หลงสมมติ
หลงสมมติ
"ถ้าโง่แล้วมันก็จะต้องถูกหลอก หลอกได้แม้กระทั่งตัวเอง หลอกตัวเองไม่ต้องมีใครมาหลอก แต่ที่เห็นๆ กันอยู่ก็ คือ การนิยมที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความสมมติ ว่าสวย ว่างาม ว่าดี ว่าอย่างนั้น อย่างนี้...
.
ไอ้การสมมติอย่างนี้นั้นมันเป็นเรื่องหลอกลวงมากขึ้น เป็นศิลปะของการหลอกลวง ถ้าเราไปชอบเข้าก็แปลว่า เราก็เป็นคนโง่ที่ไปชอบหลอกลวงผู้อื่น หรือให้ผู้อื่นหลอกลวงเรา รู้สึกตัวเสียได้ ก็คงจะทำให้ถูกต้อง...
.
เขาต้องการจะให้สวย ให้รวย ให้สนุกสนานเอร็ดอร่อย เพลิดเพลินทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายไม่มีที่สิ้นสุด แต่ส่วนพระธรรมหรือพระเจ้านั้นบอกว่าอย่าต้องการให้มันมากถึงขนาดนั้นเลย จงต้องการแต่เท่าที่จำเป็นแก่การที่จะเป็นอยู่กันอย่างผาสุกเถิด
.
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าจง #กินอยู่ให้พอดี ถ้าอย่างนี้มันจะเป็นไปเพื่อธรรม แต่ถ้าว่า #กินดีอยู่ดี ขยายออกไปจนไม่มีที่สิ้นสุด จนว่าทุกๆคนจะต้องมีนั่นมีนี่เต็มไปทั้งบ้านทั้งเรือนอย่างนี้แล้วมันก็เป็นการหลอกลวง
.
ถ้าคนเรามีความโง่ ก็ต้องไปหลงเอายึดของที่ไม่ใช่ความสุขมาเป็นความสุขของเราเสมอ
.
ความสุขที่แท้จริง หมายถึงความสุขที่ไม่หลอกลวง ความสุขที่หลอกลวงนั้นเป็นของกิเลสของความโง่ ถ้าเป็นความสุขที่แท้จริงอาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลย ถ้าเป็นความสุขที่หลอกลวงแล้วล่ะก็ต้องใช้เงินมาก ยิ่งหลอกลวงมากก็ยิ่งใช้เงินมาก
.
พุทธทาสภิกขุ