ขอเชิญร่วมปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์กลางหุบเขาอันไกลโพ้น 20 ธ.ค. 57- 5 ม.ค. 58 สวนปฏิบัติธรรมชมวิว อ.สังคม จ.หนองคาย
 UMP   15 พ.ย. 2557

"ขอเชิญร่วมปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์กลางหุบเขาอันไกลโพ้น 20 ธ.ค. 57- 5 ม.ค. 58 ณ สวนปฏิบัติธรรมชมวิว บ.นางิ้ว ต.นางิ้ว อ.สังคม จ.หนองคาย "

สวนปฏิบัติธรรมชมวิว ก่อกำเนิดขึ้นด้วยแรงใจแรงกายและกำลังทรัพย์ จากพี่น้องชาวไทยผู้ใฝ่หาความพ้นทุกข์ ทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เริ่มสร้างขึ้นในเดือน พ.ค. 57 ภายใต้ความดูแลของคุณแม่ชีเกณฑ์ จาก วัดป่าเจดีย์เทวธรรม อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด 

สวนปฏิบัติธรรมชมวิว อยู่ในหุบเขาสูงห่างไกลสังคมเมือง ขาดแคลนซึ่งความเจริญทุกอย่าง ใช้ไฟจากแผงโซล่าเซลล์ มีเตาแก๊สและเครื่องครัว ใช้น้ำประปาจากต้นน้ำบนเขา กุฏิกำลังเริ่มสร้าง มีศาลาไม้ไผ่สำหรับสวดมนต์ มีศาลาโรงธรรมให้ผู้ปฏิบัติธรรมกางเต้นท์นอน มีห้องส้วม 4 ห้อง ห้องอาบน้ำ 1 ห้อง มีลานจงกรมทั่วทั้งหุบเขา มีสัญญาณโทรศัพท์ของวันทูคอลและทรูมูฟบางจุด ทางขึ้นเขาเป็นดินแดง และต้องข้ามลำธารเป็นบางจุด อยู่ห่างจากหมู่บ้านนางิ้ว 5 กม. รถที่ขึ้นไปได้คือรถอีแต๋น รถกระบะไปได้เฉพาะช่วงที่ฝนไม่ตกเท่านั้น

**สถานที่แห่งนี้ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงที่ต้องการไปปฏิบัติธรรมในป่า** ดูแลโดยคุณแม่ชีเกณฑ์ ผู้ช่วยผู้หญิงและชาวบ้านชายหญิงอีกหลายคน สวนปฏิบัติธรรมชมวิวยินดีต้อนรับนักบวชทั้งชายหญิง ที่มาขอใช้สถานที่เพื่อการปฏิบัติภาวนาอย่างเข้มข้น สำหรับท่านที่ขออยู่ระยะยาว คุณแม่ชีเกณฑ์ท่านต้องขอพิจารณาเสียก่อน 

ขณะนี้สวนปฏิบัติธรรมชมวิวไม่มีพระและไม่มีใครอยู่ประจำ จะเปิดสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมแค่บางช่วงเท่านั้น ผู้ให้การอบรมและสอบอารมณ์ คือคุณแม่ชีเกณฑ์ นิลพันธ์ ผู้มีประสบการณ์ดูแลผู้ปฏิบัติธรรมและสอบอารมณ์จากวัดร่ำเปิง ตโปทาราม จ.เชียงใหม่ และวัดอื่นๆทางเหนือหลายสิบปี จากวัดป่าเจดีย์เทวธรรม จ.ร้อยเอ็ด ตั้งแต่ปี 2536 จนถึงบัดนี้ และจากสถานที่อื่นๆ ในบางโอกาส

สอบถามรายละเอียด และแจ้งชื่อขอร่วมปฏิบัติธรรมตามวันเวลาที่สะดวก ได้ที่คุณแม่ชีเกณฑ์ 086-1009373 (วันทูคอล) 10.00-16.00 น. ขณะนี้ท่านอยู่บนเขา ระบบดีแทคไม่สามารถติดต่อท่านได้ 

สอบถามรายละเอียดของสถานที่และการเดินทางได้ที่ เฟสบุค สวนปฏิบัติธรรมชมวิว อ.สังคม จ.หนองคาย https://www.facebook.com/pages/สวนปฏิบัติธรรมชมวิว-อสังคม-จหนองคาย/1502603876685810?ref=hl

***ดูภาพของสถานที่ แนวทางการสอนของคุณแม่ชีเกณฑ์ แผนที่และการเตรียมตัวได้ที่ http://pantip.com/topic/32852942 ***
(ไม่มีค่าใช้จ่ายนอกจากสั่งทำอาหารจากในหมู่บ้าน)


สถานที่ตั้ง : ภูน้ำพร้าว 5 กม.จาก บ.นางิ้ว ต.ต.นางิ้ว อ.อ.สังคม จ.หนองคาย 43160
โทรศัพท์ : 0861009373
DT012174

UMP

15 พ.ย. 2557

"เส้นทางการบิณฑบาตบนสวนปฏิบัติธรรมชมวิว" 

ผู้ที่จะขึ้นไปอยู่บนสวนปฏิบัติธรรมชมวิว จะต้องเดินเท้าลงเขาขึ้นเขาตามพระไปบิณฑบาตในหมู่บ้านนางิ้ว รวม 10 กม. ใช้เวลาประมาณ 3 ชม.ในวันที่ฝนตกถนนสายนี้จะกลายเป็นทะเลโคลน ลื่นจนไม่สามารถเดินลงมาได้ จึงควรต้องเตรียมอาหารแห้ง ปลาแห้ง ปลาหมึกแห้งกุ้งแห้ง เครื่องกระป๋อง ติดตัวไปใช้ในยามฉุกเฉิน ผักสดสามารถหาเก็บได้บนเขา ทั้งผักกูดและผักบุ้ง ข้างบนมีเตาแก๊สและหม้อหุงข้าวให้ และการเดินทางขึ้นสวนปฏิบัติธรรมชมวิวต้องใช้รถอีแต๋น รถกระบะสามารถขึ้นไปได้เฉพาะวันที่ฝนไม่ตกเท่านั้น 

ขณะนี้คุณแม่ชีเกณฑ์ พระอาจารย์พิชิต ครูบาตั้ม และช่างจาก จ.ร้อยเอ็ด ขึ้นไปอยู่บนสวนปฏิบัติธรรมชมวิว เป็นระยะเวลา 7 วันแล้ว เพื่อดำเนินการสร้างศาลาโรงธรรมและกุฏิปูน 1 หลังให้แล้วเสร็จ 

***สวนปฏิบัติธรรมชมวิว จะเปิดให้ใช้อย่างเป็นทางการช่วงวันที่ 20 ธ.ค. 57-5 ม.ค. 58 หลังจากนั้นจะปิดชั่วคราว เพื่อดำเนินการสร้างกุฏิไม้อีก 3 หลังให้เสร็จ***

สิ่งที่ต้องเตรียมตัวขึ้นไปคือเต้นท์ ของใช้ส่วนตัว ชุดขาวสำหรับผู้ต้องการเดินลงมาบิณฑบาตกับพระ อาหารแห้งยกเว้นข้าวสาร ถุงดำใส่ขยะ ยา ไฟฉาย ยาทากันยุง ไม้แขวนผ้า ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน เชือก เครื่องนอน เครื่องกันหนาว ข้างบนมีตะเกียงเทียนให้ ต้องนำเทียนติดตัวมาด้วย และข้างบนมีตัวต่อมาก มาตอมอาหารราวกับแมลงวัน ขอให้ทุกท่านเตรียมยาและศึกษาวิธีป้องกันตัวจากตัวต่อมาด้วย สามารถฝากรถไว้ได้ที่สถานีตร.บ้านนางิ้ว น้องชายคุณแม่ชีเกณฑ์ คุณตร.เสน่ห์ นิลพันธ์ ประจำอยู่ที่สถานีตร.บ้านนางิ้ว

ติดต่อแจ้งชื่อเพื่อขึ้นไปปฏิบัติธรรมกับคุณแม่ชีเกณฑ์ บนสวนปฏิบัติธรรมชมวิว ได้ที่ คุณแม่ขีเกณฑ์ 0861009373 (วันทูคอล) 10.00-16.00 น.หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/pages/สวนปฏิบัติธรรมชมวิว-จหนองคาย/1502603876685810?ref=hl




"การเดินทางไปสวนปฏิบัติธรรมชมวิว บ.นางิ้ว ต.นางิ้ว อ.สังคม จ.หนองคาย"

ต.นางิ้ว อยู่เลยอำเภอสังคมไป 20 กม. อยู่เลย ต.บ้านม่วงไปประมาณ 10 กม. สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญใกล้ บ.นางิ้ว คือถ้ำเพียงดิน หรือถ้ำพญานาค เป็นถ้ำที่มีช่องลอดเล็กๆ ลงไปใต้แม่น้ำโขงสามารถข้ามไปฝั่งลาวได้แต่ถูกปิดไว้ เนื่องจากมีคนเดินลงไปแล้วหลงทาง

1. การเดินทางสำหรับรถยนต์ส่วนตัว สอบถามรายละเอียดและจองคิวรถอีแต๋นได้ที่ 
****คุณหมึก น้องสะใภ้ของคุณแม่ชีเกณฑ์ ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านนางิ้ว  083-3283099(วันทูคอล)****

ขอให้เดินทางไปถึงก่อน 4 โมงเย็น เพราะต้องใช้เวลาขึ้นเขา 5 กม.1 ชม. หากค่ำมืดจะขึ้นเขาไม่ได้เพราะเส้นทางมืดและอันตราย 

2. บริษัทรถทัวร์ ที่ไปลง อ.สังคม จ.หนองคาย

- บ.บุศราคัมทัวร์ 02-9360772  (หมอชิต)
- บ.407 พัฒนา  02-9360081 (หมอชิตจองขาไป)  042-411261(หนองคาย จองขากลับ)  

เปิดจองรถตั้งแต่ 1 ธ.ค. 57 รถไปลง อ.สังคมมีเที่ยวเดียว 20.30 น. จองได้เฉพาะขาไป ขากลับต้องไปจองที่ อ.สังคม ไม่รับจองทางโทรศัพท์แต่สามารถสอบถามที่ว่างได้

ถ้าเป็น บ.ชาญทัวร์ รถจะมาได้แค่ อ.ศรีเขียงใหม่ ต้องนั่งรถไปอีก 40 กม. จึงจะถึงบ้านนางิ้ว ถ้าไปลงในตัวเมืองหนองคาย ก็ต้องนั่งรถไปอีก 80 กม.จึงจะถึงบ้านนางิ้ว จึงขอให้ท่านที่จะเดินทางโดยรถทัวร์จองรถของ บ.บุศราคัมทัวร์ และ บ.407 พัฒนา ไปลงที่ อ.สังคม ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านนางิ้ว 20 กม. เพื่อความสะดวกแก่คุณหมึกและคุณเสน่ห์ น้องสะใภ้และน้องชายของคุณแม่ชีเกณฑ์ ซึ่งทำหน้าที่มารับมาส่งจากบ้านนางิ้ว และขอให้จองตั๋วรถขากลับจากหนองคายไว้เลย เพราะช่วงเทศกาลรถอาจจะเต็ม (สามารถโอนเงินให้คุณหมึกไปซื้อเก็บไว้ให้ได้)







"ขอเชิญทุกท่านร่วมงานทอดผ้าป่า รวมใจชาวไทยจากประเทศออสเตรเลีย ณ สวนปฏิบัติธรรมชมวิว บ.นางิ้ว อ.สังคม จ.หนองคาย วันที่ 3 ม.ค. 58"

คุณ Thanapha phaibun (ธนาภา ไพบูลย์) และครอบครัว
คุณ Kanchalee burst (กัลชลี เบิอดส์ ) และครอบครัว 
คุณ Kanokwan minto ( กนกวรรณ มินโท )และครอบครัว 
ชาวไทยในนครซิดนี่ย์และรัฐอื่นๆ ในประเทศออสเตรเลีย

ร่วมใจกันตั้งผ้าป่าขึ้นมาเพื่อ จัดซื้อที่ดินสร้างศาลาโรงธรรมและร่วมสร้างกุฏิสำหรับพระ แม่ชีและผู้ปฏิบัติธรรม ณ สวนปฏิบัติธรรมชมวิว อ.สังคม จ.หนองคาย 

โดยมีพระอาจารย์พิชิต โอภาโส และคุณแม่ชีเกณฑ์ นิลพันธ์ จากวัดป่าเจดีย์เทวธรรม อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด เป็นประธาน จะดำเนินการรวบรวมส่งปัจจัยทั้งหมด เพื่อทอดผ้าป่าถวายแด่ คุณแม่ชีเกณฑ์ ในวันที่ 3 ม.ค. 2558 ท่ามกลางทะเลหมอก บนสวนปฏิบัติธรรมชมวิว บ.นางิ้ว อ.สังคม จ.หนองคาย 

สุดท้ายนี้ คุณแม่ชีเกณฑ์ท่านขออนุโมทนาเป็นอันยิ่ง ที่ทุกๆ ท่านมีความเกื้อกูลสนับสนุนพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ด้วยอานุภาพบุญกุศลนี้ ขออาราธนาพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก จงปกปักรักษาคุ้มครองให้ทุกๆ ท่านเจริญไปด้วยจตุรพรทั้ง 4 ประการ รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ มีนิพพานสมบัติเป็นหนึ่ง ด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภานไหวพริบ ทุกสิ่งทุกประการเทอญ







"ชีวิตที่นี่...เตรียมพร้อม อดทน และยอมรับมัน"

วันนี้ช่วงบ่าย พระอาจารย์พิชิต เจ้าอาวาสวัดป่าเจดีย์เทวธรรม จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งขึ้นมาช่วยสร้างศาลาโรงธรรม ท้องเสียและอาเจียนจนหมดแรง ร่างกายท่านอ่อนเพลียจนไม่สามารถนั่งรถอีแต๋นหรือมอเตอร์ไซค์ลงมาได้ ยาฆ่าเชื้อแก้ท้องเสียไม่มี มีเพียงเกลือแร่ซึ่งท่านฉันได้เพียงเล็กน้อย 

อาการท่านไม่ดีมาก คุณแม่จึงตัดสินใจโทรขอให้ช่างรับเหมาสร้างกุฏิ เอารถกระบะขึ้นไปรับท่านอาจารย์ไปส่งรพ. ท่านอาจารย์กลับขึ้นไปอีกครั้งในตอนเย็น ซึ่งค่อนข้างลำบากมาก เส้นทางมืดสนิท จึงขอให้ผู้ที่จะขึ้นไปอยู่บนสวนปฏิบัติธรรมชมวิวเตรียมยาให้พร้อม และข้างบนมีตัวต่อมาก ทริปขนหินที่ผ่านมามีโดนต่อยปากไปหนึ่งคน โดนแขนไปหนึ่งคน ซึ่งถ้าเกิดอาการแพ้ยาจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก 

หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่ฝนตกและมืดค่ำ รถกระบะไม่สามารถขึ้นไปได้ รถอีแต๋นก็ไม่สามารถลงมาได้เพราะถนนลื่นมาก ชาวบ้านที่อยู่บนหุบเขานี้จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ ทั้งยาแผนปัจจุบันและปลูกสมุนไพรไว้ อีกทั้งต้องทำใจยอมรับในโชคชะตา ยอมอดทน รักษาเท่าที่จะทำได้ 

หุบเขาแห่งนี้คือสถานที่พิสูจน์ใจโดยแท้ สิ่งสวยงามมีอยู่ แต่ความหฤโหดของเส้นทาง ความไม่สะดวกทุกอย่างก็มีอยู่เช่นกัน คุณแม่บอกทุกคนที่อยากขึ้นไปเสมอ พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ไหม ทนได้ไหมกับเส้นทาง 10 กม.ในการบิณฑบาต ท่านขอให้ตัดสินใจให้ดีก่อนที่จะเดินทางมา ใจคุณพร้อมหรือยัง








"การเตรียมตัว"


เต้นท์ เครื่องนอน เครื่องกันหนาว ยารักษาโรค ยาแก้ท้องเสีย ยาทากันยุง ข้างบนมีตัวต่อมาก คอยมาตอมอาหารเหมือนแมลงวัน ขอให้เตรียมยาหากเกิดอาการแพ้ อาหารแห้ง ปานะต่างๆ ชุดขาวสำหรับผู้ที่ต้องการร่วมเดินลงมาบิณฑบาตกับคุณแม่ หรือชุดสีอ่อนสำหรับผู้ที่ต้องการปฏิบัติอย่างเดียว อาหารสามารถสั่งทำได้กับคุณหมึก จากบ้านนางิ้ว


เนื่องจากตู้เย็นธรรมดาใช้กับแผงโซล่าเซลล์ไม่ได้ จึงไม่มีตู้เย็นให้เก็บอาหาร จานชามช้อนกระทะ หม้อ เตาแก๊สมีให้ และเตรียมเทียน ไฟฉาย ไฟแช็ค เสื่อ ถุงดำใส่ขยะ น้ำดื่มสามารถหาได้จาก บ.นางิ้ว หากขึ้นไปต้มน้ำกรุณาเตรียมใบชามาด้วย อากาศหนาวเย็นและลมแรงมาก ขอให้ทุกท่านเตรียมเสื้อกันหนาวให้เพียงพอ งดกาแฟ รถสามารถฝากไว้ได้ที่สถานี ตร.บ.นางิ้ว น้องชายของคุณแม่เป็นตร.ที่นั่น


"ตารางการปฏิบัติธรรม"


ปิดวาจา งดกาแฟ ตื่นตั้งแต่ตี 3 ออกบิณฑบาตกับคุณแม่ตั้งแต่ตี 5  อาหารสั่งได้กับคุณหมึกหากไม่ทำเอง เน้นการปฏิบัติอย่างเดียว มีสอบอารณ์ในช่วงบ่ายถึงค่ำ ตารางการปฏิบัติขึ้นกับคุณแม่ชีเกณฑ์ และปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ โดยจะมีการจัดเตรียมสถานที่สำหรับงานทอดผ้าป่าสร้างสวนปฏิบัติธรรมชมวิว จากชาวไทยในประเทศออสเตรเลีย วันที่ 2 ม.ค. 58 และมีพิธีถวายกองผ้าป่าในเช้าวันที่ 3 ม.ค. 58










"อะไรคือปัญญาขั้นแรกที่ทำให้เราออกจากทุกข์ได้"

ปัญญารู้เท่าทันอารมณ์นั่นไง เป็นปัญญาขั้นแรก ถ้ารู้ทันอารมณ์มันก็จบเท่านั้น ขั้นแรกก็รู้เท่าทันอารมณ์ เห็นอาการเกิดดับๆ แล้วใจมันจะยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ดับ อารมณ์มันก็ดับ กายของเรามันก็ดับ พอเห็นปัญญามันก็เกิด

ต้องพิจารณาเห็นอาการเกิดดับเหมือนตอนที่แม่ปฏิบัติ พอมันเห็นอาการเกิดดับ ทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่เกิดกับดับ กายของเรามันก็ดับ ต้องเห็นช่องว่าง ทุกอย่างกายนี้มันก็ดับ มันเห็นโทษทันที เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันดับสลาย เห็นโทษเห็นภัยมัน

เกสา โลมา ท่องลงไป ไม่เห็นอาการเกิดดับไม่เห็นช่องว่าง มันก็ไม่ก้าวหน้า เห็นตายที่รพ.เผากันตลอดทำไมมันถึงไม่ตัด ทำไมไม่เกิดปัญญา ทำไมมันไม่ขาด เห็นอาการเกิดดับอย่างแจ่มแจ้ง มันถึงจะเข้าใจ ทุกสิ่งทุกอย่างมันดับสลายไป

จับหัวข่มน้ำจนตายก็ไม่เห็น ถ้าไม่เห็นด้วยสติปัญญาของตัวเอง ฟังครูบาอาจารย์เทศน์จนหูแตก หูซ้ายทะลุออกหูขวา มันวางได้มั้ย ถ้ามันไม่เห็นช่องว่างของจิตที่ มันเกิด มันดับ มันวาง มันหมดไป หมดไป เห็นทุกขัง อนิจจังสิ มันถึงวาง ทุกขัง อนิจจัง นึกว่ามันเที่ยงหรือไง ตามดูสิมันอยู่ตลอดมั้ย เดี๋ยวสักวันมันก็จางไป มันไม่เที่ยงอะไร มันแปรปรวนอยู่ตลอด มันก็จบเท่านั้นเอง



"คุณแม่มีธรรมข้อใดเด่นหนอ..."


แม่ก็มีแต่ความไม่ยึด ไม่ถือ ไม่เกาะไม่เกี่ยว มีแต่ธรรมชาติ ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติว่ามันมีรูปกลิ่นเสียง แล้วเราไปยึดมันรึเปล่า ไปยึดในการกินมั้ย ไปยินดียินร้ายกับอารมณ์ที่มากระทบมั้ย อากาศร้อน อากาศหนาว ปีนี้มันเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เราชอบมั้ย ยังจะมีความพอใจยินดียินร้ายอยู่มั้ย  ไปอยู่ตรงนี้ก็มีคนหลายประเภท มันก็ไม่ต่างกัน อยู่ที่ไหนก็เหมือนกันเท่านั้นเอง







"ฝึกให้รู้เท่าทันยังไงค่ะ และทำอย่างไรให้ดับอารมณ์ได้ โดยเฉพาะเวลาโกรธ"

วิปัสสนาในแนวสติปัฏฐาน 4 อย่าง ให้รู้เท่าทันหูที่กระทบเสียง ท่านถึงให้กำหนดว่า ได้ยินหนอ แม้คำว่าได้ยินหนอ ถ้าเราได้ยินเฉยๆ ได้ยินเสียงก็อกแก็กนี่ เขาไม่ได้ด่าเราผ่านไปใช่มั้ย แต่พอเสียงตำหนิติเตียน ลุกขึ้นมาทันที เอ็งด่ากู มีตัวกูของกู ทีนี้ตาไปกระทบรูป รูปใดก็ตามถ้าเราคิดว่าเป็นรูปเฉยๆ มันก็ไม่โกรธเนาะ ถ้าคิดว่า..อีนั่นทำกิริยาใส่กูเมื่อวานนี้ มันฉุนเลย เพราะจิตเรามันไปปรุงแต่งต่างหาก

ดังนั้นท่านจึงให้รู้ว่าทุกข์สัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ สมุทัยเป็นเหตุที่มันเกิดทุกข์ เป็นมูลเหตุให้เราปรุงแต่ง เพราะกายเรามีจิตครอง มันมีหู มีตาที่ไปกระทบ ก็เลยทนไม่ได้ มาปรุงแต่งว่าเป็นตัวกู เขาว่ากู มึงว่ากู เออ..ว่ากูไม่ได้ว่าเรา มันว่ามึง เออ...ว่ามึง ไม่ได้ว่าเรา เราก็ใช้คำพูดอย่างนี้บอกตัวเอง

ท่านจึงให้กำหนดรู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบทางอายตนะทั้ง 6 โดยเฉพาะทางหู ทางตาและใจที่นึกคิด วิปัสสนาท่านให้มีสติรู้ว่า ได้ยินเสียงหนอได้ยินหนอๆ เห็นหนอๆ คิดหนอๆ ถ้าสักแต่ว่ามันเป็นเสียง มันก็ไม่โกรธใช่ไหม เสียงรถ เสียงเครื่องบิน เสียงดังโป๊ง เราไม่โกรธเลย แต่ถ้าเป็นเสียง คิดว่าเขาด่า เขาว่า เขาตำหนิ มันโกรธใช่มั้ย

เพราะสัญญามันจำได้ มันไม่จำเฉยๆ มันมาปรุงนี่สิ มันมีอัตตาตัวตน เขาดูถูกเรา ดูถูกดีกว่าดูผิดนะ อย่างนั้นอย่าไปโกรธเขาเลยถ้าเขาดูถูก เขาดูผิดสิมันจะยุ่ง เราต้องดูตามความเป็นจริง เขาดูถูกนะดีแล้ว ดีกว่าเขาดูผิด ต้องคิดอย่างนี้ พอมันคิดก็กำหนด คิดหนอๆ เพื่อหยุดไม่ให้มันปรุงแต่งต่อ

แม้มันโกรธไปแล้วก็กำหนด โกรธหนอๆ ดึงมันไว้ ก่อนที่มันจะหลุดคำพูดออกมา ก่อนที่มันจะลงมือ และเตือนตัวเอง ตายไปตอนกำลังโกรธ จิตมันโหดมันร้าย ตายไปเป็นสัตว์ที่ร้ายแน่นอน จระเจ้ งูเห่า ตะขาบ แมงป่อง เสือ อรพิษทั้งหลาย ทำบุญมามากก็หาช่วยได้ เพราะจิตเราไปเกาะเอง สร้างภพให้ตัวเองตั้งแต่ยังไม่ตาย ปัญญาสอนอย่างนี้มันถึงจะวางได้






"หนูไม่มีเวลาไปปฏิบัติค่ะ"


จะอยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติได้ จะทำงานก็ปฏิบัติได้ ให้คุณรู้เท่าทันทุกอริยาบถที่เคลื่อนไหว ทุกความรู้สึกทั้งที่กายที่ใจ แต่รู้อย่างเดียวมันก็ยังละไม่ได้ แก้ไขตัวเองไม่ได้ พอเผลอสติมันก็เป็นอีก ทุกข์อีก โกรธอีก คุณต้องรู้โทษรู้ภัยมันด้วย จะแก้ตัวเองได้คุณต้องรู้จักตัวเอง แล้วเจริญทั้งสติและปัญญาไปด้วยกัน

การปฏิบัติในรูปแบบทุกวันสำคัญที่ตรงนี้ คุณต้องสละเวลาบ้าง ใช้กายและจิตเป็นสนามฝึกซ้อม หัดให้เรารู้เท่าทัน ดับอารมณ์ได้ทัน แม่ไม่ได้ให้นั่งสงบอย่างเดียว เราต้องลุกขึ้นมาเดิน มาเคลื่อนไหว รู้จักกับสิ่งที่มากระทบและรู้ว่าต้องจัดการมันอย่างไร 

มีสักวันไหมที่ไม่เคยโกรธ ไม่เคยหงุดหงิด ไม่เคยเบื่อ ไม่เคยกลัวอนาคต 
ไม่ไปใส่อารมณ์กับใคร ไม่แบกอารมณ์กลับมา อย่ามัวช้าอยู่เลย มั่นใจได้หรือบุญที่ทำมามากมายจะประกันได้ว่า เราจะไม่ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานที่ดุร้าย ก่อนตายใจมันโหด มันเหี้ยม มันอาฆาต มันก็อาจไปเป็นสัตว์ที่ดุร้ายได้ใช่ไหม 






"วิธีไหนก็ดีหมดแต่ขอให้รู้เท่าทัน"

คำสอนใดก็ตาม วิธีกรรมใดก็ตาม ลงมาแล้วก็ให้คุณเห็นใจ เท่าทันกับความคิด กับความปรุงแต่ง ให้เกิดปัญญา จะวิธีไหนก็ดีหมด บริกรรมไหนก็ดีหมด แต่ขอให้มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ที่จะมาปรุงแต่งจิตให้มันทุกข์ ให้มันสุข

พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านบอกว่า จงให้รู้เท่าทันใจที่มันปรุงแต่ง เดี๋ยวมันก็ปรุงว่าอันนั้น เดี๋ยวมันก็ปรุงอย่างนี้ เหมือนปลาที่จะทอดไม่เห็นว่ามันเค็ม ก็ยังไปเอาเกลือมาใส่ เหมือนจิตที่รับรู้อารมณ์ จิตก็เป็นสภาวะเฉยๆ กลางๆ แต่เราต่างหากเล่า ปรุงรสให้มันใช่มั้ย

จะเอารสหวานหรือรสเปรี้ยวละ เขาด่าเรา โอ้..รสเปรี้ยวมาแล้ว ก็โกรธใช่ไหม ได้กินแล้วมันเปรี้ยวซ่า มันแทงใจดำเรา เพราะเราถือว่ามันเป็นเสียง มันถือยึดว่าเป็นตัวกูของกู ถ้าเป็นของคุณ ผมอย่าหงอกนะ หนังอย่าเหี่ยวสิ เต่งตึง สั่งมันสิ สั่งได้มั้ย สั่งมันไม่ได้ใช่มั้ย

อย่างนั้นมันไม่ใช่ของเราเนาะ ก็ต้องทำใจให้เป็นกลาง รู้แล้วก็วาง แต่เราก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ ก็เหมือนที่คุณโยมเสียสละมาสนทนาธรรม มาปฏิบัติ เสียสละเงินทองมา หาได้ใช่เอาใส่แต่ปากที่เมือนทะเล มีเท่าไรก็ไม่เต็มมีแต่ถ่ายเทออก จะวิธีใดก็ตาม จะที่ไหนก็ตาม ก็ขอให้คุณโยมรู้เท่าทันจิตตัวเองและดับให้ทันปัจจุบัน



"คุณแม่ค่ะ อธิบายความหมายของสติปัฏฐาน 4 แบบง่ายๆและเข้าใจได้ง่ายให้หนูได้ไหมค่ะ"

วิปัสสนาในสติปัฏฐาน 4 อย่าง 1. กาย 2. เวทนา 3.จิต 4.ธรรม.....
ไม่ว่าลูกจะเดิน จะนั่ง จะนอน จะพูด จะคิด จะกระทำสิ่งใด ให้มีสติรู้เท่าทันทุกอย่าง ทั้งที่กายและที่ใจ คำว่ารู้ทันกาย รู้ทั้งกายที่เคลื่อน กายเจ็บ กายปวด ก็ให้มีสติรู้ แล้วดูใจเราทุกข์กับมันมั้ย ห่วงมันมั้ย มันเจ็บมันปวด มันมีอารมณ์หงุดหงิดมั้ย

เวทนามี 2 อย่างคือเวทนาที่กายกับเวทนาที่ใจ ความรู้สึกที่ใจที่เรียกมันเป็นเวทนาเพราะมันเจ็บปวดใจ จิตก็มีสติรู้เท่าทันกับอารมณ์ที่มันมาปรุงแต่งจิต ให้คิดโน่นคิดนี่ เดี๋ยวก็แว่บไปนั่น เดี๋ยวก็แว่บไปนี่ ธรรมก็คือธรรมารมณ์ อารมณ์ที่มากระทบทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ อารมณ์ที่มันโกรธ มันเกลียด มันรัก มันชอบ มันชัง มันเบื่อ สารพัดอารมณ์

มีคนหนึ่งบอกว่าฉันไม่สามารถไปปฏิบัติธรรมได้ เขาคิดว่าต้องทำให้จิตสงบตลอด ต้องเป็นกุศล ต้องดี ถ้าไม่ดีไม่ใช่ธรรม พอไปปฏิบัติก็พยามยามให้ไม่คิด มันเลยสู้กัน ก็เลยว่าตัวเองมันยาก ไปแล้วปฏิบัติไม่ได้ เหมือนน้องคนหนึ่งก็ว่า หนูจะทำได้มั้ยละคุณแม่ หนูอยากไปแต่กลัวจะปฏิบัติไม่ได้ แม่ก็ว่าทำไมจะไม่ได้ แม่ให้มาดูความโกรธ ความเกลียด ความพยาบาท ความน้อยใจ

เราอยู่กับอารมณ์ทางตา หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส เดี๋ยวมันหยุดหงิด เดี๋ยวมันฟุ้งซ่าน เดี๋ยวมันโมโห เดี๋ยวมันขี้เกียจขี้คร้าน แล้วมันยากมั้ยละ มันอยู่กับอารมณ์ นี่แหละให้ไปรับรู้ ให้ไปวางสิ่งเหล่านี้ ทุกคนก็หัวเราะมีกำลังใจ นี่ต่างหากละธรรม ธรรมารมณ์ที่มาทำให้เราหวั่นไหวนี่ไง





"คุณแม่บวชมานานหรือยังค่ะ"

เคยมีผู้ปฏิบัติธรรมถามแม่ว่า...คุณแม่บวชมากี่ปีแล้วค่ะ แม่ก็บอกว่า แม่บวชมาตั้งแต่แม่อายุ 18 ปี ปีนี้แม่ก็อายุ 58 ปีแล้ว ไปบวกลบกันเองนะ ปีเกิดในบัตรแม่เกินมาปีนึง เมื่อนั่งคำนวณแล้ว เขาก็บอกว่าคุณแม่บวชตั้งแต่หนูยังไม่เกิดเสียอีก 

แม่บวชที่ วัดบูรพาภิราม อ.เมือง จ. ร้อยเอ็ด ในปี 2518 หลังจากบวชได้ 7 วัน แม่ก็เดินทางไปเข้ากรรมฐานที่ วัดบุญศรีมุณีกรณ์ ในกรุงเทพฯ ซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงสำนักบุญศรีมุณีกรณ์ สอนวิปัสสนากรรมฐานสายยุบหนอ พองหนอ แม่เข้ากรรมฐานอยู่ที่นั่นเกือบ 4 เดือน แล้วจึงเดินทางกลับร้อยเอ็ด หลังจากนั้นแม่ก็ไปอยู่ที่เชียงใหม่หลายปี บางปีก็ไปอยู่แม่ฮ่องสอน ลำพูน ชลบุรีแล้วก็กลับมาที่ร้อยเอ็ด ตั้งแต่ปี 2535 

หลวงพ่อที่วัดบูรพาภิราม เป็นผู้ออกบัตรนี้ให้แม่ หลังจากที่บวชได้ 6 วัน เพราะแม่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพ ฯ บัตรนี้แม่ก็รักษาให้มันอยู่ในสภาพดีที่สุด นับตั้งแต่วันที่ได้มา 

โดยปกติคุณแม่ชีเกณฑ์ ท่านอยู่วัดป่าเจดีย์เทวธรรม จ.ร้อยเอ็ด แต่ช่วงหลังท่านจะอยู่สวนปฏิบัติธรรมชมวิว เป็นส่วนใหญ่ สวนปฏิบัติธรรมชมวิว เป็นส่วนหนึ่งของวัดป่าเจดีย์เทวธรรม สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่จัดอบรมกรรมฐานให้แก่ผู้ปฏิบัติธรรม พูดคุยกับคุณแม่ชีเกณฑ์ ได้ที่ 086-1009373 (วันทูคอล) ขณะนี้ท่านอยู่บนเขา บางช่วงอาจไม่มีสัญญาณ และระบบดีแทคไม่สามารถติดต่อท่านได้





"ประวัติคุณแม่ชีเกณฑ์ ตอนที่ 5 ......เห็นอาการเกิดดับ" 

หลวงปู่เลื่อนบอกได้ 2 วัน ในคืนวันมาฆบูชาพอดี แม่ตั้งสัจจะอธิฐานตอน 2 ทุ่ม ถ้าไม่ได้ดวงเห็นธรรม ไม่แจ้งในธรรมเบื้องต้นคือเห็นอาการเกิดดับของจิตทุกขณะ 6 โมงเช้าพรุ่งนี้เราจะสึก เราคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว เรามาบวชก็ด้วยศรัทธาไม่มีใครบังคับ ครั้งนี้ก็คงเป็นจะวันสุดท้าย เราจะไม่นอนทั้งคืน ขออุทิศร่างกายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา แม้สัตว์อันใดจะมากัดเลือดกัดเนื้อเราก็ยอม 

คืนนั้นมารคือความง่วงเข้ามาขวางเพื่อให้แม่เสียสัจจะ ความง่วงเข้ามาทับถม เดินก็หลับ นั่งก็หลับ เอาน้ำแข็งใส่ก็หลับ น้ำแข็งเย็นๆประกบไม่รู้สึกเลย เอามือ 2 ข้างนิ้วชี้นิ้วกลางค้ำตาไว้ ข้างในตายังหลับ เหมือนแผ่นดินแผ่นฟ้ามาทับบนหัวมันหนัก มันง่วง สมองตื้อ ความปรุงแต่งไม่มีเลย มีแต่ความง่วงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผ่านไปค่อนคืนแล้ว ขณะที่กำลังจะท้อถอยตัวเอง หัวซุกหัวซุนกำลังจะนั่งเอาหัวไปใส่ต้นเสา จิตแว่บขึ้นมาเวลาไปดูหนังกางแปลง ดูตั้งแต่ 6 โมงเย็นจน 6 โมงเช้าทำไมไม่ง่วง เวลาไปเที่ยวปีใหม่คุยทั้งวันจนสว่างก็ไม่เห็นง่วง มีหนังขายยามาฉายตั้งแต่หัวค่ำจนสว่างยังดูได้ ทำความเพียรจะยอมเสียสัจจะแล้วหรือ 

แม่ลุกขึ้นเดินโซซัดโซเซไป จนจะเช้าคิดว่าคงหมดวาสนาแล้ว ยุงกัดไม่สนใจมันเลย ปวดแข้งปวดขาปวดตามเนื้อตามตัว แม่จะไม่เสียสัจจะ ก้มหน้าก้มตาปฏิบัติไป ทนหัวตกคอตก ไม่เราจะไม่เสียสัจจะ ถ้าเราเสียสัจจะเราจะทำอะไรไม่สำเร็จ ลุกขึ้นพยุงตัวเอง จะไม่นอน ไม่เสียสัจจะ ด้วยบุญบารมีอันใดก็ไม่รู้ ทุกข์ทรมานใช้วิบากมา 2เดือนแล้วจนจะเช้า มีสายฟ้าแลบลอดมาจากศาลา 2 ชั้นที่กำลังสร้าง ลงมาสู่กลางศรีษะ วิ่งเข้าไปทุกรูขุมขน จากศรีษะลงมาที่หู เข้าไปตามแขนตามขาทั้ง 2 ข้าง วิ่งไปทั่วร่างกาย 

แม่ยืนตัวแข็งทื่อเหมือนโดนไฟฟ้าช๊อต ลมหายใจหยุดไปชั่วขณะ หยุดทุกอย่าง มีสติขึ้นมา ตกใจหนอ ตกใจหนอ นึกว่าจะตายแล้ว มองดูฟ้าก็ไม่มี เราไม่ได้ถูกฟ้าผ่า รู้หนอๆ มันไม่เที่ยงนี่ เมื่อกี้ไฟฟ้ามันจึกลงมาแล้วมันไปไหน มันดับไปแล้วนี่ มันไม่เที่ยงเนาะ อาการเกิดดับเป็นอย่างนี้หรือ ตกตะลึง กำหนดรู้หนอๆๆ ขณะกำลังรู้หนอๆ ได้ยินเสียงจิ้งจก ป๊อกๆๆ มันก็หยุด แม่ก็ว่าจิ้งจกร้องมันก็หยุดแล้วนี่ อ้าวจิตเราคิดวุ่นวาย เราง่วงนอนมันหายไปไหนแล้ว ไฟฟ้ามันวิ่งมาจึ๊กๆมันหายไปไหน มันดับไปแล้ว 

แม่เห็นอาการเกิดดับ ปัญญาเกิดแตกฉานในขณะนั้น ทุกอย่างเกิดมาแล้ว มันตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรเหลือ ใจของเราเท่านั้นเองไปหมกมุ่น ไปคิดจนไม่มีช่องว่าง ทุกสิ่งทุกอย่างมันคงเป็นอย่างนี้หมด ขณะกำลังยืนบริกรรม กำลังยกเท้าขวาขึ้น ทอดสายตาลงต่ำ ตอนนั้นมีสติสมบูรณ์หลังจากที่เหมือนถูกไฟช๊อต สิ่งประหลาดก็เกิดขึ้น โดยที่ไม่หลับตาเห็นด้วยตาเนื้อ ไม่รู้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าหรือพระอรหันต์เจ้าองค์ใดเดินลงมา 3 ก้าว ผิวสีน้ำผึ้ง แย้มริมฝีปากนิดๆ แม่กำหนดเห็นหนอๆๆ เกิดปิติและเกิดศรัทธาเต็มเปี่ยม สิ่งเหล่านี้มีจริง ท่านยังอยู่กับผู้ปฏิบัติถ้าเรามีสัจจะ 

ใจที่คิดว่าคงหมดวาสนาแล้ว เต็มร้อยเต็มพันขึ้นมา เราก็มีบุญวาสนา เราต้องปฏิบัติให้บรรลุเห็นธรรมเหมือนท่าน เพราะท่านมาปรากฏให้เราแล้ว ความเมตตาของท่าน ให้เราพ้นจากนิวรณ์ที่เข้ามาครอบงำ ด้วยพลังของท่าน ท่านแผ่เมตตามาดุจดั่งสายฟ้าแลบวิ่งเข้ามากลางกระหม่อมจนเราหายง่วง ท่านมาโปรดเรา รู้หนอๆ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย รู้แล้วว่าไปยินดีท่านก็ช่วยเราไม่ได้ ถ้าเราอยากถึงที่สุดเหมือนท่าน เราต้องทำเอง ความขยันหมั่นเพียร ความเชื่อ ความศรัทธา ล้นฟ้าล้นแผ่นดิน 

สิ่งเหล่านี้มีจริง เราเห็นดัวยตาเนื้อท่านเดินมา 3 ก้าวแล้วท่านก็กลับคืนไป ท่านยังอยู่กับเรา อยู่กับผู้ปฏิบัติ อยู่ใกล้ชิดเราตลอด เมื่อเราพร้อมที่จะเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่สงสัยเลย ศรัทธามุ่งหน้าปฏิบัติในคืนนั้น สติ สมาธิสมบูรณ์อยู่ทุกอิริยาบถจนสว่าง ไม่มีความง่วง ปัญญาแตกฉาน เห็นอาการเกิดดับ จิตเกิดดับ ไม่มีความลังเลสงสัยอะไรอีก ท่านช่วยอะไรเราไม่ได้เลย ถ้าเราอยากเป็นเหมือนท่าน เราต่างหากที่จำเป็นต้องทำด้วยตัวเราเอง เราต้องพึ่งตัวเรา ถ้าเราไม่ทำใครจะทำให้ นั่นแหละสติสมาธิปัญญาเต็มเปี่ยม ขายกขึ้นเห็นอาการเกิดดับปุบปั๊บๆขึ้นมาเลย สติปัญญาก้าวหน้าฉับพลันในวินาทีนั้น

อ่านประวัติการปฏิบัติของคุณแม่ได้ที่  http://pantip.com/topic/32013264





"ทุกข์เพราะด้วยกรรมอะไร"

บางคนเป็นหนี้ บางคนมีแต่คนเกลียด บางคนสามีนอกใจ บางคนลูกเกลียด บางคนลูกขี้เกียจ บางคนไม่ถูกกับลูก บางคนยากจน บางคนถูกโกง บางคนป่วยหนัก บางคนอกหัก บางคนฆ่าตัวตาย บางคนไม่มีลูก บางคนไม่มีใครเอา บางคนเมียมีชู้ บางคนถูกกลั่นแกล้ง บางคนขาดทุน บางคนภาระท่วมหัว บางคนพิการ บางคนเป็นบ้า บางคนความจำเสื่อม บางคนพี่น้องฆ่ากันเอง บางคนด่าพระในใจ บางคนลูกพิการ บางคนแม่ขี้เหล้า

บางคนไม่มีบ้าน บางคนบ้านแตก บางคนล้มละลาย บางคนหมดตัวเพราะลูก บางคนมีแต่อุปสรรค บางคนผีเข้า บางคนถูกทำของใส่ บางคนกินเนื้อดิบๆ บางคนไม่มีเงินเก็บ บางคนป่วยหนักแฟนก็ทิ้งเงินก็ไม่มี บางคนถูกผู้หญิงหลอก บางคนถูกผู้ชายหลอก บางคนหนีออกจากบ้าน บางคนถูกพรากลูกพรากเมีย และอีกมากมายเกินที่จะบรรยายหมด ถามคุณแม่ว่าทำไมเราต้องมีกรรมเป็นของตัวเอง ทำไมเราต้องมีเจ้ากรรมนายเวร ทำไมชีวิตเราถึงมีกรรมเช่นนี้ เราเคยไปทำอะไรไว้ และแก้กรรมเหล่านี้ได้อย่างไร

คุณแม่ท่านว่าอย่าได้สงสัยเลยว่าทำกรรมอะไรมา ก็กรรมที่เราไปเบียดเบียนผู้อื่นทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจตั้งแต่ชาติไหนๆมา ใช้วาจาทำร้ายคนอื่น ตำหนิผู้อื่น ทำให้เขาทุกข์ใจ เสียใจ น้อยใจ เบียดเบียนสัตว์ใหญ่ สัตว์ตัวน้อย ทุกอย่างที่ขึ้นว่าเบียดเบียนผู้อื่น ถึงได้มาเป็นกรรมในปัจจุบันนี้ และจะตามไปในอนาคตไม่จบไม่สิ้น แม้แต่ใจที่คิดอาฆาตพยาบาท ก็ทำให้ชีวิตตกต่ำย่ำแย่สารพัด กรรมใดที่คิดว่าเล็กน้อย ทำบ่อยๆ ก็จะสะสมเป็นกรรมใหญ่ เป็นอุปสรรคขัดขวางในชีวิตได้

พระพุทธองค์ท่านทรงเห็น เหตุความทุกข์ของมนุษย์ทั้งปวงว่าด้วยเหตุนี้ ท่านจึงได้ตรัสบอกให้ถือรักษาศีล 5 ไว้ให้มั่นประจำชีวิต ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำกุศลให้ถึงพร้อม และชำระจิตให้ขาวรอบอยู่ทุกขณะ หาใช่เฉพาะคนที่อยากเป็นพระโสดาบันแต่สำหรับทุกคนบนโลกใบนี้ ศีล 5 ข้อนี้ป้องกันตัวเราไม่ให้ไปเบียดเบียนทุกชีวิต ไม่ว่าจะทางกายหรือทางใจ เมื่อไม่เบียดเบียนใคร กรรมใหม่ก็ไม่เกิด ความทุกข์ก็จะไม่เพิ่ม

กรรมเก่าเกิดมาแล้วก็ต้องชดใช้ หนทางที่บรรเทาคือการทำทาน ปฏิบัติภาวนาอย่างเอาจริงเอาจังและแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร จึงจะนำพาเราออกจากวังวนแห่งทุกข์นี้ได้ และทำใจให้เป็นกลาง ยอมรับว่ามันเป็นกรรม เราเคยไปทำเขาไว้จึงมาเจอแบบนี้ ยอมรับและไม่ทำอีก ไม่นั่งคร่ำครวญตัดพ้อบ่นน้อยใจ ใจที่เศร้าหมอง อาฆาตพยาบาทจะยิ่งเพิ่มกรรมให้กับตัวเอง

การทำทานทำให้ไม่ขาดแคลน ทำทีละน้อยให้สม่ำเสมอ ไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่ต้องไปบนบานขอกับใคร เมื่อเสบียงเราเต็มถึงเวลาผลบุญก็เกิดเอง อย่าใจร้อน อย่าท้อ ทานทั้งด้วยทรัพย์ ด้วยกำลัง ด้วยน้ำใจ ทานด้วยอัตตาตัวตน ทานด้วยการให้อภัย ทานด้วยชีวิตสัตว์อื่นจะทำให้อาการป่วยทุเลาลง อุปสรรคในชีวิตลดน้อยลง

ความทุกข์ที่อยู่ในใจ การทำทานเป็นเพียงเครื่องล่อให้หายทุกข์ชั่วคราว ทำจนหมดตัวสุดท้ายความทุกข์ก็มาเกาะกินใจเราอีก สติและปัญญาที่เกิดมาจากตัวเราเองเท่านั้นที่จะแก้ทุกข์ที่ใจได้ การปฏิบัติภาวนาที่ถูกทาง ที่สอนไม่ให้ใจไปยึดเกาะสิ่งใด จะทำให้เกิดสติและปัญญาถอนทุกข์ที่ใจได้

ตราบใดศีลยังกระท่อนกระแท่น ชีวิตก็กระท่อนกระแท่นแบบศีลที่รักษา แม้จะปฏิบัติหากยังรักษาไม่ได้ ก็จะเป็นมารมาขัดขวาง ปฏิบัติไปด้วยความยากลำบาก จะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ จะนักบวชหรือฆราวาส ศีลทั้ง 5 ข้อนี้ คือเครื่องป้องกันรักษาไม่ให้เกิดทุกข์ภัยนานาประการดังที่กล่าวมา ถึงวันหนึ่งที่ใจแจ้งในคุณและโทษ ทั้งบาปบุญอย่างถ่องแท้ ไม่ยึดเกาะสิ่งใดอีก เมื่อนั้นใจก็จะวางบุญและบาปลงเองอย่างสิ้นเชิง ทำไปก็สักแต่ว่าทำเพื่อเกื้อกูลกัน ภพชาติก็จะยุติลงที่ตรงนั้นนอกเสียแต่ว่าทำไปเพื่อความไม่ประมาทเผื่ออาจมีภพมีชาติต่อไปอีก






"หนูจะเดินปัญญายังไงค่ะ คุณแม่ชี" 

เวลาคุณนั่งตัวก้มตัวเงย คุณมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดมั้ย หูได้ยินเสียงคุณมีสติรู้มั้ยว่าเสียงเข้ามา พอเสียงมากระทบแล้วคุณยินดียินร้ายมั้ย คุณเกลียด คุณชัง คุณโกรธมั้ย พอใจไม่พอใจคุณมีมั้ย 

ขณะคุณกำลังนั่งสมถะ คุณลองปิดพัดลม ไปที่ธรรมชาติๆ อากาศร้อนๆคุณหงุดหงิดมั้ย คุณทำใจเป็นกลางได้มั้ย ขณะที่อากาศร้อนใจทุรนทุรายมั้ย ใจมันทนได้มั้ย ดีซะอีกให้เรามีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเพราะมันจะไม่สงบ ไม่เงียบ ไม่เย็น อากาศมันร้อนทางกาย ใจมันจะร้อนด้วยรึเปล่า เราต้องแยกแยะตรงนี้ 

ถ้าคุณอยากเข้าสู่ปัญญา ขณะร้อนพอมีลมพัดโชยมา คุณรู้มั้ย ให้คุณรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง อารมณ์ที่มาสัมผัส หูได้ยินเสียง จมูกคุณได้กลิ่น นั่งสมาธิหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ได้กลิ่นอาหาร กลิ่นอะไรเข้ามาคุณรู้สึกมั้ย คุณรู้มั้ยตอนลิ้นสัมผัสอาหาร คุณสังเกตว่ารสอาหารมันอยู่เฉพาะลิ้น หรือกลืนลงไปในลำคอมันยังมีรสอยู่ หรือไม่มีรส คุณพิจารณานี่ ยกปัญญาขึ้นมา ว่ารู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้มั้ย 

เวลาคุณมีอารมณ์มาสัมผัสทางหูได้ยิน ที่อารมณ์ไม่พอใจถูกตำหนิติเตียน ถูกเขาว่า ถูกเขานินทา ดูสิว่าคุณโกรธมั้ย มันมาจากไหนล่ะ ก็มาจากมันมีตัวกู เขาว่าให้เรานี่นา แล้วตัวเราอยู่ตรงไหนละ ค้นหาสิ ค้นหาสิว่าตัวอยู่ตรงไหน มีแข้งมีขามีหู มีตาแยกออกเป็นอย่างๆ แต่อย่าเพิ่งแยก ให้คุณกำหนดรู้ไป ปัญญาคุณเกิดเมื่อไหร่เดี๋ยวเขาก็จะบอกเอง ขอให้ปฏิบัติ ให้รู้เท่าทันอารมณ์ เดี๋ยวปัญญาเขาเกิด 

ตอนที่เฉย คุณดีใจในอารมณ์ที่เฉย ที่นิ่งที่เย็นมั้ย มีความรู้สึกว่าเสพอารมณ์ในใจมั้ย อารมณ์สุข มีความพอใจอยู่ลึกๆมั้ย คุณจะปล่อยวางตัวตนได้ คุณต้องรู้ว่ามันมีพิษมีภัยยังไง คุณต้องเข้ามาเรียนรู้ใจของคุณ ทุกขณะที่อารมณ์มากระทบว่าคุณเป็นยังไง





"วิธีแก้อาการโงกง่วงโยกไปโยกมา"

เมื่อเกิดอาการเช่นนี้ คุณแม่ชีเกณฑ์ให้แก้ด้วยการให้ตั้งเวลาให้นั่งสมาธิ 5 นาที เดินจงกรม 5 นาที สลับไปมาจนครบชม. ถ้านั่ง 5 นาทียังเป็นอยู่ให้หดเวลาลงมาอีกเหลือนั่ง 3 นาที เดิน 3 นาที ถ้านั่งลงไปแล้วยังเป็นอยู่ก็หดเวลาลงมาอีก หรือให้เดินอย่างเดียว ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 2 อาทิตย์ ถ้ายังเป็นอีกก็ให้ทำแบบเดิม ต่อเมื่อหายจากอาการนั้นค่อยๆเพิ่มเวลาขึ้นมาให้เหมาะสม แต่อย่ากลับไปนั่งนานๆ อีก มันจะไหลลงไปที่เดิม

คุณแม่ท่านว่าอาการเช่นนี้อาจด้วยวิบากกรรมของเรา และสภาพร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน ให้เราดูปรับเวลาให้ร่างกายได้พักบ้าง มันโยกตัวลงไปเพราะสติมันน้อย ไม่สามารถควบคุมการทรงตัวของร่างกายได้ และท่านให้แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรของตัวเราเองทุกครั้งที่ไปปฏิบัติ และให้ทำบุญตักบาตรกับข้าวอาหารให้เขาด้วย

ถามคุณแม่ว่าทำแบบนี้แล้วทำไมจึงหาย ท่านว่าขนาดเราให้ลุกนั่งอย่างนั้น ใจมันยังหงุดหงิดจนแทบทนไม่ได้เลยใช่ไหม แต่ต้องทนเพราะอยากหาย แล้วคิดว่าเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้มีอาการแบบนั้น เขาจะทนอยู่ได้หรือ เขาก็ร้อนเหมือนกันที่เราผุดลุกผุดนั่งอยู่อย่างนั้น แต่เราอย่าไปปฏิบัติไล่เขาอย่างเดียว เราต้องแผ่เมตตาและทำบุญให้เขาได้อิ่มอาหารอิ่มใจด้วย จะได้เป็นอโหสิกรรมต่อกัน การอย่างนี้ทำให้มีเราความรู้สึกตัวต่อเนื่องไม่ขาดระยะนับชม. จะทำให้สติเราตั้งมั่นและบริบูรณ์ครบถ้วนมากขึ้น การลุกนั่งเสมอกันช่วยปรับธาตุดินน้ำลมไฟในร่างกายให้สมดุล โรคที่เป็นอยู่ก็จะถูกขับออก เลือดลมไหลเวียนสะดวก หายง่วง หายซึม กระปรี้กระเปล่า ไม่ขี้เกียจ นั่งแล้วไม่ฟุ้งไม่จม ตื่นตัวรู้สึกอยู่ตลอด

ขณะที่มีอาการเช่นนี้ในใจคิด เราคงไปปฏิบัติให้ใครเห็นไม่ได้แล้ว โยกไปโยกมาน่าอายมาก รู้ตัวแต่ไม่สามารถบังคับตัวเองได้ กว่าจะหลุดออกมาได้ก็ช่างแสนยาก ตอนผลุบเข้าไปก็ไม่รู้ตัว นั่งได้แค่อึดใจก็ไปติดกับเสียแล้ว 3 อาทิตย์ที่ต้องลุกนั่งอยู่อย่างนั้น ใจก็ไม่หงุดหงิด เป็นปกติเพราะมันชินแล้ว อาการง่วง ฟุ้งซ่าน ตัวโยกหายไป สติตื่นจนไม่ยอมหลับทั้งกลางวันกลางคืน นอนก็เหมือนไม่นอน เป็นอย่างนั้นเกือบเดือนกว่าจะเป็นปกติ

ต้องกราบขอบพระคุณ คุณแม่มากๆที่ทำให้หายจากอาการเช่นนี้ การปฏิบัติเองคนเดียว จำเป็นมากๆ ที่จะต้องมีผู้สอบอารมณ์ ไม่อย่างนั้นเราคงติดอยู่ตรงนี้ ไม่รู้ว่าจะอีกนานเท่าไหร่






"จิตตกภวังค์"

ผู้ปฏิบัติธรรม : แม่ชีค่ะ ช่วงหลังเวลานั่งสงบหรือไม่สงบก็ปล่อยมันไป ถ้ามันไม่สงบคิดตลอดก็ให้มันคิดไป มองไปเรื่อยๆ ก็รู้ว่ากำลังคิด สักพักมันก็สงบไปเอง ที่สงสัยคือเราเห็นมันตลอดอยู่ดีๆ มันหายไป เราตกภวังค์ไปรึเปล่า

คุณแม่ชีเกณฑ์ : คุณโยมมีสติรู้มันไป รู้ไปรู้มา ไม่ปรุงแต่งมันก็เลยหยุด เพราะจิตคุณโยมเป็นหนึ่ง มันก็เลยสลายไป ถ้าปรุงแต่งมันไม่มีคำว่าหยุด คำว่าตกภวังค์จะอยู่ในลักษณะนี้ นั่งอยู่อาการโงกอ่อนเอนจะไม่รู้ตัวเลย นั่งอยู่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองนั่ง หายไปเหมือนอยู่บนอากาศ เขาเรียกว่าจิตตกภวังค์ นิ่งไม่รู้จักตัวเอง คิดก็ไม่รู้ว่าคิด 

เวลาไปประสบกับอารมณ์ข้างนอก มันโกรธรู้ใช่มั้ย ถึงมันไม่ดับไปชั่วขณะ ก็ตามมันไป ไม่ต้องนั่งสมาธิมันก็หายไปเองเพราะไม่ไปปรุงแต่ง มันก็สลายไปแต่ช้า ไม่เหมือนดับด้วยปัญญาที่ดับได้อย่างฉับพลัน คุณโยมนั่งหูได้ยินเสียงมั้ย 

ผู้ปฏิบัติธรรม : แรกๆก็ได้ยิน ต่อไปก็ไม่ได้ยิน
คุณแม่ชีเกณฑ์ : เขาเรียกว่าจิตมันนิ่ง เข้าสู่ภวังค์แต่ภวังค์ยังไม่ลึก ภวังค์ที่มีความรู้ตัวอยู่ ถ้าใครเข้าภวังค์ไม่รู้อะไรเลย ตัวเอนก็ไม่รู้อันนั้นลำบาก มันมีแต่สมาธิ ไม่มีสติควบคุมกาย ต้องเจริญทั้งสติ สมาธิ ปัญญาให้เท่ากันมันจะสมบูรณ์ เพิ่มสติ เพิ่มปัญญาเข้าไปให้มันดับได้ทัน มันไม่ทันก็รู้เท่าทันอย่าหลบมัน อย่านั่งนาน นั่ง 5-10 นาทีแล้วก็เดิน 5-10 นาที สลับไปมากระตุ้นให้มันรู้ตัวตลอด 

พอเริ่มไม่ได้ยินเสียง ไม่รู้ตัว ลุกทันทีอย่าให้ติดเป็นนิสัย พอนั่งใช้จิตสำรวจกายตั้งแต่หัวจรดเท้า ตั้งแต่เท้าจรดหัวเป็นระยะ นั่งหลังงอมั้ยยืดขึ้นมาให้ตรง หูได้ยินเสียงมั้ย ร้อนหรือเย็น ใจมันคิดมั้ย ลมเข้าลมออกรู้ตลอดมั้ย พอมันกำลังจะจมแช่ลุกทันที ดีขึ้นแล้วก็ค่อยๆเพิ่มเวลา แล้วตอนนั้นจะเป็นสัมมาทิฏฐิ รู้หมด รู้ได้เต็มเปี่ยม ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นกลางๆ เกิดขึ้นมันก็รู้แต่ไม่ไปยึดไปติด จนมันจางคลายเราก็รู้





"การเดินจงกรม 6 จังหวะ สำหรับผู้ที่ทุกข์ใจและฟุ้งมาก"

1. ยกส้น...(หยุด)...หนอ...(หยุด)
2. ยก...(หยุด)....หนอ...(หยุด)
3. ย่าง...(หยุด)...หนอ...(หยุด)
4.ลง...(หยุด)...หนอ...(หยุด)
5. ถูก...(หยุด)....หนอ...(หยุด)
6. เหยียบ...(หยุด)....หนอ...(หยุด)

นอกจากจะรับรู้ที่เท้า ปาก ใจ หูก็ยังคงได้ยินเสียง บางทีมันก็รู้ลมหายใจ ตาก็เห็นสัตว์ที่เดินบนพื้นดิน รู้อากาศร้อนเย็น จิตแว่บออกไปคิดก็รู้

ออกเสียงดังทุกจังหวะและคำว่าหนอ ให้การรับรู้ของเท้า ปากและใจตรงกัน หากความคิดเข้าแทรกหยุดค้างไว้ทันที ความคิดดับจึงไปต่อ หากมันไม่ยอมดับก็ค้างไว้เลย เมื่อขาเริ่มเกร็งมันจะทิ้งความคิดมารับรู้อาการที่ขา การเดินจงกรมเช่นนี้ เป็นวิธีที่ขัดใจมากสำหรับผู้ที่ใจร้อน อารมณ์รุนแรง มันจะดิ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

ขณะที่หยุดค้างไว้ ให้เราดูใจที่มันดิ้น มันหยุดดิ้นเมื่อไหร่จึงจะไปต่อ อดทนฝืนจิตไม่ทำตามที่มันสั่งให้ได้ 1-2 อาทิตย์มันก็จะหยุดดิ้น ยกเว้นคนที่ไม่สม่ำเสมอและไม่เอาจริง เมื่อมันหยุดดิ้นความสงบเย็นจะเกิดขึ้น 4 วันแรกจะปวดเมื่อยไปทั้งตัว เริ่มแรกตัวจะเอียงซ้ายเอียงขวาให้ทำความรู้สึกไปตามอาการเอียง ถ้ามันคิดติดกันเป็นลูกโซ่ ให้กำหนด คิดหนอๆเอาจนมันหยุด 

วิธีนี้เป็นวิธีหักดิบ ผู้ที่ความอดทนน้อยมักจะถอยไปเสียก่อน สิ่งที่จำเป็นมากคือความต่อเนื่อง อย่างน้อยวันละ 1 ชม. เป็นเวลา 2 อาทิตย์จึงจะเริ่มเห็นผลชัดเจน หลังการปฏิบัติทุกครั้ง คุณแม่ท่านให้แผ่เมตตาเจาะจงให้เจ้ากรรมนายเวรเราก่อน เมื่อจิตใจเราเข้มแข็งขึ้นจึงจะแบ่งปันให้ผู้อื่นได้ และหมั่นตักบาตรให้เขาด้วย 

เรื่องใดที่ขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้พิจารณาไตร่ตรอง ทำไมใจเรายังคิดเรื่องนี้ ยังคาใจตรงไหน ตัดสินใจเด็ดขาดกับมันว่าจะทำยังไงแล้วก็วางมัน และคอยเตือนตัวเองหากตายขณะนี้ ต้องไปเกิดเป็นจิ้งจกตุ๊กแกเฝ้าอยู่บ้านเขาแน่นอน การรับรู้หลายจุดถี่ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดสติและให้สติเร็วขึ้น 

เมื่อมีสติ ก็จะเกิดสมาธิ และปัญญาในการแก้ไขปัญหาก็จะตามมา ส่วนการหยุดนั้น เพื่อให้เห็นการเกิดดับของการรับรู้และความคิด ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดแล้วดับในทันที เมื่อเข้าใจในความเป็นจริง มันก็จะค่อยๆ ยอมรับว่าทุกสิ่งมันจบไปแล้ว และเลิกที่จะไปขุดคุ้ยขึ้นมาอีก เมื่อถึงเวลาที่จิตเขาก้าวเดินเองได้ คำบริกรรมก็จะค่อยๆ เลือนหายไป 

ภาพจาก....http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/2012/05/A12094907/A12094907.html





"หาเหตุแห่งทุกข์"

เมื่อเกิดความรู้สึกขึ้นให้ย้อนกลับเข้าดูเหตุแห่งความรู้สึกนั้น เช่นคิดถึงคำพูดของเขาวนซ้ำไปซ้ำมา หยุดมองไปที่คำพูดนั้น เรารู้สึกอย่างไรกับคำพูดที่ผุดขึ้นมา เราจะเห็นความรู้สึกของตัวเองเช่นเสียใจ ไม่พอใจ เมื่อเห็นความรู้สึกเราจะรู้ตัวเอง เช่นเราไม่พอใจเขาหรือ มองตามไปอีกทำไมจึงไม่พอใจในคำพูดของเขา แล้วเราจะพบว่านี่เราเข้าไปยึดเขาหรือนี่ ใจเราเข้าไปผูกกับเขาเสียแล้ว นี่แหละการค้นหาเหตุแห่งทุกข์ จะดับทุกข์ลงได้ต้องดับที่เหตุ ดับถูกเหตุทุกข์ก็ดับ

เหตุนี้จะดับลงได้เมื่อเราเห็นโทษเห็นภัยของมันอย่างแท้จริง เมื่อทุกข์เกิดจึงไม่ควรหลีกหนีมองเข้าไปเห็นให้ชัด มันทุกข์อย่างไร สาหัสแค่ไหน ขยาดหรือยัง ถ้าแจ้งแก่ใจในทุกข์นี้ มันจะไม่อยากทุกข์อีก เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้นมันจะรีบวางเหมือนจับของร้อน หรือเพียงแค่เห็นว่าใจกำลังจะเข้าไปยึดเกาะมันก็จะปล่อยทันที เพราะรู้แล้วว่าสิ่งนี้เป็นโทษ นี้แลจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดับทุกข์ที่ใจ

การมีสติต่อเนื่องคือสิ่งสำคัญ เพราะสตินี้แลจะเป็นเครื่องปัดป้องและป้องกันไม่ให้สิ่งที่ผ่านมาทางประตูเข้าสู่ใจ แม้จะเกิดขึ้นในใจแล้ว ความมีสตินี้แหละจะทำให้เรารู้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ปัญญาเท่านั้นจึงจะตัดสิ่งเหล่านั้นออกจากใจได้ ดั่งคำว่าสติเป็นผู้รู้ปัญญาเป็นผู้ตัด แต่จะทำอย่างไรให้เกิดปัญญา ความสม่ำเสมอในการปฏิบัติเป็นเรื่องสำคัญมาก หนทางมีเสมอสำหรับผู้ที่ไม่เคยละความเพียร

จากเฟสบุค สวนปฏิบัติธรรมชมวิว อ.สังคม จ.หนองคาย....https://www.facebook.com/…/สวนปฏิบัติธรรม…/1502603876685810…



"ปิติน้ำตาไหล"

แต่ก่อนเป็นคนน้ำตาไหลง่าย ดูทีวีก็เกิด คิดเรื่องดีๆก็เกิด เห็นก็เกิด สะเทือนในใจแต่ไม่ไช่เสียใจ ต้องเรียกว่าปลื้มปิติ หรือ ฟังเขาเล่าบางเรื่องขนลุกขนพองขึ้นมา มีคนบอกว่าถ้าเกิดอาการอย่างนี้ เดี๋ยวจะเจอสภาวะธรรมใหม่ๆ เลยคิดว่ายิ่งเกิดยิ่งดี แสดงว่าเรารู้มากขึ้นแล้ว

ถามคุณแม่ว่า อาการเช่นนี้เกิดให้ทำอย่างไร ท่านบอกว่า...พอมันเกิดปิติขึ้น ให้กำหนดปิติหนอๆๆ เอาจนมันหายไป เรื่องดีก็ไม่ควรไปยึด เพราะมันคือภพชาติ แม้ความดีก็พาเราไปเกิด ไปเป็นเทวดาก็ยังมีหลง เมื่อเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมา ให้เราพิจารณาด้วยปัญญา บอกตัวเองว่าเรายังมีความยินดีอยู่หรือ ยินดีนี้แหละที่พาเรามาเกิดได้อีก เธอยังอยากเกิดอยู่อีกหรือ

ถามท่านว่าที่จิตเกิดความรู้สึกปิติขึ้น เพราะมันยังถูกปรุงแต่งใช่ไหม ท่านบอกว่าใช่ หากจิตยังถูกปรุงแต่ง นั่นหมายความว่าสติเราช้า ยังไม่ทันกับการกระทบที่เกิดกับอายะตนะทั้ง 6 จึงเกิดปิติขึ้นได้ ลองเรามีสติเต็มรอบบริบูรณ์อยู่เสมอ อะไรจะเข้ามาปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์ได้

คุณแม่ท่านบอกเสมอ เราพึงละความยินดียินร้ายในโลกนี้ลงเสียได้ 2 สิ่งนี้คือตัวการที่ทำให้จิตถูกปรุงแต่งทั้งดีและร้าย ใจที่หมดความยินดียินร้ายก็ยากที่จะถูกปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์ แต่จะละมันให้ขาด เราต้องเห็นโทษเห็นภัยของมันให้ชัด ยินดีทำให้ขาดสติมากกว่ายินร้ายเสียอีก เพราะยินดีเปรียบเหมือนของเย็น เราตายใจจึงไม่เคยระวังความยินดี

เพราะอย่างนี้นี่เองในชีวิตประจำวัน คุณแม่จึงให้กำหนดทุกครั้งที่เกิดอารมณ์ ยินดีหนอๆ เวลาดีใจ ชอบใจ สุขใจ หรือยินร้ายหนอๆ เมื่อไม่ชอบใจ เพื่อให้มีสติเหนี่ยวรั้งมันไว้ ไม่ให้ไหลหรือหลงลืมไปกับอารมณ์นั้นๆ



"กำหนดเพื่อรู้เท่าทันจิต"

มีคุณโยมมาถาม ทำยังไงถึงจะรู้เท่าทันจิต แม่บอกเขาว่าคุณโยมต้องเจริญสติ แล้วคุณโยมจะทันมัน พอนั่งปฏิบัติหูได้ยินเสียงปุบ ให้คุณโยมกำหนดได้ยินหนอ ๆ อารมณ์กระทบอันใด อายตนะภายนอก ความรู้สึกที่ใจให้รู้เท่าทัน ให้กำหนดรู้ ใหม่ๆ อาจจะฝึกกันหน่อย มันขัดตัวเอง ขัดใจ อย่าตามใจตัวเอง ขัดมันดู แล้วคุณโยมก็จะเท่าทันกับอารมณ์ จะเห็นอารมณ์ จะเท่าทันขึ้น แล้วมันก็จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ 

แม่บวชได้ 7 วัน ไปเข้าปฏิบัติที่บุญศรีมณีกรณ์ เขาให้กำหนด ยุบหนอพองหนอ หนอทุกอิริยาบถทั้งที่กายที่ใจ แม่บ่นในใจ มันจะสงบมั้ยเนี่ย เราเคยพุทโธ นั่งปุบนิ่งเลย พอมาวิปัสสนา หูได้ยินเสียงก็ให้รับรู้ ไม่ให้ปล่อย ได้ยินหนอๆ ขวาย่างซ้ายย่าง ให้กำหนดอะไรก็ไม่รู้ วุ่นวายไปหมด แล้วเมื่อไหร่จะเห็นธรรมะละ

พอเปลี่ยนไปปฏิบัติกับหลวงปู่เลื่อน ท่านเป็นอาจารย์สายยุบหนอ พองหนอรุ่นแรก วันแรกท่านบอกว่า...ลูกชีลดสักกายทิฏฐิซะมั่งสิ หลวงปู่ขอบิณฑบาต ลดสักกายทิฏฐิซะลูก ครูบาอาจารย์บอกอะไร ลูกก็ทำตามเถิด อย่าเถียง แม่ไม่ได้เถียงท่าน แต่แม่เถียงในใจ พอรู้ว่าหลวงปู่รู้ว่าเราต้าน เกิดศรัทธาทันที 

พอสติรู้เท่าทัน ก็เลยรู้ว่าที่ให้เรากำหนดรู้ทันเสียง เพราะเมื่อเรารู้ว่าเสียงอันนี้ มันเป็นแค่เสียงเกิดแล้วดับ ถ้าเราไม่ปรุงแต่งว่าเขาด่า พอได้ยินเสียงปุบ เราจะไม่โกรธเลย เวลาหิวทุรนทุรายก็ไม่ให้กิน ให้เอาขึ้นมากำหนด ถ้าอยากให้หยุดเลย มันหายอยากจึงให้กิน ทานข้าวเป็นชม.ได้ 3 คำ ท่านให้เคี้ยวให้ละเอียด ถ้าไม่ละเอียดกระอักออกมาเคี้ยวใหม่ 

ตั้งแต่นั้นมา มีความสงบขึ้น รู้เท่าทันขึ้น ได้เห็นอาการที่เกิดดับ ความปรุงแต่งก็ค่อยๆ จางไป ท่านให้ขัดกิเลสขนาดนั้น ถึงได้รอดมา แม่ได้เห็นคุณค่า ก็เลยได้มาแนะนำ มันยากจริงๆ ที่จะรู้เท่าทันจิต กว่าจะได้มาเลือดตาแทบกระเด็น จิตคนเรามันเร็ว รูขุมขนที่ว่าถี่ อารมณ์ที่จะแทรกเข้าไปถี่ยิบกว่านั้น ต้องทำสติให้หนายิ่งกว่ากำแพงปูน ถึงจะรู้เท่าทันจิต 

คนอื่นจิตเป็นยังไงกรรมใครกรรมมัน เห็นแต่ใจเรา มันจะอยู่ได้เพราะเราเอาชนะอารมณ์ เอาชนะใจเรา ชนะคนอื่นยาก เพราะกิเลสมันหนา ชนะใจตัวเอง ก็เท่ากับชนะใจคนทั้งโลก





"นั่งสมาธิแล้วความจำหาย บางทีพุทธโธก็หาย แต่ก็จะดึงกลับมา จะเดินนั่งนอนยืนมีแต่พุทธโธ ฟังธรรมได้ทั้งคืน จิตของลูกเป็นอะไร แก้ไขอย่างไรค่ะ" 

ขณะที่นั่ง พอหายใจเข้าพุท พอหายใจออกโธปุบ ให้ใช้สติสำรวจอาการ 32 ของตัวเอง จากปลายเท้าจรดหัว จากหัวจรดปลายเท้าว่า ยังนั่งตัวตรง ตัวเอน คอก้ม คอหักมั้ย ให้มีสติเห็นสมบูรณ์เหมือนลืมตาอยู่ทุกขณะ แล้วจะไม่มีอาการอย่างนั้น ที่มันวูบหายไปเพราะสมาธิลงลึก แล้วจิตดิ่งลงในสมาธิ สติอ่อนมันเลยวูบหายไปแว่บเดียว เหมือนตัวเองไม่มีตัวไม่มีตน 

อย่านั่งนาน ให้นั่งแค่ 10 นาที เดิน 10 นาที ไปจนครบชม. พอสติแก่กล้าขึ้น มีสติสมบูรณ์เมื่อไหร่ นั่งนานก็จะไม่เป็นอาการนั้น ทำถูกแล้ว ไม่ว่าอะไรเกิดขี้น ก็ให้มีสติรู้อยู่กับพุทกับโธ แต่อย่าลืมสำรวจตัวเองอยู่ทุกขณะ รู้ตัวเองทุกขณะ ว่าครบถ้วนบริบูรณ์อยู่ นั่งอยู่ท่าอะไร จิตก็จะไม่ลงลึก เพราะมีสติสมบูรณ์

ที่ฟังธรรมได้ทั้งคืน เพราะจิตมีศรัทธา มีความเลื่อมใสในธรรม จิตมันจดจ่อ ถ้าจิตมาอยู่กับกายก็ให้หยุดฟัง ให้ฟังจิต เอาจิตกับสติมาตั้งอยู่กับตัวเอง จิตจะไม่คล้อยไปกับเสียงธรรม ปฏิบัติให้มากแล้วจะเข้าใจสิ่งที่ฟัง ฟังแค่ 5 นาที แต่เข้าถึงและเข้าใจ ก็มีอานิสงส์มากกว่าฟังทั้งคืน





"เดินจงกรมบริกรรมพุทโธ เดินอย่างไรให้เห็นอาการเกิดดับ"

คุณแม่ชีเกณฑ์ท่านสอนให้เดินช้าๆ เท้ายกขึ้น ให้คำว่าพุท การรับรู้ที่เท้าเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน และก่อนเท้าจะลงให้หยุดไว้ จะเห็นคำว่าโธผุดขึ้นในใจ ให้มันดับไปก่อนแล้วค่อยเอาเท้าลงพร้อมคำว่าโธที่เอ่ยขึ้นมาใหม่ เพื่อให้การรับรู้ เท้าที่ลงและคำว่าโธเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน 

เมื่อเห็นใจมันสั่งให้เอาเท้าลงหรือบอกให้ไป อย่าไปทำตามมัน หยุดดูให้มันดับลงก่อนจึงไปต่อ ถ้าความคิดเกิดขึ้นให้หยุดค้างไว้ ความปวดเกิดขึ้นก็ให้หยุดค้างไว้ เมื่อความคิดและอาการปวดดับจึงไปต่อ มันมาอีกก็หยุดอีก มันดับเราก็ไปต่อ

การเห็นการเกิดดับ เป็นต้นทางของการวิปัสสนา เป็นปัญญาขั้นแรกที่จะพาเราพ้นทุกข์ได้ ผู้ปฏิบัติธรรมที่เห็นและเข้าถึงการเกิดดับจากการปฏิบัติ จะปฏิบัติธรรมเข้าใจได้ง่ายและไม่เนิ่นช้า

จะบริกรรมอะไรหรือไม่บริกรรม คุณแม่ท่านให้สังเกตจุดเดียวกันคือ จุดที่การรับรู้เกิดแล้วก็ดับ และเห็นจิตที่คิด จิตที่สั่งเกิดแล้วดับ การเดินช้าแล้วหยุดจะทำให้เราเห็นธรรมชาติอันแท้จริงนี้ เพราะใจที่ไม่ยอมรับว่าทุกสิ่งเกิดแล้วดับ ความคิดจึงต่อกันยาวเหยียด

ถ้าคิดมากไม่ยอมหยุดเพราะสติเรายังไม่มีกำลังพอ หยุดค้างไว้และให้กำหนดคิดหนอๆ หรือตามอาการความรู้สึกในใจ หากฟุ้งมาก อึดอัดมาก ให้บริกรรมออกเสียงดังๆ เพื่อให้จิตคลายและมาสนใจอาการที่ปากเป็นระยะ เมื่อต่อเนื่องมากๆ มันไม่ถูกปรุงแต่งให้คิดต่อ ความคิดนั้นก็ดับลง หรือจะคิดให้มันจบไปเลย เมื่อสรุปได้ก็วาง





"ลมหายใจเข้ามีลักษณะอย่างไร"

ขณะที่เราหายใจเข้า รู้ว่าขณะนี้จิตของเราอยู่กับปัจจุบันอารมณ์มั้ย ให้รู้ว่าลมหายใจเข้ามันยาวขนาดไหน เหมือนแม่ให้บริกรรมพอง ดูสิมันสุดตรงไหน มีอาการพองอยู่ตรงไหน แล้วมันมีลักษณะอย่างใด หายใจเข้าไปให้เต็มปอด ดูว่าขณะนี้เราหายใจเข้ายาวสุดมั้ย แล้วความรู้สึกนึกคิดขณะที่หายใจเข้ามีอารมณ์เจือปนมั้ย มีความปรุงแต่ง มีความรู้สึก มีอุปาทานอะไรอยู่ในใจเรามั้ย ใจเราสอดส่ายไปหาอารมณ์ห่วงใยอะไรรึเปล่า 

ให้เราอยู่กับลมหายใจทุกขณะ ให้พิจารณาตามไป มีสติรู้ตามมากมั้ย หายใจเข้าเต็มปอดสุดอยู่ตรงไหน มีความคับแค้นอึดอัดลมหายใจมั้ย หรือมันปลอดโปร่ง มันเบาในกายมั้ย ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอย่างนี้ แล้วดูว่าอารมณ์ที่หายใจเข้า มันมีแต่ลมหรือมันมีความรู้สึกนึกคิด มีเวทนาในใจมั้ย ความยึดถือ ห่วงสมบัติ ห่วงลูก ห่วงสามี ห่วงความที่จะไม่มี อยู่ในจิตมั้ย

ให้เรารู้เท่าทันว่า เรากำลังทุกข์ เรากำลังเกาะอยู่กับอารมณ์อันใด ให้เรารู้ขณะที่ลมหายใจเข้ายาว ลมหายใจเข้าสั้น เราก็รู้ว่ามันสั้น มันอยู่ในช่วงใด อยู่สุดท้องน้อยหรืออยู่เหนือสะดือขึ้นมา หรือแค่ลมหายใจอยู่ปลายจมูกหรือปลายหน้าอกเรา หรืออยู่แค่ช่วงคอ เมื่อมันแผ่วเบา บางคนบอกว่าเหมือนไม่หายใจเพราะจิตไม่ได้มีอารมณ์ใดๆ จิตที่ไม่เกาะเกี่ยว จิตที่เบา ลมหายใจเข้าก็เหลือน้อย เบา หายใจเข้าให้รู้ หายใจออกให้รู้ หายใจเข้ายาวก็ให้รู้ หายใจออกสั้นก็ให้รู้ รู้อาการว่ามันเบามันหนัก เรารู้อาการว่าจิตมีแต่ความว่างเปล่ากับลมหายใจมั้ย หรือมีความขุ่นมัวอยู่ในใจมั้ย

ถ้าบริกรรมก็ให้คำบริกรรมกับลมหายใจเข้าหรือออก เป็นขณะเดียวกันไปจนสุดลม ไม่ต้องไปบังคับ ทำใจให้สบาย เบาๆ เป็นหนึ่งเดียวกัน และดูว่าเราตามรู้ทุกขณะมั้ยหรือมันแว่บไปคิด มันเกิดความรู้สึกอะไรเข้าแทรกมั้ย ถ้ามันคิดไม่ยอมกลับมาให้กำหนดคิดหนอๆ หรือกำหนดไปตามความรู้สึกที่มันขึ้นมา มันง่วง ตกภวังค์ หรือไม่มีกำลังที่จะหยุดคิด ก็ให้ลุกขึ้นเดินจงกรม ถ้าเดินจงกรมก็ยังไม่หาย ให้จับไม้กวาดมากวาดใบไม้แทน ตามรู้อาการเคลื่อนไหวไป จะทำให้เราสลัดความคิดนั้นออกไปได้

คุณแม่ขอฝากคำถามทิ้งท้ายสำหรับการดูลมหายใจ หายใจเข้าก่อนที่ลมจะออกมันหยุดก่อนมั้ย พอหายใจออกไปแล้ว ก่อนที่มันจะกลับเข้ามามันหยุดก่อนมั้ย และอีกคำถาม หายใจเข้ากับหายใจออก เป็นขณะเดียวกันหรือคนละขณะ





"เมื่ออารมณ์เข้าแทรกกำหนดอย่างไร"

ผู้ที่บริกรรมพุทหายใจเข้าก็จับดูพุท หายใจออกก็โธ ผู้ที่พองหายใจเข้าก็ดูอาการท้องพอง หายใจออกก็ดูอาการท้องยุบ ผู้ที่ไม่ปรากฏพองยุบเห็นแต่อาการลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ก็ดูแต่อาการและให้มีสติระลึกรู้ประคองตั้งจิตไว้ 

คำว่าประคองคือมีสติให้ต่อเนื่อง ให้เห็นว่าขณะนี้ที่เรากำลังบริกรรมพองหรือยุบ จิตของเราวิ่งออกไปหาอารมณ์อื่นมั้ย มีอารมณ์พอใจและอารมณ์ยินร้ายเข้ามาแทรกในจิตเรามั้ย ถ้าเข้ามาแทรกก็พิจารณาว่า รู้หนอๆ หรือว่ากำหนดไปตามอาการที่มันคิด ที่มันมีความรู้สึก คิดถึงอะไรก็คิดหนอๆ อย่างเดียวก็ได้ ถ้าหงุดหงิด ก็หงุดหงิดหนอๆ ทุกข์ก็ทุกข์หนอๆ มีความทุกข์มีความคับแค้นใจ นิวรณ์ 5 ชอบใจ ไม่ชอบใจ ง่วง ฟุ้ง สงสัย 6 คือนิมิต ให้กำหนดอารมณ์ที่อยู่ในใจ แล้วให้กลับมาดูพอง ดูยุบ 

พอหูได้ยินเสียงก็ได้ยินหนอๆ แต่ให้หยุดพองหยุดยุบ ให้ไปกำหนดแต่อาการที่มันแทรกเข้ามา แล้วก็กลับมาดูพองยุบ สงบก็รู้ว่าสงบ ไม่สงบก็รู้ว่าไม่สงบ รู้สึกเห็นอาการทุกอย่างในกาย เวทนาเกิดขึ้น เจ็บปวดก็รู้ มีสติรู้ว่า เออ มันเป็นธรรมดาของมัน พระพุทธองค์ท่านชี้แนวโลกุตตระ รู้อะไรละอย่างเดียว ไม่ยึด ไม่ติด ไม่เกาะ เพราะการยึดการติด เป็นภพเป็นชาติ 

ผู้ใดที่เข้าฌานเพื่อระงับจากนิวรณ์ทั้งหลายได้ง่าย มันก็ยังเป็นณานที่ไม่ใช่ทางหลุดพ้น เป็นณานโลกีย์ที่ยังยึด ยังติดอยู่ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ออกมาถึงรู้ ถ้าตายจะไปอยู่ในอรูปพรหม ไม่มีหู ไม่มีตา จมูกก็ไม่มี มีช่องเล็กๆ เหมือนน้ำเต้า มีรูให้ลมออกจากตรงนั้น มีแต่ความรู้สึกอย่างเดียว ตั้งอยู่เหมือนก้อนหิน ไม่กระดุกกระดิกหลายหมื่นปี ออกจากนั้นก็เวียนว่ายตายเกิดอีก 

ทำไมไม่มีแข้งไม่มีขาเพราะตอนนั่งเข้าณาน รู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีตัวไม่มีตน มีแต่ความรู้สึกลมหายใจเข้าลมหายใจออก อะไรมาต้องกายก็ไม่รับรู้ หูได้ยินเสียงไม่รับรู้ แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเรามีกายหยาบอยู่จำเป็นต้องรู้ตัวทั่วพร้อม เราถึงจะทำลายขันธ์ได้ พระพุทธองค์ท่านไม่สรรเสริญเพราะทำให้เราไปยึด ไปเกาะไปติดอยู่ เมื่อถึงเวลามันก็จะเป็นไปเองจากสมาธิที่มีสติ และจะเป็นณานที่เป็นสัมมา มีสติครบถ้วนบริบูรณ์






"การเดินจงกรมเพื่อการพักจิต"

เมื่อใจเบื่อคำบริกรรม ถามคุณแม่ชีเกณฑ์ว่าใช้ลมหายใจแทนคำบริกรรมได้ไหม ท่านบอกว่าได้ไม่ผิดอะไร วิธีกรรมของครูบาอาจารย์เป็นแนวทาง ผู้ที่รู้จักตัวเองดีแล้วก็ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตัวเองได้ ในวันนี้จึงขอเดินเงียบๆ ช้าๆ ไม่เร่งตัวเอง ไม่เร่งลมหายใจ ปล่อยใจให้สบาย ไม่ได้ทำเพื่อใครหรือเพื่ออะไร เป็นการเดินจงกรม 6 จังหว โดยใช้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกแทนคำบริกรรม

จังหวะที่ 1. ยกส้น+หายใจเข้า.....หยุดค้าง+หายใจออก
(ยกส้นเท้าขึ้นพร้อมกับหายใจเข้ายาวๆ จนลมเต็มปอดท้องพองจนสุด แล้วหยุดเท้าค้างไว้พร้อมกับปล่อยลมหายใจออกจนลมหมดท้อง แล้วค่อยเปลี่ยนจังหวะ)

จังหวะที่ 2. ยก+หายใจเข้า....หยุดค้าง+หายใจออก
(ยกเท้าขึ้นพร้อมกับหายใจเข้ายาวๆ แล้วหยุดค้างไว้พร้อมกับปล่อยลมออกจนหมดท้อง)

จังหวะที่ 3. ย่าง+ลมหายใจเข้า....หยุดค้าง+ลมหายใจออก
(ก้าวขาออกไปพร้อมกับหายใจเข้ายาวๆ แล้วหยุดค้างไว้พร้อมกับปล่อยลมออกจนหมดท้อง)

จังหวะที่ 4. ลง+ลมหายใจเข้า...หยุดค้าง+ลมหายใจออก
(เอาเท้าลงแต่ปลายเท้ายังไม่ถูกพื้นพร้อมกับหายใจเข้ายาวๆ แล้วหยุดค้างไว้พร้อมกับปล่อยลมออกจนหมดท้อง)

จังหวะที่ 5. ถูก+ลมหายใจเข้า...หยุดค้าง+ลมหายใจออก
(ปลายเท้าถูกพื้นพร้อมกับหายใจเข้ายาวๆ แล้วหยุดค้างไว้พร้อมกับปล่อยลมออกจนหมดท้อง)

จังหวะที่ 6. เหยียบ+ลมหายใจเข้า....หยุดค้าง+ลมหายใจออก
(เหยียบพื้นเต็มเท้าพร้อมกับหายใจเข้ายาวๆ แล้วหยุดค้างไว้พร้อมกับปล่อยลมออกจนหมดท้อง)

ผลจากการเดินจงกรมแบบนี้ ในเวลาไม่กี่วัน ใจก็วางเรื่องที่คิดไปหลายสิบเรื่อง เป็นใจที่สงบ เย็น หนักแน่น ว่างและวาง 

การเดินจงกรมไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเรารู้จุดนี่คือวิธีพักจิต คลายใจ ชำระจิต โดยที่ไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องรอเวลา ไม่เสียเงิน แค่ห้องเล็กๆ ก็กว้างพอ แม้จะเดินได้แค่ก้าวเดียว ยืนกับที่ เดินไม่ได้ ยืนไม่ได้ เคลื่อนไหวได้แค่มือ หรือแค่ปลายนิ้ว ก็สามารถนำวิธีนี้ไปปรับให้เข้ากับตนเองได้ อยู่กับลมหายใจมาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว เพิ่งจะใช้เขาให้เป็นประโยชน์สูงสุดก็วันนี้เอง





"คุณแม่สอนปฏิบัติแนวไหนค่ะ"

แม่สอนวิปัสสนาในสติปัฏฐาน 4 มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ ดับอารมณ์ได้ทันปัจจุบัน ถามว่าแนวไหนก็แนวมรรคมีองค์ 8 คุณจะเอาแนวไหนก็ได้ แต่ให้คุณเอาแนวเจริญสติปัฏฐาน 4 สติปัฏฐาน 4 ไม่ใช่เฉพาะหนอ แม่เปิดกว้าง อะไรก็ได้ จะมีคำบริกรรมหรือไม่มีก็ได้ 

มีผู้ปฏิบัติธรรมคนหนึ่ง เขาเล่นสมถะ จิตนิ่งเข้าฌานอยู่เป็นสิบปี แต่เขาไม่เจริญสติเลยทำให้เขาติดอยู่ตรงนั้น มีแต่ความสงบแต่ไม่มีปัญญาที่จะดับทุกข์ในใจตน เขาบริกรรมพุทโธ แม่ก็เลยบอกว่าเพราะเธอขาดสติและปัญญา เธอจงเจริญสติโดยเอาพุทโธนั่นแหละเป็นกรรมฐาน

สติปัฏฐาน 4 กว้าง จะเอาวิธีกรรมใดก็ได้ จะเอา 84,000 พระธรรมขันธ์มากำหนด จะเพ่งอะไรก็ได้ แต่เมื่อจิตสงบแล้วคุณต้องเจริญสติ ให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบทางตาหูลิ้นจมูกกายใจ ในผู้ที่ไม่มีคำบริกรรมอะไรเลย ก็ให้รู้เท่าทันอารมณ์เช่นกัน ให้มีสติรู้เท่าทันว่าโกรธ ว่าเกลียด มีโทสะมีโมโหมั้ย ให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่คิด ที่ปรุงแต่ง 

ถ้าให้เอาหนอเข้าไป เขาฝืน เขาเคือง เขาอึดอัด ก็เอาอะไรก็ได้ แม่จะบอกจุดให้เขาไปสังเกตเพื่อให้เกิดสติและปัญญา ทำไมต้องให้รู้เท่าทันอารมณ์เพราะจะได้รู้จักตัวเองเห็นตัวเอง ว่ากำลังเกาะกำลังยึดอะไรอยู่ ทุกข์กับมันมากมั้ย เมื่อเห็นตัวเองจะได้เห็นโทษเห็นภัยอารมณ์ที่เราไปเกาะไปยึดอยู่ 

เมื่อรู้จักตัวเอง เห็นว่ามันทันมั่งไม่ทันมั่ง เอาอยู่มั่งเอาไม่อยู่มั่ง ถ้าอยากออกจากทุกข์ อยากแก้ตัวเอง แม่ก็จะสอนให้เขาเกิดสติเกิดปัญญา ที่จะสอนตัวเองเตือนตัวเองได้ หัวใจของการปฏิบัติอยู่ตรงนี้ ให้เรารู้เท่าทันอารมณ์และดับอารมณ์ปัจจุบันได้ทัน ดับทันมันก็ไม่ทุกข์ ดับไม่ทันมันก็เป็นภพเป็นชาติ





"อาการที่เรียกว่าปิติมีอะไรบ้างค่ะ เกิดเพราะอะไร ดีหรือไม่ดี และแก้ไขอย่างไร"

อาการซาบซ่านทั่วร่างกาย  ตัวเบาเหมือนจะลอย  น้ำตาไหล ขนลุกขนพอง  ตัวโยกไปมา  คันเหมือนมดไต่ ตัวแข็งเหมือนหิน  ลมหายใจหายไป  ตัวหายไป  ไม่รู้สึกว่ามีร่างกายนี้อยู่เลย ตัวลอยขึ้น ตัวสั่น มือมาตีหน้าผาก หัวโขกพื้น ตัวยืดตัวยาว ตัวขยายใหญ่กว้าง เห็นสีแสงสว่าง สั่นเป็นเจ้าเข้า นี้เป็นอาการของปิติ เกิดเพราะสติเราอ่อน หนักสมาธิไป 


เมื่อเกิดสมาธิที่ไม่มีสติเท่าเทียมกัน ทำให้เราไม่มีสติพอที่จะประคองร่างกายให้ตั้งไว้ได้ หรือหากน้ำตาไหล สติเราไม่ทันกับใจที่ถูกปรุงแต่ง และด้วยวิบากกรรม เมื่อสติไม่พอวิบากกรรมจะเข้าแทรก ปิติก็เป็นนิวรณ์หรือเครื่องข้องที่ทำให้การปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า หยุดอยู่ตรงนั้น พอนั่งสมาธิก็ผลุบเข้าสู่สภาวะนี้เหมือนไปติดอยู่ในอีกภพหนึ่ง รู้ตัวอยู่แต่ไม่มีกำลังพอที่จะต่อต้านหรือพาตัวเองออกมา ต้องปล่อยให้คลายตัวลงเองจึงจะออกมาได้ 


นั่นเพราะสติเราอ่อนยังไม่มีกำลังพอที่จะต่อต้าน บางคนไปติดภาวะแบบนี้เป็น 10 ปีเพราะไม่รู้จะแก้อย่างไร ทำให้เลิกนั่งสมาธิไปเลยก็มี สรุปว่าไม่ดี แรกๆบางคนอาจจะตื่นเต้นเพราะไม่เคยเจอภาวะเช่นนี้ จากปกติมีแต่ภาวะฟุ้งซ่าน พอจิตสงบมาเจอสภาวะเช่นนี้ เลยคิดไปว่าตัวเองก้าวหน้าขึ้น ไม่ฟุ้งซ่านแล้ว 


บางคนอาจคิดไปว่ากำลังเข้าฌานนั้นฌานนี้ ไม่มีหรอกฌานตัวโยกไปโยกมา มีแต่ฌานโลกีย์ นั่งแล้วไม่มีสติรู้ตัวหรือควบคุมตัวเองไม่ได้ หากตายขณะนั้นคิดว่าจิตจะไปไหน ก็ไปแบบคนไม่มีสติ ไปตามบุญตามกรรมที่ทำมา หรือวิบากกรรมเก่าเข้าแทรกพอดี ก็ไปตามกรรมนั้นเลย น้ำตาไหล ขนลุกขนพอง  เห็นสีแสงสว่าง คันเหมือนมดไต่ ให้กำหนดรู้หนอๆ ไปจนกว่าอาการจะหาย อย่าไปปรุงแต่งต่อ 


ส่วนอาการอื่นๆทางร่างกาย ให้เดินจงกรม 5 นาที นั่ง 5 นาที ทำสลับไปสลับมาจนครบ 1 ชม. การทำแบบนี้ทำให้สติตื่นและตั้งมั่น ไม่ฟุ้งซ่าน ขจัดนิวรณ์ในใจ และทำให้ไม่ติดในความชอบที่จะนั่งนานๆ กระฉับกระเฉง ไม่ขี้เกียจ ช่วยปรับสมดุลร่างกาย โรคที่เป็นอยู่ถูกขับออก เป็นการรักษาโดยธรรมชาติ ทำเช่นนี้ประมาณ 2 อาทิตย์ อาการทุกอย่างก็จะหายไป เมื่อสติมีมากขึ้นก็เพิ่มเวลาตามสมควร หากเป็นอีกก็แก้กันอีก 


บางคนวิบากกรรมเข้าแทรกขณะนั่งสมาธิเกิดนิมิต ไม่รู้ว่าต้องกำหนด เจ้ากรรมนายเวรมาแสดงตัวและดึงเธอไป หลังจากนั้นก็กลายเป็นคนสติเลื่อนลอย ไม่รับรู้อะไรอีก เขาก็มาปฏิบัติแก้ด้วยการลุกนั่ง 5 นาที มาเป็นนิมิตมาอีกก็ให้กำหนดรู้หนอๆ อย่างเดียว ทำอยู่ปีกว่าและแผ่เมตตา อาการก็เป็นปกติ


ช่วงแรกอาจต้องตั้งเวลา เราต้องทนกับใจที่มันดิ้น มันขัดใจ มันไม่เอา มันไม่ยอม  ก็เพราะไอ้ใจที่มันดิ้นนี้ไม่ใช่หรือที่พาเราเดือดร้อน หากเราทนได้ ฝืนได้ มันก็จะหยุดดิ้นเอง เพราะมันชินแล้ว เมื่อจำระยะเวลาที่ต้องลุก ต้องนั่งได้ เราก็ลุกนั่งเองโดยไม่ต้องตั้งนาฬิกา  ทุกครั้งหลังการปฏิบัติ คุณแม่จะให้แผ่เมตตาเจาะจงให้กับเจ้ากรรมนายเวรตัวเอง แผ่ไปจนกว่าเราจะพ้นสภาวะตรงนี้ จึงเริ่มแผ่เมตตาให้คนอื่น



"สอบถามการนั่งสมาธิ ก่อนนั่งต้องสวดมนต์ไหม หากจะจับพุทโธให้กำหนดตามดูยังไงครับ" 

ไม่สวดอะไรเลยก็ได้ เมื่อจะนั่งสมาธิพึงสำรวจจิตของตัวเองว่าพร้อมที่จะนั่งแล้วพยายามวางอารมณ์ทุกอย่าง ความกังวล ทำใจให้เป็นกลาง แล้วสำรวจจิตว่าตอนนี้จิตมันวอกแว่กคิดฟุ้งซ่านไหม ให้วางอารมณ์ที่เราเป็นนักเรียนหรือนักธุรกิจ หน้าที่การงาน 

เมื่อพร้อมแล้วไปนั่งในที่สงบ จะกราบระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย3 ครั้ง ระลึกถึงพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณของท่าน แล้วก็ตั้งจิตว่าจะนั่งจะดูลมหายใจเข้า จะดูลมหายใจออก ทำใจให้ว่าง จิตว่อกแว่กไปที่อื่นไหม เมื่อเห็นแล้วก็สูดลมหายใจ ทำตัวให้ตรง ดำรงสติไว้ที่ลมหายใจเข้าพุทธ 

ถ้าเป็นผู้ฝึกใหม่สมควรที่จะต้องจับดูลมหายใจเข้าเหมือนอานาปานสติ หายใจเข้ายาวก็รู้ หายใจออกสั้นก็รู้ หายใจแผ่วเบาก็รู้ หายใจไม่มีลมหายใจก็รู้ จำเป็นที่สุดคือเป็นกลาง คุณจะต้องมีสติระลึกรู้ลมหายใจเข้าพุทธ ยาวคุณก็ต้องรู้ว่ายาว สั้นคุณก็ต้องรู้ว่าสั้น ให้คุณสังเกตดูต่อไป แผ่วเบาก็ให้รู้ เพราะเวลานั่งใจจะได้ไม่ไปติดสุข ใจจะได้ไม่ยึด มันจะสงบอย่างเดียวไม่รับรู้อะไร เป็นมิจฉาทิฏฐิ 

ขณะที่คุณจดจ่อพุทกับโธ คุณอย่าไปซีเรียส อย่าไปคิด ทำสบายๆ เหมือนนั่งทำงานไป คุณมีสติระลึกรู้ตามลมหายใจเข้า ตามลมหายใจออก คำบริกรรมว่าพุทโธ อาการของท้องลมมันเข้ากับอาการออกคุณรู้เท่าทันทุกขณะไหม มันมีความรู้สึกโล่งขัดฝืดเคืองคุณรู้สึกทุกขณะไหม 

คุณจำเป็นต้องดูตามความรู้สึกรู้ทุกขณะที่เคลื่อนไหวของลมต้นทางจนถึงที่สุด ในขณะที่คุณนั่งจ้องพุทกับโธอยู่นั้นคุณได้ยินเสียง คุณมีสติรู้ไหมว่า เออ เสียงมาแล้ว เสียงมากระทบที่หู คุณก็รู้ว่า เออเสียงมากระทบที่หู ดูสิว่าคุณไปยินดียินร้ายกับเสียงไหม คุณพอใจในเสียงไหม เสียงมากระทบคุณหงุดหงิดไหม คุณก็ให้มีสติรู้ตาม ถ้ามันหงุดหงิดคุณก็มีสติรู้ว่ามันหงุดหงิดหรือคุณจะบริกรรมว่า "หงุดหงิดหนอ" "ได้ยินหนอ" คุณจะอุทานหรือไม่อุทานก็แล้วแต่ความพอใจของคุณ 

ทีนี้เวทนาเกิดขึ้น ถ้านั่งมันเจ็บมันปวดก็บอกว่า "โอ้เวทนาเกิดขึ้นแล้ว" ดูสิว่าเราเอาจิตไปจดจ่อกับมันมั้ย มันทรมานมั้ย ว่าคุณนี่ทุกข์ ถ้าทุกข์คุณทนไม่ได้ ก็ลุกมาเดินพุทโธ พุทยกขึ้นย่างเหยียบลงไป พอเท้าจะถึงพื้นก็โธ แล้วให้คุณมีสติรู้เท่าทันกับจิตกับปัจจุบันทุกขณะ กายกระทบกับลมก็เย็น ให้คุณรู้ว่าเย็น ร้อนก็ให้รู้ว่าร้อน ถ้านั่งสมาธิ ถ้าอยากรู้ว่ามันร้อนว่ามันเย็นก็อย่าเปิดพัดลม อย่าอยู่ในห้องแอร์ มันจะได้เห็นความเป็นจริง ร้อนแล้วคุณหงุดหงิดไหม ลมพัดมาเย็นยินดีไหม 

พุทแล้วมันเข้า เวลาออกทันมันมั้ย จะให้การบ้านว่า พอหายใจเข้า พุทมันหยุดก่อนมั้ยก่อนที่มันจะออกโธ คุณแยกแยะพิจารณาสิ อันนี้เป็นการเจริญสติและปัญญาที่มีไหวพริบ บางคนพุทโธไปแล้วมันไม่จับจุดก็ไปได้ช้า กำหนดอะไรมาก็ได้ 

แม่มีคำถามของแม่ทั้งนั้น เธอไม่เอาหนอ เธอรู้มั้ยหูมาหาเสียงหรือเสียงไปหาหู ตอบเสียงไปหาหู ผู้ปฏิบัติบางคนนิ่งชะจนไม่ได้ยินเสียง แต่พอได้ยินตอบว่าหูไปหาเสียง แม่ให้พิจารณาดีๆ พอเข้าลึกๆแล้วไม่ได้ยินเสียง มันดับไปเลย บางคนได้ณาน ก็ตอบหูไปหาเสียง การนั่งสมาธิที่ถูกไม่ใช่เงียบหาย ตัวหาย ไม่รับรู้อะไรเลย หูได้ยินเสียง กายรู้สัมผัสร้อนเย็น จมูกได้กลิ่น รู้ความรู้สึกที่ใจอยู่ทุกขณะ ฟุ้งก็ให้รู้ว่ามันฟุ้ง เราต้องเห็นความจริงทุกอย่างที่ใจเมื่อมีสิ่งมากระทบ เพื่อที่จะค่อยๆถ่ายถอนออกไป
ภาพจาก http://www.watpa.com/images_subforum/4413.jpg





"ดวงตาเห็นธรรม เป็นยังไงครับ"

ถ้ารู้ว่าทุกข์ เราก็ เออ..ทุกข์แล้วนะ ทุกข์มันเป็นโทษ ความโกรธนี้มันเป็นโทษ โกรธเขานี่มันทุกข์ ทุกข์จริงๆ นอนไม่ได้ คิดเมื่อไหร่ก็โมโหขึ้นในใจ พอปัญญาเกิด เอะ...นี่เราจะมาโกรธเขาทำไม เดี๋ยวมันก็ตายจากกัน ต้องอโหสิให้เขาสิ อันนี้แปลว่าดวงตาเห็นธรรม 

ปัญญาของคุณเกิด เกิดแล้วเห็นไปตามความเป็นจริง ใช่เราจะไปเกลียดเขาทำไม หากวันนี้ต้องตายจากกัน ถ้าเราเกลียดมัน ชาติหน้าเราก็ต้องเจอกัน มันไม่เกลียดเรา เดี๋ยวเราก็ต้องเกลียดมัน ให้เห็นโทษอย่างนี้ แล้วก็เห็นธรรมอย่างนี้ ถ้าพิจารณาตามนี้ คุณได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว

เมื่อคุณเห็นว่า เออ.....อันนี้ ผิวหนังกำลังเหี่ยว กำลังย่น ทำยังไงหนอ ได้ยินว่าหมอคนนี้ทำดี ก็พยายามไป ไปแล้วเดี๋ยวมันก็ทุกข์อีกนั่นแหละ แต่สักวันที่ปัญญามันเกิด เอะ....อันนี้มันเป็นธรรมชาตินี่นา ห้ามยังไงก็ไม่อยู่ ก็ปล่อยมัน นั่นคือดวงตาเห็นธรรม เห็นตามความเป็นจริงว่ามันไม่สวย มันเสื่อม มันโทรม มันไร้สาระ มันเป็นธรรมดา มันเป็นธรรมชาติ มันไม่มีอะไรให้เรายึดถือได้เลย เอาเงินไปทำบุญเป็นเสบียงติดตัวไปดีกว่า แล้วก็วางมันได้ ไม่กลับไปหามันอีก






"ทำอย่างไรความคิดจึงจะไม่ฟุ้งซ่าน คิดแต่ความเก่า เจ็บแค้น จะทำอย่างไรจะปล่อยวางได้"

อดีตก็ล่วงไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง เอาปัจจุบัน ล่วงไปแล้วยังไงก็เอาคืนไม่ได้ ของบูดเก็บทิ้งแล้ว ยังจะเอามากินอยู่หรือ สติเท่านั้นเอง ให้ฝึกสติให้รู้เท่าทัน พอมันคิด ก็คิดหนอๆๆ ใช้ปัญญาพิจารณาว่า เราจะคิดไปทำไม มันจะร่ำรวยขึ้นมามั้ย มันให้สิ่งนั้นคืนมาดีเหมือนเดิมได้มั้ย 

ให้คิดปัจจุบัน อดีตจะขมขื่น จะหวานยังไงก็ช่าง ให้ปัจจุบัน บริสุทธิ์ สบาย หมดจด บริสุทธิ์หาได้อยู่ที่อื่นไม่ อยู่ที่จิตไม่ปรุงไม่แต่ง จิตบริสุทธิ์ ไม่มีอันใดเลยจะมามัวหมองได้ ถ้าอยากหายฟุ้งซ่าน ก็ลดละปล่อยวาง อย่าพยาบาท อย่าอาฆาต ความพยาบาท อาฆาต เป็นทุกข์อันยิ่งไม่ใช่หรือ 

ทุกข์ที่ใคร ที่เขาหรือทุกข์ตัวเอง จุดไฟเผาตัวเอง ตายตอนนี้ก็ไม่แคล้ว จิ้งจก ตุ๊กแก งูเห่า ตะขาบ บ้านคนที่เราอาฆาตไว้ บุญที่ทำมาช่วยเราไม่ได้ เพราะจิตเราไปเกาะกับเขาเอง ประมาทได้หรือ ความตายอยู่กับเราทุกวินาที ยังอยากมาเจอพวกเขาอีกหรือ ถ้าอย่างนั้นก็จงพยาบาทต่อไป มาพบเจอ มาเกลียดกันอีกแน่นอน เห็นโทษเห็นภัย และค่อยๆพยายามแผ่เมตตาให้เขา วันละนิด สักวันเราก็จะเมตตาให้เขาโดยไม่ร้อนใจ

ภาพจาก http://thammachana.blogspot.com/2012/07/blog-post_23.html





"คุณแม่มีวิธีทำให้หายฟุ้งซ่านเวลานั่งสมาธิหรือเดินจงกรมไหมค่ะ เวลาเดินหนูใช้ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เวลานั่งใช้พองหนอ ยุบหนอ สงบได้ไม่นานก็ฟุ้งอีก"

1. เริ่มจากเดินจงกรม ทำใจให้สบาย วางทุกอย่าง อย่างอื่นเอาไว้มีหลัง พอเราบริกรรมคำว่าขวา ยกขาขวาขึ้น ให้คำว่าขวากับการรับรู้ที่เท้าเป็นขณะเดียวกัน หยุดค้างไว้หนึ่งอึดใจ แล้วเอ่ยคำว่าย่าง พร้อมกับย่างขาออกไป ให้คำบริกรรมและการรับรู้ที่เท้าเป็นจังหวะเดียวกัน แล้วหยุดค้างไว้หนึ่งอึดใจ แล้วเอ่ยคำว่าหนอพร้อมกับเท้าที่เหยียบลงที่พื้น ให้คำว่าหนอและการรับรู้ที่เท้าเป็นขณะเดียวกัน แล้วเปลี่ยนเป็นขาซ้ายทำเหมือนกัน (เข้าใจง่ายๆให้หยุดค้างไว้ทุกสเตปก่อนเปลี่ยนจังหวะ ทำช้าๆ เวลาหยุดค้างไว้ให้ดูใจของเราด้วยมันหงุดหงิดไม่พอใจไหม ถ้ามันมีคำสั่งในใจเช่นพอเราเอ่ยคำว่าย่างจบ แล้วมีคำว่าหนอขึ้นในใจให้หยุดค้างไว้ ให้มันจบลงแล้วเราเอ่ยขึ้นมาใหม่พร้อมกับเท้าที่เหยียบลงไปที่พื้น ให้ทั้งการรับรู้ คำบริกรรม เท้าตรงกัน หรือ ปากเท้าใจให้ตรงกัน)

ถ้าจิตแว่บออกไปก็ให้ค้างไว้ และกำหนดว่าคิดหนอๆ ฟุ้งหนอๆ กำหนดตามความรู้สึกที่มีขึ้นในใจ ให้รู้เท่าทันปัจจุบัน มันอยากคิดให้รู้เท่าทันมัน อยากคิดก็คิดเราห้ามมันไม่ได้เพราะมันไม่มีตัวตน เป็นแต่รู้เท่ามันแล้วก็วาง ถ้ามีสติรู้เท่าทันก่อนที่จะคิด เดี๋ยวมันก็จะหยุดเอง ปัญญาเรามีก็บอกว่า เออ เพราะมันไม่มีตัวตน มันห้ามไม่ได้ เรารู้เท่าทันแล้วก็วาง เราไม่ได้เสียค่าเช่าให้มันหรอกนะ เรารู้แล้วเราก็วาง อกุศลมันจะพาตัวเองตกต่ำ ถ้าตายขณะกำลังฟุ้งนี้จะไปเป็นอสูรกาย เป็นเปรต เป็นผี หรือสัตว์เดรัจฉาน พวกสัตว์ดุร้ายที่มีพิษ เช่นหมาบ้า งูเห่า ตะขาบ แมงป่อง เสือ เลือกเอาก็แล้วกัน สัตว์นานาประการ น่าเกลียดน่ารัก น่าชังก็ดูเอา จะเอาแบบไหนละ ถ้าตายขณะคิดถึงคนที่เกลียดก็ไปเกิดเป็นงูเห่าแอบเข้าไปในบ้านเขา หรืออาจจะไปเกิดเป็นจิ้งจกเกาะอยู่ในบ้านใคร ถ้าคิดดีอยากช่วยคนทำโน่นทำนี่ก็ไปเกิดแถวๆนั้นเช่นกัน ลอยไปไหนก็ไปที่นั่นแหละ แต่มักจะไปไม่ดี

2. เวลานั่งสมาธิให้การรับรู้อาการพองยุบของท้องกับคำบริกรรมเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกัน มีคำถามให้ลองไปสังเกต เวลาที่ท้องพองก่อนมันจะยุบลงมามันหยุดก่อนไหม และเมื่อท้องมันยุบแล้วก่อนจะพองออกมันหยุดก่อนไหม 

3. อย่านั่งนานและเดินนาน ใน 1 ชม. ให้เดินจงกรม 5-10 นาที แล้วเปลี่ยนเป็นนั่งสมาธิ นั่งไป 5-10 นาทีให้ลุกขึ้นเดินแล้ว เดินแล้วเปลี่ยนเป็นนั่ง 5-10 นาที ในระยะเริ่มต้นให้เริ่มจาก 5 นาทีก่อนวิธีนี้จะทำให้เรื่องที่คิดมันไม่ยาว จนลืมมันไปเลย ทำให้สติมีกำลังและตั้งมั่น ถ้าไม่มีแก่ใจจะนั่งหรือเดินเลยให้ไปทำความสะอาดบ้านก็แล้วแต่คุณ หรือว่าคุณจะพิจารณากำหนดไปจนมันดับก็แล้วแต่ ดูว่ามันจะฟุ้งไปถึงกี่ชม. ถ้ามันฟุ้งมากให้เดินอย่างเดียวสัก 1 อาทิตย์ก็ได้ยังไม่ต้องนั่ง แต่ให้มีสติรู้เท่าทัน เดิน 5นาที นั่ง 5 นาทีเดี๋ยวมันก็หยุดฟุ้งเอง

ฟุ้งด้วยเรื่องอะไร หาสาเหตุว่าคุณฟุ้งเรื่องอะไรเล่า คุณฟุ้งเพราะคุณไปยินดีกับเรื่องอะไร คุณไปยินร้ายกับเรื่องอะไร ถ้าฟุ้งแปลว่ายินร้ายใช่ไหม ถ้าฟุ้งเรื่องความรักแสดงว่าคนรักมาไม่ถูกตามเป้าหมาย เป็นยินร้ายใช่ไหม ถ้ามันกังวล หาเหตุสิ หาเหตุที่ทำให้คุณฟุ้ง หาเหตุที่ทำให้คุณเกิด ที่ให้คุณเกลียด คุณหาเหตุ มันจบไปแล้ว เราไม่ยอมจบเอง ไปค้นมันมาใหม่นี่เอง มันจบไปแล้วคุณก็เอามันเกิดขึ้นมาอีก ระวังตายขณะนั้น จิตมันเกิดขณะที่จิตเป็นอกุศลนี่กรรม ตายไประวังไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

   



"สงสัยว่ามาถูกทางมั้ย"

คุณแม่ชีเกณฑ์ : คุณโยมบริกรรมอันใดรึ 
ผู้ปฏิบัติธรรม : ปกติเพ่งกสิณ กสิณสีขาว แต่สงสัยว่ามันมาถูกทางมั้ย ทำๆไป มีอยู่ครั้งหนึ่งเหมือนกับว่าเราจะเห็นภาพกสินเป็นวงสีขาว พอมองเห็นกสิณ พอถึงเวลาเหมือนกับรู้อยู่ แต่ว่าไม่รู้สึกข้างนอก มันรู้สึกว่ารู้อยู่แถวๆนี้

คุณแม่ : แล้วมันสงบมั้ย
ผู้ปฏิบัติธรรม : ก็สงบแต่มันจะไม่รู้สึกอะไรจากข้างนอก

คุณแม่ : รู้ว่าอะไรมากระทบใจ รู้มั้ย
ผู้ปฏิบัติธรรม : มันไม่รู้อะไรสักอย่าง รู้แต่ใจอย่างเดียว

คุณแม่ : ลมหายใจรู้มั้ย
ผู้ปฏิบัติธรรม : ลมหายใจก็ไม่รู้สึก แค่รู้สึกแต่ใจอย่างเดียวว่า มันมีแต่ใจอย่างนี้ ทำไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าอันนี้มันแปลกดี อันนี้ใจ แล้วเราเหมือนเราจะพยายามอย่างอื่นแต่มันไม่ได้ มันรู้แต่ใจอย่างเดียว พอนั่งๆไปปุบ ผ่านๆไป อาการนี้มันสงบดี อยากให้เป็นอีกแต่มันไม่เป็นตลอดเวลา เหมือนมันหายไปเลย ทำมาหลายปี แต่มันจะไม่เป็นอาการสักเท่าไหร่ หรือว่าเรารู้แล้วว่าเรารู้ก็ไม่ทราบ

คุณแม่ : แล้วทีนี้เวลามันโกรธขึ้นมา คุณโยมรู้เท่าทันมันมั้ย 
ผู้ปฏิบัติธรรม : พอรู้ค่ะ อารมณ์แรงนี่รู้เลยค่ะ 

คุณแม่ : แล้วมันระงับได้อย่างฉับพลันมั้ย
ผู้ปฏิบัติธรรม : ยังไม่ได้ทันที พอเรารู้ว่าเราแรงแล้ว อารมณ์เกิดปุบ เรารู้ว่าอันนี้เราโกรธแล้วนะ แต่ว่ามันก็ยังไม่หาย มันค่อยๆจางไป

พระผู้มีพระภาคเจ้าบอกว่า 84,000 พระธรรมขันธ์ คุณโยมจะเอาอะไรมาก็ได้ กระติกก็ได้ โทรศัพท์นี้ก็ได้ คุณโยมจะเอาสีขาว สีดำ สีเขียว สีอะไรก็ได้มาเป็นกสิณ คำว่ากสิณ คือเพ่งจิตเป็นหนึ่ง เพ่งจิตไม่ให้ออกไปที่ไหน ก็เหมือนแม่ให้เครื่องล่อ พองหนอ ยุบหนอ แต่อันนี้คือให้รู้เท่าทัน อารมณ์มากระทบที่ไหน ท่านก็ให้กำหนดรู้ เพราะอะไร เพราะว่าเผื่อเราไปได้ยินเสียง มันจะได้ไม่โกรธ 

แต่ถ้าคุณโยมเล่นกสิณ คุณโยมรู้อยู่ในจิต เออ มันโกรธก็รู้ แต่ในเมื่อคุณโยมไม่อยากให้อารมณ์เข้ามาสู่ที่ใจ คุณโยมก็ต้องฝึกสติ เพราะจิตคุณโยมไปมีความอยาก อยากให้มันเป็นเหมือนอย่างนั้น เหมือนอย่างนี้ คุณโยมไปปรุงแต่งมันเป็นนิวรณ์ นิวรณ์ที่จะขวางกั้นที่จะไม่ให้ผู้ปฏิบัติ เห็นไปตามความปรารถนา 

เพราะความอยากของคุณโยมเข้าไปขวางกั้น เพราะคุณโยมไปติดที่มันสุข มันจางมันสบายมันเย็น คุณโยมก็ไปติดสุข แต่มันแสดงอาการที่แปรปรวนไม่เที่ยงให้คุณโยมเห็น คุณโยมก็เลยไม่เข้าใจ อยากไปคว้าเอาแต่ของเก่า ไปยึดไม่ได้ เพราะมันไม่เที่ยง มันไม่เป็นตัวเป็นตน ความรู้สึกสุข มันเป็นภาวะแค่ชั่วขณะแล้วมันก็สลายไป อาการอย่างอื่นก็ขึ้นมาแทน มันสลับไปสลับมา คำว่าสลับก็คือเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา 

คุณโยมจะให้มันเที่ยง มันก็ไม่เที่ยง แต่ถ้าคุณโยมดับอารมณ์ได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นมันเที่ยง รู้ท่าทันอันนี้จะเที่ยงตลอด จิตนี่จะเป็นกลางๆ สบาย คุณโยมจะเข้านิ่งสงบ มันก็ไม่สุขไม่ทุกข์ แต่มันไม่ยึด ไม่ติดสุข ก็อยู่รู้วางๆ แต่ใจไม่ติดสุข ยิ่งกว่าบรมสุขที่ไปติด คุณโยมต้องออกมาเจริญสติรับรู้ทุกอย่าง สติและปัญญาเท่านั้น ที่จะทำให้คุณโยมดับอารมณ์ทัน





"มันโกรธไปแล้ว ดับยากเพราะอะไรครับ"

คุณแม่ชีเกณฑ์ : เพราะโทสะมันแรง ตัวทิฐิ อัตตาตัวตนมันแรง ก็เลยดับไม่ได้ คุณโยมเห็นกำแพงมั้ย ลมเข้าได้มั้ย สติคุณโยมหนาอย่างนี้เมื่อไหร่ อารมณ์ก็ไหลเข้าไปสู่ใจคุณโยมไม่ได้ แล้วคุณโยมเคยบริกรรมอะไรมั้ย
ผู้ปฏิบัติธรรม : เคยแต่เดินจงกรม

คุณแม่ : แล้วนั่งสมาธิมั้ย
ผู้ปฏิบัติธรรม : เคยนั่งดูลมหายใจ

คุณแม่ : อย่างนั้นแม่จะถาม คุณโยมเคยสังเกตมั้ย เมื่อลมหายใจเข้า ก่อนลมจะออก คุณโยมรู้สึกว่ารู้ตามมั้ย มีสติรู้ตามตลอดมั้ย
ผู้ปฏิบัติธรรม : บางครั้งก็รู้ตาม บางครั้งก็หลง

เห็นมั้ยแปลว่าคุณโยมรู้เป็นบางขณะ คุณโยมต้องรู้ตามทุกขณะ ขณะที่มันเข้า ที่มันออก ทุกขณะที่คุณโยมคิด คุณโยมพูด คุณโยมปรุงแต่ง ให้คุณโยมรู้เท่าทันอยู่ตลอด รู้เท่าทันแล้วให้รู้โทษมันด้วย ไม่ใช่รู้เท่าทันแล้วเฉยๆ ไม่ได้ 

รู้ว่ามันโกรธ ก็โกรธไปไม่ได้ รู้ว่า เออ อันนี้มันโกรธ มันเป็นโทษนะ ตายไปขณะนี้ ต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรกแน่นอน เป็นสัตว์เดรัจฉาน ต้องบอกมันอย่างนี้ รู้เฉยๆ ไม่มีอะไรบอกไม่ได้ เพราะมันดื้อ มันไม่เชื่อ ต้องบอกมัน ถ้าตายตอนนี้นะ ถ้าโกรธต้องไปเป็นสัตว์ที่โหด ไปเป็นเสือโคร่งที่ดุร้าย ขย้ำขยี้ ฉีกเนื้อมนุษย์ สัตว์ทั้งหลายที่เล็กและอ่อนแอกว่า ไปเป็นงู ก็คงเป็นงูอสรพิษที่ร้าย 

อันนี้เป็นเรื่องจริงเพราะจิตมันร้ายก่อนที่จะตาย มันก็ต้องไปสู่สิ่งที่ร้าย อันนี้คือแน่นอนเพราะว่ามันไปแล้ว มันสร้างกรรม สร้างภพก่อนที่จะไปให้มันแล้ว 

ไม่ต้องดูยากเลยว่าเราจะตายยังไง นรกขุมไหนละ ดูใจเราก่อน ต้องรู้ตลอดเวลาว่าจิตมันคิด มันปรุงมันแต่งอยู่ในภาวะใด สติเท่านั้นเองที่จะสกัดกั้น และปัญญาเห็นโทษเห็นภัยมันอย่างนี้จึงจะขาดจากมันได้




 เปิดอ่านหน้านี้  2096 

แนะนำสถานปฏิบัติธรรม



  แสดงความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย