่อ ถ้ามันปวดขาก็หยุดค้างไว้ มันหายปวดเราก็ไปต่อ มันปวดอีกก็หยุดอีก มันหายเราก็ค่อยไป

......ทดลองทำตามที่คุณแม่บอก พยายามให้การรับรู้เท้าที่ยกขึ้นและคำว่าพุทเกิดขึ้นพร้อมๆกัน แล้วหยุดค้างไว้ เราเห็นคำว่าโธผุดขึ้นในใจจริงๆ ทั้งๆที่เท้ายังไม่ได้เอาลง พอคำว่าโธดับเราจึงเอ่ยออกมาใหม่พร้อมกับเอาเท้าลง

มันคิดขึ้นมาก็หยุดทันที บางทีค้างขาไว้จนปวดมันจึงกลับมา มากี่รอบก็หยุดเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่เห็นคือความคิดมันดับเองได้โดยที่เราไม่ต้องไปยุ่งกับมัน มันเกิดขึ้นมากี่ครั้ง มันก็ดับของมันเอง เพิ่งรู้ว่า เออ หนอ ความคิดมันดับเองได้ มันเกิดของมันเอง มันก็ดับมันไปเอง เราโง่แท้ๆเลยหนอ ไปนั่งหาวิธีหยุดมัน

หยุดขาค้างไว้บ่อยๆ มันก็เริ่มตึงเริ่มปวด เจ็บขึ้นมาก็หยุดค้างไว้ทันที วินาทีที่หยุดความเจ็บหายไป เดินไปอีกขึ้นมาอีกก็หยุดอีก พอหยุดมันก็หายไป เกิดๆดับๆจนสุดท้ายมันก็หายไป เราจึงรู้ว่าความเจ็บก็มีช่องว่างของมันอยู่เหมือนกัน มันไม่ได้อยู่กับเราตลอด

ความเบื่อหน่ายในการเดินจงกรมหายไป ใจเริ่มเบิกบานและกระตือรือร้นต่อการปฏิบัติธรรม คุณแม่ท่านว่าการเห็นการเกิดดับนี่แหละคือต้นทางของการวิปัสสนา





"จมแช่อยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง"

เมื่อผ่านอาการโงกง่วงมาแล้ว หากนั่งนานเกินไปจะมีการจมแช่อยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ระยะหลังคุณแม่ท่านให้นั่ง 5 นาที เดิน 5 นาที เพื่อไม่ให้จมแช่ทั้งขณะเดินและขณะนั่ง

นั่ง 5 นาทียังไม่ทันง่วงและไม่จมในความคิด เดิน 5 นาทีก็ยังไม่ทันออกนอกวัด ทำแบบนี้แล้วทำให้มีความรู้สึกตัวต่อเนื่องไม่ขาดตอน กว่าจะแก้ได้ไม่ใช่แค่วันเดียว เราใช้เวลาร่วม 3 เดือนกว่าจะแก้ได้ เมื่อดีขึ้นแล้วคุณแม่ท่านก็ให้เพิ่มเวลาขึ้นตามความเหมาะสม แต่หากกลับมาเป็นอีกเพราะสติอ่อนกำลังลง ท่านก็ให้กลับไปทำแบบเดิมอีก

ถามคุณแม่ว่านั่งสมาธิลืมตาได้หรือไม่ เพราะหลับตาแล้วมันจะพาหลับ คุณแม่บอกว่าจะลืมตาก็ได้ขอให้มีสติรู้ตัวอยู่ เราก็เลยนั่งหลังตรงและลืมตา หากวันไหนง่วงทั้งเดินและนั่งจนเอาไม่อยู่ จะด้วยสภาพร่างกายหรือสภาพอากาศ เราแก้ด้วยการจับไม้กวาดกวาดใบไม้ไปจนหมดชม. ดีกว่าทนนั่งง่วงเดินง่วงอยู่อย่างนั้น





"มีความคิดเกิดขึ้นมากขณะเดินและนั่ง"

ถามคุณแม่ว่า...มีความคิดเกิดขึ้นมากขณะเดินและนั่ง บางทีคิดไปข้างหน้า บางทีคิดไปข้างหลัง ควรทำอย่างไรดี

คุณแม่ท่านบอกว่า...พอมีความคิดเกิดขึ้นก็ให้หยุด เช่นกำลังจะก้าวเท้าลง หากเห็นมันก็หยุดคาอยู่อย่างนั้นเลย พอมันดับเราก็ค่อยไปต่อ

ทำตามที่ท่านบอก เราเห็นสิ่งที่คิดดับลงไป เดี๋ยวมันก็มาอีก เราก็หยุดอีก มันก็ดับลงไปอีก ไปๆมาๆอยู่อย่างนี้ สู้กันหลายยก ผ่านวันที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 มันก็แทบจะไม่โผล่ขึ้นมา

อีกวิธีที่ท่านแนะนำเวลาที่ฟุ้งมากๆ ให้กำหนด คิดหนอ คิดหนอ หลายๆ ครั้ง เอาจนมันหายไปเลย หรืออยากหนอ อยากหนอ ถ้ามันอยากขึ้นมา วิธีนี้จะช่วยให้หายฟุ้งได้ เพราะจิตมาสนใจคำที่เราพูดออกมา และมารับรู้การเคลื่อนไหวที่ปากอย่างต่อเนื่อง การปรุงแต่งสิ่งที่คิดขาดตอน จนเลิกปรุงแต่งไป ความคิดจึงดับลง

ทุกวิธีต้องใช้ความตั้งใจและความเพียรพยายาม แม้ขณะนี้จะไม่ดีเลิศมากนักแต่ก็เบาบางจากความฟุ้งซ่าน เสียงข้างในเงียบขึ้นมากเหลือเพียงแต่เสียงภายนอก คุณแม่ท่านบอกว่าผู้ใดที่ไปร่วมปฏิบัติธรรมกับท่านไม่ได้ หากมีปัญหาอารมณ์ใจท่านยินดีให้คำแนะนำผ่านทางโทรศัพท์ พูดคุยเกี่ยวกับการปฏิบัติกับคุณแม่ชีเกณฑ์ ได้ที่ 0861009373(12call) , 0868540049 (dtac) 4.00-5.30,10.00-22.00 น.





"นั่งสมาธิแล้วเงียบหาย ตัวหาย สถานที่ก็หาย"

เริ่มแรกของการปฏิบัติเมื่อผ่านเรื่องการเดินจงกรมมาได้แล้ว เหลือเพียงเรื่องการนั่งสมาธิที่ยังไม่ดีนัก เริ่มแรกนั่งแล้วเงียบหาย ตัวหาย สถานที่ก็หาย ตอนแรกคิดว่าดีเพราะไม่ฟุ้งซ่าน แต่รู้สึกไม่มั่นใจ ถามคุณแม่ชีเกณฑ์ท่านว่านั่งแบบนี้ถูกไหม

ท่านบอกว่า....ไม่ได้แล้ว หายเงียบไปแบบนั้นหาใช่ดีไม่ การนั่งสมาธิที่ดีต้องมีสติรู้กายรู้ใจอยู่ครบถ้วน ต้องตื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่หายไปไหน ท่านบอกว่าขณะกำลังเกิดภาวะเช่นนั้น ให้แก้ด้วยการลุกเดิน อย่าปล่อยให้ดิ่งหายไปแบบนี้

เมื่อไม่หายไปไหนมาเจออีกภาวะหนึ่งคือ โงกง่วงโยกไปโยกมา น่าอายมากถ้าใครมาเห็น คุณแม่บอกว่า.....เพราะสติมันอ่อนเลยทำให้เสียการทรงตัว สติไม่พอที่จะประคองตัวเองให้หลังตั้งตรงไว้ได้ ให้สำรวจว่าร่างกายของเราเหนื่อยอ่อนเพลียไหม หรือมันจะเป็นนิวรณ์ ไม่เหนื่อยไม่เพลียพอเริ่มนั่งก็เริ่มง่วง อันนี้เป็นนิวรณ์แล้ว

กลับมาดูตัวเองอาจจะใช่ ปกติบ่าย 2 ของทุกวันเราจะงีบหลับ แต่นี่ไม่ได้นอนเลยและพบว่าหลังอาหารเที่ยงจะรู้สึกง่วงอย่างหนัก เมื่อเห็นจุดที่จะแก้การโงกง่วงของตัวเองได้ จึงเปลี่ยนเวลาการกินอาหารให้เสร็จก่อนเที่ยง บ่ายโมงเขาจะง่วงพอดี นอนเสียครึ่งชม.ก่อนไปปฏิบัติธรรม ทำให้อาการโงกง่วงหายไป คุณแม่ยังบอกอีกว่าอย่าปล่อยให้เป็นอย่างนั้นมันจะติดเป็นนิสัย เราต้องขัดมัน ถ้ามันโงกง่วงให้เราลุกเดินทันที อย่านั่งต่อต้องฝืนลุกขึ้นมา





"วางเพื่อรู้จักตัวเอง"

บอกกับคุณแม่ว่า....พอเดินจงกรมมากๆ บริกรรมพุทโธในใจไปด้วย นานไปกลับรู้สึกหนวกหูคำว่าพุทโธ ทั้งๆ ที่บริกรรมมาตั้งหลายปีแล้ว ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ จะบาปไหม ใจมันรู้แล้วตรงไหนพุธ ตรงไหนโธ มันก็อันเดียวกัน มันอยากรู้เฉยๆ ไม่อยากบริกรรมแล้ว

คุณแม่ท่านบอกว่า...ก็ใจมันไม่เอาแล้ว ก็วางเสีย ให้จับจุดที่เคยพุทโธแทน เรารู้ว่าจังหวะไหน จุดไหนที่เป็นจุดที่เราบริกรรมพุท , โธ ก็ใช้การรับรู้ตำแหน่งนั้นแทนคำว่าพุธ โธ

ทำตามที่คุณแม่แนะนำ คือรับรู้จุดที่เคยพุท โธ เฉยๆ ไม่มีคำบริกรรม แต่พอออกจากทางจงกรม ในชีวิตประจำวันเราก็ยังพุทโธ จะทำอะไรก็คอยพุทโธ คุณแม่ท่านแนะให้ปล่อยในชีวิตประจำวันด้วย เราไม่กล้ากลัวใจไม่สงบ พอมีอารมณ์โกรธขึ้นมา ก็พุทโธทันทีจนติดเป็นนิสัย

คุณแม่ท่านว่า.....บริกรรมมาตั้งนาน แต่ยังไม่ทันอารมณ์ตัวเอง เราต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด แก้กันที่เหตุ บริกรรมแบบนกแก้วนกขุนทอง ไม่มีสติตามรู้ตามเห็นมันจริงๆ ไม่มีปัญญากำกับเห็นโทษเห็นภัยมันจริงๆ มันก็โกรธอยู่อย่างนั้น ถ้ามัวแต่หลบ จะเห็นตัวเองได้ยังไง

2 วันแรกพยายามไม่พุทโธ ตาเห็น หูได้ยิน คิดทันที รู้สึกทันที วุ่นวายไปหมดจนแทบจะทนไม่ได้ เลยรู้ว่าตัวเองยังถูกปรุงแต่งได้ง่าย อะไรเข้ามาก็เอาไม่อยู่ วันที่ 3 จึงค่อยดีขึ้นและก็ดีขึ้นเรื่อยๆ หลายวันผ่านไปใจเริ่มสงบโดยไม่ต้องพุทโธก็ได้ คุณแม่ท่านให้วิ่งเข้าหาอารมณ์ที่เกิดตรงหน้า วิ่งเข้าหาเวทนาที่เกิดขณะนั้น วิ่งเข้าใจที่มันรู้สึกจริงๆ เพื่อจะได้เห็นเหตุจริงๆ ที่ทำให้ใจสับสนวุ่นวาย

พอโกรธต้องทนเห็นมันไหม้ มันเดือด มันร้อนรน มันมอดไหม้จนสุดจะทน อดทนดูเฉยๆ จนมันดับลงเอง เรารู้แล้วว่าถ้าไม่ไปยุ่งกับมัน แต่งโน่น เติมนี่ ทนเอาหน่อย ไม่ถึงนาทีเดี๋ยวมันก็ดับ

เมื่อเห็นอาการตัวเองที่กำลังมอดไหม้อย่างเต็มที่ เราขยาดกลัวอารมณ์เหล่านี้มาก คุณแม่ท่านว่าถ้าไม่เห็นว่ามันเป็นของร้อน เราจะไปรู้โทษของมันจริงๆ ได้อย่างไร พยายามฝึกสติและใช้ปัญญา พาตัวเองอยู่เหนืออารมณ์เหล่านี้ให้ได้แล้วจะไม่ร้อน





"ปฏิบัติธรรมแล้วติดดูเวลา"

ผู้ปฏิบัติธรรม : คุณแม่ค่ะ ที่คุณแม่ให้หนูนั่ง 5 นาที เดิน 5 นาที สลับกันเพื่อแก้อาการง่วงและฟุ้งมาก หนูต้องคอยดูนาฬิกาที่ข้อมือว่าครบเวลาหรือยัง ใจมันคอยพะวงเรื่องเวลา คอยแต่ดูนาฬิกาข้อมือ กลายเป็นเรื่องเวลาทำให้ใจไม่สงบ

คุณแม่ชีเกณฑ์ : ลูกก็ใช้ความรู้สึกเอา แรกๆเราก็ดูเวลาไปก่อน สักระยะจิตเขาเริ่มชิน เขาจะรู้เวลาของเขาเองว่าครบ 5 นาทีแล้วนะ ใช้ความรู้สึก ไม่ต้องไปคอยดูนาฬิกาก็ได้ มันขาดเกินกันไม่กี่นาทีเอง พอจะเพิ่มเวลาเป็น 10 นาที แรกๆก็ดูเวลาไปก่อน พอกะได้เราก็ใช้ความรู้สึก หรือจะเดินจงกรมให้ครบ 1 ชม. เราก็ใช้ความรู้สึกกะเอาได้





"ทำอย่างไรถึงจะวางเขาได้"

บ่อยครั้งบอกกับคุณแม่ว่า....แบกคนนั้นมาเดินจงกรมด้วย เดินไปก็มีแต่คำพูดเก่าๆ ผุดขึ้นมา สักพักก็เศร้าใจเสียใจ ถามท่านว่าทำอย่างไรถึงจะวางเขาได้

ท่านบอกว่า....ก็เรายังยินดีพอใจที่จะนึกถึงอยู่ แม้จะเป็นคำพูดที่ทิ่มแทงก็ตาม ใจมันยังไม่ขาด มันยังมีเยื่อใยกันอยู่ นี่เป็นนิรณ์ขวางกั้นผู้ปฏิบัติธรรม เป็นเรื่องดีนะ เราจะได้รู้ว่ามีอะไรค้างอยู่ในใจ เราต้องเข้าไปดูเหตุว่า ทำไมเรายังนึกถึงเขาอยู่ เพราะใจเรายังยึดยังไม่ปล่อย เรายังไม่เห็นโทษเห็นภัยอย่างแท้จริงจึงยังนึกถึงเขาอยู่

ถ้ามันขึ้นมาบ่อยๆ ก็ให้กำหนด "คิดหนอๆๆ" เอาจนมันหายไป ถ้าไม่ทันเป็นอารมณ์ขึ้นมาแล้ว ก็ให้กำหนดไปตามอารมณ์ที่เป็น เพื่อหยุดไม่ให้มันปรุงแต่งต่อ ในชีวิตปกติก็ให้กำหนดถ้ามันขึ้นมา รู้ไหมถ้าเราตายลงขณะที่ใจยังนึกถึงเขา ก็จะไปเกิดเป็นตุ๊กแกจิ้งจกหรือหมาในบ้านเขา ถ้าอาฆาตพยาบาทก็ไปเป็นสัตว์มีพิษอยู่ใกล้ๆเขา ยังอยากไปเจอเขาอีกหรือ ยังทุกข์ไม่พอหรือ อยากไปเป็นจิ้งจกมองเขาในบ้านเขาหรือ





"อะไรคือปัญญาขั้นแรกที่ทำให้เราวางกายนี้ได้"

ปัญญารู้เท่าทันอารมณ์นั่นไง เป็นปัญญาขั้นแรก ถ้ารู้ทันอารมณ์มันก็จบเท่านั้น ขั้นแรกก็รู้เท่าทันอารมณ์ เห็นอาการเกิดดับๆ แล้วใจมันจะยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ดับ อารมณ์มันก็ดับ กายของเรามันก็ดับ พอเห็นปัญญามันก็เกิด

ต้องพิจารณาเห็นอาการเกิดดับเหมือนตอนที่แม่ปฏิบัติ พอมันเห็นอาการเกิดดับ ทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่เกิดกับดับ กายของเรามันก็ดับ ต้องเห็นช่องว่าง ทุกอย่างกายนี้มันก็ดับ มันเห็นโทษทันที เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันดับสลาย เห็นโทษเห็นภัยมัน

เกสา โลมา ท่องลงไป ไม่เห็นอาการเกิดดับไม่เห็นช่องว่าง มันก็ไม่ก้าวหน้า เห็นตายที่รพ.เผากันตลอดทำไมมันถึงไม่ตัด ทำไมไม่เกิดปัญญา ทำไมมันไม่ขาด เห็นอาการเกิดดับอย่างแจ่มแจ้ง มันถึงจะเข้าใจ ทุกสิ่งทุกอย่างมันดับสลายไป

จับหัวข่มน้ำจนตายก็ไม่เห็น ถ้าไม่เห็นด้วยสติปัญญาของตัวเอง ฟังครูบาอาจารย์เทศน์จนหูแตก หูซ้ายทะลุออกหูขวา มันวางได้มั้ย ถ้ามันไม่เห็นช่องว่างของจิตที่ มันเกิด มันดับ มันวาง มันหมดไป หมดไป เห็นทุกขัง อนิจจังสิ มันถึงวาง ทุกขัง อนิจจัง นึกว่ามันเที่ยงหรือไง ตามดูสิมันอยู่ตลอดมั้ย เดี๋ยวสักวันมันก็จางไป มันไม่เที่ยงอะไร มันแปรปรวนอยู่ตลอด มันก็จบเท่านั้นเอง





"นั่งสมาธิแล้วความจำหาย บางทีพุทธโธก็หาย แต่ก็จะดึงกลับมา จะเดินนั่งนอนยืนมีแต่พุทธโธ ฟังธรรมได้ทั้งคืน จิตของลูกเป็นอะไร แก้ไขอย่างไรค่ะ"

ขณะที่นั่ง พอหายใจเข้าพุท พอหายใจออกโธปุบ ให้ใช้สติสำรวจอาการ 32 ของตัวเอง จากปลายเท้าจรดหัว จากหัวจรดปลายเท้าว่า ยังนั่งตัวตรง ตัวเอน คอก้ม คอหักมั้ย ให้มีสติเห็นสมบูรณ์เหมือนลืมตาอยู่ทุกขณะ แล้วจะไม่มีอาการอย่างนั้น ที่มันวูบหายไปเพราะสมาธิลงลึก แล้วจิตดิ่งลงในสมาธิ สติอ่อนมันเลยวูบหายไปแว่บเดียว เหมือนตัวเองไม่มีตัวไม่มีตน

อย่านั่งนาน ให้นั่งแค่ 10 นาที เดิน 10 นาที ไปจนครบชม. พอสติแก่กล้าขึ้น มีสติสมบูรณ์เมื่อไหร่ นั่งนานก็จะไม่เป็นอาการนั้น ทำถูกแล้ว ไม่ว่าอะไรเกิดขี้น ก็ให้มีสติรู้อยู่กับพุทกับโธ แต่อย่าลืมสำรวจตัวเองอยู่ทุกขณะ รู้ตัวเองทุกขณะ ว่าครบถ้วนบริบูรณ์อยู่ นั่งอยู่ท่าอะไร จิตก็จะไม่ลงลึก เพราะมีสติสมบูรณ์

ที่ฟังธรรมได้ทั้งคืน เพราะจิตมีศรัทธา มีความเลื่อมใสในธรรม จิตมันจดจ่อ ถ้าจิตมาอยู่กับกายก็ให้หยุดฟัง ให้ฟังจิต เอาจิตกับสติมาตั้งอยู่กับตัวเอง จิตจะไม่คล้อยไปกับเสียงธรรม ปฏิบัติให้มากแล้วจะเข้าใจสิ่งที่ฟัง ฟังแค่ 5 นาที แต่เข้าถึงและเข้าใจ ก็มีอานิสงส์มากกว่าฟังทั้งคืน





"การเดินจงกรม 6 จังหวะ สำหรับผู้ที่ทุกข์ใจและฟุ้งมาก"

1. ยกส้น...(หยุด)...หนอ...(หยุด)
2. ยก...(หยุด)....หนอ...(หยุด)
3. ย่าง...(หยุด)...หนอ...(หยุด)
4.ลง...(หยุด)...หนอ...(หยุด)
5. ถูก...(หยุด)....หนอ...(หยุด)
6. เหยียบ...(หยุด)....หนอ...(หยุด)

นอกจากจะรับรู้ที่เท้า ปาก ใจ หูก็ยังคงได้ยินเสียง บางทีมันก็รู้ลมหายใจ ตาก็เห็นสัตว์ที่เดินบนพื้นดิน รู้อากาศร้อนเย็น จิตแว่บออกไปคิดก็รู้

ออกเสียงดังทุกจังหวะและคำว่าหนอ ให้การรับรู้ของเท้า ปากและใจตรงกัน หากความคิดเข้าแทรกหยุดค้างไว้ทันที ความคิดดับจึงไปต่อ หากมันไม่ยอมดับก็ค้างไว้เลย เมื่อขาเริ่มเกร็งมันจะทิ้งความคิดมารับรู้อาการที่ขา การเดินจงกรมเช่นนี้ เป็นวิธีที่ขัดใจมากสำหรับผู้ที่ใจร้อน อารมณ์รุนแรง มันจะดิ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ขณะที่หยุดค้างไว้ ให้เราดูใจที่มันดิ้น มันหยุดดิ้นเมื่อไหร่จึงจะไปต่อ อดทนฝืนจิตไม่ทำตามที่มันสั่งให้ได้ 1-2 อาทิตย์มันก็จะหยุดดิ้น ยกเว้นคนที่ไม่สม่ำเสมอและไม่เอาจริง เมื่อมันหยุดดิ้นความสงบเย็นจะเกิดขึ้น 4 วันแรกจะปวดเมื่อยไปทั้งตัว เริ่มแรกตัวจะเอียงซ้ายเอียงขวาให้ทำความรู้สึกไปตามอาการเอียง ถ้ามันคิดติดกันเป็นลูกโซ่ ให้กำหนด คิดหนอๆเอาจนมันหยุด

วิธีนี้เป็นวิธีหักดิบ ผู้ที่ความอดทนน้อยมักจะถอยไปเสียก่อน สิ่งที่จำเป็นมากคือความต่อเนื่อง อย่างน้อยวันละ 1 ชม. เป็นเวลา 2 อาทิตย์จึงจะเริ่มเห็นผลชัดเจน หลังการปฏิบัติทุกครั้ง คุณแม่ท่านให้แผ่เมตตาเจาะจงให้เจ้ากรรมนายเวรเราก่อน เมื่อจิตใจเราเข้มแข็งขึ้นจึงจะแบ่งปันให้ผู้อื่นได้ และหมั่นตักบาตรให้เขาด้วย

เรื่องใดที่ขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้พิจารณาไตร่ตรอง ทำไมใจเรายังคิดเรื่องนี้ ยังคาใจตรงไหน ตัดสินใจเด็ดขาดกับมันว่าจะทำยังไงแล้วก็วางมัน และคอยเตือนตัวเองหากตายขณะนี้ ต้องไปเกิดเป็นจิ้งจกตุ๊กแกเฝ้าอยู่บ้านเขาแน่นอน การรับรู้หลายจุดถี่ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดสติและให้สติเร็วขึ้น

เมื่อมีสติ ก็จะเกิดสมาธิ และปัญญาในการแก้ไขปัญหาก็จะตามมา ส่วนการหยุดนั้น เพื่อให้เห็นการเกิดดับของการรับรู้และความคิด ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดแล้วดับในทันที เมื่อเข้าใจในความเป็นจริง มันก็จะค่อยๆ ยอมรับว่าทุกสิ่งมันจบไปแล้ว และเลิกที่จะไปขุดคุ้ยขึ้นมาอีก เมื่อถึงเวลาที่จิตเขาก้าวเดินเองได้ คำบริกรรมก็จะค่อยๆ เลือนหายไป





"ลมหายใจเข้ามีลักษณะอย่างไร"

ขณะที่เราหายใจเข้า รู้ว่าขณะนี้จิตของเราอยู่กับปัจจุบันอารมณ์มั้ย ให้รู้ว่าลมหายใจเข้ามันยาวขนาดไหน เหมือนแม่ให้บริกรรมพอง ดูสิมันสุดตรงไหน มีอาการพองอยู่ตรงไหน แล้วมันมีลักษณะอย่างใด หายใจเข้าไปให้เต็มปอด ดูว่าขณะนี้เราหายใจเข้ายาวสุดมั้ย แล้วความรู้สึกนึกคิดขณะที่หายใจเข้ามีอารมณ์เจือปนมั้ย มีความปรุงแต่ง มีความรู้สึก มีอุปาทานอะไรอยู่ในใจเรามั้ย ใจเราสอดส่ายไปหาอารมณ์ห่วงใยอะไรรึเปล่า

ให้เราอยู่กับลมหายใจทุกขณะ ให้พิจารณาตามไป มีสติรู้ตามมากมั้ย หายใจเข้าเต็มปอดสุดอยู่ตรงไหน มีความคับแค้นอึดอัดลมหายใจมั้ย หรือมันปลอดโปร่ง มันเบาในกายมั้ย ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอย่างนี้ แล้วดูว่าอารมณ์ที่หายใจเข้า มันมีแต่ลมหรือมันมีความรู้สึกนึกคิด มีเวทนาในใจมั้ย ความยึดถือ ห่วงสมบัติ ห่วงลูก ห่วงสามี ห่วงความที่จะไม่มี อยู่ในจิตมั้ย

ให้เรารู้เท่าทันว่า เรากำลังทุกข์ เรากำลังเกาะอยู่กับอารมณ์อันใด ให้เรารู้ขณะที่ลมหายใจเข้ายาว ลมหายใจเข้าสั้น เราก็รู้ว่ามันสั้น มันอยู่ในช่วงใด อยู่สุดท้องน้อยหรืออยู่เหนือสะดือขึ้นมา หรือแค่ลมหายใจอยู่ปลายจมูกหรือปลายหน้าอกเรา หรืออยู่แค่ช่วงคอ เมื่อมันแผ่วเบา บางคนบอกว่าเหมือนไม่หายใจเพราะจิตไม่ได้มีอารมณ์ใดๆ จิตที่ไม่เกาะเกี่ยว จิตที่เบา ลมหายใจเข้าก็เหลือน้อย เบา หายใจเข้าให้รู้ หายใจออกให้รู้ หายใจเข้ายาวก็ให้รู้ หายใจออกสั้นก็ให้รู้ รู้อาการว่ามันเบามันหนัก เรารู้อาการว่าจิตมีแต่ความว่างเปล่ากับลมหายใจมั้ย หรือมีความขุ่นมัวอยู่ในใจมั้ย

ถ้าบริกรรมก็ให้คำบริกรรมกับลมหายใจเข้าหรือออก เป็นขณะเดียวกันไปจนสุดลม ไม่ต้องไปบังคับ ทำใจให้สบาย เบาๆ เป็นหนึ่งเดียวกัน และดูว่าเราตามรู้ทุกขณะมั้ยหรือมันแว่บไปคิด มันเกิดความรู้สึกอะไรเข้าแทรกมั้ย ถ้ามันคิดไม่ยอมกลับมาให้กำหนดคิดหนอๆ หรือกำหนดไปตามความรู้สึกที่มันขึ้นมา มันง่วง ตกภวังค์ หรือไม่มีกำลังที่จะหยุดคิด ก็ให้ลุกขึ้นเดินจงกรม ถ้าเดินจงกรมก็ยังไม่หาย ให้จับไม้กวาดมากวาดใบไม้แทน ตามรู้อาการเคลื่อนไหวไป จะทำให้เราสลัดความคิดนั้นออกไปได้

คุณแม่ขอฝากคำถามทิ้งท้ายสำหรับการดูลมหายใจ หายใจเข้าก่อนที่ลมจะออกมันหยุดก่อนมั้ย พอหายใจออกไปแล้ว ก่อนที่มันจะกลับเข้ามามันหยุดก่อนมั้ย และอีกคำถาม หายใจเข้ากับหายใจออก เป็นขณะเดียวกันหรือคนละขณะ





"สอบถามการนั่งสมาธิ ก่อนนั่งต้องสวดมนต์ไหม หากจะจับพุทโธให้กำหนดตามดูยังไงครับ" 

ไม่สวดอะไรเลยก็ได้ เมื่อจะนั่งสมาธิพึงสำรวจจิตของตัวเองว่าพร้อมที่จะนั่งแล้วพยายามวางอารมณ์ทุกอย่าง ความกังวล ทำใจให้เป็นกลาง แล้วสำรวจจิตว่าตอนนี้จิตมันวอกแว่กคิดฟุ้งซ่านไหม ให้วางอารมณ์ที่เราเป็นนักเรียนหรือนักธุรกิจ หน้าที่การงาน 

เมื่อพร้อมแล้วไปนั่งในที่สงบ จะกราบระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย3 ครั้ง ระลึกถึงพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณของท่าน แล้วก็ตั้งจิตว่าจะนั่งจะดูลมหายใจเข้า จะดูลมหายใจออก ทำใจให้ว่าง จิตว่อกแว่กไปที่อื่นไหม เมื่อเห็นแล้วก็สูดลมหายใจ ทำตัวให้ตรง ดำรงสติไว้ที่ลมหายใจเข้าพุทธ 

ถ้าเป็นผู้ฝึกใหม่สมควรที่จะต้องจับดูลมหายใจเข้าเหมือนอานาปานสติ หายใจเข้ายาวก็รู้ หายใจออกสั้นก็รู้ หายใจแผ่วเบาก็รู้ หายใจไม่มีลมหายใจก็รู้ จำเป็นที่สุดคือเป็นกลาง คุณจะต้องมีสติระลึกรู้ลมหายใจเข้าพุทธ ยาวคุณก็ต้องรู้ว่ายาว สั้นคุณก็ต้องรู้ว่าสั้น ให้คุณสังเกตดูต่อไป แผ่วเบาก็ให้รู้ เพราะเวลานั่งใจจะได้ไม่ไปติดสุข ใจจะได้ไม่ยึด มันจะสงบอย่างเดียวไม่รับรู้อะไร เป็นมิจฉาทิฏฐิ 

ขณะที่คุณจดจ่อพุทกับโธ คุณอย่าไปซีเรียส อย่าไปคิด ทำสบายๆ เหมือนนั่งทำงานไป คุณมีสติระลึกรู้ตามลมหายใจเข้า ตามลมหายใจออก คำบริกรรมว่าพุทโธ อาการของท้องลมมันเข้ากับอาการออกคุณรู้เท่าทันทุกขณะไหม มันมีความรู้สึกโล่งขัดฝืดเคืองคุณรู้สึกทุกขณะไหม 

คุณจำเป็นต้องดูตามความรู้สึกรู้ทุกขณะที่เคลื่อนไหวของลมต้นทางจนถึงที่สุด ในขณะที่คุณนั่งจ้องพุทกับโธอยู่นั้นคุณได้ยินเสียง คุณมีสติรู้ไหมว่า เออ เสียงมาแล้ว เสียงมากระทบที่หู คุณก็รู้ว่า เออเสียงมากระทบที่หู ดูสิว่าคุณไปยินดียินร้ายกับเสียงไหม คุณพอใจในเสียงไหม เสียงมากระทบคุณหงุดหงิดไหม คุณก็ให้มีสติรู้ตาม ถ้ามันหงุดหงิดคุณก็มีสติรู้ว่ามันหงุดหงิดหรือคุณจะบริกรรมว่า "หงุดหงิดหนอ" "ได้ยินหนอ" คุณจะอุทานหรือไม่อุทานก็แล้วแต่ความพอใจของคุณ 

ทีนี้เวทนาเกิดขึ้น ถ้านั่งมันเจ็บมันปวดก็บอกว่า "โอ้เวทนาเกิดขึ้นแล้ว" ดูสิว่าเราเอาจิตไปจดจ่อกับมันมั้ย มันทรมานมั้ย ว่าคุณนี่ทุกข์ ถ้าทุกข์คุณทนไม่ได้ ก็ลุกมาเดินพุทโธ พุทยกขึ้นย่างเหยียบลงไป พอเท้าจะถึงพื้นก็โธ แล้วให้คุณมีสติรู้เท่าทันกับจิตกับปัจจุบันทุกขณะ กายกระทบกับลมก็เย็น ให้คุณรู้ว่าเย็น ร้อนก็ให้รู้ว่าร้อน ถ้านั่งสมาธิ ถ้าอยากรู้ว่ามันร้อนว่ามันเย็นก็อย่าเปิดพัดลม อย่าอยู่ในห้องแอร์ มันจะได้เห็นความเป็นจริง ร้อนแล้วคุณหงุดหงิดไหม ลมพัดมาเย็นยินดีไหม 

พุทแล้วมันเข้า เวลาออกทันมันมั้ย จะให้การบ้านว่า พอหายใจเข้า พุทมันหยุดก่อนมั้ยก่อนที่มันจะออกโธ คุณแยกแยะพิจารณาสิ อันนี้เป็นการเจริญสติและปัญญาที่มีไหวพริบ บางคนพุทโธไปแล้วมันไม่จับจุดก็ไปได้ช้า กำหนดอะไรมาก็ได้ 

แม่มีคำถามของแม่ทั้งนั้น เธอไม่เอาหนอ เธอรู้มั้ยหูมาหาเสียงหรือเสียงไปหาหู ตอบเสียงไปหาหู ผู้ปฏิบัติบางคนนิ่งชะจนไม่ได้ยินเสียง แต่พอได้ยินตอบว่าหูไปหาเสียง แม่ให้พิจารณาดีๆ พอเข้าลึกๆแล้วไม่ได้ยินเสียง มันดับไปเลย บางคนได้ณาน ก็ตอบหูไปหาเสียง การนั่งสมาธิที่ถูกไม่ใช่เงียบหาย ตัวหาย ไม่รับรู้อะไรเลย หูได้ยินเสียง กายรู้สัมผัสร้อนเย็น จมูกได้กลิ่น รู้ความรู้สึกที่ใจอยู่ทุกขณะ ฟุ้งก็ให้รู้ว่ามันฟุ้ง เราต้องเห็นความจริงทุกอย่างที่ใจเมื่อมีสิ่งมากระทบ เพื่อที่จะค่อยๆถ่ายถอนออกไป





"คุณแม่ทำยังไง หนูถึงจะเห็นอสุภะ เห็นกระโหลกเหมือนเขา"

ไปนั่งเพ่ง นั่งเห็นกระดูก ซี่โครง เห็นตับ เห็นไต มีแต่ของสกปรกโสโครก ถ้าใจมันยังวางไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์ เห็นกระดูกซี่โครงแล้วเวลาเขาด่า มันยังโกรธอยู่ มันก็ไม่ดี จะเห็นหรือไม่เห็นก็ไม่เป็นไรหรอก เห็นแล้วปลงได้มั้ยละ ถ้าปลงได้ใช้ได้ ถ้าปลงไม่ได้ก็ใช้ไม่ได้ แปลว่ายังเห็นไม่ถูก

เห็นถูก เห็นชอบ เหมือนมรรคมีองค์ 8 เออ..กายนี้มันเป็นธรรมดา เดี๋ยวมันก็เสื่อม ผมมันดำเดี๋ยวก็หงอก มันแปรปรวนเนาะ เกิดมามันดำ กลางคนเข้ามามันหงอก แล้วใครจะยอมมั่งละ ถ้าเห็นมันเป็นธรรมชาติทำไมไม่ปล่อย เอาวัตถุนิยมมาย้อมทำไม หนังที่มันเหี่ยวก็เป็นธรรมดา ถ้ายังบำรุงกันอยู่มันก็วางไม่ได้ เห็นอสุภะแต่ยังห่วงสวย อยากให้ตัวเองดูดี มันก็วางไม่ได้

กิเลสหยาบละไม่ได้ แล้วจะละกิเลสละเอียดได้อย่างไร ผู้เข้าปฏิบัติ ถ้ารู้แจ้งเห็นจริง มันต้องเห็นว่ามันเป็นธรรมชาติ ก็ปล่อยมัน เอาอะไรมาหยุดมันก็ไม่อยู่ ย้อมไปก็ชั่วขณะ เดี๋ยวก็คืนสู่สภาพเดิม บำรุงขนาดไหน แพงขนาดไหน ดีขนาดไหน ก็หยุดความแก่ความเหี่ยวไม่ได้ สู้เอาเงินไปทำบุญเป็นสเบียงให้แก่ตัวเองดีกว่า

ธรรมะมองแว่บเดียวแล้วพิจารณาให้แตกฉาน แค่หงอกเส้นเดียวก็บรรลุธรรมได้ อสุภะภายนอก ความสกปรกโสโครกมีให้เห็นกันทั้งวัน เห็นแล้วพิจารณาด้วยปัญญา เห็นตามความเป็นจริง เอออันนี้มันเสื่อมแล้วนะ ตามองแทบไม่เห็น มันฝ้ามันฟางแล้ว หูมันก็เริ่มตึง ไม่มีอะไรเลยที่จะเที่ยง นี่แหละท่านว่าให้เห็นทุกข์สัจจริงๆ เห็นทุกข์เห็นโทษของมัน

แม้ไม่เห็นอสุภะ แต่เข้าใจธรรมชาติของกายนี้ เข้าใจที่มันแปรปรวน เข้าใจที่มันทุกข์ ไม่ไปหลงมัน ไม่ไปยึดมัน อยู่กันไปตามสภาพ ป่วยก็ไม่ทุกข์กับมัน อันนี้แม้ไม่เห็นก็ใช้ได้แล้ว กายนี้จะวางได้ไม่ใช่เห็นอสุภะภายใน แต่วางได้ด้วยปัญญา คนที่เห็นได้ก็ต้องพิจารณาด้วยปัญญา เห็นโทษเห็นภัยมันจึงจะวางได้ เห็นอย่างเดียว ละไม่ได้วางไม่ได้ มันก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด





"ข้อเสียของการนั่งหลังงอ"

รูปคุณแม่ชีเกณฑ์กับผู้ปฏิบัติธรรมขณะนั่งสมาธิ เมื่อครั้งที่ท่านไปเปิดปฏิบัติธรรมที่สมุทรปราการ เห็นเพียงท่านที่นั่งหลังตรง ท่านบอกว่าเวลานั่งให้ยืดหลังให้ตรง อย่าให้งอเพราะจะทำให้ปวดหลัง ช่วยให้ไม่ง่วงและสติตั้งมั่น ในเวลาปกติก็พยายามยืดหลังให้ตรง อย่าให้งอ กระดูกที่งอจะทำให้เกิดอาการปวดหลัง

ทำตามที่ท่านบอก เวลานั่งสมาธิจะคอยดูว่าหลังงอไหม กลายเป็นว่าสติมาจดจ่อที่นี่ เป็นเรื่องดี พอหลังตรง ลมหายใจเข้าสะดวกยาวถึงท้อง หายใจโล่งขึ้น ไม่รู้สึกอึดอัด และไม่รู้สึกว่าต้องบังคับลมหายใจ กลับเห็นลมเข้าลมออกของเขาเองกลายเป็นแค่คนดูเฉยๆ บางครั้งขี้เกียจและลืมโดยเฉพาะในชีวิตปกติ เมื่อเห็นคนแก่หลังงอ ก้มหน้าเดินจนเกือบถึงพื้น เราไม่อยากเป็นอย่างนั้น จึงพยายามฝืนความขี้เกียจของตัวเอง





"อาการที่เรียกว่าปิติมีอะไรบ้างค่ะ เกิดเพราะอะไร ดีหรือไม่ดี และแก้ไขอย่างไร"

อาการซาบซ่านทั่วร่างกาย  ตัวเบาเหมือนจะลอย  น้ำตาไหล ขนลุกขนพอง  ตัวโยกไปมา  คันเหมือนมดไต่ ตัวแข็งเหมือนหิน  ลมหายใจหายไป  ตัวหายไป  ไม่รู้สึกว่ามีร่างกายนี้อยู่เลย ตัวลอยขึ้น ตัวสั่น มือมาตีหน้าผาก หัวโขกพื้น ตัวยืดตัวยาว ตัวขยายใหญ่กว้าง เห็นสีแสงสว่าง สั่นเป็นเจ้าเข้า นี้เป็นอาการของปิติ เกิดเพราะสติเราอ่อน หนักสมาธิไป 


เมื่อเกิดสมาธิที่ไม่มีสติเท่าเทียมกัน ทำให้เราไม่มีสติพอที่จะประคองร่างกายให้ตั้งไว้ได้ หรือหากน้ำตาไหล สติเราไม่ทันกับใจที่ถูกปรุงแต่ง และด้วยวิบากกรรม เมื่อสติไม่พอวิบากกรรมจะเข้าแทรก ปิติก็เป็นนิวรณ์หรือเครื่องข้องที่ทำให้การปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า หยุดอยู่ตรงนั้น พอนั่งสมาธิก็ผลุบเข้าสู่สภาวะนี้เหมือนไปติดอยู่ในอีกภพหนึ่ง รู้ตัวอยู่แต่ไม่มีกำลังพอที่จะต่อต้านหรือพาตัวเองออกมา ต้องปล่อยให้คลายตัวลงเองจึงจะออกมาได้ 


นั่นเพราะสติเราอ่อนยังไม่มีกำลังพอที่จะต่อต้าน บางคนไปติดภาวะแบบนี้เป็น 10 ปีเพราะไม่รู้จะแก้อย่างไร ทำให้เลิกนั่งสมาธิไปเลยก็มี สรุปว่าไม่ดี แรกๆบางคนอาจจะตื่นเต้นเพราะไม่เคยเจอภาวะเช่นนี้ จากปกติมีแต่ภาวะฟุ้งซ่าน พอจิตสงบมาเจอสภาวะเช่นนี้ เลยคิดไปว่าตัวเองก้าวหน้าขึ้น ไม่ฟุ้งซ่านแล้ว 


บางคนอาจคิดไปว่ากำลังเข้าฌานนั้นฌานนี้ ไม่มีหรอกฌานตัวโยกไปโยกมา มีแต่ฌานโลกีย์ นั่งแล้วไม่มีสติรู้ตัวหรือควบคุมตัวเองไม่ได้ หากตายขณะนั้นคิดว่าจิตจะไปไหน ก็ไปแบบคนไม่มีสติ ไปตามบุญตามกรรมที่ทำมา หรือวิบากกรรมเก่าเข้าแทรกพอดี ก็ไปตามกรรมนั้นเลย น้ำตาไหล ขนลุกขนพอง  เห็นสีแสงสว่าง คันเหมือนมดไต่ ให้กำหนดรู้หนอๆ ไปจนกว่าอาการจะหาย อย่าไปปรุงแต่งต่อ 


ส่วนอาการอื่นๆทางร่างกาย ให้เดินจงกรม 5 นาที นั่ง 5 นาที ทำสลับไปสลับมาจนครบ 1 ชม. การทำแบบนี้ทำให้สติตื่นและตั้งมั่น ไม่ฟุ้งซ่าน ขจัดนิวรณ์ในใจ และทำให้ไม่ติดในความชอบที่จะนั่งนานๆ กระฉับกระเฉง ไม่ขี้เกียจ ช่วยปรับสมดุลร่างกาย โรคที่เป็นอยู่ถูกขับออก เป็นการรักษาโดยธรรมชาติ ทำเช่นนี้ประมาณ 2 อาทิตย์ อาการทุกอย่างก็จะหายไป เมื่อสติมีมากขึ้นก็เพิ่มเวลาตามสมควร หากเป็นอีกก็แก้กันอีก 


บางคนวิบากกรรมเข้าแทรกขณะนั่งสมาธิเกิดนิมิต ไม่รู้ว่าต้องกำหนด เจ้ากรรมนายเวรมาแสดงตัวและดึงเธอไป หลังจากนั้นก็กลายเป็นคนสติเลื่อนลอย ไม่รับรู้อะไรอีก เขาก็มาปฏิบัติแก้ด้วยการลุกนั่ง 5 นาที มาเป็นนิมิตมาอีกก็ให้กำหนดรู้หนอๆ อย่างเดียว ทำอยู่ปีกว่าและแผ่เมตตา อาการก็เป็นปกติ


ช่วงแรกอาจต้องตั้งเวลา เราต้องทนกับใจที่มันดิ้น มันขัดใจ มันไม่เอา มันไม่ยอม  ก็เพราะไอ้ใจที่มันดิ้นนี้ไม่ใช่หรือที่พาเราเดือดร้อน หากเราทนได้ ฝืนได้ มันก็จะหยุดดิ้นเอง เพราะมันชินแล้ว เมื่อจำระยะเวลาที่ต้องลุก ต้องนั่งได้ เราก็ลุกนั่งเองโดยไม่ต้องตั้งนาฬิกา  ทุกครั้งหลังการปฏิบัติ คุณแม่จะให้แผ่เมตตาเจาะจงให้กับเจ้ากรรมนายเวรตัวเอง แผ่ไปจนกว่าเราจะพ้นสภาวะตรงนี้ จึงเริ่มแผ่เมตตาให้คนอื่น





"ความสงบอยู่แค่ปลายเท้า"

นิ่งเงียบไม่มีคำพูดในใจ ไม่มีคำบริกรรม ปล่อยลมหายใจ เดินจงกรม 6 จังหวะช้าๆ ในห้องแคบๆ เดินแล้วหยุดชั่วขณะ ทุกสเตป

1. ยกส้นเท้าขวาขึ้น แล้วหยุดค้างไว้ชั่วขณะ
ให้รับรู้เท้าข้างที่ยกขึ้นทุกขณะ ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงขณะที่เท้าหยุด วินาทีที่หยุด เราจะเห็นการรับรู้ดับ ช้าๆ อย่าเร่งรีบ ให้ดูที่ใจ ให้การรับรู้ที่ใจดับลงหมด แล้วค่อยเปลี่ยนจังหวะ

2. ยกเท้าขึ้น แล้วหยุดค้างไว้ 
และให้สังเกตแบบเดิมทุกสเตป ช้าๆ อย่าเร่งตัวเอง เราไม่ได้รีบไปเพื่อใครและเพื่ออะไร ถ้าตัวเอน ก็ลดจังหวะเท้าลงเท่าที่ทำได้ ให้รับรู้ไปตามจังหวะที่เอน ทำใจให้เป็นอันเดียวและกลมกลืนกัน เปิดไฟให้สว่าง เมื่อทรงตัวดีขึ้นหรือใจละเอียดมากขึ้น จังหวะของเท้าก็จะเพิ่มขึ้นเอง 

3. ย่างเท้าไป แล้วหยุดค้างไว้ และให้สังเกตแบบเดิม

4. เอาเท้าลงแต่ปลายเท้ายังไม่ถูกพื้น แล้วหยุดค้างไว้ และให้สังเกตแบบเดิม

5. ปลายเท้าสัมผัสพื้น แล้วหยุดค้างไว้ และให้สังเกตแบบเดิม

6. เหยียบพื้นจนเต็มเท้า แล้วหยุดค้างไว้ และให้สังเกตแบบเดิม 

แล้วเราจะพบว่าความสงบอยู่แค่ปลายเท้านี่เอง หาใช่ตามทางขึ้นเขา จะสังเกตว่าแม้เราจะสนใจที่ปลายเท้า หูเราก็ได้ยินเสียง ลมหายใจก็รู้เป็นระยะ ร้อนเย็น ปวดตรงไหน เรื่องอะไรแว่บขึ้นมาในใจเราก็รู้ มันเกิดแล้วก็ดับ ไม่มีอะไรเหลือค้างอยู่ในใจทุกขณะ 

ถ้าใจยังไม่สงบพอ มีเรื่องวุ่นวายใจเข้าแทรก คุณแม่ท่านให้ใช้คำบริกรรมหนอกำกับทุกจังหวะ จะออกเสียงดังหรือในใจก็ได้ แต่ให้ช้าและหยุดค้างไว้เหมือนเดิม คือ

1.ยกส้น (ออกเสียง)..หยุด...หนอ(ออกเสียง)...หยุด , 2. ยก....หยุด...หนอ...หยุด, 3. ย่าง...หยุด....หนอ...หยุด, 4. ลง...หยุด....หนอ...หยุด, 
5.ถูก...หยุด....หนอ...หยุด, 6. เหยียบ...หยุด....หนอ...หยุด

หรือใช้ลมหายใจกำกับแทนคำบริกรรมก็ได้ เช่น ยกส้น+หายใจเข้า....หยุด+หายใจออก, ยก+หายใจเข้า...หยุด+หายใจออก, ย่าง+หายใจเข้า...หยุด+หายใจออก......

สิ่งสำคัญที่จะถอนหนามในใจเราได้คือใช้ปัญญา เรื่องอะไรที่ผุดขึ้นมา ค้นลงในใจของเรา ทำไมเรื่องนี้ยังคาใจเราอยู่ เรารู้สึกยังไงกันแน่ ชอบหรือไม่ชอบ แม้ความอยากทำดีก็มาเป็นนิวรณ์ให้เราได้ ใช้เหตุผลพิจารณาไม่เข้าข้างตัวเอง ห้ามตัวเองอย่าไปเสริม อย่าไปปรุงแต่งต่อ สำหรับผู้ที่ยังห้ามตัวเองไม่ได้ คุณแม่ท่านให้ คิดหนอๆ , อยากหนอๆ,โกรธหนอๆ หนอไปตามภาวะในใจ เพื่อหยุดการปรุงแต่งต่อ หนอบ่อยๆ จนวันนึงมันรู้และชินแล้ว ยังไม่ทันหนอ มันก็หยุดที่จะปรุงแต่ง

ปัญญาที่สำคัญที่จะถอนหนามในใจเราได้คือ ให้เห็นโทษเห็นภัยในเรื่องที่ใจเราไปยึดไปเกาะ ยินดียินร้ายกับสิ่งไหนก็ไปเกิดสิ่งนั้น ทั้งจิ้งจก ตุ๊กแก หรืออสรพิษร้าย หากตายขณะที่โกรธอาฆาตพยาบาท หวงสมบัติ ห่วงบ้าน ห่วงงาน ห่วงหมาห่วงแมว ก็ไปอยู่กับสิ่งนั้น และสรุปกับตัวเองให้ได้กับทางแก้ปัญหาใจ เมื่อทำเต็มที่แล้ว ผลจะเป็นอย่างไร สุดท้ายใจก็วาง

ความต่อเนื่องคือสิ่งสำคัญที่สุด แม้เพียงวันละ ชม. แต่ยาวนานนับปี สติ สมาธิและปัญญาก็จะค่อยๆเพิ่มพูน หนามในใจก็จะค่อยๆ ถอนออก จนถึงวันหนึ่งก็หมดเกลี้ยงใจ ครูบาอาจารย์ผู้สอบอารมณ์ที่ถูกทางคือสิ่งสำคัญ ขอให้ทุกท่านได้พบกับกัลยาณมิตรแท้ผู้นั้นเถิด





"เมื่อเบื่อหน่ายกายนี้ พลิกให้เกิดปัญญา อย่าให้ถลำลึกลงไปจนเกิดความทุกข์"

ยิ่งปฏิบัติธรรมไป ยิ่งเห็นความจริงในร่างกายนี้ ยิ่งเห็นภาระหนักที่ต้องแบกไว้ ยิ่งเกิดความเบื่อหน่าย จนไม่อยากจะมีร่างกายนี้แล้ว มันเป็นภาระอย่างแสนสาหัส เราทำทุกอย่างเพื่อร่างกายที่มันไม่จีรังยั่งยืน ร่างกายที่นำมาแต่ความทุกข์ อยู่กับมันซ้ำแล้วซ้ำอีก นับชาติไม่ถ้วน

เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายในร่างกายนี้เกาะกินใจ คุณแม่ท่านว่าเราต้องพลิกความเบื่อหน่ายให้เกิดปัญญา อย่าให้มันปรุงแต่งจนทุกข์หนักเข้าไปอีก มองให้เห็นโทษของมัน มองให้เห็นความไร้สาระของมัน แล้วอย่าไปยึดมัน เบื่อมันให้จริงๆ ไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่วครั้งชั่วคราว

กายเรามันไร้สาระเช่นนี้ เราก็ต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุดสิ พามันปฏิบัติ เอาความเพียรชนะกิเลส จนไม่ต้องเกิดมามีกายนี้อีก พามันทำความดี ทำกุศลให้ถึงพร้อม ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณ ศาสนา พามันทำสิ่งที่ควรทำที่สุด พามันปฏิบัติจนออกจากวังวนแห่งทุกข์นี้ให้ได้

เราไปจากโลกนี้ ร่างกายที่มันเน่าๆ ก็ถูกทิ้งไว้ ตามไปได้คือบุญบาปที่เราสร้างมา ถ้าเบื่อมันจริงๆ จนไม่อยากมาเจอมันอีก ทำให้ถึงที่สุดสิ ย้อนกลับมามองตัวเอง สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ จะกิน จะพูด จะคิด จะซื้อ เราเบื่อมัน แล้วเราทำไปแต่ละอย่างเพื่อกลับมามีมันอีกมั้ย แม้แต่คิดจะโกรธ จะเกลียด จะรัก จะชอบ จะอาฆาตใคร เราทำไปเพื่อกลับมาอีกมั้ย ถ้าไม่อยากกลับมาอีก ก็ละมันเสียเถิด





"ผมพยายามศึกษาพระธรรมคำสอน แล้วก็ศึกษาไปไกลโพ้นพอสมควร เพื่อหวังเข้าให้ถึงแก่น แต่ก็เข้าไม่ถึงสักที แก่นพระพุทธศาสนา... อยู่ตรงไหนหนอ? "

แก่นพระพุทธศาสนาก็อยู่ที่ใจคุณต่างหาก คุณทำใจให้ผ่องแผ้ว ไม่คิดไม่ปรุงไม่แต่ง ทำใจให้สะอาดหมดจด ให้ขาวรอบอยู่ทุกขณะ จิตไม่ฟุ้งซ่าน ไม่พยาบาท ให้ลดละปล่อยวาง ว่างอยู่ตลอด ไม่อุปาทาน ไม่ยึดมั่นในตัวกูของกู ทำแต่จิตตัวเองให้ขาวสะอาด หมดจดผ่องแผ้วอยู่ทุกขณะลมหายใจ

แล้วก็ให้เห็นตามความเป็นจริง กับทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สรรพสัตว์ทั้งหลาย สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง มีแต่ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ทำจิตให้ขาวรอบผ่องแผ้วหมดจด ทุกลมหายใจเข้าออก ลดละปล่อยวางตัวกู อัตตาตัวตน นี่คือแก่นแท้ของพระพุทธศานา.





"สมาธิกับวิปัสสนาต่างกันยังไงค่ะ"

ถ้าสมาธิอย่างเดียวก็นิ่ง ไม่รู้ตัวเอง เสึยงเข้ามาก็ไม่รับรู้ เย็นร้อนอ่อนแข็งมาสัมผัสกายก็ไม่รับรู้ นั่งนิ่งอย่างเดียว แต่ถ้าเป็นอารมณ์วิปัสสนา วิ แปลว่าตัวปัญญา รู้แจ้งในอารมณ์ ที่นิ่งก็รู้ว่านิ่ง วิปัสสนามีสติและปัญญาปนอยู่กับสมาธิ มีสติรับรู้อารมณ์ 

ที่เป็นสมาธิก็รับรู้ว่าเป็นสมาธิ รู้ว่ามันสงบ แต่ถ้ามีอารมณ์มากระทบทางหูก็รับรู้ ถ้าลืมตา ตาไปกระทบรูปก็รับรู้ทันที หรือว่ากายอยู่ในองค์สมาธิ หูได้ยินเสียงก็รับรู้ ได้ยินเสียงมาสัมผัสหู เย็นมา มีลมผ่านมา กายเย็นก็รับรู้ว่ากายเย็น กายร้อนก็รับรู้ว่ากายร้อน มีมดมีอะไรมาแตะต้องตัวก็รับรู้ มีอะไรก็รับรู้หมด พร้อมกับปัญญาคอยพิจารณาในสิ่งนั้น รู้แล้วก็วาง

วิ แปลว่าตัวปัญญา รู้เท่าทันอารมณ์นิ่ง อารมณ์สุข อารมณ์ทุกข์ นิ่งในสมาธิ จิตเสพอารมณ์ เบิกบานในอารมณ์สมาธิก็รู้ รู้แล้วก็ใช้ปัญญาพิจารณา ถอนออกจากความยินดียินร้าย ไม่ให้ไปติดในอารมณ์ที่ชอบใจ ไม่ชอบใจ เพราะอารมณ์ชอบใจและไม่ชอบใจนี้ เป็นนิวรณ์เครื่องขวางกั้นให้ผู้ปฏิบัติธรรมเนิ่นช้า หรือติดอยู่แค่ตรงนั้น




 เปิดอ่านหน้านี้  2257 

  แสดงความคิดเห็น


RELATED STORIES


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย